จับชีพจรประเทศไทย (1): 3 อาการเสื่อมถอยที่เริ่มฟ้อง

30 กันยายน 2013

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ background paper “A nation in decline?” ที่จะนำเสนอในงานสัมมนา Thailand Future Forum ครั้งที่ 4 “จับชีพจรประเทศไทย” ซึ่งจัดโดยสถาบันอนาคตไทยศึกษา ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ในวันที่ 17 ตุลาคม 2556 โรงแรมพลาซา แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ถนนวิทยุ

ประเทศไทยกำลังเสื่อมถอยหรือไม่? 3 อาการที่เริ่มฟ้อง

ในปี 2503 รายได้ต่อหัวของฟิลิปปินส์เคยสูงเป็น 2 เท่าของไทย แต่เมื่อเวลาผ่านไป 50 กว่าปี กลับกลายเป็นว่ารายได้ต่อหัวของไทยนั้นคิดเป็นสองเท่าของฟิลิปปินส์ ไทยสามารถแซงหน้าฟิลิปปินส์ได้ในราวปี 2527 ซึ่งเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในตอนนั้นโตเฉลี่ยแค่ 2% ต่อปี ในขณะที่ไทยนั้นโตเฉลี่ยอยู่ที่ 7% และหลังจากนั้นไทยก็ขึ้นนำฟิลิปปินส์มาตลอด

หรือประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคเสื่อมถอยเหมือนฟิลิปปินส์ในอดีต? หรือว่าทศวรรษที่ 2550 ของไทย จะเหมือนกับช่วงปี 2523-2533 ของฟิลิปปินส์ที่เติบโตอย่างเชื่องช้าแล้วค่อยๆ ถูกประเทศอื่นแซงหน้า ถ้าจะให้ตอบสั้นๆ ก็คือ “มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง” แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดขึ้นอยู่กับว่า “เราตัดสินใจที่จะทำอะไร (หรือไม่ทำอะไร!)” ตอนนี้มีสถานการณ์หลายอย่างที่บ่งบอกให้เห็นว่าประเทศไทยเริ่มมีอาการน่าเป็นห่วง แต่ถ้าเราพร้อมที่จะประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา กล้าเผชิญหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีอยู่แทนที่จะผลักมันออกไปให้เป็นเรื่องของอนาคต เราก็จะได้เห็นสิบปีข้างหน้าของประเทศไทยเป็น “ทศวรรษแห่งความหวัง” เช่นกัน

เป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงภาวะอ่อนแอเพียงชั่วคราว และอีกสักพักก็จะกลับมาฟื้นตัวได้ดังเดิม หรือจริงๆ แล้วเรากำลังเข้าสู่ระยะเริ่มต้นของช่วงเสื่อมถอยเพียงแต่เรายังไม่รู้ตัว ซึ่งกว่าจะรู้ตัวมันก็อาจจะสายเกินไปแล้วก็ได้

สำหรับประเทศไทย หากจะใช้ศัพท์ทางการแพทย์มาเปรียบเทียบก็อาจพูดได้ว่า เราอาจจะยังไม่รู้ตัวว่าเราป่วยเป็นโรคอะไรและอาการหนักแค่ไหนแล้ว แต่จาก “อาการ” ที่เรามีอย่างน้อย 3 อาการ ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าสุขภาพของเราเริ่มมีปัญหาแล้ว

อาการที่ 1: ส่วนแบ่งตลาดเริ่มหดตัว สัญญาณเริ่มต้นอย่างหนึ่งของบริษัทที่กำลังมีผลงานตกต่ำคือ ส่วนแบ่งตลาดเริ่มเล็กลง ถ้าเรามองประเทศไทยเป็นเสมือนบริษัทก็จะพบว่า 20 ปีที่ผ่านมา บริษัทนี้มีส่วนแบ่งในตลาดส่งออกโลกลดลงจาก 1.7% เหลือเพียง 1.3% และเมื่อดูเป็นอันดับเราร่วงจากอันดับ 15 ในปี 2533 มาเป็นอันดับ 22 ถึงแม้ว่าเราจะส่งออกรถยนต์และอะไหล่รถยนต์ได้เพิ่มขึ้น แต่สินค้าเกษตรที่เป็นพระเอกส่งออกของประเทศตลอดมาอย่างข้าว จากเดิมที่เราเคยส่งออกในมูลค่าที่มากถึง 69% ของตลาดโลกในปี 2533 แต่ในปี 2555 ก็ลดลงเหลือเพียง 21% เท่านั้น

ขณะเดียวกัน การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศ หรือ FDI ก็ดูจะไม่สดใสนัก เพราะสัดส่วนการไหลเข้าของเงินทุนจากทั่วโลกของไทยได้ตกลงจาก 1.2% ในปี 2533 เหลือเพียง 0.6% ในปี 2555 เทียบเท่ากับเงินลงทุนที่ไหลเข้าประเทศเวียดนาม ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจเพียง 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจไทยเท่านั้น ในขณะที่เมื่อ 20 ปีก่อน เงินที่ไหลเข้ามาในไทยนั้นสูงกว่าเวียดนามถึง 13 เท่า

อาการที่ 2: ล้าหลังเพื่อนบ้าน อีกวิธีหนึ่งที่บริษัทเอกชนมักทำก็คือ การเปรียบเทียบผลงานของตัวเองกับบริษัทอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่ง และหากเรามองไปยังประเทศเพื่อนบ้านก็จะพบว่าเราไม่สามารถปิดช่องว่างระหว่างรายได้ต่อหัวของเรากับมาเลเซียที่เป็นคู่แข่งตลอดกาลได้ ในขณะเดียวกัน เวียดนามก็กำลังไล่ตามเรามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

ไทย v.s. มาเลเซีย เมื่อ 20 ปีที่แล้ว รายได้ต่อหัวของมาเลเซียเคยคิดเป็น 1.7 เท่าของประเทศไทย แต่ในปี 2555 รายได้ของมาเลเซียก็ยังคงสูงกว่าไทย 1.7 เท่าเหมือนเดิม ซึ่งแน่นอนว่าเหตุผลก็มาจากหลายปัจจัยด้วยกัน แต่ปัจจัยสำคัญที่ควรกล่าวถึงเป็นอย่างยิ่งก็คือ มาเลเซียมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนาที่ดีกว่าเรามาก มาเลเซียได้เพิ่มค่าใช้จ่ายด้าน R&D ที่เคยคิดเป็นเพียง 0.2% ของ GDP ในปี 2539 มาเป็นกว่า 1.0% ในปี 2552 ซึ่งมากกว่าของประเทศไทย (0.24%) ถึง 4 เท่า นอกจากนี้ มาเลเซียยังมีจำนวนนักวิจัยต่อกำลังแรงงานสูงกว่าไทยถึง 3 เท่า การที่มาเลเซียสามารถให้ความสำคัญกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตของประเทศในระยะยาวส่วนหนึ่งอาจมาจากเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ เราพบว่านายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซียมาจากพรรคเดียวกันมาตลอดตั้งแต่ประเทศได้รับเอกราชในปี 2500 ในขณะที่ประเทศไทยเปลี่ยนรัฐบาลมาทั้งสิ้น 6 ครั้งเพียงแค่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ไทย v.s. เวียดนาม รายได้ต่อหัวของเวียดนามเคยคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของรายได้ต่อหัวของไทยในปี 2533 แต่สัดส่วนนี้กลับเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 ในปี 2555 แน่นอนว่าสาเหตุมาจากหลายปัจจัย แต่สิ่งที่เวียดนามสามารถทำได้ดีมากด้านหนึ่งก็คือเรื่องของการศึกษา เวียดนามมีสัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาต่อ GDP ที่ 6.6% ซึ่งสูงกว่าประเทศไทยซึ่งอยู่ที่ 3.8%

อาการที่ 3: เราเก่งในด้านอะไร หากเราจะเปรียบเทียบตัวเองกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคหรือในโลก ก็จะพบว่าทั้งๆ ที่เรามีความกระตือรือร้นที่จะเตรียมตัวรับกับ AEC แต่ระดับทักษะด้านภาษาอังกฤษของไทยก็ยังอยู่อันดับที่ 53 จาก 54 ประเทศ นอกจากนี้ในขณะที่คนส่วนใหญ่มักพูดถึงเรื่องการยกระดับมูลค่าเพิ่มของสินค้าและการพัฒนาประเทศให้เป็นระบบเศรษฐกิจแห่งองค์ความรู้ แต่เรายังลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาน้อยมาก (อันดับที่ 62) ทั้งๆ ที่เรามีการรณรงค์ติดป้ายต่อต้านคอร์รัปชันไปทุกที่ แต่ดัชนีภาพลักษณ์ที่ดีด้านคอร์รัปชันของเราอยู่ในอันดับที่ 88 และที่น่าตกใจที่สุดก็คือเราถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 168 ของประเทศที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีเพียง 31 ประเทศเท่านั้นที่ใช้พลังงานสิ้นเปลืองกว่าเราซึ่งรวมถึงประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่างอิหร่าน รัสเซีย และบาห์เรน โดยที่ประเทศไทยยังต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศอยู่ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงหรือกระแสไฟฟ้าก็ตาม

Thailand-ranking ชีพจรประเทศไทย

แต่อาจดูไม่ยุติธรรมนัก ถ้าเราจะนำเสนอเฉพาะแต่ด้านที่เราอยู่ในอันดับท้ายๆ เพราะที่จริงแล้ว ประเทศไทยก็ได้รับอันดับต้นๆ ในหลายด้านด้วยกัน อาทิ เราได้อันดับ 1 ของประเทศที่มีสัดส่วนผู้ติดเชื้อ HIV ต่อประชากรมากที่สุดในเอเชีย อันดับ 2 ของประเทศในเอเชียที่มีความเหลื่อมล้ำของรายได้สูงที่สุด และมีจำนวนคุณแม่วัยใสมากที่สุด (รองจากลาว) อันดับ 3 ของโลกที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และอันดับ 4 ของประเทศที่มีรัฐประหารมากที่สุดในโลก

เรามายืนอยู่จุดนี้ได้อย่างไร เราสูญเสียความน่าดึงดูดในสายตานักลงทุนไปตั้งแต่เมื่อไร ทำไมเราถึงตามหลังเพื่อนบ้าน และเป็นเพราะเหตุใดเราถึงได้อันดับต้นๆ ในมิติอย่างความเหลื่อมล้ำ หรืออันดับท้ายๆ ในเรื่องของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในบทความตอนหน้า สถาบันอนาคตไทยศึกษาจะพาท่านกลับไปย้อนอดีตของประเทศเพื่อเป็นการทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบ 20 ปี และค้นหาสาเหตุที่พาเรามาสู่ ณ จุดนี้ร่วมกัน

อ่านเพิ่มเติม

  • SuperBird

    ขอบคุณ สำหรับบทความดีดีค่ะ

  • Lin Chaica Sawaengsuksant

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ด้วยค่ะ

  • WOT

    สมัยนัน อเมริกาไปตั้งฐานทัพ หลังจากชนะสงครามโลก จนถึง สงครามเกาหลี เศรกิจของฟิลิปินส์เลย ขึ้นขีดสูงสุด ใครได้ไปเรียนจบที่ฟิลิปินส์ละก็เหมือนไปเรียนอยู่อเมริกาเลย ถ้าถามว่าหลังจากอเมริการเลิกมีบทบาทในฟิลิปินส์ลง ทุกๆๆอย่างมันก็เลยลงตาม พูดง่ายๆๆคือฟิลิปิน์ใช่จมูกต่างชาติหายใจมากกว่าพึ่งหาตนเอง

    • นิรนาม

      แล้วถ้าคิดอีกมุมหนึ่งอยากจะถามว่า การพึ่งหาตนเองเหมือนไทย มันดีไหม แค่นั้นแหละ 55555

  • อานนท์ รับแปลเอกสาร ไทย อังกฤษ

    เรื่อง
    อันดับโรคเอดส์นี่ไทยติดอันต้นในเอเชียแต่ไม่ใช่ที่สุด
    ไทยมากเป็นอันดับสองด้วยตัวเลขผู้มีเชื้อเอดส์ถึง 5.3แสนคน
    มากสุดในเอเชียคือ อินเดีย 2.4ล้านคน รองจากไทยก็เป็นอินโดนีเซียน3.1แสนคน
    เวียตนาม2.8แสนคน มาเลเซีย1แสนคน (ผลการสำรวจทั่วโลกในปี 2011 มากสุดคือ
    แอฟริกาใต้ ด้วยจำนวน5.3ล้านคน)

    เรื่งออุบัติเหตนี่ข้อมูลถ้าไม่พลาดก็จงใจให้มีอคติแบบชัดเจน เปรียบเทียบจากตารางในภาพนี้
    http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_traffic-related_death_rate

    ถ้าเอาตามตารางนี้ ประเทศแถบแอฟริกาใต้กับอัฟกานิสฐาน มิติดอันดับจักรวาลไปแล้วหรือ

    ถ้าพูดตามหลักการทำงานวิจัย มีาิทธิ์โดนปรับตกจากความทันสมัยของข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบันและระยะเวลาห่างกันมากในข้อมุลที่ยกตัวอย่างมาประกอบ

    แล้วอีกอย่าง ประเทศแถบเอเชียมันมี 49 ประเทศไม่ใช่เหรอ แล้วอีก5มันมาจากไหน.
    http://en.wikipedia.org/wiki/Asia

    • แขกตี้

      เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อประชากรกันนะจ๊ะ ..นายจ๋า

    • SalinDa

      อินเดียมีประชากรไม่ต่ำกว่า 1220 ล้านคนนะคะ เอามาเทียบกับไทย 65 ล้านได้เหรอค่ะ
      คิดเป็นอัตราส่วนออกมา ต่อประชากร 1000 คน อินเดียเป็นเอดส์ 2 คน ไทยเป็นเอดส์ 8 คน

      ใครมากกว่ากันล่ะค่ะ ทีนี้

      • ผ่านมาดู

        เขาหมายถึงอัตราครับเช่นสมมุติว่า อินเดียมี 1200 ติดซัก 200 แต่กลับกันไทยมี 200 ติดซัก 50 ไทยเยอะกว่าเห็นๆ อินเดียติดอัตรา 10 เปอเซนต์ของประชากร แต่ไทยติด 25 เปอเซยต์ของประชากรครับ เขาใช้อัตราในการเปรียบเทียบซึ่งมันก็ทำให้ผลของมาชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

    • mint

      en.wikipedia…

      ไม่ควรใช้อ้างอิงนะคะ ไม่ได้น่าเชื่อมากคะ

    • อานาน

      ปกติเวลาเขาจัดอันดับ เขาคิดเป็นสัดส่วนต่อประชากรครับ
      ไม่งั้น ประเทศใครมีประชากรมากที่สุดก็ติดอันดับจักรวาลไปแล้วครับ

    • ้ฟ้ฟฟฟหห

      ข้อมูลอันนี้เอาจริง หรือเอาฮา

  • Yo Cr-z

    คอรัปชั่นอันดับ 88 เองหรอ คนที่วิจัยเขามาสำรวจจริงๆหรือป่าวมาอยู่ไทยแล้วจะรู้ ล้าหลังยังไงก็ล้าหลังอย่างงั้น คอรัปชั่นทุกเม็ดโกงได้โกงดี

    • Ed

      อันดับ1 คือใสสะอาดสุดครับเป็นของเดนมาร์ก ตอนนี้ไทยเราตกจาก 88 เป็น 102 แล้วครับ

  • TK

    ประเทศไทย ถ้าตั้งใจทำอะไรไม่แพ้ชาติใดในโลก ดูดิเราHIVอันดับหนึ่งในปี2552

    สุดยิดเลยยยยยย

    • Thekop Khonkaen

      เอดส์มันจะสะสม 3 ปี แล้วค่อยแสดงอาการ

  • MR.T

    อยากอ่านเปเปอร์ฉบับเต็มครับ ใครสามารถหาได้นำมาแบ่งกันด้วยนะครับ

    • สถาบันอนาคตไทยศึกษา

      เปเปอร์ฉบับเต็มจะนำเสนอในงานสัมมนาวันที่ 17 ตุลาคม 2556 คะ และจะ post บนเว็บไซด์ http://www.thailandfuturefoundation.org หลังจากนั้นคะ ขอบคุณมากนะคะ

  • opd

    ประเทศไทยกำลังไปข้างหน้าไม่ใช่หรอคับ ทำไมถดถอยล่ะ (ฮา)

  • Rungsrid Pongpunt

    เราจะก้าวเดินไปพร้อมกันกับกลุ่มอินโดจีน

  • ตอแหลลล

    ลืมอีกอย่าง ประเทศไทยเป็นประเทศตอแหลแลนด์มากที่สุดในโลก

  • Mekuy mashow

    และอันดับ1ของประเทศไทยคนไทยไม่เคยเชิดชูชาติไทยมีแต่เหยียบย่ำ ประเทศไทย ด้วยการ มองแต่ด้านลบ วิจารญด้านลบตลอด ข่าวเชิดชูไม่ค่อยนำเสนอ ให้เด็กรุ่นหลังได้เรียนรู้แล้วพัตนา มีแต่ข่าวเหี้ยๆๆๆ มาให้เด็กรุ่นหลังซึมซับ เรื่อง ดีดีไม่ค่อยนำเสนอ ให้เด้กได้เรียนรู้ เรื่องเหี้ยๆๆๆ เสนอเป็นข่าว 70/ ของข่าวทั้งหมด จริงปะ

    • นะ

      ถ้านำเสนอแต่เรื่องดีๆ ก็เหมือนอวยกันเอง ไอ้เรื่องแย่ๆ ก็ลืมๆ มันไปซะ แบบนี้เมื่อไหร่จะพัฒนา

      เรียนรู้เรื่องไม่ดี เพื่อจะได้หันกลับมามองและแก้ไข้ไงคะ
      แต่ปัญหาจริงๆ ของคนไทยคือ รู้ปัญหา แต่ไม่แก้ไข้

    • Sikhid Sithidej

      หลอกตัวเองกับรับความจริงแล้วแก้ไขควรเลือกแบบไหนดี

  • นานา นิหน่า กิ่งแก้ว

    เรื่องดีๆ รั้งท้าย เรื่องร้ายๆอันดับต้นๆ ขรรรรรมมม

  • MR.T

    ได้เห็นรายงานฉบับเต็มแล้วครับ

    1. เขียนว่าเรามีคุณแม่วัยใสมากเป็นอันดับ 2 ในเอเซียลองจากลาว ก็เลยตามไปดูข้อมูลจากแหล่งใน References ที่เขาให้มา (แต่ปีใหม่กว่านิดนึง) http://data.un.org/Data.aspx?d=GenderStat&f=inID:13
    ข้อมูลช่วงอายุที่น้อยที่สุดคือ 15-19 ปีก็เลยคิดว่าน่าจะช่วงที่เขาเรียกว่าวัยใส
    ประเทศไทยเรามีอัตราการเกิดต่อผู้หญิง 1000 คนในช่วงนี้อยู่ที่ 44.6, อินโดนีเซีย 47.3, กัมพูชา 49.3, … , ปาเลสไตน์ 94.6, …, บังคลาเทศ 149.2
    ให้ทุกคนในช่วงนั้นคลอดหัวปีท้ายปี 3 คนยังไงก็ไม่ใช่ที่ 2 ลองจากลาวแน่ ๆ ครับ

    2. อุบัติเหตุบนท้องถนนอันดับ 3 ของโลก ก็เลยไปตามดูสถิติที่เขาอ้างอิง
    http://www.who.int/violence_injury_prevention/road_safety_status/2013/data/table_a2.pdf
    ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขที่มีการจดบันทึก หรือ ตัวเลขจากการประเมินทางสถิติแค่กรอกตาผ่าน ๆ ดู ประเทศไทยไม่ใช่ที่ 3 ของโลกแน่ ๆ เห็นอย่างน้อย 5-6 ตัวเลขที่ใหญ่กว่า

    3. ประเทศที่มีความไม่เท่าเทียมกันด้านรายได้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเอเซีย
    ตัวเลขนี้ไม่มีแหล่งอ้างอิง
    แต่เท่าที่ไปกดเล่น ๆ ดูใน wiki และเช็คผ่าน ๆ ว่าตัวเลขตรงกับแหล่งอ้างอิง
    http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_income_equality
    เรามีตัวเลขที่ดีกว่าจีน, มาเลเซียและสิงคโปร์ ในทุกดัชนีที่มีการวัด

    ข่าวร้ายเอาไปพูดแล้วมันก็สนุกดีสร้าง Impact ได้ดี
    แต่ก็อยากให้เห็นใจและให้เกียรติคนที่เขาตั้งใจทำเพื่อส่วนรวมเพื่อให้ตัวเลขเหล่านี้มันดีขึ้นด้วยนะครับ (ในกรณีนี้คือหน่วยงานด้านสุขภาพ จราจร และ งานวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ)

    • Thekop Khonkaen

      ขอบคุณครับ ปัจจุบัน สช. สวรส. และ สปสช. เร่งดำเนินการ แต่ สธ.เล่นแบบว่านแหหาอะไรก็ไม่รู้

  • Thekop Khonkaen

    นักการเมืองทุกระดับโกงกินในประเทศมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย และใน 1 ใน 5 ของโลก

  • Kamemaphat Huailuek

    คอร์รัปชั่นเป็น 102 จาก 177 ประเทศ แล้วนะครับ ข้อมูลปี 2556

    เครดิต http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1386085223&grpid=03&catid=03

เครือข่ายสังคม