“โว เหงียน ยัป” ตำนานวีรบุรุษคนสุดท้ายแห่งเวียดนาม

15 ตุลาคม 2013

รายงานโดย…อิสรนันท์

“อสัญกรรมของ พล.อ.โว เหงียน ยัป ถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ…ท่านได้อุทิศชีวิตทั้งชีวิตให้กับประเทศชาติและประชาชน จิตวิญญาณของท่านจะผนึกเป็นหนึ่งเดียวกับประชาชนชาวเวียดนาม มอบความเข้มแข็งให้กับพวกเขาเพื่อสร้างประเทศให้แข็งแกร่งและเจริญรุ่งเรือง”

โว เดียน เบียน ลูกชายของ พล.อ.ยัป กล่าวไว้อาลัยผู้เป็นพ่อระหว่างเคลื่อนศพไปฝังท่ามกลางชาวเวียดนามราวสองแสนคนที่ร่วมส่งศพวีรบุรุษสงครามคนสุดท้ายผู้เป็นตำนานเล่าขานไม่มีวันลืมเลือน

อดีตทหารผ่านศึกผู้หนึ่งให้ความเห็นว่า “หลายคนร่ำไห้ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพิธีศพผู้นำคนก่อนๆ แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความรู้สึกเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับ พล.อ.ยัป”

“พล.อ.โว เหงียน ยัป” หรือ “หว่อ เหงียน ย้าป” หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อของ “โว เหงียน เกี๊ยบ” วีรบุรุษคนสุดท้ายในยุคสงครามปลดแอกจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส และจากการยึดครองของกองทัพสหรัฐอันเกรียงไกร สิ้นลมเมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้ด้วยวัย 102 ปี เรียกได้ว่าเป็นนายทหารเพียงคนเดียวที่มีโอกาสได้เห็นประธานาธิบดีและนายทหารระดับสูงของฝรั่งเศสและสหรัฐทุกคนที่เคยเป็นคู่สงครามกันมาก่อนในช่วงสงครามกู้เอกราชและช่วงสงครามเวียดนามทะยอยลาลับไปก่อนหน้า

ในสายตาของนักการทหารและนักประวัติศาสตร์ทั้งตะวันตกหรือตะวันออกผู้มีใจเป็นธรรมปราศจากอคติในเรื่องเชื้อชาติหรือยึดติดกับความยิ่งใหญ่ของอดีตเจ้าอาณานิคมต่างยอมรับโดยปราศจากข้อดังขาใดๆ ว่านายพลโว เหงียน ยัป เจ้าของตำนานวีรบุรุษเดียนเบียนฟู และผู้พิชิตกองทัพอันยิ่งใหญ่ของสหรัฐว่าเป็นนักการทหารผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดติดอันดับท็อปเทนของนักการทหารระดับโลกในศตวรรษที่ 20 เทียบเท่ากับนายพลมอนต์โกเมอรีแห่งอังกฤษ จอมพลรอมเมล แห่งกองทัพนาซีเยอรมนี และพลเอกแมคอาเธอร์ของสหรัฐ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กระทั่งได้รับสมญาว่า “นโปเลียนแดง”

แต่เพราะความใจแคบของนักการทหารและนักประวัติศาสตร์ของตะวันตกจึงพยายามทำเป็นลืมเลือนชื่อของนายพลแห่งบูรพาทิศผู้นี้เพราะไม่อยากตอกย้ำปมด้อยที่แพ้การศึกกับนายทหารจากดินแดนใต้อาณานิคมผู้ไม่เคยผ่านโรงเรียนทหารแม้แต่แห่งเดียว นอกเหนือจากเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการทำสงครามกองโจรเพื่อปลดปล่อยประเทศโดยลอกตำรามาจากกลยุทธ์การทำสงครามประชาชนของอดีตประธานเหมา เจ๋อ ตุง แห่งแดนมังกรจีนผู้เปรียบเสมือนลูกพี่และผู้อุปถัมภ์รายใหญ่เท่านั้น

พล.อ.โว เหงียน ยัป

พล.อ.โว เหงียน ยัป

ขณะเดียวกัน การเมืองในแดนตระกูลเหงียนซึ่งเต็มไปด้วยศึกชิงอำนาจระหว่างกลุ่มต่างๆ ก็พ่นพิษจนทำให้ชื่อของนายพลโว เหงียน ยัป แทบจะเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ทั้งๆ ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ของลุงโฮ หรือโฮ จิ มินห์ คู่กับฟาม วัน ดง ที่เป็นเสมือนฝ่ายบุ๋น หรือเหมือนกับแขนซ้าย-ขวา คู่บุญบารมีของลุงโฮมาตลอดช่วงทำสงครามขับไล่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสต่อเนื่องมาจนถึงขับไล่ทหารอเมริกันออกจากประเทศนี้ ที่สำคัญก็คือ เป็นขุนศึกผู้มีความรักชาติเป็นที่สุดแทบไม่ผิดแผกไปจากลุงโฮแม้แต่น้อย

ตำนานวีรบุรุษเดียน เบียน ฟู ผู้นี้เกิดในครอบครัวชาวนาที่จังหวัดกวางบินห์ ทางตอนกลางของประเทศเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2453 แค่อายุ 14 ปี ก็เข้าร่วมกับกองทัพใต้ดินของโฮ จิ มินห์ เพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมฝรั่งเศศ แต่พออายุ 18 ปี ก็ถูกฝรั่งเศสจับกุมเป็นครั้งแรกในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ จากการเป็นแกนนำการประท้วงของนักศึกษา กระนั้น ยัปก็อุตส่าห์เรียนต่อกระทั่งสำเร็จการศึกษา
นิติศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยฮานอย เมื่อ พ.ศ. 2480 ในตอนแรกยึดอาชีพเป็นครูสอนวิชาประวัติศาสตร์และนักหนังสือพิมพ์ ระหว่างนั้นได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ของโฮ จิ มินห์ ก่อนจะหลบหนีการจับกุมของตำรวจไปยังภาคใต้ของจีนพร้อมกับโฮ จิ มินห์ และฟาม วัน ดง ขณะที่ภรรยาคนแรกถูกจับขังจนเสียชีวิตในคุก

แม้จะไม่เคยผ่านโรงเรียนทหารมาก่อน แต่ลุงโฮก็ไว้วางใจคนสนิทอย่างโว เหงียน ยัป ซึ่งมีบทบาทสำคัญในยุทธการครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นยุทธการที่ลางเซินและยุทธการฮวาบิญห์ ให้เป็นคนวางแผนการรบแบบสงครามกองโจรต่อกรกับเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส แม้จะเสียเปรียบไปทุกด้าน ไม่ใช่แค่อาวุธที่ห่างกันหลายขุม ยังรวมไปถึงยุทธปัจจัยสำหรับทหารกองโจรซึ่งอัตคัดไปเสียทุกอย่าง ทหารกองโจรต้องสวมรองเท้าแตะที่ตัดมาจากยางรถยนต์ แต่ด้วยจิตใจอันมุ่งมั่นที่จะขับไล่เจ้าอาณานิคมออกไปให้ได้ ทหารกองโจรซึ่งได้เปรียบในเรื่องของจำนวนและจิตใจอันฮึกเหิมไม่ย่อท้อ แม้ต้องลากปืนใหญ่ข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่าระหว่างการปิดล้อมและบดขยี้กองทัพฝรั่งเศสที่เดียน เบียน ฟู กระทั่งสามารถพิชิตชัยได้อย่างเหลือเชื่อที่สุดเมื่อปี 2497 ด้วยกลยุทธิ์ “อ่อนพิชิตแข็ง” ท้ายสุด เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสต้องยอมคืนเอกราชให้กับเวียดนามอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจนัก จึงแอบหนุนหลังให้สหรัฐเข้ามาแทรกแซงการเมืองในประเทศนี้ในอีก 20 ปีให้หลัง ด้วยการสนับสนุนรัฐบาลเวียดนามใต้ทุกๆ ด้าน

นายพลยัป ได้ชื่อเป็นผู้บัญชาการทหารที่เฉียบขาด อารมณ์ร้อน ได้เลียนแบบตำรารบของบรรดาขุนพลของจีนในอดีต นั่นคือมุ่งมั่นเอาชนะโดยไม่คำนึงถึงจำนวนไพร่พลที่จะต้องสูญเสียไป จึงได้รับความไว้วางใจจากลุงโฮอีกครั้งให้เป็นจอมทัพในการทำสงครามกับสหรัฐ ซึ่งได้เปรียบทุกด้านทั้งด้านกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ และนายพลยัปก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เป็นคนวางแผนเปิดฉากโจมตีสายฟ้าแลบในเทศกาลวันตรุษญวนหรือเท็ตซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ของเวียดนาม หรือรู้จักกันในชื่อของ “การรุกวันตรุษญวน” และ “การรุกวันอีสเตอร์” สร้างความเสียหายให้กับทหารอเมริกันซึ่งได้แต่โวยวายว่าทหารเวียดนามเหนือละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในวันตรุษ

ยอดขุนพลของเวียดนามเองยอมรับสารภาพระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติเป็นครั้งสุดท้ายระหว่างร่วมงานรำลึกวันครบรอบ 30 ปีการปลดปล่อยไซ่ง่อนว่า “ไม่มีสงครามปลดปล่อยครั้งใดที่จะรุนแรงและมีการสูญเสียทหารมากเท่ากับสงครามขับไล่ทหารอเมริกันออกจากไซ่ง่อน…แต่การยอมแพ้ ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของข้าพเจ้า” ตำนานวีรบุรุษของเวียดนามเคยพูดอย่างอหังการ์ “ทหารที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพ จะมีพลังพิเศษเพื่อให้บรรลุสิ่งที่มุ่งหวังไว้อย่างยากจะจินตนาการถึง”

ขณะที่เสนาธิการทหารของสหรัฐแก้ตัวที่ต้องเดินตามรอยทหารฝรั่งเศสพ่ายแพ้การรบในเวียดนามว่าถ้าเป็นการศึกแบบตะวันตกแล้ว หากนายทหารคนใดปล่อยให้ทหารเสียชีวิตมากถึงขนาดนี้ มีหวังถูกสั่งปลดทันที แถมยังอาจถูกนำตัวขึ้นศาลทหารด้วย

อย่างไรก็ดี แม้จะชนะในสนามรบจนได้รับยกย่องว่าเป็นยอดขุนพลผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ แต่ในสนามการเมืองแล้ว นายพลยัปกลับอ่อนหัดปราชัยยับเยินครั้งแล้วครั้งเล่า หลังปราศจากลุงโฮซึ่งถึงแก่อนิจธรรมเมื่อปี 2512 คอยเป็นกะลาคุ้มหัวให้แล้ว กระทั่งถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม ผู้บัญชาการทหารบกและสมาชิกอาวุโสของพรรคแรงงานเวียดนามหรือพรรคลาวด่อง แถมยังถูกเบียดให้ไปนั่งอยู่ข้างเวที ดูความรุ่งโรจน์ของนายพล 4 ดาว วัน เทียน ดุง ที่ตัวเองสนับสนุนและผลักดันให้ขึ้นมาเป็นทหารระดับแถวหน้าอีกทั้งยังช่วยวางแผนการรบอันยิ่งใหญ่รั้งสุดท้าย นั่นก็คือแผนยุทธการบัวบาน จนสามารถยึดกรุงไซ่ง่อนได้เมื่อปี 2518 แต่ประวัติศาสตร์ของเวียดนามไม่พูดถึงบทบาทของนายพลยัปแต่อย่างใด

กระนั้น ยอดขุนพลคู่บารมีลุงโฮก็ไม่สนใจ เพราะถือว่าบรรลุเป้าหมายสูงสุดของลุงโฮแล้ว นั่นก็คือรวมเวียดนามเป็นหนึ่งเดียวกันได้สำเร็จสมปรารถนา นายพลยัปจึงได้กล่าวคมวาทะไว้ประโยคหนึ่งหลังยึดไซ่ง่อนได้ใหม่ๆ ว่า “จากชัยชนะเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2518 บรรดาทาสทั้งหลายก็กลายเป็นเสรีชน เป็นเรื่องราวที่เหลือเชื่อที่สุด”

หลังจากเวียดนามรวมประเทศแล้ว นายพลยัปได้ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหมอีกครั้ง แต่อิทธิพลทางการเมืองเริ่มลดลงตามลำดับ เนื่องจากคัดค้านที่เวียดนามจะกรีฑาทัพไปยึดกรุงพนมเปญเมื่อช่วงปลายปี 2521 โดยมองว่าเท่ากับเดินตามรอยเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส ทำให้สมาชิกระดับนำในพรรคคอมมิวนิสต์หลายคนไม่พอใจ

ท้ายสุด อดีตบุรุษเดียน เบียน ฟู ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมื่อปี 2519 ก่อนจะถูกปลดจากรัฐมนตรีกลาโหมในปี 2523 และถูกบีบให้พ้นจากโปลิตบุโรในปี 2525 ตามด้วยการลาออกจากตำแหน่งสุดท้ายคือรองนายกฯ ในปี 2534

น่าแปลกตรงที่ว่า ยิ่งหมดบุญวาสนาทางการเมืองนายพลยัปกลับยิ่งเป็นที่รักของประชาชนมากขึ้น มีโอกาสเดินทางไปเยือนถิ่นสมรภูมิรวมทั้งเยี่ยมเยือนมวลชนในท้องถิ่นต่างๆ และได้กล่าวปราศัยถึงยุคสมัยการต่อสู้ในอดีต รวมไปถึงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในหลายๆ เรื่องด้วยกัน โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชัน นอกจากนี้ ยังมีบทบาทสำคัญในการประสานทางการทูตกับจีนและสหรัฐอเมริกา ไม่นับรวมกรณีได้รับเชิญเดินทางเยือนต่างประเทศหลายครั้ง ตลอดจนออกต้อนรับแขกเมืองระดับสูงจากต่างประเทศหลายครั้ง

พล.อ.โว เหงียน ยัป ที่มาภาพ : http://www.cand.com.vn

พล.อ.โว เหงียน ยัป ที่มาภาพ : http://www.cand.com.vn

โว เหงียน ยัป เองได้ถ่ายทอดประสบการณ์การรบนอกตำราออกมาเป็นหนังสือหลายเล่ม อาทิ “ชัยชนะอันยิ่งใหญ่”, “ภารกิจอันยิ่งใหญ่”, “กองทัพประชาชน”, “สงครามประชาชน”, “เดียน เบียน ฟู” และ “เราจะชนะ” ซึ่งฝ่ายซ้ายและนักปฏิวัติทั่วโลกต่างต้องหาอ่านหากต้องการทำสงครามที่ไม่มีวันพ่ายแพ้บ้าง

ในส่วนของชีวิตครอบครัวปัจจุบัน อดีตขุนพลผู้ยิ่งใหญ่มีลูกสาว 3 คน และลูกชาย 2 คน จากภรรยาคนที่สอง หลังจากภรรยาคนแรกเสียชีวิต ระหว่างถูกจองจำในคุกของฝรั่งเศส เมื่อปี 2486

นักวิจารณ์หลายคนมองว่าการที่ชาวเวียดนามซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยรับรู้ประวัติศาสตร์สมัยสงครามเดียน เบียน ฟู และสงครามกับสหรัฐต่างโศกเศร้าอาลัยต่อการจากไปของวีรบุษเดียน เบียน ฟู ผู้นี้ เป็นสัญลักษณ์สะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ล้วนแต่ไม่พอใจผลงานของรัฐบาลชุดหลังๆ ซึ่งมีแต่ข่าวฉาวโฉ่เรื่องการทุจริตฉ้อฉล ละเลยปัญหาปากท้องของประชาชน และปล่อยให้เศรษฐกิจประเทศตกต่ำลง

เครือข่ายสังคม