ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – “ภาพรุ้งจรดน้ำใกล้กับขบวนเรือพระที่นั่งในหลวง” และ “โครงการแท็บเล็ต ส่อแว่วล่ม”

ภาพรุ้งจรดน้ำใกล้กับขบวนเรือพระที่นั่งในหลวง

ส่อแว่วล่ม โครงการแท็บเล็ต

ฮือฮา ที่ปรึกษา กมธ. ถูกหวยเลขท้าย 2 กับ 3 ตัว 333 คู่

สลด สาวอินเดียฉลองงานแต่งที่พัทยา เคราะห์ร้ายใบพัดเรือปั่นศีรษะ

ชาวเน็ตประณามคลิป 3 สาวเอเชีย รุมเหยียบน้องหมา

อ่านรายละเอียด ………….

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 29 ก.ย. – 5 ต.ค. 2556

เรื่องแรก เป็นภาพที่สวยงามและน่าประทับใจ จนมีผู้คนนำภาพมาแชร์และกล่าวชื่นชม ด้วยความปลื้มใจกันอย่างมากมาย กับภาพรุ้งจรดน้ำใกล้กับขบวนเรือพระที่นั่งในหลวง หน้าพระราชวังไกลกังวล หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสด็จประทับบนเรือรบอารักขา พร้อมทั้งจัดขบวนเรือ 5 ลำ แล่นไปทางชะอำแล้ววนกลับ จากนั้นเรือธงมีการยิงสลุตถวาย และเมื่อสลุต 3 นัดจบลง ก็เกิดปรากฏการณ์ความงามดังกล่าวขึ้น สร้างความอัศจรรย์และปลาบปลื้มใจให้กับผู้ที่พบเห็น ทำให้มีผู้แชร์ภาพพร้อมโพสต์ข้อความถวาย และกล่าว “ทรงพระเจริญ” กันเป็นจำนวนมาก

ที่มาภาพ : http://news.th.msn.comgeneral
ที่มาภาพ: http://news.th.msn.comgeneral

“พระบารมีล้นฟ้า ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”

“ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของคนไทยตราบนานเท่านาน”

“ราชาผู้ยิ่งใหญ่ ปกครองด้วยทศพิธราชธรรม ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ”

“พระบารมีมิอาจประมาณ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”

“ฟ้า ดิน น้ำยังมาถวายพระพรในหลวงท่านอยู่เสมอๆ ทรงพระเจริญคะ”

“เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นแก่ผู้มีบุญบารมีเท่านั้น ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”

“เป็นมหาราชาที่ผมก้มกราบได้โดยไม่เขินอาย ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”

“กว่า 60 ปีที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชจริยวัตรที่งดงามเหมาะสมสม่ำเสมอ ยิ่งได้อ่านเรื่องราวที่พระองค์ท่านได้พบปะสนทนาธรรมด้วยพระอริยะเจ้าทั้งหลายด้วยแล้ว ยิ่งไม่สงสัยใดเลยในคุณธรรมอันสูงส่งของพระองค์ท่าน ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”

เรื่องที่สอง ข่าวแว่วเกี่ยวกับโครงการแท็บเล็ตของนักเรียน ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับบรรดาผู้ปกครอง เมื่อนายเอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ผู้อำนวยการเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ออกมาเปิดเผยในที่ประชุมสัมมนาวิชาการและเครือข่ายคนทำงานเพื่อขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เกี่ยวกับโครงการแท็บเล็ต ว่ารัฐบาลมีแนวคิดจะแจกคูปองเงินสดใบละ 3,000 บาท ให้กับเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ มัธยมศึกษาปีที่ 1 แทนการแจกเครื่องแท็บเล็ต ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวสามารถซื้อเครื่องแท็บเล็ตที่มาจากประเทศจีนได้ แต่หากมีความต้องการเครื่องไอแพด ซัมซุง หรือวินโดวส์อื่น ก็ต้องเพิ่มเงินส่วนต่างเอง ทั้งยังมีการแจ้งว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากวิธีการจัดซื้อด้วยระบบราชการ ที่เกิดขึ้นตลอดปี 2556 จนทำให้โครงการไม่สำเร็จตามเป้าหมาย

โดยทั้งหมดนี้จะใช้งบประมาณในปี 2557 เนื่องจากงบประมาณในปี 2555 ที่จัดสรรให้สำหรับโครงการแท็บเล็ตมีไม่เพียงพอและยังขาดอีก 500 ล้านบาท จึงทำให้ไม่สามารถจัดซื้อแท็บเล็ตได้เพียงพอกับจำนวนเด็กนักเรียนในประเทศ

ที่มาภาพ : http://www.thairath.co.thcontenttech267652
ที่มาภาพ: http://www.thairath.co.thcontenttech267652

อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องนี้จะสร้างความตกอกตกใจให้บรรดาผู้ปกครอง แต่ทางรัฐบาล โดย น.อ.สุรพล นะวะมวัฒน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ก็มีการออกมากล่าวต่อสื่อว่า นี่เป็นเพียงหนึ่งในแนวคิดที่จะแก้ปัญหาเรื่องการแจกแท็บเล็ต ไม่ได้กำหนดเป็นวิธีดำเนินการแต่อย่างใด ทั้งยังต้องผ่านกระบวนการอีกหลายขั้นตอน ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมของคณะรัฐมนตรเพื่อพิจารณาความเหมาะสม และลงมติจากสภาก่อนอีกด้วย

“มาแนวเดียวกับโครงการรถคันแรกอีกแล้ว”

“สรุปว่าให้เงินแล้วต้องซื้อมั้ย เอาไปโรงเรียนแล้วใครรับผิดชอบ นโยบายผลักภาระให้ประชาชน”

“คาดไว้แต่ต้นว่าโครงการนี้ ล้มแน่ ให้ของไม่มีคุณภาพ แต่ราคาสูง แจกไม่ทัน พ่อแม่ก็ต้องเดือดร้อน ในเมื่อลูกยังไม่ได้รับ แต่เพื่อนที่โรงเรียนอื่นได้ ก็ต้องกัดฟันซื้อเอง คนที่มีฐานะพอซื้อได้ เห็นเครื่องหลวงแจก ก็ไม่ไหวสุดจะทน ไม่เหมือนของคนข้างบ้าน ต้องไปซื้อ Samsung Tablet มั่ง iPad มาให้ลูกของตน จะเห็นว่าโครงการนี้ “นำร่อง” ให้พ่อแม่ต้องจ่ายเงิน แล้วเด็กฉลาดขึ้นมั้ย กล้าประเมินมั้ย”

“เด็กที่อื่นเขาใช้กันนานแล้วของเรายังไม่ครบมือ ส่วนหนึ่งของการที่เราที่ 8 ใน AEC นี่ก็เพราะมองแต่ว่าเด็กจะเล่นเกม เคยไปใช้ app สำหรับเรียนรู้บ้างหรือไม่”

“ไม่เป็นไร ก็ภาษีของคนไทยทั้งนั้น เจตนาแท้จริงที่แจกแท็บเล็ตคือประชานิยม เพราะรัฐบาลนายทุนอ่านคนไทยออกว่า ทำอไะรขอหน้าใหญ่ไว้ก่อน มีแท็บเล็ตถือแล้วลูกมันโก้ มีไอแพดรุ่นใหม่แล้วเท่ห์ มีรถยนต์คันแรกขี่แล้วลอยได้ มีรถไฟความเร็วสูงก่อนใครๆ ในอาเซี่ยนแล้วน่าภูมิใจ แต่สุดท้ายไม่มีอะไร เป็นของดีจริงเลย”

“จำนโยบายของพรรคเพื่อไทยตอนเลือกตั้งได้ไหม
1.แจกแทปเล็ต ป.1 ผลสรุปมีไม่เพียงพอทั่วประเทศ
2.รถยนต์คันแรก ผลสรุปคนที่อยู่ในโครงการห้ามตายห้ามโดนยึด
3.จำนำข้าว ผลสรุปโรงสีโกงข้าวชาวบ้าน (แต่โรงสีมีหน้าที่รับจำนำแทนรัฐ ) ข้าวค้าง ข้าวเน่า ข้าวนอก
4.ค่าแรง 300 ผลสรุป ได้เฉพาะ บริษัทใหญ่ๆ ร้านเล็กๆ ไม่ถึง
5.เงินเดือน 15000 ผลสรุปเอกชนไม่เอา รัฐบวกรวมค่าครองชีพเป็นเงินเดือน
6.บ้านหลังแรก ผลสรุป เงียบ
7.ลดราคาน้ำมัน ผลสรุปทำได้ 6 เดือน ตอนนี้ไม่ควบคุม
8.ลดค่าตรองชีพ ผลสรุปลองไปเดินตลาดดูสิครับ
9.ค่ารถไฟฟ้า 20 บาททุกสาย ผลสรุปไม่มีการพูดถึง
10.แก้รัฐธรรมนูญ ผลสรุปเดินหน้าเต็มที่ ต้องเอาพี่มาก่อนสิ้นปี
จำกันได้ไหมครับ หรือว่าลืมไปแล้ว?”

เรื่องที่สาม ฮือฮาวันหวยออก เมื่อที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน สภาผู้แทนราษฎร นายศิวาวิทย์ สำเร็จผล อายุ 59 ปี ถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดล่าสุดประจำวันอังคารที่ 1 ตุลาคม 2556 ในรางวัลเลขท้าย 2 เลข 14 ถูกทั้งหมด 333 คู่ ราคาคู่ละ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 666,000 บาท และรางวัลเลขท้าย 3 ตัว เลข 324 ถูก 90 คู่ ราคาคู่ละ 4,000 บาท รวมเป็นเงิน 360,000 บาท ซึ่งรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,026,000 บาท โดยมีการแจ้งว่า หลังจากรับเงินแล้ว จะนำเงินจำนวน 500,000 บาท ไปทำบุญกฐินที่วัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ และจะนำเงินอีกส่วนไปร่วมจัดสร้างพระพุทธชินราช รุ่นพ่อ เพื่อนำรายได้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ที่ปฏิบัติพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

โดยที่นายศิวาวิทย์ยังได้มีการเปิดเผยต่อสื่ออีกว่า คืนก่อนวันหวยออก ตนได้ฝันว่าเข้ากราบพระพุทธชินราช ซึ่งในฝันท่านได้พูดกับตนว่า หากอยากได้เงินให้ดูวันเกิด ทำให้นายศิวาวิทย์ซื้อเลขวันเกิดตนเอง คือ 14 และ 324 ซึ่งก็เป็นบ้านเลขที่ของตนเอง

ที่มาภาพ : http://lottery.kapook.comview72749.html
ที่มาภาพ: http://lottery.kapook.comview72749.html

ทำให้เรื่องนี้เป็นที่พูดถึงอย่างมากในหมู่คนเล่นหวย ซึ่งก็ไม่บ่อยนักที่คนดังหรือคนที่มีเงินอยู่แล้วจะซื้อลอตเตอรี่และได้รับรางวัลเป็นจำนวนมากเช่นนี้ ยิ่งในกรณีของนายศิวาวิทย์ ก็เป็นคนที่ทำงานกับทางรัฐบาล จึงมีผู้ให้ความเห็นกันมากว่า การที่นายศิวาวิทย์กล้าซื้อลอตเตอรี่จำนวนมากมายขนาดนี้ น่าจะมีความมั่นใจว่าตนจะถูกรางวัล ซึ่งแน่นอนว่าอาจเป็นเลขล็อคก็เป็นได้

“คนชอบซื้อลอตเตอรี่มากมายขนาดนี้ ต้องเป็นหวยล็อกแน่นอน ใครจะกล้าซื้อมากขนาดนี้”

“ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมถึงกว้านซื้อทีเดียวมากขนาดนี้เหมือนกับจะรู้ว่าจะออกเบอร์นี้ยังงั้นละ กองสลากเดี๋ยวนี้ไม่น่าเชื่อถือมีการล็อกเลขที่จะออกได้จงระวัง”

“แต่คนเล่นหวยเขาซื้อที่ละหลายหมื่นนะ ถูกเกือบทุกงวดด้วยซ้ำ บางคนเล่นเป็นอาชีพเสริมเลย ไม่ได้มีการได้เลขล็อคแต่ประการใด แต่เขามีวิธีคิดความน่าจะเป็นตามหลักคณิตศาสตร์ (เรื่องจริงนะ) เอามาบวกกับความเฮง ฝัน ซึ่งของอย่างนี้ก็เป็นคนที่หมั่นทำบุญทำทานด้วย ทำให้พุทธศาสนา คนที่ตกทุกข์ และสัตว์ที่น่าสงสารแล้วมันจะมีโชคเอง”

“มันแปลกๆนะ อยู่ๆก็กว้านซื้อได้ถึง 3 ร้อยกว่าใบ เอาเงินไปเสี่ยงงวดเดียว 5 หมื่นกว่าบาท ผมว่างวดนี้มันรู้กันกับกองสลากแน่ๆ ล๊อคชัวร์”

“เชื้อหวยมากมายขนาดนี้ ทำให้สงสัยได้ ในทางที่ไม่ดีนะครับท่าน เงินไม่ใช่น้อยนะ”

เรื่องที่สี่ เกิดเหตุสะเทือนขวัญขึ้นกับชาวต่างชาติ ให้เป็นที่พูดถึงในวงกว้าง เมื่อหญิงอินเดียชื่อว่า นางชิลพิ อการ์วอล (MRS.SHILPI AGARWAL) อายุ 36 ปี บินมาฉลองแต่งงานกับสามีที่พัทยา และเกิดเหตุผิดพลาดใบพัดเรือฟันเข้าที่ศีรษะจนเสียชีวิตระหว่างเล่นพาราชูต เนื่องจากเกิดฝนตก ร่มที่เล่นเปียก ทำให้ทั้งคนและร่มร่วงไปในทะเล โดยที่ระหว่างนั้นคนขับเรือคือ นายสายชล ใจจิตต์ อายุ 25 ปี ต้องการเร่งเครื่องเพื่อถอยไปช่วยเหลือ แต่ผิดคาดทำให้เกิดเหตุน่าสะเทือนขวัญดังกล่าว

เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็มักจะส่งผลในแง่ลบเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวไทย ทำให้เรื่องนี้มีผู้ให้ความสนใจ และเป็นข่าวกันอย่างคึกโครม เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยและมาตรการในการควบคุมดูแลเครื่องเล่นต่างๆ โดยที่การเล่นร่มพาราชูตนั้นก็ถือเป็นอีกกิจกรรมที่เรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เพราะจะทำให้ได้ชมบรรยากาศหาดพัทยาจากมุมสูง โดยมีเรือสปีดโบ๊ทขับลากร่มไปเรื่อยๆ

ที่มาภาพ : http://news.sanook.com1253638
ที่มาภาพ: http://news.sanook.com1253638

ทำให้ นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับกรณีนี้ต่อสื่อว่า ได้สั่งการให้ทางกรมเจ้าท่าตรวจสอบควบคุมจัดการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเรื่องนี้ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยว เพราะเกิดเหตุการสูญเสียขึ้นซ้ำหลายครั้ง แม้เรือสปีดโบ๊ทจะมีการจดทะเบียนเชิงพาณิชย์ถูกต้อง แต่ก็ควรจะมีการฝึกพนักงานคนขับเรือ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่นนี้ด้วย

“ตามสไตล์สุดยอดประเทศไทย ไม่รู้ว่าคนที่จะขับเรือพวกนี้ได้ ต้องมีใบอนุญาติที่ต้องผ่านการอบรมสอบวัดอย่างมีมาตฐาน แบบประเทศอื่นเขามั้งหรือเปล่า แต่ให้เดาก็คงไม่มีหรอก ก็คงพาคนรู้จัก หรือขับได้มาขับไปตามสไตล์ ถึงได้เกิดเหตุแบบนี้อ่ะนะ”

“วัวหายล้อมคอกมาก เกิดเหตุการณ์ แล้วค่อยจัดการเสมอ”

“บางบริษัทไกด์ยังไม่มีบัตรเลย สปีดโบ๊ทมีไว้สำหรับบรรทุกคนเท่านั้น ทำไมกฏหมายไม่เอาผิดขั้นเด็ดขาด เพราะบริษัทได้นำเอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยเจตนา มีโทษถึงขั้นจำและปรับ ผู้ว่าและนายก พัทยารีบสั่งการด่วน”

“บ่อยไปแล้ว มันควรจะทำอุปกรณ์กันความปลอดภัยครอบได้นะ พวกตะแกรงอะไรแบบนั้น ถ้าออกแบบดีๆ มันคงป้องกันการเกิดเหตุได้ดีกว่านี้”

“แทนที่จะหันหัวเรือกลับไปหา ดันถอยเรือเอาใบพัดไปปั่นหัวคน คนขับเรือประมาทมาก ไหวพริบไม่มี ไม่ได้คิดว่าเผื่อพลาดเอาส่วนคมหันไปหาอาจจะเกิดอันตราย”

“การท่องเที่ยว สตช. เทศบาลพัทยา ร่วมประชุมออกกฎให้เพิ่มอุปกรณ์ตะแกรงหุ้มส่วนใบพัด ป้องกันอันตรายได้ไหมครับ ดีกว่าปล่อยให้เกิดกรณีข่าวแบบนี้เรื่อยๆ”

เรื่องที่ห้า เป็นคลิปที่มีผู้ประณามกันมากในโซเชียลเน็ตเวิร์กกับภาพการกระทำของ 3 สาว ที่กำลังร่วมกันรุมเตะและเหยียบลูกสุนัขตัวน้อยจนกลิ้งไปมาอยู่บนพื้น ร้องเสียงดังอย่างน่าสงสาร และแม้เจ้าหมาน้อยจะหลบเข้ามุม 3 สาวก็ยังจับมาเหยียบซ้ำอีกจนแน่นิ่งไป

โดยที่คลิปดังกล่าว ตามรายงานแจ้งว่ามีที่มาจากประเทศฟิลิปปินส์ และถูกโพสต์ไว้ในเว็บไซต์ยูทูบ ซึ่งเมื่อเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และมีผู้พูดถึงกันมาก ทางเจ้าหน้าที่ก็ออกมาเตือนเรื่องการแชร์และเผยแพร่คลิปดังกล่าวว่าเป็นการผิดกฎหมาย ซึ่งคลิปดังกล่าวก็ได้ถูกลบออกจากเว็ปไซด์ยูทูปแล้ว อีกทั้งทางเจ้าหน้าที่องค์กรสิทธิสัตว์และกลุ่มต่อต้านการทารุณสัตว์ (PETA) ในเอเชีย ก็ได้ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับคลิปดังกล่าวว่า เป็นคลิปเก่าเมื่อปี 2554 ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นที่เมืองเบอร์โก ประเทศฟิลิปปินส์ จากการที่มีสามีภรรยาคู่หนึ่งบังคับให้เด็กสาวทั้ง 3 คนรุมทำร้ายลูกสุนัข และขณะนี้สามีภรรยาดังกล่าวได้ถูกตำรวจจับกุมข้อหาทารุณกรรมสัตว์และทารุณเด็กเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีการคาดกันว่าน่าจะนำคลิปดังกล่าวไปขาย เพื่อเป็นวิดีโอสำหรับพวกวิตถาร ชอบทารุณสัตว์นั่นเอง

ที่มาภาพ : http://www.toptenthailand.com7416-news.html
ที่มาภาพ: http://www.toptenthailand.com7416-news.html

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและสะเทือนใจผู้ที่มีจิตเมตตาสุนัขเป็นอย่างมาก และคนในสังคมจะมีการรณรงค์ในเรื่องการยุติการทารุณกรรมสัตว์อยู่เสมอ จึงทำให้เรื่องนี้ชาวออนไลน์ พูดถึงและแสดงความสงสารเจ้าหมาตัวน้อยนี้กันอย่างมากมาย

“ถ้าเป็นคนไทย ขอวอนช่วยกันตามล่า แจ้งตำรวจจับ ข้อหา ทารุณสัตว์นะครับ”

“ไม่คิดว่าจะได้ดูอะไรที่มันทรมานจิตใจ คนได้ถึงขนาดนี้ ดูคนโดนทำร้าย โดนยิง ยังไม่แน่นอกได้ขนาดนี้ เพราะมันไม่ได้ทรมาน ก็ขอเหมือนเดิม คือ ขอให้น้องเกิดมาใหม่ชาติหน้าเป็นคน เพื่อมาสร้างบุญ มีความสุขมากๆ ภายหน้า อีกครั้ง ที่คนโหดๆ อย่างผมต้องร้องให้ เพราะเรื่องน้องหมา”

“ทำแบบนี้เพื่อไร โหดสุดๆ เลย”

“ไม่มีเมตตาแก่สัตว์บ้างเลย คนเช่นนี้ไม่สมควรเรียกว่าคน แต่ควรเรียกว่านางยักษ์”

“กรรมใดใครก่อกรรมนั้นตามสนอง อย่าทำร้ายสัตว์เลยสงสารเค้าเถอะทุกชีวิตมีค่าไม่ว่าคนหรือสัตว์ก็รู้จักเจ็บกลัวท่ากัน”