Date: 26 สิงหาคม 2013
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตรวจเยี่ยมกองทัพเรืออย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตรวจเยี่ยมกองทัพเรืออย่างเป็นทางการ
เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา

เข้าสู่ฤดูการแต่งตั้งปรับย้ายนายพลประจำปี 2556 ที่มี “สนามไชย 1” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พิจารณาตำแหน่งที่สำคัญของกองทัพโดยตรง ทำให้สังคมสนใจว่าการปรับย้ายนายพลครั้งนี้จะมีรูปโฉมออกมาแบบใด

คงต้องรอหลังวันที่ 28 ส.ค. นี้ ที่ทาง รมว.กลาโหมได้เรียก “บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก “บิ๊กหรุ่น” พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ “บิ๊กจิน” พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าประชุมตามพระราชบัญญัติการจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551

เมื่อถึงวันนั้น ตำแหน่งที่สำคัญต่างๆ จะมีความชัดเจนขึ้น หรืออาจจะมีโผหลุดออกมาตามหน้าสื่อเช่นทุกครั้ง จนทำให้คอการเมือง แฟนคลับ ทหารที่แอบเชียร์ และที่เชียร์แบบเปิดเผย ได้เฮ หรือผิดหวัง คงต้องลุ้นกันจนตัวโก่ง

สำหรับตำแหน่งที่สำคัญที่จะเกษียณอายุราชการ อาทิ พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน (ตท.11) ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ (ตท.13) ผู้บัญชาการทหารเรือ “บิ๊กอ๊อด” พล.อ.คณิต สาพิทักษ์ (ตท.13) ประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม “บิ๊กห้าว” พล.ร.อ.ดำรงศักดิ์ ห้าวเจริญ (ตท.13) รองปลัดกระทรวงกลาโหม “บิ๊กม้า” พล.อ.อ.วินัย เปล่งวิทยา (ตท.12) รองปลัดกระทรวงกลาโหม

“บิ๊กเล็ก” พล.อ.ประวุฒิ ชาญวิทย์ (ตท.12) ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย “บิ๊กโอ๋” พล.ร.อ.ยุทธนา ฝักผลงาม รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ชลวิชญ์ เพิ่มทรัพย์ ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองผู้บัญชาการทหารบก “บิ๊กตุ้ย” พล.อ.อ.เพิ่มเกียรติ ลวณะมาลย์ รองผู้บัญชาการทหารอากาศ (รอง ผบ.ทอ.) “บิ๊กแดง” พล.อ.เผด็จการ จันทร์เสวก (ตท.12) เสนาธิการทหาร พล.ร.อ.ฆนัท ทองพูล (ตท.12) ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ

โดยที่ไฮไลท์การปรับย้ายนายพลครั้งนี้ อยู่ที่ตำแหน่งปลัดกลาโหม กับ ผบ.ทร. ว่าใครจะก้าวขึ้นนั่งตำแหน่งสำคัญทั้ง 2 เก้าอี้นี้ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่เปราะบาง ไม่นิ่ง ความขัดแย้งยังมีอยู่ในสังคม

และคลิปเสียงขย่มกองทัพที่มีเสียงคล้าย “นายใหญ่” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สนทนากับ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เนื้อหาพาดพิงถึงกองทัพ รวมถึงแนวคิดว่าใครควรเป็น ผบ.ทร. คนใหม่ โดยพูดถึง “บิ๊กต้อม” พล.ร.อ.อมรเทพ ณ บางช้าง ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพเรือ ว่ามีความเหมาะสม จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม กดดันไม่ให้ พล.ร.อ.อมรเทพขึ้นเป็น ผบ.ทร. ในครั้งนี้

พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย

พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย

สำหรับ แคนดิเดตเบอร์ 1 ที่ พล.ร.อ.สุรศักดิ์จะเสนอ “บิ๊กเข้” พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รอง ผบ.ทร. ขึ้นเป็น ผบ.ทร. คนใหม่ เคยเป็น ผบ.เรือหลวงหลายลำ และเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญของกองทัพเรืออย่างโชกโชน จนกระทั่งเป็น รอง ผบ.ทร. ในปัจจุบัน มีอายุราชการถึงปี 57 โดยลักษณะนิสัยเป็นทหารเงียบขรึม สไตล์ทหารเรือนักวิชาการ หากไม่มีอะไรพลิกล็อก พล.ร.อ.ณรงค์คงลอยลำถึงฝั่งอย่างแน่นอน

ส่วน “บิ๊กต้อม” พล.ร.อ.อมรเทพ ที่มีเสียงเชียร์จาก “คลิปหลุด” ได้ผ่านการเป็น ผบ.เรือหลวง และทำงานในตำแหน่งสำคัญมาอย่างโชกโชนเช่นกัน เมื่อสมัยเป็นผู้ช่วยทูตทหารที่ประเทศสเปน ได้ดูแลการต่อเรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือสำคัญของกองทัพเรือในปัจจุบันนี้ มีอายุราชการถึงปี 57

สำหรับลักษณะนิสัย พล.ร.อ.อมรเทพเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อคนรอบข้าง มีอารมณ์ขัน ลูกน้องทุกคนเข้าถึงจับต้องได้ จริงใจ ไม่มีศัตรู หากไม่รวมเรื่อง “คลิปฉาว” ก็ติดตรงจุดเดียวที่จบโรงเรียนนายเรือจากต่างประเทศ

พล.ร.อ.อมรเทพ ณ บางช้าง

พล.ร.อ.อมรเทพ ณ บางช้าง

“กรณีการเรียนจบในประเทศ คือ ต้องเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร 2 ปี และมาศึกษาต่อที่โรงเรียนนายเรือ ปากน้ำ จ.สมุทรปราการ 5 ปี ถึงติดยศเรือตรี ส่วนกรณีการจบต่างประเทศ คือ ต้องเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร 2 ปี และมาศึกษาต่อที่โรงเรียนนายเรือปี 1 และต้องเรียนเก่งสอบได้ระดับท็อป 1 ใน 10 ซึ่งในแต่ละเทอมจะมีทุนเรียนต่างประเทศอยู่ 7-10 ทุนใน 7 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี อังกฤษ สเปน ญี่ปุ่น ฯลฯ โดยใช้เวลาเรียน 5–6 ป ีเมื่อกลับมาถึงติดยศเรือตรี และเรียกทหารเหล่านี้ว่าจบนอก”

ตามประเพณีกฎเหล็กกองทัพเรือที่ผ่านมา ไม่มีใครที่จบนอกแล้วจะได้เป็น ผบ.ทร. แต่ครั้งนี้ พล.ร.อ.อมรเทพเรียกได้ว่าเข้าใกล้และมีลุ้นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะมีนายทหารเรือที่เป็นกองเชียร์คอยหนุนหลังอีกเพียบ

เพราะในกองทัพเรือมีนายทหารเรือจบจากนอกอีกเป็นโขยงเช่นกัน หาก พล.ร.อ.อมรเทพพังกำแพงประเพณีได้ จะทำให้น้องๆ ที่จบนอกนั้นมีความหวังทันที ดังนั้น ต้องคอยติดตามกันว่า จะมีเซอร์ไพรส์ หรือ “ใบสั่งการเมือง” ให้กลายเป็น ผบ.ทร. ที่จบจากต่างประเทศคนแรกหรือไม่

ขณะที่ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.ร.อ.จักรชัย ภู่เจริญยศ เสนาธิการทหารเรือ ผ่านการเป็น ผบ.เรือหลวงเช่นกัน ทำงานในตำแหน่งสำคัญ อาทิ ผบ.ฐานทัพเรือกรุงเทพฯ คุมหน่วยรบ ผบ.หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (ผบ.สอ.รฝ.) มีอายุราชการถึงปี 57

ส่วนลักษณะนิสัย จะเป็นคนค่อนข้างเก็บตัวและเซฟตัวเองอย่างมาก ซึ่งมีข่าวเมาท์กันว่าไม่เป็นที่รักใคร่ของผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะใส่ใจลูกน้องน้อยไปนิด ตอนเป็น ผบ.สถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง (ผบ.สรส.) แทนที่จะเอาเงินไปปรับปรุงบ้านพักให้ข้าราชการผู้ใต้บังคับบัญชา ดันใช้เงินไปสร้างบ้านพักรับรองให้ ผบ.ทร. บ้านหลังใหญ่หลังคาแดงภายใน “สรส.” ทำให้ลูกน้องพากันเคือง

ขณะที่ “หนุ่ย” พล.ร.อ.พลวัฒน์ สิโรดม (ตท.13) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ ผ่านการเป็น ผบ.เรือหลวงเช่นกัน ทั้งเคยทำงานในตำแหน่งสำคัญ มีเส้นทางการทำงานมาแนวเดียวกับ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ มีอายุราชการถึงปี 57 เช่นเดียวกัน

พล.ร.อ.พลวัฒน์ สิโรดม

พล.ร.อ.พลวัฒน์ สิโรดม

ส่วนลักษณะนิสัยใจคอ ค่อนข้างเป็นคนที่เป็นมิตร เป็นกันเองกับคนรอบข้าง แต่ความรู้ความสามารถอาจสู้แคนดิเดตหลายคนไม่ได้ ดวงไม่ถึง ยิ่งโดน “คลิปฉาว” เล่นงานว่าเป็นคนไม่เอาไหน ไม่เก่ง ก็ยิ่งเป็นรองแคนดิเดตคนอื่นอีกหลายขุม

สำหรับ “บิ๊กตั้ม” พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ (ตท.13) ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ ได้ผ่านการเป็น ผบ.เรือหลวงเช่นเดียวกัน การทำงานส่วนใหญ่อยู่ในสายการศึกษา แต่เป็นที่ฮือฮาเพราะเป็น ผบ.โรงเรียนนายเรือแค่ 6 เดือน พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ก็ผลักดันให้ขึ้นเป็น “พล.ร.อ.” ในตำแหน่งที่ปรึกษากองทัพเรือ โดยเฉพาะมีอายุราชการถึงปี 58 หรืออีก 2 ปี

พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์

พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์

นอกจากนี้ ผบ.ทร. 3 คน หลังสุดก็มาจากตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือด้วย ทำให้เป็นที่น่าจับตาว่าอย่างยิ่ง พล.ร.อ.ไกรสร อาจเป็นม้ามืดขึ้นเป็น ผบ.ทร. ในชอตนี้เลยก็ได้

ดังนั้น ต้องจับตาเก้าอี้ ผบ.ทร. คนใหม่ พร้อมทั้งวัดใจ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ว่าจะกล้าตัดสินใจเลือกอย่างไร มีใบสั่งการเมืองหรือไม่ และที่สำคัญ แคนดิเดตทั้ง 5 คน นั้นล้วนแต่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น “ตท.13” ของ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ทั้งสิ้น และไม่ว่าจะเลือกใครย่อมเกิดรอยร้าวระว่างเพื่อนอย่างแน่นอน…

ในส่วนเก้าอี้ปลัดกลาโหม ณ วันนี้น่าจะเหลือแคนดิเดตแค่ 2 คน คือ “บิ๊กแป๊ะ” พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก (ตท.14) รองปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ทำงานสนองนโยบายรัฐบาลได้เป็นอย่างดีทั้งในเรื่องทีมงานสู้คดีพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหาร และทีมพูดคุยกับ “บีอาร์เอ็น” เพื่อสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ทำให้ พล.อ.นิพัทธ์ทำงานใกล้ชิดรัฐบาลในช่วงหลัง และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะ รมว.กลาโหม มักจะเรียกใช้งานมาโดยตลอด ทำให้มีภาษีดีกว่าใคร และมีอายุราชการยาวไปถึง 59

แต่ข้อเสียของ พล.อ.นิพัทธ์คือ ยังเป็นรุ่นน้องของพี่ๆ ในกองทัพ และ ผบ.เหล่าทัพยังเป็น ตท.12 – ตท.13 ยังมีรุ่นพี่อีกหลายคนที่มีสิทธิ์ท้าชิงเก้าอี้ รมว.กลาโหม ทำให้มีเสียงคัดค้านว่ายังไม่เหมาะสม ต้องรอไปก่อน 1 ปี

พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต

พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต

ขณะที่ แคนดิเดตอีกคนที่มาแรงคือ “บิ๊กอ๋อย” พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต (ตท.13) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก นายทหารสาย “วงศ์เทวัญ” ที่มาแรงพอๆ กันกับ พล.อ.นิพัทธ์ ว่ากันว่า สายสัมพันธ์กับการเมืองถือได้ว่าไม่ธรรมดา เป็นระดับสายตรง “นายใหญ่–นายหญิง”

เพราะมีตัวอย่างจากการโยกย้ายเมื่อปี 2555 พล.อ.จิระเดชก็ได้ขึ้นเป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก จากคำขอของการเมือง ทั้งๆ ที่มีข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่พอใจแต่ก็มิอาจคัดค้านได้

นอกจากนี้ ตัวแปรสำคัญอีกอย่างคือ เสียงสนับสนุนจาก “ผบ.เหล่าทัพ” ที่เป็นคณะกรรมการในบอร์ดการพิจารณาโยกย้ายตาม พ.ร.บ.การจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม 2551 ว่าจะเสนอและสนับสนุนให้ พล.อ.นิพัทธ์ หรือ พล.อ.จิระเดช ขึ้นเป็นปลัดกลาโหมคนใหม่ ?

ล่าสุดมีรายงานว่า พล.อ.ทนงศักดิ์ ที่ตอนแรกเตรียมเสนอ พล.อ.นิพัทธ์ขึ้นเป็นปลัดกลาโหมในการพิจารณาปรับย้ายนายพลในครั้งนี้ แต่กลับเปลี่ยนใจเตรียมเสนอ พล.อ.จิระเดชแทน เพราะมี “ใบสั่ง” การเมือง อีกทั้ง พล.อ.ธนะศักดิ์–พล.อ.ประยุทธ์ ต่างพร้อมใจกันสนับสนุนเช่นกัน

ดังนั้น การประชุมพิจารณาปรับย้ายนายทหารประจำปี 2556 ในวันที่ 28 ส.ค.นี้ ว่าใครจะสมหวังขึ้นเป็น “ปลัดกลาโหม – ผบ.ทร.” คนใหม่