คิดบนเส้นทางลบ

21 พฤศจิกายน 2013

วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ที่มาภาพ :http://static.guim.co.uk/sys-images/Guardian

ที่มาภาพ: http://static.guim.co.uk/sys-images/Guardian

หลายอย่างในชีวิตเราไม่รู้ชัดเจนว่าทำอย่างไรจึงจะประสบผลสำเร็จ แต่เรารู้ว่าต้องไม่ทำอะไรจึงจะบรรลุผลสำเร็จ วิธีคิดเช่นนี้เป็นประโยชน์มากหากรู้จักนำไปใช้

Rolf Dobelli เล่าไว้ในหนังสือชื่อ The Art of Thinking Clearly (2013) ว่าครั้งหนึ่งสันตะปาปาซึ่งเป็นผู้จ้างรายใหญ่ในการผลิตงานศิลปะได้ถาม Michelangelo ศิลปินเอกของโลกร่วมสมัยกับ Leonardo De Vinci เมื่อ 500 กว่าปีก่อนว่า “ช่วยบอกความลับของการเป็นอัจฉริยะของท่านหน่อยเถอะ ว่าทำอย่างไรจึงสามารถสร้างสรรรูปปั้นเดวิด (The Statue of David) ซึ่งเป็นงานชิ้นเอกของชิ้นเอกทั้งหมดได้” คำตอบของ Michelangelo ก็คือ “ง่ายนิดเดียว ผมก็สกัดทุกสิ่งที่ไม่ใช่ David ออกไป”

รูปสลักหินอ่อน David ซึ่งเป็นชายเปลือยยืนอยู่คนเดียว มือขวาแนบลำตัวและมือซ้ายจับผ้าผืนเล็กที่พาดอยู่บนบ่าซ้าย ว่ากันว่าเป็นรูปสลักที่งดงามที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก David ในที่นี้เป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ David ในคัมภีร์ไบเบิล และ David คนนี้แหละที่สู้กับ Goliath

รูปสลักนี้ Michelangelo เป็นเจ้าของผลงาน ใช้เวลาสร้างระหว่าง ค.ศ. 1501-1504 ตลอดเวลากว่า 500 ปี รูปสลักนี้ได้รับความสนใจจากชาวโลกมาตลอด ปัจจุบันก็ยังเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่หลั่งไหลไปอิตาลีเพื่อชื่นชม

คำพูด “ต้องสกัดทุกสิ่งที่ไม่ใช่ David ออกไปเพื่อให้ได้มาซึ่งรูปสลัก David” ของ Michelangelo ฟังดูแล้วเวียนหัวเสมือนการตีโวหารเล่นกับสันตะปาปา แต่จริงๆ แล้วเขาหมายความถึงวิธีคิด ซึ่งต่อมามีชื่อเรียกว่า “Via Negativa”

แนวคิด Via Nagativa หมายถึงเส้นทางลบ หรือเดินทางการปฏิเสธ หรือเส้นทางของการตัดออกไป หรือเส้นทางของการตัดลด เป็นแนวคิดที่มีมาตั้งแต่ยุคกรีกโรมัน และสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

ในเส้นทางนี้ เราไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ เพราะเราไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ แต่เรารู้ชัดเจนว่าอะไรจะทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จ การตระหนักเช่นนี้ทำให้เราเห็นว่า negative knowledge (what not to do) อาจเป็นพลังสำคัญมากกว่า positive knowledge (what to do) ด้วยซ้ำ

ไม่เชื่อลองพิจารณาแนวคิดของศีล 5 ก็ได้ ทั้งหมดเป็นการห้าม เริ่มตั้งแต่งดเว้นการฆ่าสัตว์ งดเว้นการลักขโมย งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม งดเว้นการกล่าวเท็จ และงดเว้นการดื่มสุราเมรัย การไม่ทำสิ่งเหล่านี้จะทำให้มีชีวิตอยู่ในครรลอง ไม่เกิดปัญหา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการห้ามในเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต

ข้อสอบแบบปรนัยมีคำตอบให้เลือกก็อาจใช้ Via Negativa ช่วยได้ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าข้อใดถูกต้อง แต่ก็มีหลายข้อที่รู้ว่าไม่ใช่คำตอบแน่นอน จึงสามารถขจัดข้อไม่ถูกออกไปจนเหลือข้อให้คาดเดาน้อยลง โอกาสตอบถูกต้องก็มีมากขึ้น

Michelangelo บอกสันตะปาปาว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าจะสร้างสรร David อย่างไร รู้แต่เพียงว่าสกัดส่วนที่คิดว่าไม่ใช่ David ออกไปทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่เหลือก็คือรูปสลักที่มีชื่อเสียงที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก (มีไม่กี่ครั้งที่รูปปั้นหรือรูปสลักชายเปลือยชนิดเห็นอวัยวะเพศได้รับความนิยมจากทุกเพศ ไม่ว่าเพศที่ 1 หรือ 2 หรือ 3)

การคิดของมนุษย์ก็เหมือนกัน เราถูกหลอกเพราะสิ่งลวงตามากมาย จนไม่รู้ว่าการคิดที่ถูกต้องคืออะไร รู้แต่เพียงว่าต้องตัดสิ่งที่ลวงออกไปให้มากที่สุด ก็จะทำให้ได้การคิดที่ผิดพลาดน้อยที่สุด

ตัวอย่างเช่น เราถูกลวงตาเพราะ Halo Effect กล่าวคือ เมื่อเราเห็นชายหรือหญิงมีความงามเป็นพิเศษ ใจเราก็จะถูกครอบงำโดยความงามนั้นจนลักษณะประกอบพิเศษอื่นๆ ถูกมองข้ามไป ถ้าประยุกต์ไปไกลอีกหน่อย ความร่ำรวย (หรือคิดว่าร่ำรวยเพราะเห็นใช้ของหรือขับรถราคาแพง) การศึกษา ชาติกำเนิด บุคลิก ความสามารถ ฯลฯ ก็สร้าง Halo Effect ได้เช่นกัน

“การเชื่อว่าคนรวยแล้วไม่โกง” “คนหน้าตาดีมักเป็นคนฉลาดไว้ใจได้” “เก่งอย่างนี้ต้องดีด้วยแน่” ล้วนเป็นผลพวงจาก Halo Effect ที่ทำให้การคิดตัดสินใจของเราผิดพลาดอยู่บ่อยๆ

อีกลักษณะหนึ่งของการลวงก็คือ เรามักเชื่ออย่างที่เราอยากจะเชื่ออย่างขาดเหตุผล เช่น ชื่นชมเทิดทูนว่าคนคนหนึ่งเก่ง เป็นคนดี ก็จะปักใจอย่างนั้น มิใยที่มีหลักฐานท่วมท้นที่เป็นอย่างอื่น อย่างนี้เรียกว่าหลอกตัวเองได้มีประสิทธิภาพกว่าถูกคนอื่นหลอก

ถ้าเราตระหนักว่าตัวอย่างสองปรากฏการณ์นี้ลวงใจเราได้จริงๆ เราก็ต้องระมัดระวัง และในที่สุดเราก็จะได้การคิดที่ปราศจากการถูกลวงมากที่สุด

มนุษย์เราได้ยินแต่ว่า การคิดที่เป็นบวก (positive thinking) จะสร้างพลังและสิ่งงดงามก็จะตามมา ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ไม่ผิด อย่างไรก็ดี ยังมีแนวคิดชนิดที่เป็นลบ (Via Negativa) (ซึ่งมิใช่ทิศทางตรงกันข้ามกับแนวคิดบวกดังกล่าว) ที่อาจช่วยให้ตัดสินใจได้ผิดพลาดน้อยที่สุด

แนวคิดลบนี้เน้นการคำนึงถึงสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไร ฯลฯ กล่าวคือไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่รู้ว่าอะไรที่ไม่ใช่มัน

ผมบอกไม่ได้ชัดเจนว่าอะไรที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งมีเสน่ห์น่ารัก แต่ผมรู้ว่าสิ่งใดที่เธอทำแล้วหมดเสน่ห์ไม่น่ารัก เช่น สูบบุหรี่ จู้จี้จุกจิกกับการไปไหนมาไหนของผม ชอบข่มผมต่อหน้าคนอื่น เรื่องมาก ขี้หึงอย่างไร้เหตุผล เอาแต่ใจตัว ฯลฯ

Via Negativa ไม่เพียงแต่ให้คำแนะนำที่ดีๆ แก่หญิงเท่านั้น หากยังสามารถเป็นประโยชน์แก่ชายอีกด้วย เพราะผู้หญิงเขาก็รู้เหมือนกันว่าชายที่เรียกว่าดีนั้นไม่สมควรทำอะไรบ้าง

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรกคอลัมน์ “อาหารสมอง” น.ส.พ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคาร 19 พฤศจิกายน 2556