ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – “อธิบดี DSI ออกจม.ด่วนที่สุด! ดำเนินการผู้เป่านกหวีด” และ “เพื่อไทยยืนกราน ไม่รับคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ”

23 พฤศจิกายน 2013

อธิบดี DSI ออกจดหมายด่วนที่สุด!! ดำเนินการผู้เป่านกหวีด

แตงโม “นางฟ้าราชดำเนิน” รถพ่อถูกสาดน้ำกรดใส่

Miss grand international ถือป้าย “NO MOB, STOP THE WAR”

ชาวเน็ตแชร์ ประชาชนโดนลักหลับ!!

เพื่อไทยยืนกราน ไม่รับคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ

อ่านรายละเอียด …………

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 17-23 พฤศจิกายน 2556

เรื่องแรก ถูกแชร์กันทั่วโซเชียลเน็ตเวิร์ก กับภาพขจดหมายเวียนที่ประทับตราหัวจดหมายว่าด่วนที่สุด มีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นผู้ลงนาม โดยมีข้อความเกี่ยวกับมาตรการตอบโต้ม็อบเป่านกหวีด กรณีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและนายธาริตถูกเป่านกหวีดไล่ก่อนหน้านี้

โดยเนื้อหาในจดหมายเวียนระบุว่า “ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ได้ปลุกระดมและยุยงให้ผู้คนกระทำต่อข้าราชการและเจ้าหน้าที่ DSI ทุกคน หากพบเห็นให้เป่านกหวีดขับไล่ทันที นั้น อสพ.ขอให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่นั้นๆ ถ่ายรูปเก็บภาพไว้เป็นหลักฐานทันที (โดยอาจให้โทรศัพท์มือถือ) แล้วรายงานเพื่อจะได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับคนที่เป่านกหวีดขับไล่ทุกรายโดยไม่ละเว้น เพราะเป็นความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 370 และ 397 ผู้กระทำผิดต้องรับโทษ นอกจากนั้นจะได้ส่งเรื่องร้องขอให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยทันทีไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือพนักงานเอกชนก็ตาม จึงเรียนมาเพื่อดำเนินการต่อไป พร้อมกันนี้ได้ส่งสำเนาข่าว DSI มาด้วย 1 ฉบับ และขอให้แจ้งเวียนให้ทราบเป็นการทั่วไปโดยเร็ว”

ที่มาภาพ : http://www.tnews.co.thhtmlnews75995

ที่มาภาพ: http://www.tnews.co.thhtmlnews75995

ความผิดมาตรา 370 “ผู้ใดส่งเสียง ทำให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึง โดยไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อนต้อง ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท และมาตรา 397 กล่าวว่าผู้ใดในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกำนัลกระทำ ด้วยประการใด ๆ อันเป็นการรังแกหรือข่มเหงผู้อื่นหรือกระทำให้ผู้อื่น ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน หนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ได้กล่าวกับสื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า อย่าเข้าใจผิดว่าการยุยงให้เป่านกหวีดเป็นอารยะขัดขืนที่ทำได้ กฎหมายบ้านเมืองไม่ให้ละเมิดสิทธิซึ่งกันและกัน การออกมาเป่านกหวีดขับไล่กฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิดชัดเจน เราจึงต้องออกมาแจ้งเตือนกระตุกความคิดว่าออกมาทำอะไรก็ทำได้แต่อย่าทำผิดกฎหมาย สำหรับการจะขับไล่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ไล่ไป จะเป่าไล่ตัวตนเองก็ไม่ว่า แต่สำหรับข้าราชการดีเอสไออีก 1,000 กว่าคนไม่ควรต้องมาได้รับความอับอายไปด้วย

“ประเทศไทย เป่านกหวีด ผิดกฏหมายแล้วจ้า!!”

“คงอับอายที่มีคนเป่าให้ พอดีหน้าบางไปหน่อย แบบว่าเป็นคน Sensitive เรื่องแค่นี้ หัวจดหมายยังประทับข้อความ “ด่วนที่สุด” สุดยอดครับ”

“ครั้งหนึ่งมีนายกโดนดักทำร้ายทุบรถอันนี้ข้อหาอะไรครับท่าน พยายามฆ่าหรือทำให้เสียทรัพย์ รูปไม่ต้องให้ใครมาถ่ายหาดูได้ทั่วไป โทษก็ดูว่าจะหนักกว่า ไอ้ลหุโทษที่ท่านพยามยัดให้ประชาชนซะอีก ท่านแก่แล้วอย่าสร้างประวัติแบบนี้ให้ลูกหลานเอาอย่างเลย”

“ก่อนยุบพรรครัฐบาล ยุบ DSI ก่อนดีกว่าคะ เปลืองงบประมาณ ผลงานไม่เห็น มีเป็นชิ้นเป็นอัน สมกับองค์กรสืบสวนสอบสวนเลยสักนิด”

“ยุคอะไรเนี่ย ทั้งข้าราชการตำรวจและทหาร ทั้งหน่วยงานราชการ กลายมารับใช้นักการเมืองกันหมด แทนที่จะคอยดูแลรับใช้ประชาชน ผู้เป็นเจ้าของประเทศที่คอยจ่ายภาษีเงินเดือนให้พวกท่าน”

เรื่องที่สอง การเมืองเข้มข้น จนใครหลายคนก็ต้องออกมาประกาศจุดยืนของตนเอง ทั้งนักวิชาการ นักการเมือง ประชาชนทั่วไป รวมทั้งเซเลบ นักแสดง ที่ตบเท้าเข้าร่วมชุมนุมร่วมแสดงพลังทางการเมือง ณ เวทีราชดำเนิน บางคนเข้าร่วมการชุมนุมเป็นประจำแทบทุกวัน บางกลุ่มคนก็แสดงพลังด้วยการบริจาคเงินหรือนำน้ำและอาหารเพื่อมาอำนวยความสะดวกแก่ผู้ชุมนุม บางคนก็ขึ้นเวทีเพื่อปราศรัยหรือแสดงความคิดเห็นกันอย่างชัดเจน

และแน่นอนว่าเมื่อมีเซเลบ นักแสดง เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องการเมือง ก็ย่อมเป็นสีสันและจับตามอง โดยเฉพาะการชุมนุม ณ เวทีราชดำเนินแห่งนี้ เมื่อ แตงโม-ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ ที่เธอควงทั้งคุณพ่อและแฟนหนุ่ม โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ฝ่ากระแสแอนตี้จากแฟนคลับเข้าร่วมการชุมนุม และขึ้นเวทีปราศรัย พร้อมแสดงออกทางการเมืองแบบชัดเจนตรงไปตรงมา กลายเป็นดาวเด่นพร้อมได้รับฉายา “นางฟ้าราชดำเนิน”

ความชัดเจนและตรงไปตรงมาของสาวแตงโม อาจสร้างความไม่พอใจให้คนบางกลุ่ม จนล่าสุดรถสีขาวซึ่งสาวแตงโมซื้อให้ผู้เป็นบิดาขับ จอดอยู่หน้าบ้านย่านประเสริฐมนูกิจ ถูกน้ำกรดสาดที่บริเวณฝากระโปรงหน้าฝั่งขวาไปจนถึงฝั่งซ้าย เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเป็นห่วงกังวลให้คนรอบข้างของสาวแตงโมเป็นอย่างมาก โดยมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดจากการเมือง

ที่มาภาพ : https://www.facebook.comvorakorn.chatikavanij

ที่มาภาพ: https://www.facebook.comvorakorn.chatikavanij

โดยที่นางวรกร จาติกวณิช ภรรยาของนายกรณ์ จาติกวณิช แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ (ซึ่งแตงโมเคยเป็นอดีตคนรักของหนุ่มแต๊งค์ พงศกร ผู้เป็นลูกชายมาก่อน) ได้โพสต์ภาพรถยนต์ของแตงโมในเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมระบุข้อความว่า “ณชถูกทำร้าย…รถแตงโมถูกราดน้ำกรด…เรื่องส่วนตัวอีกมั้งคะ คุณตำรวจ? แต่จะด่วนสรุปกันไปเองว่าเป็นเรื่องอะไรก็ตาม หน้าที่คุณไม่ได้จบลงตรงนั้น ถ้าจับคนร้ายไม่ได้ คนเขาก็คงคิดกันไปเองเหมือนกันว่า พวกเดียวกันเลยไม่จับ”

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เกิดขึ้นสาวแตงโมและคุณพ่อ นายโสภณ พัชรวีระพงษ์ ได้เข้าแจ้งความต่อสถานีตำรวจนครบาลโคกคราม พร้อมหลักฐานและเปิดเผยต่อสื่อพบคนร้ายเป็นผู้ชาย 1 คน สวมหมวกกันน็อก ใส่เสื้อแขน ยาว ขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ สีทอง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เข้ามาในหมู่บ้านตอนประมาณ 22.00 น. และสาดน้ำกรดใส่กระโปรงหน้ารถก่อนหลบหนีไป โดยคนร้ายใช้เวลาก่อเหตุเพียง 2 นาที ซึ่งตำรวจก็จะทำการดำเนินคดี สืบหาคนร้ายต่อไป

อีกทั้งหลังจากวันเกิดเหตุ แตงโมยังได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่ราชดำเนิน กล่าวบนเวทีถึงกรณีดังกล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่ขอโทษผู้ใดแต่ขอโทษตัวเอง พร้อมทั้งประกาศขอทำหน้าที่บนเวทีต่อไป คนที่ตั้งใจทำลาย สามารถทำลายทรัพย์สินได้ แต่ทำลายหัวใจและอุดมการณ์ไม่ได้ ซึ่งแตงโมยังกล่าวอีกว่า ตนเองอายุยังน้อย หากพูดไรไปก็จะมีคนโกรธอีก ยืนยันว่าวันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2556 จะไม่รับงานแสดงใดๆ เพื่อมาร่วมชุมนุมครั้งใหญ่ ณ เวทีราชดำเนินอย่างแน่นอน

“อยากเรียกร้อง ดารานักแสดง ที่รักชาติรักแผ่นดิน รักความเป็นธรรม ออกมาร่วมกลุ่มกันแล้วประกาศจุดยืนเถอะคะ ไม่อย่างนั้นพวกท่านจะโดนรังแกแบบนี้เรื่อยไป เพราะอำนาจชั่วและพวกอันธพาลเลวๆ พวกนี้มันจะเหิมเกริมหนักขึ้นๆ แล้วพวกท่านจะไม่มีที่ยืนนะคะ ดูอย่างละครเรื่อง เหนือเมฆ สิคะ แค่จะปลุกจิตสำนึกดี ยังโดนเล่นงานเลย แล้วนี่ แตงโม ยังโดนกระทำแบบนี้อีก อำนาจชั่วพวกท่านจะยอมมันไม่กล้าออกมากันอีกเหรอคะ ออกมาเถอะคะ ถึงเวลาร่วมปฏิรูปประเทศไทยโดยประชาชนเจ้าของแผ่นดินทุกคน เพื่อผลประโยชน์ของพวกเราคนไทยทั้งชาติคะ อย่ายอมให้คนไม่ดีเหิมเกริมอีกต่อไป เราต้องมาช่วยกัน ไม่ใช่กลัวมันแล้วให้เขามาขู่เราได้ เรายืนบนความถูกต้อง มาสร้างบ้านเมืองให้มีขื่อแปลกันเถอะคะ ไม่งั้นอนาคตลูกหลานเราไม่มีที่ยืนในสังคมแน่คะ”

“เป่านกหวีด รัฐบาลว่ารุนแรง แต่สาดน้ำกรด นี้ดูน่ารักมากเลยนะ ทำกันไปได้”

“ต้องจับตัวการให้ได้เพราะคดีตัวอย่าง เป็นบรรทัดฐานในการลงโทษ เพื่อใช้ในการป้องกันและทำลายให้หมดไปในอนาคต”

“อุปสรรคนับพัน จับมือไปด้วยกัน ก็มั่นใจ สู้ๆ ครับแตงโม”

“บ้านเมืองกำลังจะพัง ลูกหลานต้องเป็นหนี้ตลอดชีวิตทั้งที่ยังไม่ได้เกิดมาดูโลก เพียงเพราะใครบางคนต้องการกอบโกยเข้าสู่วงศ์ตระกูล ตัวเอง ปล่อยให้รากหญ้าโดยแท้ต้องรับกรรม ลงทุนซื้อประเทศผ่านสภา กอบโกยกำไรจากความทุกข์ของคนกว่า 60 ล้าน อย่างนี้แล้วยังไม่รู้จักตาสว่างกันอีกหรือ ลูกหลานชาวอีสานที่มาทำงานในกรุงเทพฯ ช่วยกลับไปบอกญาติ ๆ ให้ตาสว่าง รับเงินได้แต่อย่าไปเลือก เขาไม่รู้หรอก โปรดอย่าขายขีวิตตัวเองและลูก หลาน เหลน โหลน คนไทยเลย”

“อันตรายสำหรับมนุษย์ คือ 1. สร้างศัตรู โดยใช้วาจา ทำให้ศัตรูมีทั่วทิศ และ 2. หลงคำชม ที่ผู้คนหว่านให้”

“เจอฝ่ายตรงข้าม มั่นไส้ โดนเก็บ โดนทำร้าย โดนด่า สารพัด เพราะฉะนั้น”การเมืองไม่ได้เป็นสิ่งที่งดงามอย่างคุณคิดนะครับ”

เรื่องที่สาม กระแสการเมืองแรงจนการประกวดนางงาม “มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชันแนล” เกิดไอเดียให้สาวงามผู้เข้าประกวดเดินชูป้าย “NO MOB, STOP THE WAR” ในระหว่างการโชว์ชุดว่ายน้ำ เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ท่ามกลางม็อบทางการเมือง

นายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานและผู้ก่อตั้งการประกวด มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชันแนล ได้กล่าวกับสื่อ ถึงเหตุผลของการจัดการประกวดในคอนเซ็ปต์ STOP THE WAR นี้ว่าเพราะไม่อยากเห็นความรุนแรงขึ้นในประเทศไทยอีก จึงคิดเป็นคอนเซ็ปต์นี้ขึ้นมาเพื่อเรียกร้องให้ม็อบทุกม็อบยุติความรุนแรง ความขัดแย้ง เพราะความรุนแรงไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ทุกฝ่ายควรหันมาคุยกันด้วยวิธีสันติ อีกทั้งยังได้เตรียมยื่นหนังสือถึงผู้นำทุกฝ่ายเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น ทางด้านสาวงามเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ก็จะไปยื่นหนังสือยุติความรุนแรงกับทุกฝ่ายและผู้ที่ได้รับตำแหน่ง มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชันแนล ต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจยังพื้นที่ที่มีความขัดแย้งและความรุนแรงทุกรูปแบบด้วย

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างแสดงความคิดเห็นแตกต่างกันไป บ้างก็มองว่าการกระทำเช่นนี้เหมือนเป็นการแสดงออกของการเลือกข้างอย่างชัดเจน บ้างก็พยายามทำความเข้าใจเจตนาที่ต้องการรณรงค์ และยุติเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงจริงๆ

ที่มาภาพ : http://www.posttoday.com

ที่มาภาพ : http://www.posttoday.com

“หากินกับผู้หญิงยังไม่พอ ให้เขาเอาสรีระมาโชว์ ยังออกอุบายให้เขายกป้ายแบบนี้อีก รู้สึกอะไรบ้างมั๊ย”

“คนที่ไม่เข้าใจ ไม่อ่านรายละเอียดคอนเซ็ปของเวทีนี้หรือยังค่ะ เข้ามีคอนเซ็ปของเวทีนี้ตั้งแต่ยังไม่มีม็อบอีกนะค่ะ ม็อบในที่นี้มันมีความหมายที่ไม่ใช่ม็อบอย่างที่ว่าๆ กันนะค่ะ แยกแยะด้วยค่ะ Miss Grand International 2013 embarked on a “Stop the War” campaign, as they aim to deliver a message of freedom, peace and harmony. ผู้เข้าประกวดมิสแกรนด์อินเตอร์เนชัลนอล 2013 ร่วมรณรงค์ยุติสงคราม ความขัดแย้ง เพื่อความสงบสุขและสันติภาพแก่มวลมนุษยชาติรณรงค์ ไม่ได้แปลว่าต่อต้านไม่ให้ทำน่ะค่ะ รณรงค์เพื่ออยากให้อยู่แบบสันติ โปรดเข้าใจด้วยน๊าาา ทุกคน! การประกวดนะค่ะ ไม่ใช่การเมือง”

“เขาก็แค่ อยากสร้างกระแส”

“ถ้าตัวนางงามเองรู้เรื่องว่าอะไร ทำไม เมื่อไร อย่างไร แล้วมาชูป้ายแบบนี้ เราก็โอเคนะ เห็นต่างกัน ก็ไม่แปลก แต่นี่เหมือนจับมาชูแบรนสินค้า อย่างไง อย่างงั้น”

“คำว่า Mob นี่ ฝรั่งเขาคงเข้าใจอยู่ครับ เพราะเขาหมายถึงกลุ่มคนที่มัก แสดงออกในทางก้าวร้าว รุนแรง แต่เราเอามาเรียกทับศัพท์ ปนกันไปหมดไม่ว่ากลุ่มไหน เป็นกลุ่มไหน ถ้าไปดูกลุ่มของ กองทัพธรรม เขาจะต่อสู้เรื่องนี้มาตลอด ว่าเขาไม่ใช่ Mob เพราะเขาชุมนุม โดย สันติอหิงสา เขาเรียกกลุ่มของเขาว่า Neo Protest ครับ
กรณีของ ณวัฒน์ นี่ ถ้าดูจากที่เขาให้สัมภาษณ์ ก็ดูเหมือนเจตนาดีแหละครับ เพราะแกอาจมองว่า ตอนนี้มันเริ่มมี Mob ตัวจริงของฝั่งรัฐบาลออกมาแล้ว แกก็เลยพยายามสื่อให้รู้ว่า อย่ารุนแรงนะ เพราะที่เขาชุมนุมกันอยู่ก่อนนี่ ฝรั่งเขาเรียก Protest หมายถึงการชุมนุมประท้วงคัดค้าน แต่ดันมี Mob ออกมาอยู่ฝั่งตรงข้าม แกก็เลยคงกลัว ก็เป็นได้ครับ”

“จริงๆ นะ ผมว่า มันเป็นสิทธิ์ การพูดว่า No Mob Stop The War เค้าก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นฝั่งใหน ประเด็นนี้สำหรับผมๆ คิดว่า อย่าไปคิดมาก มันเป็นเสรีภาพการแสดงออก ส่วน ผลที่ตามมา ก็ นานาจิตตัง แล้วแต่ใครจะคิด”

เรื่องที่สี่ ข้อความที่มีแชร์ต่อกันมากบนหน้าเฟซบุ๊คในสัปดาห์นี้ กับข้อความที่ว่า

“พี่น้องชาวไทยที่รักทั้งหลาย พวกเราโดนลักหลับกันอีกแล้ว เมื่อคืนนี้ ( 19 พ.ย.556 ) เวลา 02.47 น. สว. ลงมติเห็นชอบร่าง พรบ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ในวาระ3 ด้วยเสียง 63 ต่อ 14 ตามร่างที่ผ่านสภาฯ ทุกมาตรา ต่อไปเข้าสู่กระบวนการนายกฯ นำขึ้นทูลเกล้า ขอแสดงความยินดีด้วย ตื่นมาเป็นหนี้ไปอีก 50 ปี”

ทั้งนี้ เกิดจากการที่รัฐสภาจัดการประชุมวุฒิสภานัดพิเศษเกี่ยวกับ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ในคืนวันพุธ 20 พฤศจิกายน 2556 เวลาประมาณ 02.49 น. ซึ่งวุฒิสภาได้ลงมติเห็นชอบวาระ 3 ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ด้วยคะแนน 63 ต่อ 14 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง โดยยืนตามร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎรทุกมาตรา โดยเบื้องต้นจะนำเข้าสู่กระบวนการนายกรัฐมนตรี และจะนำขึ้นทูลเกล้าเพื่อประกาศใช้ต่อไป

ที่มาภาพ : https://www.facebook.comAnonymousArmy

ที่มาภาพ: https://www.facebook.comAnonymousArmy

“ข่มขืนจิตใจประชาชนมากเกินไปแล้วครับ รัฐบาล”

“ถ้าเงิน ไม่ผ่าน จะไม่เกิด รถไฟ ความเร็วสูง 4 ภาค ถม ทะเลสร้างเมืองใหม่ ท่าเทียบเรือกลาง มหาสมุทร เขื่อนป้องกันน้ำท่วม และอีกมามาย ขอให้เราคอยจับผิดการโกงกินดีกว่าครับ อย่าขัดขวาง การพัฒนาประเทศอีกเลย การบริหารเป็นเรื่องของสภาครับ”

“ขอความผาสุขจงกลับคืนสู่ประเทศไทย สู่ประชาชนขาวไทยที่เป็นคนดี รักชาติบ้านเมือง รักแผ่นดิน ขอให้คนดีชนะคนไม่ดี ขอให้คนคนไม่ดีแพ้พ่ายคนดี ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พระสยามเทวาธิราช เสด็จเตี่ย เสด็จพ่อรัชกาลที่ 5 คุ้มครองคนดีให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งหลายทั้งปวง”

“หลวงตาบัวท่านพยายามช่วยรวบรวมเงินทองจากผู้คนทั่วประเทศมาช่วยรัฐบาล มาวันนี้ รัฐบาลพยายามที่จะเพิ่มหนี้ สร้างหนี้ให้ประชาชน”

“คนทั้งประเทศตั้งกี่สิบล้านคน ไม่รับฟังความคิดเห็น รีบสรุปเอาแต่ความคิดเห็นของพวกเดียวกัน ที่ถูกอำนาจเงินบังตา จ้างให้มาทำตามคำสั่ง แล้วสรุปตอนที่ประชาชนไม่รู้ ว่าคือเสียงของประชาธิปไตยเหรอ?”

“ที่ผ่านมา ส่วนมากจะเห็น อภิปรายข้ามวันข้ามคืน แต่พอถึง เวลา ลงมติ จะหยุด แล้วมาลงมติกันในตอนเช้า แต่ยุคขี้ข้าครองเมือง ถือโอกาส ลงมติ ตอนดึก ๆ ทุกครั้ง”

เรื่องที่ห้า เมื่อพรรคเพื่อไทย นำโดย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พาสมาชิกจำนวน 24 คน ตั้งโต๊ะออกแถลงการณ์ไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ข้อ พร้อมให้เหตุผลว่าศาลใช้อำนาจเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ทั้งการอ้างหลักนิติธรรมที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักสากล อีกทั้งยังเตรียมที่จะยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีกับ 5 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก ที่วินิจฉัยว่าเนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 68 เพราะรัฐสภาทำหน้าที่อย่างถูกต้องในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ

ที่มาภาพ : http://www.bangkokbiznews.comhomedetailpoliticspolitics

ที่มาภาพ: http://www.bangkokbiznews.comhomedetailpoliticspolitics

เรื่องนี้สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก ทางด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่ารู้สึกตกใจ พรรคเพื่อไทยควรเคารพการใช้อำนาจของศาล รัฐธรรมนูญเขียนชัดว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาดและผูกพันทุกองค์กร เหตุที่พรรคเพื่อไทยกล้าประกาศเช่นนี้ เพราะอาจจะเชื่อว่าเสียงข้างมากเป็นใบอนุญาตที่จะทำอะไรก็ได้ ซึ่งไม่ถูกต้อง ทุกคนต้องเคารพการทำงานของแต่ละฝ่าย และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย

ทางด้านประชาชนและชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กเองก็เช่นกัน

“ประชาชนเรียกร้องให้ประเทศไทย ไม่ยอมรับคำตัดสินศาลโลก แต่รัฐบาลก้มหัวศิโรราบ จะรับท่าเดียวตั้งแต่คำตัดสินยังไม่ออก แม้นประเทศไทยจะต้องเสียดินแดนเพิ่มก็จะรับ ส่วน คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญของไทย อย่างไรก็ต้องรับ รัฐบาลกลับแข็งข้อไม่ยอมรับคำตัดสิน ถ้าคำตัดสินเป็นลบ แต่จะยินดีรับ ถ้า คำตัดสินเป็นบวก”

“ก็โดนยุบไปสองครั้งแล้วนี่ ก็ถูกยุบไปไม่ใช่หรือ กรรมการบริหารพรรค ก็ถูกห้ามเล่นทางการเมือง 5 ปี มาแล้ว จะยุบอีกทีจะเป็นอะไรไป ทางที่ดีคือทำดีเสียก็จบ”

“ทำไมเมืองไทยเราไม่มีการลงโทษแรงๆ แบบจัดให้หนักจริงๆ เสียทีนะ เจ็บปวดมากหลาย ยิ่งดียิ่งเมตตา ไม่เคยสำนึกได้เสียที กลับเหิมเกริมให้หนักมากขึ้น ไม่เคยใช้ความเคารพต่อใคร”

“ศาลผู้ทรงความยุติธรรมเสมอ ท่านร่ายยาว สั่งสอนประชาธิปไตย แต่ สส.และเหล่าสาวกระบอบทักษิณ ไม่เข้าใจ ออกมาประกาศชัดเจนก่อนตัดสินว่าไม่ยอมรับอำนาจศาลในครั้งนี้ นี่คือการก่อกบฏแห่งอำนาจรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง”

“ความฝันอันสูงสุดก็คือ ประเทศไทยมีศาล อัยการ รัฐธรรมนูญ กระทรวงยุติธรรม และตำรวจ แบบสหรัฐอเมริกา ที่มีอำนาจเต็มที่ในเรื่องขบวนการยุติธรรม แม้แต่ประธานาธิบดีที่เป็นประมุขของสหรัฐยังต้องเกรงกลัวในการกระทำผิดกฏหมาย ประธานาธิบดีจะถูกตำรวจจับและถูกฟ้องศาลจนกระทั่งศาลตัดสินให้ติดคุกเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปเมื่อเขาทำผิดกฏหมายหรือคอรัปชั่น แต่สำหรับเมืองไทยนั้นหลายคนที่ถูกศาลพิพากษาให้ติดคุกเพราะมีหลักฐานมัดตัวชัดเจน ทำไมจึงไม่ยอมติดคุกแต่หนีไปที่อื่นและตำรวจก็ไม่กล้าไปจับตัว เป็นเผด็จการหรืออย่างไร ถึงไม่เคารพศาล”

“คำตอบทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง อยู่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องอธิบายเนื้อความอะไรอีกแล้ว”

เครือข่ายสังคม