เมื่อคุณภาพการศึกษาใช้ “คะแนนชี้วัด” ผู้ปกครองทุ่มปีละกว่าหมื่นล้านให้เด็กกวดวิชาเพื่อ “ติ๊กถูก”

9 กันยายน 2013

แม้ว่ารัฐบาลมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปีสำหรับโรงเรียนของรัฐ โดยจ่ายค่าเล่าเรียนให้ 4 ส่วน คือ แบบเรียน เสื้อผ้า อุปกรณ์การเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน แต่ผู้ปกครองยังต้องมีรายจ่ายอื่นๆ เพราะโรงเรียนเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษาเพิ่มเติม โดยเริ่มต้นที่ภาคการศึกษาละ 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและการบริหารงานของโรงเรียนนั้นๆ รวมถึงค่าเรียนพิเศษอื่นๆ ที่ผู้ปกครองต้องจ่ายเพิ่ม ด้วยความไม่มั่นใจคุณภาพการศึกษาในโรงเรียน เป้าหมายการสอบเข้า หรือปัจจัยอื่นๆ

ประเทศไทยมีโรงเรียนในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการกว่า 3,200 แห่ง มีนักเรียนตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 กว่า 8.7 ล้านคน

ด้วยมาตรฐานการศึกษาที่ใช้คะแนนเป็นตัวชี้วัดในทุกระดับ ดังนั้นหากมีกำลังจ่ายมากพอก็จะนิยมให้ลูกหลานเรียนพิเศษเพิ่มเติมทั้งในโรงเรียน สถาบันกวดวิชา หรือจ้างมาสอนพิเศษที่บ้าน ทั้งนี้เป็นเพราะกังวลว่าลูกหลานจะสอบได้คะแนนน้อย สอบเลื่อนชั้น สอบเข้าโรงเรียนหรือสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ เหตุผลหนึ่งคือการสอบวัดผลในโรงเรียนมักจะยากกว่าเนื้อหาที่เรียนเสมอ

ค่าเรียนพิเศษครบทุกวิชา

โรงเรียนเกือบทุกแห่งมีเรียนพิเศษเพิ่มเติมประมาณ 1 ชั่วโมงหลังเลิกเรียนในเวลาราชการ ซึ่งสอนโดยคุณครูประจำชั้น แม้จะเรียกว่า “เรียนพิเศษ” แต่โรงเรียนหลายแห่งมักจะสอนหรือเฉลยการบ้านให้นักเรียนมากกว่าการสอนเนื้อหาเพิ่มเติมจากชั่วโมงเรียนปกติ ทั้งนี้แม้ว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่จะทราบว่าคือการสอนการบ้าน แต่ก็ยินดีให้เรียน เนื่องจากตนเองไม่มีเวลาสอนการบ้านลูกเพราะทำงานเลิกช้า รวมถึงปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่ที่ทำให้ไปรับลูกทันทีที่โรงเรียนเลิกไม่ได้

สำหรับค่าเรียนพิเศษในช่วงเย็นของโรงเรียนนั้น ส่วนใหญ่เป็นชั้นระดับประถมศึกษา โดยมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นอยู่ที่ภาคการศึกษาละประมาณ 500 บาท และผู้ปกครองบางคนก็จะจ้างครูมาสอนพิเศษที่บ้านในบางรายวิชาที่เห็นว่าลูกหลานทำคะแนนได้ไม่ดีนัก โดยต้องจ่ายค่าจ้างสอนเริ่มต้นที่ชั่วโมงละ 200-250 บาท หรือให้ไปเรียนที่สถาบันกวดวิชา

สถาบันกวดวิชาสำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลนั้น นิยมเรียนเพื่อพัฒนาทักษะทางสมองและเสริมสร้างสติปัญญา หรือถ้าเรียนเป็นวิชาการก็จะเป็นวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ก็มีเรียนติวเพื่อสอบเข้าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้านค่าใช้จ่ายในการเรียนขึ้นอยู่กับว่าเรียนที่ไหน แต่โดยทั่วไปเริ่มต้นที่คอร์สละ 2,000 บาทต่อวิชา

หากคิดเฉพาะค่าเรียนพิเศษของนักเรียนชั้นอนุบาลอยู่ที่ประมาณภาคการศึกษาละ 2,000 บาทต่อ 1 วิชา ใน 1 ปีมี 3 เทอม (รวมภาคฤดูร้อน) ก็จะประมาณ 6,000 บาท ซึ่งผู้ปกครองส่วนใหญ่ให้เรียน 2-3 วิชา ดังนั้นจึงมีค่าใช้จ่ายภาคการศึกษาละประมาณ 4,000-6,000 บาท ถ้ารวม 3 เทอม ต้องจ่ายประมาณ 12,000 – 18,000 บาท

ค่าเรียนพิเศษในสถาบันกวดวิชาเพื่อสอบเข้า

การเรียนกวดวิชาในระดับประถมศึกษาจะเน้นเรียนวิชาการที่ 5 วิชาหลัก คือ ภาษาไทย สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ ซึ่งตามสถาบันกวดวิชาจะแบ่งตารางเรียนเป็นหลายกลุ่ม เช่น เรียน 2 วิชา เฉพาะวิทย์-คณิต, เรียน 3 วิชา วิทย์-คณิต-อังกฤษ, หรือเรียนทั้ง 5 วิชา โดยมีเวลาเรียนให้เลือกสมัครทั้งช่วงเปิดและปิดภาคการศึกษา สำหรับค่าใช้จ่ายกรณีเรียนครบ 5 วิชา ราคาประมาณคอร์สละ 3,200 บาท แต่หากเป็นคอร์สติวสอบเข้ามัธยมศึกษาปีที่ 1 ราคาประมาณคอร์สละ 3,600 บาท

ดังนั้น หากนักเรียนชั้นประถมเรียนพิเศษแบบรวม 5 วิชาในสถาบันเดียวก็จะมีค่าเรียนพิเศษอย่างน้อยภาคการศึกษาละ 3,700 บาท (เรียนหลังเลิกเรียน 500 บาท + เรียน 5 วิชา 3,200 บาท) ในกรณีที่เรียนในสถาบันกวดวิชา แต่ถ้าจ้างครูมาสอนที่บ้านวันละ 2 ชั่วโมงจะมีรายจ่ายสัปดาห์ละ 1,000 บาท หรือเดือนละประมาณ 4,000 บาท

ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าเรียนพิเศษอื่นๆ ที่ไม่ใช่วิชาการอีก เช่น ดนตรีเดือนละ 1,000-2,000 บาท หรือกีฬาเช่น ว่ายน้ำ บัลเล่ต์ คอร์สละ 3,000-4,000 บาท หรือเรียนศิลปะคอร์สละ 2,000-3,000 บาท รวมถึงค่าเครื่องดนตรี ค่าชุด ค่ารองเท้า และอุปกรณ์ต่างๆ ในการเรียน ที่ผู้ปกครองหวังว่าจะทำให้ลูกมีทักษะด้านอื่นนอกจากวิชาการด้วย

ยกตัวอย่างเช่น เด็กหญิง A เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนชื่อดังเขตดุสิตหลักสูตรปกติ ค่าเทอม 9,000 บาท เรียนพิเศษ 3 วิชา คือ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยจ้างครูมาสอนที่บ้านวันละ 2 ชั่วโมงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ รวมเป็นเงิน 600 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 2,400 บาทต่อเดือน วันพฤหัสเรียนว่ายน้ำเดือนละ 2,000 บาท วันเสาร์เรียนกีตาร์เดือนละ 2,500 บาท รวมแล้วมีค่าเรียนพิเศษ 6,900 บาทต่อเดือน

ค่าเรียนพิเศษ

สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาจะเน้นเรียนพิเศษด้านวิชาการมากขึ้นเพื่อเพิ่มเกรดที่โรงเรียน ซึ่งการเรียนในสถาบันกวดวิชาของนักเรียนส่วนหนึ่งมาจากผู้ปกครองให้เรียน ส่วนหนึ่งขอผู้ปกครองเรียนเอง และอีกส่วนหนึ่งคือเรียนตามเพื่อน

สถาบันกวดวิชาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาส่วนใหญ่จะแยกสอนสถาบันละวิชาเดียวเท่านั้น เช่น เอ็นคอนเซปต์ สอนเฉพาะภาษาอังกฤษ, เคมีอุ๊ สอนเฉพาะวิชาเคมี, แอพพลายฟิสิกส์ สอนเฉพาะฟิสิกส์ ฯลฯ มีเพียงบางสถาบันเท่านั้นที่สอนหลายวิชา เช่น เดอะติวเตอร,์ เดอะเบรน ฯลฯ

ในที่นี้จะคำนวณราคาเรียนพิเศษจากสถาบันกวดวิชารวม พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในกรณีที่เรียนรวม 5 วิชาหลักในสถาบันเดียว มีค่าเรียนคอร์สละ 3,700 บาท แต่ถ้าหากเรียนแยกรายวิชา ตามสถาบันที่สนใจค่าเรียนคอร์สละ 2,000-3,000 บาท ซึ่งมีให้เลือกเรียนทั้งช่วงเปิดและปิดภาคการเรียน

ด้านนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายนั้นมีหลักสูตรการเรียนที่แตกต่างกัน เช่น สายวิทย์-คณิต สายศิลป์-ภาษา สายภาษา ฯลฯ ดังนั้นความต้องการเรียนเพิ่มเติมของเด็กแต่ละคนจึงแตกต่างกัน

สำหรับเด็กที่เรียนสายวิทย์ จะต้องเรียน 5 วิชาหลักเช่นเดิม เพียงแต่เพิ่มวิชาในหมวดวิทยาศาสตร์แยกเป็น 3 วิชา คือ ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ส่วนเด็กภาษาก็อาจจะไปเรียนภาษาอังกฤษ หรือภาษาที่ 3 อื่นๆ เพิ่มมากขึ้น

จากการคำนวณค่าเรียนพิเศษสำหรับเด็กสายวิทย์-คณิต พบว่า ค่าเรียนพิเศษเพื่อเพิ่มเกรดประมาณคอร์สละ 2,000-2,500 บาท ซึ่งแต่ละคอร์สจะเป็นเรื่องๆ ตามบทเรียน แต่ค่าเรียนพิเศษจะสูงเป็นเท่าตัวในคอร์สเตรียมสอบโอเน็ต และ GAT, PAT โดยวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษาคอร์สละประมาณ 4,400 บาท ภาษาอังกฤษ 4,000 บาท คณิตศาสตร์ 6,300 บาท ฟิสิกส์ 5,000 บาท เคมี 6,500 บาท และชีววิทยา 5,000 บาท

ค่าเรียนพิเศษในสถาบันกวดวิชาของนักเรียน ม.6

โดยสรุปนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจะมีค่าเรียนพิเศษประมาณภาคการเรียนละ 15,000 บาทเป็นอย่างต่ำหากเรียนครบทุกวิชา และสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อติวสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกประมาณ 3,500 บาทในกรณีเรียนครบทุกวิชา

สำหรับนักเรียนที่จ้างครูมาสอนที่บ้านไม่ว่าเพื่อเพิ่มเกรดหรือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ชั่วโมงละ 250-300 บาท ซึ่งระยะเวลาเรียนขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เรียน ไม่ได้กำหนดชั่วโมงเรียนแน่นอนเหมือนในสถาบันกวดวิชา

ทั้งนี้สำหรับนักเรียนที่ไม่ได้เรียนในสายวิทย์-คณิต ก็มีค่าเรียนพิเศษไม่ต่างกันนัก เนื่องจากค่าเรียนภาษาต่างประเทศราคาสูงพอๆ กับวิชาวิทยาศาสตร์ทั้ง 3 วิชารวมกัน หรืออาจจะแพงมากกว่าด้วยซ้ำเมื่อคิดรวมทั้งหลักสูตรของการเรียน

จำนวนนักเรียนในโรงเรียนของ สพฐ.

จำนวนนักเรียนในโรงเรียนเอกชน

ค่าเรียนพิเศษในสถาบันกวดวิชาของนักเรียน ม.6

ค่ากวดวิชาแต่ละปี

จากภาพรวมแล้วจะมีเงินสะพัดเพื่อการเรียนพิเศษในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเทอมละ 16,000 ล้านบาทเป็นอย่างต่ำ ทั้งนี้ยังไม่รวมนักเรียนโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษากว่า 6 แสนคน ระดับมัธยมต้นกว่า 2 แสนคน และมัธยมปลายกว่า 1 แสนคน

ตลาดกวดวิชารวมเป็นคลัสเตอร์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รายงานเกี่ยวกับตลาดกวดวิชาว่า ปัจจุบัน ผู้ประกอบการธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาได้มีการรวมตัวกันเป็นคลัสเตอร์ ขยายสาขาไปต่างจังหวัด ปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับระบบ Admissions รวมถึงนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณการมูลค่าตลาดธุรกิจกวดวิชาในปี 2556 ไว้ที่ 7,160 ล้านบาท และจะเติบโตไปสู่ 8,189 ล้านบาทในปี 2558 หรือเติบโตโดยเฉลี่ยร้อยละ 5.4 ต่อปี โดยมีปัจจัยหนุนมาจากค่าเรียนต่อหลักสูตรที่สูงขึ้นและจำนวนนักเรียนที่เรียนกวดวิชาเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีความท้าทายที่อาจส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจกวดวิชา ได้แก่ ทางเลือกของนักเรียนในการเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่มากขึ้น ทั้งการเปิดหลักสูตรภาคพิเศษและหลักสูตรนานาชาติของมหาวิทยาลัยรัฐบาล การยกระดับคุณภาพของมหาวิทยาลัยเอกชน รวมถึงการจัดกิจกรรมการตลาดของผู้ผลิตสินค้าในรูปแบบการเปิดติววิชาต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ธุรกิจกวดวิชาครอบคลุมถึงการเรียนกวดวิชาทั้งในรูปแบบโรงเรียนกวดวิชา และติวเตอร์อิสระที่สอนแบบตัวต่อตัวหรือสอนเป็นกลุ่ม โดยค่านิยมการเรียนเสริมความรู้ในบางรายวิชาของนักเรียนไทยทั้งในกลุ่มที่เรียนอ่อนและเรียนเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ธุรกิจกวดวิชาเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากการขยายสาขาของโรงเรียนกวดวิชาในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค ปัจจุบันโรงเรียนกวดวิชาเน้นรวมตัวเป็นคลัสเตอร์ ขยายสาขา ปรับหลักสูตร และใช้เทคโนโลยี

นักเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในการเรียนกวดวิชา ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งมีความต้องการเรียนกวดวิชาเสริมสร้างความรู้เพื่อใช้ในการสอบวัดผลการเรียนในโรงเรียนและสอบแข่งขันเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย โดยฐานนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการที่ระบุว่า ปี 2555 มีจำนวนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในกลุ่มโรงเรียนประเภทสามัญศึกษาทั้งของรัฐบาลและเอกชนรวม 1,412,570 คน แบ่งเป็นในกรุงเทพฯ 163,743 คน และในภูมิภาค 1,248,827 คน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี 2550 ที่มีจำนวนรวม 1,166,942 คน

เมื่อพิจารณาข้อมูลการสอบแข่งขันเพื่อศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย พบว่า ในปี 2555 มีผู้สมัครเข้าศึกษาในระบบ Admissions ถึง 122,169 คน ในขณะที่มหาวิทยาลัยหรือสถาบันของรัฐในสังกัดหรือกำกับของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สามารถรองรับนักศึกษาใหม่ได้เพียง 64,000 คน หรือรองรับได้เพียงร้อยละ 53 ของผู้สมัคร Admissions ทั้งหมด

จากที่มหาวิทยาลัยหรือสถาบันของรัฐมีขีดจำกัดในการรองรับนักศึกษา จึงนิยมเรียนกวดวิชาเพื่อสร้างความได้เปรียบในการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย เพราะมีการสรุปเนื้อหาอย่างตรงประเด็น สอนเทคนิคการทำข้อสอบ ใช้เวลาเรียนไม่มาก รวมถึงยังมีเทคนิคการสอนที่เพลิดเพลิน ส่งผลให้ธุรกิจกวดวิชาเติบโตและมีมูลค่าตลาดสูง มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ในปี 2555 มีโรงเรียนกวดวิชารวม 2,005 แห่ง แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 460 แห่ง และภูมิภาค 1,545 แห่ง และมีจำนวนนักเรียน 453,881 คน คิดเป็นร้อยละ 12 ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม โรงเรียนกวดวิชาต่างก็มีกลยุทธ์ในการลงทุนที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับขนาดของโรงเรียน ชื่อเสียง และทำเลที่ตั้ง โดยโรงเรียนกวดวิชาที่มีชื่อเสียงมักใช้กลยุทธ์ ดังนี้

การรวมตัวกันเป็นคลัสเตอร์ โดยมีความร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนกวดวิชาชื่อดังในวิชาต่างๆ ที่หลากหลายร่วมกันจัดการเรียนส่วนตัวแบบออนไลน์ รวมถึงมีการใช้สถานที่หรืออาคารร่วมกันเพื่อเป็นจุดศูนย์กลาง หรือ One-Stop Service ในการเดินทางมาเรียนกวดวิชาสำหรับนักเรียน โดยสถานที่โรงเรียนกวดวิชาชื่อดังส่วนใหญ่มักมีทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีการคมนาคมที่สะดวก

การขยายสาขาไปต่างจังหวัดที่มีศักยภาพ แต่เดิมกลยุทธ์ของโรงเรียนกวดวิชาชื่อดังมักเลือกขยายสาขาไปในกรุงเทพฯ และจังหวัดหลักในภาคต่างๆ นักเรียนจังหวัดรอบข้างจึงต้องเดินทางมาเรียน ในขณะที่นักเรียนบางคนก็มีข้อจำกัดด้านการเดินทางจึงไม่สามารถเข้าถึงการเรียนกวดวิชาได้ โรงเรียนกวดวิชาชื่อดังได้ขยายสาขาไปจังหวัดรองมากขึ้น เช่น เชียงราย นครสวรรค์ พิษณุโลก อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ราชบุรี ตรัง

การปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับระบบ Admissions โดยโรงเรียนกวดวิชาชื่อดังหันมาปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับระบบดังกล่าวมากขึ้น ครอบคลุมทั้งวิชาสามัญทั่วไป การสอบความถนัดทั่วไป (GAT: General Aptitude Test) การสอบความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (PAT: Professional and Academic Aptitude Test) รวมถึงวิชาเฉพาะ เช่น วิชาเฉพาะแพทย์

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำ Application เกี่ยวกับการเรียนการสอนผ่านทางสมาร์ทโฟน การเรียนส่วนตัวแบบออนไลน์ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงโดยนักเรียนสามารถบริหารจัดการการเรียนด้วยตนเองผ่านคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน รวมถึงการใช้แท็บเล็ตประกอบการเรียนการสอน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการอำนวยความสะดวกสำหรับนักเรียนได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ การแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในตลาดธุรกิจกวดวิชา ได้ส่งผลให้มีผู้ประกอบการธุรกิจกวดวิชาบางรายเริ่มกระจายความเสี่ยงโดยการขยายไปในธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น บริการแนะแนวการศึกษา แฟรนไชส์ธุรกิจการศึกษา การผลิตสื่อและสิ่งพิมพ์ รวมถึงการขายสื่อการเรียนรู้แบบมัลติมีเดียให้โรงเรียนต่างๆ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประมาณการมูลค่าตลาดธุรกิจกวดวิชา ทั้งในส่วนของการเรียนกวดวิชาในรูปแบบโรงเรียนกวดวิชา และติวเตอร์อิสระที่สอนแบบตัวต่อตัวหรือสอนเป็นกลุ่มในปี 2556 ไว้ที่ประมาณ 7,160 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่มีมูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท และจะเติบโตไปสู่ 8,189 ล้านบาทในปี 2558 หรือเติบโตโดยเฉลี่ยร้อยละ 5.4 ต่อปี โดยคาดว่าจะมีปัจจัยหนุนมาจากการเพิ่มราคาค่าเรียนต่อหลักสูตรและจำนวนนักเรียนที่เรียนกวดวิชาเพิ่มขึ้น

หลากปัจจัยท้าทายตลาดกวดวิชา

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ได้ส่งผลให้สภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจกวดวิชาเปลี่ยนแปลงไป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประมวลความท้าทายที่อาจส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจกวดวิชาในอนาคต ดังรายละเอียดต่อไปนี้

การเพิ่มขึ้นของจำนวนหลักสูตรภาคพิเศษ และหลักสูตรการเรียนการสอนแบบนานาชาติของมหาวิทยาลัยรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรการเรียนการสอนแบบนานาชาติที่เปิดใหม่เพื่อผลิตบุคลากรรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC อาจส่งผลให้การแข่งขันเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาลมีความรุนแรงลดลง แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า โอกาสของโรงเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษที่จะสามารถขยายฐานนักเรียนที่ต้องการเตรียมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษ เพื่อใช้ในการสอบแข่งขันศึกษาต่อในหลักสูตรนานาชาติ

นอกจากนี้ การที่ผู้คนในสังคมยอมรับคุณภาพของมหาวิทยาลัยเอกชนมากขึ้น รวมถึงในอนาคต หากมีการผ่อนคลายกฎระเบียบด้านการจัดตั้งมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศ ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยต่างชาติที่มีชื่อเสียงสามารถเข้ามาเปิดวิทยาเขตภายในประเทศไทยเพื่อเป็นตัวเลือกหนึ่งสำหรับนักเรียนได้ ส่งผลให้การแข่งขันเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาลอาจไม่รุนแรงเช่นในอดีต ซึ่งนักเรียนอาจให้ความสำคัญกับการเรียนกวดวิชาเพื่อสอบแข่งขันศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยรัฐบาลลดลง

การทำการตลาดเพื่อเจาะกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาของผู้ผลิตสินค้า

ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภครายใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าประเภทเครื่องดื่มบำรุงสมอง ต่างก็หันมามุ่งเจาะตลาดนักเรียนและนักศึกษา โดยมุ่งสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าในการเป็นตัวช่วยทางด้านการเรียน ซึ่งเป็นแนวคิดในการสร้างความผูกพันธ์กับแบรนด์สินค้าตั้งแต่วัยเด็กเพื่อเป็นข้อได้เปรียบในการทำการตลาดระยะยาว ที่จะส่งผลให้ลูกค้ากลุ่มนักเรียนและนักศึกษามีความผูกพันธ์กับแบรนด์สินค้าและกลายเป็นลูกค้าที่มีกำลังซื้อในอนาคต ผ่านการจัดกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบการเปิดติววิชาต่างๆ เพื่อสอบแข่งขันศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจส่งผลให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวมากขึ้น ทดแทนการเรียนกวดวิชาซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง

นอกจากนี้การเติบโตของสื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทั้งในรูปแบบการถ่ายทอดการเรียนการสอนออกอากาศผ่านทางโทรทัศน์ช่องต่างๆ สื่อประเภทวีซีดีและดีวีดี และช่องทางอินเทอร์เน็ต ที่นักเรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ในรูปแบบการเรียนผ่านเว็บไซต์ e–Learning คลิปวีดิโอ ที่ยังมีการออกแบบให้สามารถมีปฏิสัมพันธ์ได้อย่างเพลิดเพลิน ไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึงสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ยกตัวอย่างเช่น www.khanacademy.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ไม่แสวงหาผลกำไรชื่อดัง ที่มีแบบทดสอบเรื่องต่างๆ ให้ผู้เรียนได้ทดสอบความรู้เช่นเดียวกับการเรียนที่โรงเรียน อีกทั้งการที่ผู้ปกครองหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพในด้านอื่นๆ ของบุตรหลานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทักษะภาษาต่างชาติ การฝึกสมอง งานศิลปะ ดนตรี รวมถึงกีฬา เป็นปัจจัยที่อาจส่งผลให้ผู้ปกครองและนักเรียนมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการเรียนกวดวิชาน้อยลง

  • Ixora Flowerlady

    ในฐานะที่เป็นนักเรียนคนหนึ่ง
    อยากจะบอกว่าที่หนูต้องเรียนพิเศษเยอะ
    เพราะเรียนในห้องเรียนไม่เข้าใจ
    บางที่ครูก็ไม่ค่อยเข้าสอน
    ไปโรงเรียนก็ไม่มีประโยชน์สักเท่าไร
    เหมือนมานั่งเช็คชื่อไปวัน ๆ
    เรียนพิเศษ แม้ว่าจะเรียนแค่วันละ 2-3 ช.ม.
    กลับได้ความรู้มากกว่าที่ครูสอนในห้องเรียนทั้งสัปดาห์เสียอีก
    หนูเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะ =__=

  • จิรยุท

    ระบบการศึกษาไทย “ล้มเหลว” กระทรวงศึกษาธิการควรปรับปรุงด่วน ระบบนี้มันส่งเสริมให้สถาบันกวดวิชาร่ำรวย โดยเด็กไม่ได้ประโยชน์ เด็กจำนวนมากขาดโอกาสเพราะจนเรียนแค่ในระบบ แล้วการออกข้อสอบไม่ว่าจะคัดเลือกเข้าเรียนต่อ หรือสอบมาตรฐานต่างๆ ล้วนออกข้อสอบตามที่สถาบันติว ไม่ออกในหลักสูตรที่เรียนในห้องเรียน แล้วอย่างี้จะไปเรียนกันทำไม สู้ไปติวอย่างเดียวไม่ดีหรือ ยุลโรงเรียนให้หมดดีไหม ฝากให้ผู้ใหญ่กระทรวงศึกษาคิดนะครับ (ก็รู้อยู่ว่าผู้บริหารทุกระดับมีผลประโยชน์อยู่กับการกวดวิชา แต่เอาแค่พอดีนะครับ อยู่ที่จิตสำนึกแล้วหละ)

    • K

      แน่ใจหรอว่าออกตามสถาบันติว เค้าพยายามออกหนีสถาบันพวกนี้ เลยทำให้ต้องออกนอกหลักสูตรครับ
      สถาบันพวกนี้เค้าต้องสอนตามหลักสูตรไว้ก่อนอยู่แล้ว เพราะยังมีเด็กที่มาเรียนเพราะจะมาเก็บเกรดด้วย ส่วนนอกเหนือหลักสูตรก็เพิ่มมาตามข้อสอบของส่วนกลางนั้นแหละ

  • Black

    สทศ.ไม่เคยพิสูจน์ข้อสอบเลย แล้วก็จ้างเด็กโอออกข้อสอบเป็นหลัก
    แล้วไอ้พวกคนปกติที่ไหนมันจะทำได้ -*-

  • Porama Benjawinyu

    ครูสมัยนี้ก็เปิดสอนพิเศษเพิ่มเติมกันทั้งนั้น พอถึงคาบสอนจริงในโรงเรียน ก็กั๊กความรู้ไว้ ไม่สอนให้เต็มที่ เพื่อที่จะให้เด็กเรียนพิเศษวิชาของตัวเอง ผมเห็นมาพอสมควรแล้ว ควรแก้ไข้นะครับจุดนี้ จากเด็กมหาลัย 🙂

  • Modiz Smh

    ทุเรศจัง เอาภาพตัวการ์ตูน เขามาแล้วมาใส่เครดิต ตัวเอง กาก

    • thaipublica

      ต้องขอโทษหากเป็นเช่นนั้น หากเราใช้รูปของใครในข่าวเราจะใส่ที่มาตลอด กรณีนี้เป็นข้อผิดพลาดที่ฝ่ายกราฟฟิตหยิบมาใช้แล้วไม่ได้อ้างอิง

      หากคุณทราบ เราขอข้อมูลอ้างอิงด้วย

      กองบก.

      • Hiyoko Kuku

        เป็นรูปของเราเองค่ะ ที่มา http://hiyogo.exteen.com/20110428/my-school-uniform-8 อยากให้ปรับปรุงการทำงานของฝ่ายกราฟฟิคให้มากกว่านี้นะคะ มันดูไม่มืออาชีพเลยทำแบบนี้ ทั้งที่เว็บก็แปะเครื่องหมาย creative commons ซึ่งดูจะจริงจังกับเรื่องแบบนี้แท้ๆ แต่กลับทำซะเอง เอารูปมาใช้ไม่ขออนุญาต ไม่ให้เครดิต ฝ่ายกราฟฟิคทำรูปประกอบขึ้นมาใหม่เองก็ได้นี่คะ เราพูดแทนเจ้าของภาพท่านอื่นๆที่ทางเว็บนำมาใช้ด้วย แม้รูปเราจะไม่ได้ดีอะไร แต่มันก็ผิดใช่ไหมคะเอามาใช้แบบนี้ ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก มันไม่ดีต่อเว็บของคุณค่ะ ลองคิดดูนะคะ

  • Ankou

    กวดวิชาเรียนทำไม?
    ไม่กวดวิชาสักนิดก็ติดหมอติดวิศวะติดสารพัดคณะยังได้เลย…

    • ชอบเรียนพิเศษ

      ติดคณะนั้นๆ แล้ว มหาลัยอะไร ไอ้ควาย ลองมาแข่งกับกูได้นะ ว่ามรุงไม่เรีนกับกูใคราฉลาดกว่ากัน

      • jakkraphan thongjamroon

        พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะครับ ผมเรียนมหาวิทยาลัยมา 3 ปีแล้ว(พูดง่ายๆเรียนปี 3 สัตวแพทยศาสตร์) ผมกับเพื่อนอีก 2 คนที่ไม่เคยเรียนพิเศษสมัย ม.ปลาย ย้ำว่าไม่เคย ผลสอบตอนเรียนแทบทุกวิชาพวกผมเกือบท็อปหรือท็อปกันทั้งนั้น ชีวิตอย่ามีแค่การเรียนพิเศษ ใช่การเรียนพิเศษอาจทำให้คุณเก่งขึ้น แต่ถามว่าเก่งแล้วไง มันไม่ได้พัฒนาความเป็นมนุษย์ของคุณขึ้นมาเลย อ่อ อีกอย่าง การเรียนเก่งไม่ได้แปลว่าจบมาจะทำงานเก่งหรือประสบความสำเร็จในชีวิตหรอกนะ ยิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเรียนพิเศษมามากแค่ไหนก็ช่วยได้ไม่มากเท่ากับตัวคุณเอง
        สุดท้าอยากฝากไว้ให้คิด ผลการเรียนวัดว่าคุณฉลาดกว่าอีกคนหรือ คนเรามันถนัดกันคนละด้าน ผลการเรียนหรือการสอบไม่ได้บอกว่าใครเก่งกว่า

    • งงจัง

      อันนี้มันก็แล้วแต่คนจริงๆค่ะ ต้องดูพื้นฐานการเรียนการสอนที่โรงเรียนด้วย ดูความรักเรียนของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน และมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญสุดๆ เด็กหัวสมองปานกลางที่เข้าใจช้าหรือต้องมีเทคนิคอย่างอื่นช่วยจำ เรารู้สึกเห็นใจเด็กหัวปานกลางค่ะเพราะตัวเราเองก็หัวไม่ดีอาจารย์ที่โรงเรียนก็สอนไม่เข้าใจถึงมีหนังสือมากองอยู่ข้างๆให้อ่านแทบตายก็ไม่เข้าใจค่ะบางทีก็มืดแปดด้านเหมือนกัน

  • K

    ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ยิ่งแก้ยิ่งแย่ครับ
    เพราะส่วนกลางแก้ปัญหาโดยการออกข้อสอบหลบกวดวิชา แต่กวดวิชาดังๆสอนเรื่องพื้นฐานตามหลักสูตรเป๊ะๆอยู่แล้ว กลายเป็นส่วนกลางกำลังออกข้อสอบหนีหลักสูตร
    แล้วไงต่อ ครูที่รร.ไม่ได้เตรียมแนวการสอนไว้สำหรับไปสอบหรอกครับ เค้าก็สอนไปวันๆนั้นแหละ (ลองให้อ.มาสอนข้อสอบเด็กดูสิครับ แบบแสดงวิธีทำ แล้วห้ามใช้ความรู้เกินนะ เชื่อว่าได้คะแนนไม่ต่างจากเด็กหรอก)

    มันก็มีแต่พวกกวดวิชาเท่านั้นแหละครับ ที่พยายามไปหาวิธีแก้ของข้อสอบนอกหลักสูตรของส่วนกลาง แล้วพอแก้ได้ (ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมพวกอ.กวดวิชาแก้ได้ ลองไปดูโปรไฟล์สิครับแหม่ เด็กโอลิมปิค เด็กทุนบลาๆๆๆ = =”) ส่วนกลางก็ออกข้อสอบหลบอีก หลบไปจนเด็กมันต้องเรียนทุกอย่าง ทั้งในหลักสูตร นอกหลักสูตร ค่าสอนมันก็ยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ เด็กที่ไม่มีตังเรียนก็กลายเป็นซากให้เด็กเรียน(ที่ทำข้อสอบมาครบทุกแนว)เหยียบ

    แทนที่จะออกข้อสอบให้เด็กที่ไม่ได้เรียนทำได้ด้วย กลายเป็นเด็กที่เรียนมาก็ทำไม่ได้ เด็กที่ไม่เรียนยิ่งทำไม่ได้ใหญ่ กลายเป็นข้อสอบที่วัดอะไรไม่ได้นอกจากดวง = =”

    การศึกษาประเทศไทยจงเจริญ ></

  • ชอบเรียนพิเศษ

    เรียนพิเศษจำเป็นเพราะที่ห้องเรียนไปก็ไม่ได้ความรู้ ถ้าเรียนเท่าที่เรียนในห้อง ขอบอก ไม่มีทางที่จะสอบที่ไหนติด เพราะข้อสอบแข่งขัน ออกเกินเนื้อหาที่เรียนเยอะ ลองเอาโจทย์ในหนังสือเรียน เทียบกับข้อสอบปีเก่าๆได้ แล้ว กวดวิชาก็ไม่ได้เก็งข้อสอบอย่างเดียว ขอบอกเด็กที่สอบติดเพราะข้อสอบตรงกับที่ทำมามีน้อย คนที่เรียนพิเศษแต่ระคอร์ส มีต้องกี่คน คนที่ติด รร. ชื่อดัง มหาลัยดัง คณะ ดีๆ มีกี่คนเอง มันไม่ได้สำคัญที่เก็งขอสอบตรง หรือ ไม่ เพราะเด็กเก่งๆ ประยุกต์ทำเองได้อยู่แล้ว ขอบอกเลยมีส่วนน้อยที่ติดเพราะกวดวิชาเก็งขอสอบตรง แต่ที่ต้องเรียนพิเศษ เพราะในห้องเรียนไม่ได้สอนเทคนิคต่างๆที่จำเป็นในการจะทำโจทย์ ไม่ได้มีโจทย์ตัวอย่างในระดับที่ยากเท่ากับข้อสอบที่ต้องสอบ ให้ทำ ทำให้เด็กต้องหันมาเรียนพิเศษ แล้วการที่เรียนพิเศษมีอะไรไม่ดี การที่ไปเรียนพิเศษ ทุกเย็น ก็ยังดีกว่า กลับบ้านไปแล้ว เด็กไปเล่นเกมส์ ดูทีวี หรือทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ไร้ประโยชน์ ลองคิดดูว่าถ้าเอาเด็กเอาเวลาที่ใช้เรียนพิเศษไปทำ กิจกรรมที่กล่าวมาในข้างต้นจะแย่แค่ไหน ส่วนค่าเรียนพิเศษแม้ แพงจริงแต่ผู้ปกครองก็พร้อมจ่าย บอกว่าเรียนทุกวิชาเสีย เท่านั้น แต่ขอบอกเลย ไม่มีใคร ลงเรียนทุกวิชา ทุกคอร์สหรอก

  • ddtutor.com

    สถิติน่าสนใจมากครับ จากประสบการณ์ที่พบเจอ ผมว่าเด็กๆ สมัยนี้เรียนกันหนักมาก เนื้อหาที่เรียนนี่อัดแน่นจนเกินไป แค่ระดับม.ต้นเดี๋ยวนี้ต้องเรียนเสริม ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เนื้อหาประมาณเดียวกับระดับม.ปลาย ซึ่งบางทีพื้นฐานเด็กอาจจะยังไม่พร้อม แต่อัดเนื้อหาระดับสูงให้เด็กเรียน ทำให้บางทีการเรียนในห้อง เด็กๆจะตามกันไม่ทัน ผมว่าอันนี้เป็นสาเหตุหนึ่งๆ ที่ทำให้เด็กต้องออกมาเรียนพิเศษเพิ่มกันนอกห้องเรียน

  • หึหึ

    ถ้าเลือกได้นี่ขอไม่เกิดเลยค่ะ เรียนก็ยาก ครูที่โรงเรียนไม่ทันจะสอนอะไรเลย
    อ่าวกำาาา !! สอบเก็บคะแนนแล้วหรอ เครียดมาก ยิ่งเข้ามหาลัยไม่ต้องพูดยาก
    จนอยากจะตายวันละหลายๆรอบ อ่าวพูดแบบนี้มันเป็นวิธีที่แก้ปัญหาไม่ถูกต้องนะ
    พอดีเป็นเด็กหัวช้าเข้าใจอะไรยากอยู่แล้วเป็นทุนเดิมหรือเรียกว่าโง่นั่นเอง เราพยายาม
    ดูหนังสือทำโจทย์แต่มันก็ยังผิดจนบางทีก็ท้อใจมากๆ ยื่งมีพ่อแม่ที่คอยกดดันยิ่งแย่ค่ะ

  • หึหึ

    ถ้าเรียนพิเศษแแล้วโดดเรียนก็อย่าเรียนเลยค่ะเสียดายเงิน
    เพราะให้จ่ายมากขนาดไหนถ้าโดดเรียนก็จบค่ะมันก็ไม่ต่าง
    จากเอาเงินไปทิ้งฟรีๆแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม