เศรษฐกิจไทยปีหน้า “ฟื้น” แต่ “ไม่ฟู”

13 พฤศจิกายน 2013

กูรูด้านเศรษฐกิจทั้งภาครัฐและเอกชน ประเมินเศรษฐกิจปี 2557 “ฟื้น” ดีขึ้นจากปีนี้ แต่ขยายตัวไม่สูง หรือ “ไม่ฟู” เหมือนอดีต โดยคาดการณ์จีดีพีปีหน้าโต 4-5% ด้านปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังมีทั้งปัจจัยในและนอกประเทศ “การเมือง-การลงทุนภาครัฐ-การลดทอนมาตรการคิวอี-เศรษฐกิจโลก”

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 เนื่องในวาระหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจครบรอบ 26 ปี และก้าวสู่ปีที่ 27 ได้จัดสัมมนา Thailand Economic Outlook 2014 “อนาคตเศรษฐกิจไทย ฟื้น หรือ ฟุบ” เพื่อระดมสมองทั้งภาครัฐและเอกชนในการรับมือกับปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศในปี 2557 และมองหาโอกาสและแนวทางที่จะสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจไทยต่อไป

“กิตติรัตน์” มองปัจจัยแวดล้อมปี’57 เอื้อเศรษฐกิจไทยโต

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายกิตติรัตรน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษ “อนาคตเศรษฐกิจไทย ฟื้น หรือ ฟุบ” ว่า ในปี 2557 เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่สิ่งแวดล้อมอำนวยพอสมควรในการที่จะทำให้เรามีความพร้อมที่จะพึ่งตัวเองและโตไปกับเศรษฐกิจโลกได้

โดยจากข้อมูลจีดีพีของจีน มีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตอยู่ระดับเกินกว่า 7.7% และจีดีพีของญี่ปุ่นแม้จะไม่ได้เติบโตมาก แต่มีทิศทางปรับตัวดีขึ้น และยุโรป แม้จีดีพียังติดลบ 0.7-0.8% แต่ติดลบน้อยลง ขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) ก็มีแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตรา 6.6%

“ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้กำลังมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่สิ่งแวดล้อมอำนวยพอสมควร” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าว

นายกิตติรัตน์เปรียบเทียบเศรษฐกิจเหมือนรถยนต์ที่มี 4 ล้อในการขับเคลื่อนนำพารถหรือเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาประเทศไทยใช้การส่งออกเป็นหลักทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้ 4-5% แต่ยังมีอีก 3 ล้อที่จะต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น คือ การใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคอุปโภคภายในประเทศ

“ต้องจับตาดูกลจักร 4 ตัวนี้ว่าจะทำงานอย่างไร และเศรษฐกิจจะเคลื่อนตัวอย่างไรไปข้างหน้า” นายกิตติรัตน์กล่าว

ทั้งนี้ ด้านการใช้จ่ายภาครัฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมั่นใจว่า งบประมาณประจำปี 2557 ซึ่งมีการบริหารจัดโครงการลงทุนที่ทำให้สามารถเร่งรัดเบิกจ่ายได้เร็วขึ้นกว่าปี 2556 จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และรัฐบาลพร้อมผลักดันการลงทุนโนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งวงเงินไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท จะเป็นตัวช่วยเพิ่มการลงทุนภาครัฐให้เพียงพอต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระดับต่ำมาก

“เงินจำนวน 2 ล้านล้านบาทจะใช้อย่างระมัดระวัง คือจะไม่กู้เงินมากองไว้ และจะควบคุมไม่ให้หนี้สาธารณะเกิน 50% ของจีดีพี ยืนยันว่าจะไม่นำเงินไปอัดฉีด หรือไปแจกโครงการใดๆ” นายกิตติรัตน์กล่าว

ขณะที่สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ นายกิตติรัตน์ยอมรับว่า อาจทำให้เศรษฐกิจสะดุดบ้างในระยะสั้น แต่ตราบใดที่ยังเชื่อมั่นในกลไกประชาธิปไตย ยอมรับความคิดเห็นต่าง และแสดงออกด้วยความสงบ เราจะไม่ต้องเผชิญปัญหาที่น่ากังวลมากนัก

ธนาคารโลกมั่นใจการเมืองไม่กระทบเศรษฐกิจไทย

ด้าน ดร.อูลริค ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปาฐกาถาพิเศษ “The Global Economic Forcast” ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะขยายตัว 2.3% และเพิ่มขึ้นเป็น 3.1% ในปี 2557 และ 4.4% ในปี 2558 โดยเอเชียตะวันออกจะขยายตัวสูงที่สุด 7.3% ในปีนี้ ซึ่งมีจีนเป็นผู้นำการเติบโตในอัตรา 7.5% สำหรับเศรษฐกิจไทยคาดว่าปีนี้จะเติบโต 4% และในปีหน้าคาดว่าจะเติบโต 4.5%

แม้เศรษฐกิจเอเชียและไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้นในปีหน้า แต่ธนาคารโลกประเมินว่ามีความเสี่ยงที่ต้องระวัง คือ ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย และอัตราแลกเปลี่ยน จากการทยอยลดมาตรการคิวอี (QE: Quantitative Easing) และปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐ รวมถึงความเสี่ยงจากปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ระดับสูง โดยเฉพาะไทยกับมาเลเซีย ซึ่งมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนอยู่ระดับสูงถึง 80 % ของจีดีพี

ขณะที่สถานการณ์การเมืองของไทยตอนนี้ ดร.อูลริคคิดว่า การเมืองไม่ใช่ความเสี่ยงสำคัญ เพราะการประท้วงไม่เห็นด้วยทางการเมืองเป็นการแสดงออกทางประชาธิปไตยและเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และจากอดีต ต่อให้มีการประท้วงทางการเมืองเกิดขึ้น แต่ภาคเอกชนยังแข็งแกร่ง สามารถรับมือกับสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นและเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้

“ครั้งนี้คิดว่าประชาชนไทยจะรับมือกับปัญหาและผ่านพ้นปัญหาไปได้ด้วยดี” ดร.อูลริคกล่าว

สัมมนา “อนาคตเศรษฐกิจไทย ฟื้น หรือ ฟุบ ?” วิทยากรได้แก่ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ, น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์, ดร.สุธาภา อมรวิวัฒน์, ดร.รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส และผู้ดำเนินรายการ (จากขาวไปซ้าย)

สัมมนา “อนาคตเศรษฐกิจไทย ฟื้น หรือ ฟุบ” วิทยากร ได้แก่ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ, น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์, ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์,
ดร.รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส และผู้ดำเนินรายการ (จากขวาไปซ้าย)

ขณะที่มุมมองในเวทีสัมมนา “อนาคตเศรษฐกิจไทย ฟื้น หรือ ฟุบ” ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องกันว่า เศรษฐกิจไทยปีหน้าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าปีนี้ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจน ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังทั้งปัจจัยภายในและภายนอก

แบงก์ชาติฟันธงเศรษฐกิจ “ฟื้น” แต่ “ไม่ฟู”

ดร.รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ฟันธงว่า เศรษฐกิจปีหน้าจะ “ฟื้น” แต่ “ไม่ฟู” เนื่องจากปีหน้าจะไม่มีพระเอกเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน การบริโภคภาคเอกชน และการใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐ

โดยเฉพาะการส่งออก แม้ปีหน้าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าปีนี้ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ที่ต้องระวังคือสินค้าที่ขยายตัวดี และคนที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคือคนที่ผลิตสินค้าที่ผู้บริโภคนิยม อาทิ สมาร์ทโฟน ไอแพด เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยมีการผลิตสินค้าเหล่านั้นน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นพวกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เพราะฉะนั้น การส่งออกจะไม่ “ฟู” เหมือนในอดีต

“ภาคการส่งออก ถ้าไม่ปรับตัวช่วง 1-2 ปีจะเป็นความท้าทาย แต่จากนี้ไปสินค้าที่เราเคยเก่งแต่เป็นสินค้าที่คนอื่นไม่ผลิตแล้ว เขาไปผลิตสินค้าอื่นแทน การส่งออกของเราจะแข่งขันสู้ไม่ได้” ดร.รุ่งกล่าว

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน ที่ผ่านมารีรอยังไม่ลงทุนเพราะเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์ในตลาดโลกไม่ดี แต่ปัญหาการเมืองขณะนี้อาจทำให้นักลงทุนรีรอลงทุน โดยการลงทุนภาคเอกชนปัจจุบันต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา และที่ต่ำมากคือการลงทุนผลิตเพื่อการส่งออก

ส่วนการบริโภคภาคเอกชน ปีนี้โตต่ำมาก เพราะมีแรงฉุดจากปีก่อน ดังนั้นปีหน้าน่าจะดีขึ้น แต่คงไม่เท่ากับภาวะปกติ

“ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้ง 3 ส่วน คิดว่ายังไงปีหน้าก็จะดีกว่าปีนี้ ส่วนภาครัฐ หากสามารถบริหารจัดการการเบิกจ่ายและการลงทุนได้ตามที่วางไว้ จะกลายเป็นพระเอกเข้ามาช่วย เพราะการลงทุนภาครัฐจะช่วยจุดประกายการลงทุนภาคเอกชนให้กลับมาขยายตัวได้มากขึ้น” ดร.รุ่งกล่าว

ทั้งนี้ ธปท. คาดการณ์จีดีพีปีนี้ขยายตัว 3.7% และปีหน้า 4.8%

สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ธปท. ประเมินว่าความเสี่ยงด้านลบมีมากกว่าด้านบวก โดยความเสี่ยงมี 4 ประการ คือ 1. การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน 2. ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายจากการลดทอนมาตรการคิวอี 3. การเมือง หากยืดเยื้อจะเป็นอุปสรรคกระทบเศรษฐกิจ และ 4. การลงทุนภาครัฐอาจดำเนินโครงการไม่ได้ตามที่คาดไว้

ธปท. เผย 4 ปัจจัยกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน

สำหรับทิศทางนโยบายการเงิน ดร.รุ่งกล่าวว่า นโยบายการเงินขณะนี้ยังผ่อนคลายอยู่ และผ่อนคลายตราบเท่าที่จะพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่อัตราดอกเบี้ยนโยบายก็มีโอกาสจะลดลงได้อีกถ้าอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอลงอย่างที่คาดไม่ถึง และต้องคำนึงถึงอีก 3 ปัจจัย คือ

1. ปัจจัยแวดล้อมซึ่งบางประเทศเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินน้อยลง เราก็ควรจะผ่อนคลายน้อยลงตาม

2. นโยบายดอกเบี้ยลดลง ก็หมายความว่าคนจะกู้เพิ่ม แต่ต้องระวังว่าการกู้เพิ่มเป็นระดับที่เหมาะสมหรือไม่ ซึ่ง ณ วันนี้การบริโภคไม่ได้น่ากังวลมากเกินไป เพราะฉะนั้นเราคงไม่อยากให้คนกู้มากขึ้น

3. หลักการของนโยบายการเงิน ไม่ว่าจะผ่อนคลายหรือตึงตัว ขึ้นอยู่กับการปรับตัวของเศรษฐกิจตามวัฏจักร แต่ที่ต้องตระหนักคือเราไม่สามารถจัดการด้านซัพพลายด้วยนโยบายการเงิน

“ดังนั้น แม้นโยบายการเงินจะผ่อนคลายลงไป ก็ไม่ช่วยแก้ไขด้านซัพพลาย ซึ่งสำคัญมาก ณ วันนี้ โดยด้านกาคลัง การใช้จ่ายภาครัฐ จะเป็นตัวเข้าไปปลดล็อกด้านซัพพลายได้” ดร.รุ่งกล่าว

ไทยพาณิชย์หวัง “การลงทุนภาครัฐ” เป็นพระเอก

ดร.สุธาภา อมรวิวัฒน์

ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์

ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ Chief Economist และผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า พระเอกที่หวังจะให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือการลงทุนภาครัฐ โดยหากรัฐบาลเบิกจ่ายงบประมาณได้ 80% และมีการลงทุนตามที่วางแผนไว้จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าขยายตัว 4.5% แต่หากไม่สามารถลงทุนได้ตามแผนที่วางไว้ แต่มีการใช้งบกลางปีที่ตั้งไว้ 60,000 ล้านบาท ก็จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 4%

“หวังว่าการลงทุนภาครัฐจะเป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วย โดยเฉพาะการลงทุนโครงการ 2 ล้านล้าน ถ้าลงทุนได้เลยจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมาก” ดร.สทุธาภากล่าว

ขณะที่ภาคการส่งออก ดร.สุทธาภามองว่าจะเป็นพระรอง แต่จะลดความสำคัญลงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะการผลิตสินค้าส่งออกของไทยยังเป็นเทคโนโลยีรุ่นเก่า ทำให้การแข่งขันสู้ประเทศที่ผลิตสินค้าเทคโนโลยีที่ทันสมัยไม่ได้ ส่วนการบริโภคอาจปรับตัวดีขึ้น แต่ต้องระวังเพราะยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูง และการลงทุนภาคเอกชนก็ยังอยู่ระดับต่ำ

สำหรับความเสี่ยงในปีหน้า ดร.สุทธาภาประเมินว่า ความเสี่ยงหนี้ครัวเรือนเป็นความเสี่ยงระดับล่างๆ แต่ความเสี่ยงที่ต้องระวังคือ 1. ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายและต้นทุนการเงินจะสูงขึ้น จากผลกระทบของการลดทอนมาตรการคิวอี ดังนั้นต้องบริหารปิดความเสี่ยงให้ลดลงจนมีน้อยที่สุด

2. การลงทุนภาครัฐ เพราะถ้ารัฐบาลไม่สามารถเบิกจ่ายและลงทุนได้ตามเป้าหมายจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลงเหลือเพียง 4% จากที่ประมาณการไว้ 4.5% และ 3. ปัญหาแรงงาน ซึ่งไทยกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน และแรงงานไม่มีทักษะเพียงพอเข้าสู่แรงงานในระบบ นอกจากนี้เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจ (เออีซี) แรงงานที่มีฝีมืออาจถูกดึงตัวไปทำงานต่างประเทศ

นอกจากนี้ ดร.สุทธาภาประเมินความเสี่ยงระยะยาวของเศรษฐกิจไทยด้วยว่า มี 2 ประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ เรื่องแรงงานขาดแคลนและแรงงานไม่มีคุณภาพ จะเป็นข้อจำกัดในการลงทุน กับเรื่องการพึ่งพาพลังงานของไทยที่มากเกินไป ถ้าไม่ปรับลดจะมีีปัญหาเกิดความอ่อนไหวต่อเรื่องพลังงาน

“เศรษฐกิจไม่นิ่ง-ต้นทุนเพิ่ม-เงินบาทอ่อน” ความเสี่ยงที่ต้องบริหารในปี 57

น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ประเมินเศรษฐกิจโลกปีหน้าสดใสขึ้นมากกว่าปีนี้ นำโดยสหรัฐอเมริกา เมื่อเศรษฐกิจโลกดีขึ้นก็น่าจะเอื้ออำนวยให้เศรษฐกิจไทยในแง่การส่งออกปีหน้าจะขยายตัวได้ 9% จากปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 3% ส่วนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศขึ้นอยู่กับการลงทุนเป็นหลัก ซึ่งนำโดยการลงทุนภาครัฐ

โดยหากภาครัฐสามารถลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งวงเงิน 2 ล้านล้าน และโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ได้ภายในไตรมาสองของปี 2557 ประเมินว่าจีดีพีจะเติบโตได้ 5.5% แต่ถ้าโครงการลงทุนของภาครัฐไม่เกิดขึ้น เศรษฐกิจจะเติบโตได้ 4.3% ซึ่งดีกว่าปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตได้ 4%

น.ส.อุสราประเมินความเสี่ยงในปีหน้าที่ภาคเอกชนและภาคธุรกิจต้องบริหารจัดการมี 3 ด้าน คือ 1. การเติบโตของเศรษฐกิจว่าจะเติบโตดีหรือไม่ดี 2. ต้นทุนการเงินเพิ่ม หรืออัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วตั้งแต่ครึ่งแรกของปีนี้ เพราะสภาพคล่องของโลกที่ถูกอัดฉีดจากคิวอี 1 คิวอี 2 และคิวอี 3 ถึงจุดสูงสุดแล้ว โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ​กำลังลดปริมาณคิวอี 3 ไม่ว่าจะเกิดขึ้นช้าหรือเร็ว เมื่อลดคิวอีจะทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินโลกลดลง และขึ้นดอกเบี้ยใน 2-3 ปีข้างหน้า

“อัตราดอกเบี้ยโลกผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว รวมถึงดอกเบี้ยในประเทศไทยด้วย” น.ส.อุสรากล่าว

และ 3. อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง จากมาตรการลดทอนคิวอี ซึ่งโอกาสที่จะเห็นเงินบาทแข็งค่าแตะระดับ 28 บาทต่อดอลลาร์แบบในเดือนเมษายนที่ผ่านมาคงยาก หรือโอกาสที่จะต่ำกว่า 30 บาทต่อดอลลาร์ก็คงยากมากในปีหน้า ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2544-2556 เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ท่ี 40.00-28.50 บาทต่อดอลลาร์

น.ส.อุสราคาดหวังว่า เงินบาทจะปรับตัวอ่อนค่าอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะจะมีเงินไหลเข้า (counter flow) มาลงทุนโดยตรง และการซื้อกิจการของญี่ปุ่นและเกาหลีที่จะเข้ามาลงทุนให้ไทยเป็นฐานการผลิต เพราะฉะนั้นจะมีแรงขายดอลลาร์และซื้อเงินบาท ทำให้เงินบาทไม่อ่อนค่าเร็วหรือแรงมาก

“ศุภวุฒิ” เตือน ดอกเบี้ยขาขึ้นเป็นลมต้าน เศรษฐกิจโตไม่มาก

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการหัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กำลังทบทวนปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้าใหม่ จากเดิมที่คาดว่าปีนี้จะเติบโตได้ 3.5% และ 4.5% ในปีหน้า เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจเปลี่ยนตลอดเวลา

อาทิ ตัวเลขส่งออก ต้นปีที่ผ่านมาบอกขยายตัว 7% แต่ขณะนี้ต่ำกว่าที่ประมาณการค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นปีหน้าแม้จะคาดการส่งออกโต 8% ก็อาจไม่เป็นตามที่คาดการไว้ รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่คาดว่าปีนี้จะมีเม็ดเงินออก แต่ก็ไม่เกิดขึ้นอย่างที่คาด

อย่างไรก็ตาม เมื่่อมองไปข้างหน้า ดร.ศุภวุฒิประเมินว่า เศรษฐกิจโลกโดยรวมดีขึ้น เป็นปัจจัยบวกทำให้ส่งออกของไทยน่าจะฟื้นตัวดีขึ้นกว่าปีนี้ แต่ปัจจัยในประเทศด้านนโยบายการคลังอาจเป็นความเสี่ยงหากรัฐบาลไม่สามารถลงทุนโครงสร้าง 2 ล้านล้านบาทได้ตามที่คาดไว้ เพราะโหมดของนโยบายการคลังจะเป็น “นโยบายรัดเข็มขัด” ทันที
เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายจัดทำงบประมาณสมดุลในอีก 4-5 ปีข้างหน้า

“เพราะฉะนั้นความสำเร็จของนโยบายการคลังในการดูแลเศรษฐกิจจะมีความสำคัญมาก” ดร.ศุภวุฒิกล่าว

ส่วนนโยบายการเงิน ดร.ศุภวุฒิมองว่า แค่ไม่ทำอะไร แต่เงินเฟ้อลดลง ก็ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงขึ้นโดยตั้งใจ และการทยอยปรับลดมาตรการคิวอีจะทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาวของไทยปรับสูงขึ้นด้วย ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นลมต้านเศรษฐกิจไทยให้เติบโตไม่สูงมาก” ดร.ศุภวุฒิกล่าว

ประมาณการจีดีพีปี 57

จับตาการเมืองกระทบเศรษฐกิจ

ขณะที่เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทุนคนในเวทีสัมมนาประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัจจัยการเมืองมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่จะกระทบมากหรือน้อยนั้นยากต่อการคาดการณ์ เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าจะรุนแรงหรือไม่ จะจบเร็วหรือยืดเยื้อ และที่สำคัญ จะจบลงอย่างไร

ดร.รุ่งมีคามเห็นว่า ปัญหาการเมืองจะทำให้เศรษฐกิจไตรมาสสี่ของปีนี้อาจไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ เพราะอย่างน้อยก็กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ที่มีการชุมนุม และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค นักธุรกิจ อาจทรุดลงบ้าง ส่วนการท่องเที่ยวก็หวังว่าจะก้าวผ่านไปได้

ทั้งนี้ เหตุการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดมากขึ้น ไม่ได้อยู่ในข้อสมมติฐานของ ธปท. ในการคาดการณ์จีดีพี

ด้าน ดร.สุทธาภาระบุว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองจะกระทบทำให้การลงทุนในประเทศของไทยชะลอลงค่อนข้างมาก ขณะที่การลงทุนในประเทศของทุกประเทศในเอเชียทะยานขึ้นไปต่อเนื่อง โดยการลงทุนของไทยก่อนปี 2540 มีสัดส่วน 30% ของจีดีพี แต่ปัจจุบันยังไม่ถึง 20%

เพราะฉะนั้น น่ากังวลว่าถ้าการเมืองยังมีปัญหาต่อเนื่อง นักลงทุนไทยอาจกังวล ทำให้เศรษฐกิจเราไม่เติบโตได้ดีอย่างที่คาดการณ์

น.ส.อุสราประเมินว่า ประเด็นการเมืองที่เป็นหัวใจสำคัญที่นักลงทุนต่างประเทศมองมี 2 ประเด็น คือ จะรุนแรงหรือไม่ กับ จะยืดเยื้อหรือไม่ ส่วนจะกระทบเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าจะทำให้ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้ากระทบหรือไม่ ซึ่งมี 2 ปัจจัย คือ การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 และการท่องเที่ยว

ดังนั้น หากเหตุการณ์การเมืองรุนแรงทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณสะดุดหรือนักท่องเที่ยวกังวลชะลอการเดินทางมาเที่ยว ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงว่าจะเติบโตได้ไม่เท่าที่คาดหวัง

ดร.ศุภวุฒิมองว่า ประเด็นการเมืองวันนี้อยู่ที่ว่าประชาชนจะเชื่อถือให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อไปหรือไม่ ซึ่งกระทบเศรษฐกิจแน่นอน และดูเหมือนเหตุการณ์อาจจะยืดเยื้อ แต่ถ้ามีการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน ก็จะ “แช่แข็ง” เศรษฐกิจไป 3-4 เดือน ดังนั้นกระทบเศรษฐกิจแน่นอน

แต่ถ้าพรรคฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ สถานการณ์ก็จะลากยาวยืดเยื้อออกไปอีกนาน นอกจากนั้นอาจต้องรอฟังผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ เรื่องแก้รัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา เพราะอาจนำไปสู่การยุบพรรคได้ ก็จะกระทบเศรษฐกิจแน่นอน

“ปัญหาการเมืองไม่ว่าจะมีผลออกมาอย่างไร ยืดเยื้อ ยุบสภา ยุบพรรค ต่างกระทบเศรษฐกิจทั้งนั้น” ดร.ศุภวุฒิกล่าว

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศทบทวนภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2556 ว่า เศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และนโยบายการเงินการคลังในปัจจุบันมีความเหมาะสม

เปิดผลสำรวจซีอีโอกังวลการเมืองฉุดเศรษฐกิจชะงัก

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPURC) สำรวจความเห็นของผู้บริหารบริษัทจำนวน 429 คน ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2556 เกี่ยวกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจและธุรกิจ พบว่าดัชนีทางเศรษฐกิจในเดือนตุลาคมเท่ากับ -16 ซึ่งต่ำสุดในรอบปี และยังเป็นระดับที่ลดลงจากเดือนกันยายนถึง -9 สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะชะงักงันของเศรษฐกิจ ขณะที่ในเดือนพฤศจิกายน คาดการณ์ว่าดัชนีจะมีค่า -15

ทั้งนี้ การที่ดัชนีมีค่าติดลบสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของผู้บริหารต่อปัญหาด้านการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้เศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 กลายเป็นภาวะชะงักงันและถดถอย

สำหรับปัจจัยสำคัญที่สุด 5 อันดับแรก ที่ผู้บริหารเห็นว่ามีผลต่อการทำธุรกิจในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน คือ การเมืองภายในประเทศ 4.7 คะแนน สภาวะเศรษฐกิจของประเทศ 4.5 คะแนน ความต้องการของตลาดที่ลดลง 4.2 คะแนน ต้นทุนวัตถุดิบและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน 4.0 คะแนนเท่ากัน

ผลสำรวจ

จากผลสำรวจเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายนจะเห็นได้ว่า สถานการณ์การเมืองเป็นเรื่องหลักที่ผู้บริหารมีความกังวลและต้องเฝ้าประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องว่า การผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของรัฐบาลจนนำสู่การชุมนุมของภาคประชาชนจะยืดเยื้อไปถึงเมื่อไร

เหตุการณ์นี้ได้ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างประเทศ ทั้งมุมมองด้านความไม่แน่นอนทางการเมืองและความน่าเชื่อถือในอำนาจนิติบัญญัติของไทย รวมถึงยังมีผลกระทบต่อรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในฤดูท่องเที่ยวปลายปีนี้อีกด้วย

ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยยังไม่เห็นสัญญาณที่ดีขึ้นแม้จะเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องมีการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค

เครือข่ายสังคม