“นิพนธ์ พัวพงศกร” ตอบโจทย์บทบาทที่ลดลงของวิชาเศรษฐศาสตร์ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ – หมดยุค “เชื่อผู้นำ ชาติเจริญ”

12 พฤศจิกายน 2013

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา สมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทยได้จัดการประชุมสามัญประจำปี 2556 ที่โรงแรม สวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด มีนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสระดับประเทศมาร่วมงานมากมาย อาทิ ดร.อัมมาร สยามวาลา, ดร.อัจนา ไวความดี, ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์, ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ และ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร เป็นต้น

ภายในงานมีการเสวนาจากนักเศรษฐศาสตร์ภายใต้หัวข้อ “วิชาเศรษฐศาสตร์กับการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ” ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจในหัวข้อนี้ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ได้นำเสนอดังต่อไปนี้ โดยเริ่มด้วยคำถามว่า “ทำไมวิชาเศรษฐศาสตร์จึงมีบทบาทลดลงในการกำหนดนโยบายสาธารณะ?” และตอบคำถามว่า “การที่วิชาเศรษฐศาสตร์มีบทบาทลดลงเกิดจากบริบทการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนไป รวมทั้งเกิดจากตัวนักเศรษฐศาสตร์ไทยเอง”

ดร.นิพนธ์กล่าวว่า ในยุคเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ วิชาเศรษฐศาสตร์มีบทบาทในการกำหนดนโยบายสาธารณะมากเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบการเมืองเผด็จการยุค “เชื่อผู้นำ ชาติเจริญ” ซึ่งบทบาทสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์คือการนำเสนอนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ” นโยบายเสถียรภาพการเงิน-การคลัง นโยบายการพัฒนาการเกษตรที่จัดทำโครงสร้างพื้นฐานการเกษตร เช่น ถนน เขื่อน ไฟฟ้า การศึกษาขั้นประถม การวิจัยและส่งเสริมเกษตร สินเชื่อเกษตร เอกสารสิทธิ์ เป็นต้น นโยบายสนับสนุนการลงทุนของต่างชาติและส่งเสริมการส่งออกทุน เทคโนโลยี การจัดการการขยายการศึกษา การเปิดเสรีการค้า (AFTA) การปฏิรูปภาษีศุลกากร และนโยบายพลังงาน

นโยบายส่วนใหญ่ในยุคแรกเริ่มเป็นการสร้างพื้นฐานและสร้างสถาบันให้ระบบตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บทบาทของวิชาเศรษฐศาสตร์โดดเด่นมาก ยิ่งเมื่อมีการมอบรางวัล Nobel สาขาเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1969 ฐานะของวิชาก็สูงขึ้น และเป็นเรื่องโชคดีที่เผด็จการทหารหลายคนใช้บริการของนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความสามารถสูง เช่น ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ส่วนองค์กรระหว่างประเทศและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาก็ให้เงินช่วยเหลือและให้เงินกู้ ซึ่งต่างก็เชื่อในทฤษฎีการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมกระแสหลัก

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร

ดร.นิพนธ์ให้เหตุผล 4 ประการที่บทบาทวิชาเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันลดน้อยถอยลง

1. พรรคการเมืองเป็นผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ

รัฐบาลในยุคปัจจุบันเน้นผลงานระยะสั้นเพื่อคะแนนเสียง นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวจึงไม่ได้รับความสนใจ ซึ่งเถ้าแก่เจ้าของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจด้วยตัวเอง ประกอบกับปัจจุบันทีมเศรษฐกิจของพรรคการเมืองมีบทบาทค่อนข้างน้อย ต่างจากในยุคเผด็จการหรือประชาธิปไตยครึ่งใบ ที่ทีมเศรษฐกิจมักประกอบด้วยนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของประเทศ

“นักเศรษฐศาสตร์ในหน่วยราชการไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือนโยบายที่แตกต่างจากรัฐบาล ส่วนการเมืองไทยแบบสุดขั้วก่อให้เกิดปัญหาการนำเสนอและการวิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจ โดยแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ 1) ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลหรือที่ปรึกษา ที่ต้องปกป้องนโยบายของพรรคโดยละเลยข้อเท็จจริง 2) ฝ่ายนักเศรษฐศาสตร์เสียงส่วนน้อย เช่น TDRI ที่ทำหน้าที่ “ยิงนก” และ 3) ฝ่ายนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ซึ่งเกรงว่าการให้ความเห็นจะถูกจับใส่เสื้อสี ทำให้การไม่แสดงความเห็นเป็นทางที่ปลอดภัยที่สุด บทบาทของนักเศรษฐศาสตร์จึงลดลงเมื่อเทียบกับนักวิชาการสาขาอื่น และ NGOs”

2. ความล้มเหลวของวิชาเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ

วิชาเศรษฐศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า รูปแบบใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่จะดึงระบบเศรษฐกิจให้พ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางเป็นอย่างไร เรารู้แค่ว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเดิมใช้ไม่ได้แล้วเท่านั้น และไม่มีองค์ความรู้เพียงพอเรื่องฟองสบู่และวิกฤติเศรษฐกิจการเงิน

ในภาวะที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้นโยบายการเงินนอกแบบแผน เช่น การทำ QE ประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทยไม่สามารถดำเนินนโยบายการเงินแบบปกติได้ และการปล่อยให้เงินไหลเข้าออกโดยเสรี จะก่อเกิดปัญหาต่อการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินบาท ซึ่งจำเป็นต้องมี macro-prudential measures มาเสริม แต่จะทำอย่างไรก็ยังไม่ชัดเจน ส่วนงานวิชาการเศรษฐศาสตร์สาขาพฤติกรรมมนุษย์ยังไม่ใช่ “กระแสหลัก” เพราะพฤติกรรมของมนุษย์ในหลายกรณีไม่มีเหตุไม่มีผล

3. ความซับซ้อนของปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกับงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ โดยมีปัจจัย 3 ประการดังต่อไปนี้

หนึ่ง โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในปัจจุบันมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อม ในขณะที่วิชาเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถให้ข้อเสนอนโยบายที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อสังคมได้ หากนักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้ทำงานร่วมกับวิศวกร นักการเงิน และนักกฎหมาย ส่วนหน่วยงานราชการและรัฐบาลสามารถว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาและนักวิชาการบางคนให้เสนอผลวิเคราะห์ตามที่ตนต้องการได้

สอง เศรษฐศาสตร์มักมีทฤษฎี 2 ขั้ว คือ Keynesian และ Monetarist การจะมีนโยบายที่แก้ปัญหาได้จึงต้องมีการวิจัยประเมินผลนโยบาย (impact evaluation) ที่อาศัยข้อเท็จจริงจำนวนมาก งานวิจัยประเมินผลต้องใช้เทคนิคซับซ้อน ต้องเก็บข้อมูลนาน และเสียค่าใช้จ่ายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการใช้ randomized controlled experiment เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด แต่นักเศรษฐศาสตร์ไทยยังไม่ค่อยมีการทำวิจัยประเมินข้อเสนอนโยบายแบบ impact evaluation เพราะเป็นงานวิจัยที่ออกแบบยาก เสียเวลานาน และแพง ฝ่ายกำหนดนโยบายมักนิยมว่าจ้างให้วิจัยประเมินนโยบายแทน ส่วนการกำหนดนโยบายพัฒนาจึงไม่พึ่งวิชาเศรษฐศาสตร์ หรืออย่างมากก็ว่าจ้างนักวิชาการบางคนหรือบางบริษัทที่ปรึกษาที่ยอมให้คำตอบที่ผู้กำหนดนโยบายต้องการ ฉะนั้น การใช้เศรษฐศาสตร์จัดทำนโยบายจึงถูกบิดเบือน

สาม นอกจากนั้น งานวิจัยนโยบายสาธารณะในระบบประชาธิปไตยจะต้องมีกระบวนการติดต่อสื่อสาร (communication) หรืออย่างน้อยเผยแพร่ผลวิจัย (disseminate) ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งค่อนข้างที่จะเสียเวลาของนักวิจัยและต้องใช้งบประมาณ นักวิชาการส่วนใหญ่มักไม่มีทักษะด้านนี้ ความพยายามของสถาบันนโยบายสาธารณะที่ผ่านมา คือ สถาบันต้องลงมือทำเอง เมื่อการใช้ความรู้เศรษฐศาสตร์จัดทำนโยบายมีข้อยุ่งยากมากมาย อาจารย์ส่วนใหญ่ก็จะเลือกไม่ทำงานวิจัยนโยบายสาธารณะ

4. ความล้มเหลวของการเรียนการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์

อาจารย์เศรษฐศาสตร์ประสบความล้มเหลวในการสอนให้นักศึกษาเข้าใจบทบาทและข้อจำกัดของกลไกตลาด ส่วนระบบแรงจูงใจ (ตำแหน่งวิชาการ) และภาระงานทำให้นักวิชาการเน้นการเขียนตำราและงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างประเทศมากกว่างานวิจัยด้านนโยบายเศรษฐกิจ

ความล้มเหลวจากการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์มี 2 ด้าน

หนึ่ง นักศึกษาไม่เข้าใจบทบาทและกลไกตลาดอย่างแท้จริง เพราะเราเน้นแต่เรื่อง “ประสิทธิภาพ” ของระบบตลาด เราจึงใช้ “ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ” เป็นหลักเกณฑ์เดียวในการตัดสินใจว่ารัฐควรแทรกแซงตลาดหรือไม่ เราสอนแต่ว่าควรแทรกแซงตลาดเมื่อมี market failure หรืออย่างเก่งก็สอนว่าการแทรกแซงกลไกตลาดอาจทำให้สถานการณ์แย่ลง

มีอาจารย์น้อยคนที่สอนว่าการแข่งขันทุกรูปแบบ รวมทั้งการใช้กลไกตลาดล้วนเกิดผลในการเลือกปฏิบัติหรือเกิดการแบ่งแยก ตัวอย่างเช่น ท่านจะเลือกแจกตั๋วฟุตบอลโลกที่บราซิลอย่างไร ซึ่งแต่ละวิธีก็ล้วนเลือกปฏิบัติต่างกัน ถ้าตอบปัญหา คนรอบรู้จะได้, ถ้าจับสลาก คนโชคดีจะได้, ถ้าประกวดความงาม คนสวยจะได้, ถ้าแข่งเตะบอล นักฟุตบอลจะได้, ถ้าคิดประมูลราคาตั๋ว คนมีเงินจะได้ และถ้าให้รัฐสภาลงมติ คนมีพวกมากจะได้

โดยสรุป การใช้ระบบตลาดเป็นเครื่องมือจัดสรรทรัพยากร เท่ากับเป็นการยอมรับ “คุณค่า” (value) อย่างหนึ่งโดยปฏิเสธ “คุณค่าแบบอื่นๆ ในสังคม” แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ทำไมเวลาแม่ค้าขึ้นราคาข้าวแกง ขสมก. ขึ้นค่ารถเมล์ คนจำนวนมากจึงออกมาต่อต้านคัดค้าน แต่เวลารถเบนซ์ขึ้นราคาไม่มีใครคัดค้าน แสดงว่าเมื่อไรที่การขึ้นราคาเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นความตายของคนจำนวนมาก (รวมทั้งคนที่เรียนเศรษฐศาสตร์) คนส่วนใหญ่จะปฏิเสธกลไกตลาด ซึ่งสะท้อนว่าวิชาเศรษฐศาสตร์มีข้อจำกัดมาก

ถ้าจะนำเศรษฐศาสตร์มาใช้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์จะต้องสามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบผลกระทบ (cost-benefit) ของวิธีการจัดสรรทรัพยากรทั้งที่ใช้กลไกราคา กลไกการเมือง และกลไกอื่นๆ ว่าเมื่อไรควรใช้กลไกตลาด เมื่อไรจะแทรกแซง และถ้าแทรกแซงแล้วเกิดปัญหาจะทำอย่างไร

สอง ข้าราชการและภาคเอกชนที่จบเศรษฐศาสตร์ยังไม่เข้าใจเรื่องอันตรายของการแทรกแซงของรัฐ ตัวอย่างเช่น เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ (ชินวัตร) อ้างว่า “พ่อค้าส่งออกข้าวมีชีวิตสุขสบายสามารถซื้อข้าวราคาถูกจากรัฐบาล ไปส่งออกในราคาถูก…ถ้าจะให้ชาวนาอยู่รอด เราต้องช่วยให้เขามีกินมีใช้” และบรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็สนับสนุนว่า “ตลาดข้าวในโลกมีปัญหาตลาดไม่สมบูรณ์ รัฐจึงต้องแทรกแซง” แต่รัฐบาลก็ยังคงอาศัย “พ่อค้าเอกชน” บางคนในการขายข้าว

แม้นักเศรษฐศาสตร์จะพูดเรื่องความเสียหายจาก “ทุนนิยมพรรคพวก” (crony capitalism) แต่จะมีนักเศรษฐศาสตร์ข้าราชการและประชาชนสักกี่คนที่เข้าใจว่าการแทรกแซงของรัฐกำลังทำลาย “กลไกตลาด” ที่เป็นพลังผลักดันให้อุตสาหกรรมข้าวไทยผลิตและขาย “ข้าวคุณภาพ” เมื่อวิชาเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถให้ความกระจ่างในเรื่องข้อดี-ข้อเสียของกลไกตลาดกับกลไกรัฐ ก็อย่าหวังว่าเราจะใช้เศรษฐศาสตร์กำหนดนโยบายเศรษฐกิจได้

อนาคตวิชาเศรษฐศาสตร์ของไทย

นักเศรษฐศาสตร์ไทยต้องสามารถแสดงให้สังคมเห็นว่า วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และคนไทยจะได้ประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น นักเศรษฐศาสตร์ต้องแสวงหาทางออกที่ช่วยให้ประเทศไทยสลัดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง คนไทยจะได้ประโยชน์จากนโยบายการพัฒนาอย่างทั่วถึง คนส่วนใหญ่มีการกินดีอยู่ดี ฉะนั้น นักเศรษฐศาสตร์ต้องทำงานร่วมกับนักวิชาการสาขาอื่น ปฏิรูประบบการเรียนการสอนให้นักศึกษาเข้าใจระบบเศรษฐกิจไทย และสามารถวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ และมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบแรงจูงใจ ภาระงานของอาจารย์ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมทางวิชาการในมหาวิทยาลัย

  • Anonymous

    คิดว่าปัญหาหลักของนักเศรษฐศาสตร์ คือ ไม่เคยเรียนลักษณะการหาความรู้แบบอื่นๆ (epistemology) ที่ไม่ใช่แนวแบบ positivist ครับ.. คือ มันลึกในแนวคิดแบบเดียวเลย แต่ไม่กว้าง.. ซึ่งเวลาเรียนมันก็จะดูสวยมาก.. theory ทุกอย่างมันสามารถนำมาต่อกันได้หมดอย่างลงตัว.. ถ้ามีอะไรแตกแต่างกัน ความแตกต่างนั้นก็สามารถทำให้ชัดเจนได้.. จนเวลาเรียนบางที ก็ทำให้ลืมไปได้ว่า อะไรพวกนั้นเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์สร้างขึ้นมาเองนะ มันไม่จำเป็นที่จะต้องสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้เสมอไป.. เรียนไปมากๆ จะทำให้เกิดอาการใจแคบ หลงนึกไปว่าวิชาเศรษฐศาสตร์ คือ สัจธรรม.. เช่น นักเศรษฐศาสตร์ส่วนมากมองทุกอย่างเป็น ตลาดเสรี vs การควบคุมจากรัฐบาล.. แล้ววัฒนธรรมหายไปไหน.. ในความเห็นของผม วัฒนธรรมมีความสำคัญพอๆกับเศรษฐกิจเลย.. แต่ปัญหาคือจะศึกษาวัฒนธรรมในแบบที่มันมันชัดเจนๆ เป็นเรื่องยาก พอทำไม่ได้ก็จะก็มีแนวโน้มโดนมองข้ามไปเลย.. อย่างไรก็ตาม ไม่ได้บอกว่าแนวคิดแบบนี้มันไม่ดีนะครับ ถ้าไม่มีความชัดเจน เราจะดำเนินชีวิตได้อย่างไร แต่ที่ดีกว่าคือนักเศรษฐศาสตร์ก็ควรที่จะเปิดใจให้กว้างขึ้น และเรียนรู้ที่จะปรับแนวคิดตัวเอง ถ้าแนวคิดแบบเศรษฐศาสตร์ๆ เกิดผิดพลาดขึ้นมา.. ทั้งนี้ทำให้นึกถึงคำพูดของ Zizek อันหนึ่งครับว่า “To step out of ideology is a painful experience” (ความเห็นส่วนตัวนะครับ ^^ )

  • IKEA

    ในฐานะลูกศิษย์คนหนึ่งของอาจารย์ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ

    ผมเองรู้สึกว่าเศรษฐศาสตร์มีข้อจำกัดเยอะมาก (โดยเฉพาะเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก) พอเรียนจบตรี ผมจึงตัดสินใจไปเลือกเรียนวิชาสาขารัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และสังคมศาสตร์อื่นๆ แทนที่จะต่อด้านเศรษฐศาสตร์เพียวๆ ผมคิดว่าการที่นักเศรษฐศาสตร์ได้ศึกษาวิชาสังคมศาสตร์อื่นๆ จะช่วยเปิดมุมมองต่อโลกได้กว้างขวางขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ส่วนตัวผมคิดว่าการตัดสินใจดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ทั้งในไทยและทั่วโลก ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้อาศัย regression หรือเทคนิค econometrics มาวิเคราะห์เท่าไหร่นัก แต่กลับขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยทางการเมืองไม่น้อยไปกว่าเหตุปัจจัยทางเศรษฐกิจ รวมทั้งขึ้นอยู่กับแนวความคิดเชิงนโยบาย (policy paradigm) ที่กำลังอยู่ในกระแสหรือเป็นที่รัฐบาลเห็นว่าเหมาะสม อยากให้นักเศรษฐศาสตร์มองโลกแบบ political scientist + sociologist เป็นด้วย ไม่ใช่แค่มองโลกแบบ economist อย่างเดียว

  • Suthon Hin

    สิ่งที่ผลิตเพิ่มได้ยากหรือเพิ่มไม่ได้เลย
    เช่น ที่ดิน และ ทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างที่มีแต่จะใช้หมดเปลืองไป
    (อุปทานมีความยืดหยุ่นน้อย) จะมีลักษณะถูกผูกขาดได้ง่าย โจเซฟ สติ๊กลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลจึงกล่าวว่า

    “หลักการภาษีทั่วไปข้อหนึ่งคือควรเก็บภาษีปัจจัยที่อุปทานไม่มีความยืดหยุ่น.
    . .เฮนรี จอร์จ บุคคลหัวก้าวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งปลายศตวรรษที่ 19
    พยายามสนับสนุนให้เก็บภาษีที่ดินก็เพราะเหตุนี้ด้วย” – http://www.nextnewdeal.net/wp-content/uploads/2010/12/principles-and-guidelines-for-deficit-reduction.pdf

    เหตุนี้ การเปิดโอกาสให้กลไกตลาดได้ทำงานอย่างเสรีนั้นจะต้องเสรีเฉพาะสินค้าหรือทรัพยากรที่ลงแรงลงทุนผลิตเพิ่มได้
    มิใช่ส่วนที่ผลิตเพิ่มไม่ได้หรือแทบไม่ได้ เฮนรี
    จอร์จจึงเสนอให้ยกเลิกภาษีทั้งสิ้น ยกเว้นให้เก็บภาษีอย่างเดียวจากที่ดิน
    (สมัยนั้น ค.ศ.1879 คงยังไม่ค่อยมีคนนึกถึงเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

    ภาษีที่ดินต่ำไปทำให้เกิดการเก็งกำไรสะสมกักตุนที่ดินกันเป็นการทั่วไป
    ทำให้ที่อยู่ที่ทำกินลดลง และมีราคา/ค่าเช่าสูงมากกว่าที่ควรจะเป็น
    ผลผลิตของชาติลด คนจนหางานทำยาก ว่างงาน ค่าแรงต่ำ ซ้ำถูกนายจ้างกดค่าแรง
    (ซึ่งนายจ้างก็เสียเปรียบเจ้าของที่ดินด้วยเหมือนกัน) ที่สำคัญมากๆ ก็คือทำให้เกิดวิกฤตวัฏจักรเศรษฐกิจฟองสบู่ซ้ำซากและยิ่งรุนแรงขึ้น

เครือข่ายสังคม