ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – จับผิด “นายกปู” ประชุมสภา และ รถหุ้มเกราะ ราคา 4 แสน จริงหรือ?

ฮือฮา…นายกปู เข้าประชุมสภา

รถหุ้มเกราะ ราคา 4 แสนบาท

ครูชาวจีน ให้นักเรียนหอมแก้มแลกเกรด

ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ สั่งประหารชีวิตอดีตคนรัก

บริษัทตรวจสุขภาพใช้เข็มซ้ำและลวนลามนักเรียน

อ่านรายละเอียด ………….

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 25-31 สิงหาคม 2556

เรื่องแรก หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเรื่องราวมากมายในการประชุมสภา ทำให้ในสัปดาห์นี้ ชาวโซเชียลรวมทั้งคอการเมืองต่างจับตามองว่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นในสภาในสัปดาห์นี้อีก แม้จะไม่การปะทะคารมกันรุนแรง เหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่การเข้าประชุมสภาของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่นานครั้งมาเข้าสักที โดยที่มีกระแสกดดันจากฝ่ายต่างๆ ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเข้าประชุมสภา ซึ่งการเข้าประชุมในครั้งนี้หลายหัวหนังสือพิมพ์ก็มีการลงรูปภาพการเข้าประชุมของนายกรัฐมนตรีขึ้นหน้าหนึ่ง ซึ่งเป็นรูปที่นายกปูกำลังนั่งสนทนากับ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย โดยนายกรัฐมนตรีก็เข้ามาประชุมในเวลา 14.25 น. และอยู่ถึงเวลา 14.45 น. ก็เดินออกจากห้องประชุมไป

นอกจากนี้ชาวโซเชียลยังจับผิดการพูดของนายกรัฐมนตรี พร้อมแชร์คลิปต่อกันเป็นจำนวนมาก ในสถานการณ์ที่มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ได้ลุกขึ้นอภิปรายถามคำถามนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับกรณีข้อเรียกร้องของกลุ่มม็อบสวนยาง และต้องการให้นายกรัฐมนตรีตอบคำถามดังกล่าว ทางด้านนายกรัฐมนตรีจึงได้ลุกขึ้นพร้อมชี้แจงด้วยถ้อยคำว่า

ที่มาภาพ : http://www.talkystory.comp=63542
ที่มาภาพ: http://www.talkystory.comp=63542

“กราบเรียน ท่านประธานวุฒิสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันต้องขออนุญาตสมาชิกสักเล็กน้อย เพราะทางท่านผู้อภิปรายได้เอ่ยถึง ดิฉันเองก็ไม่อยากใช้เวลาของสภา เนื่องจากกำลังพิจารณาเรื่องของร่างพระราชบัญญัติกันอยู่ แต่ยังไงก็ตามจะขออนุญาตรับเรื่องไว้ ความจริงแล้ว ก็มีคณะกรรมการที่จะพิจารณาอยู่แล้ว ยังไงก็ตามปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนก็ต้องช่วยกันดูแล จะขอรับเรื่องนี้ไว้”

ตามการรายงานข่าว มีเรื่องราวที่ชาวโซเชียลจับผิดนายกฯ ปู จากการตอบคำถามข้างต้น เนื่องจากว่าการประชุมดังกล่าวไม่ใช่การประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ แต่เป็นการประชุมแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงตำแหน่งของ นายนิคม ไวยรัชพานิช ก็ทำหน้าที่เป็นประธานรัฐสภา ไม่ใช่ประธานวุฒิสภาดังที่นายกรัฐมนตรีกล่าว ทำให้เป็นเรื่องราวที่ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กพูดถึงกันมาก เพราะบ่อยครั้งที่นายกรัฐมนตรีมักจะมีการพูดผิดพูดถูกในที่สาธารณะเสมอ

“สำหรับกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตที่การเดินทางไปต่างประเทศของดิฉันนั้น วัตถุประสงค์ของการเดินทางไปต่างประเทศทุกครั้ง ก็เพื่อส่งเสริมและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศ และเป็นการเปิดประตูการค้า ลดอุปสรรคการส่งออก ซึ่งหลังจากนี้ก็น่าจะมีลำดับตัวเลขการส่งออกจะทยอยตามมา”

นอกจากนี้ยังมีการรายงานข่าวในวันถัดมาว่า นายกรัฐมนตรีได้มีการชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร กรณีที่มีข้อมูลการเดินทางไปต่างประเทศช่วงเวลารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จำนวน 52 ครั้ง ใน 2 ปีกว่าว่า “สำหรับการเดินทางไปในบางประเทศนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดช่องทางความสัมพันธ์ให้กับเอกชน เพื่อให้มีกลไกในการพูดคุยกันทั้งระหว่างภาครัฐกับรัฐและภาคเอกชนกับเอกชน ซึ่งเชื่อว่าจะมีโอกาสทำให้มีการค้าและการลงทุนของทั้ง 2 ฝ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้เรื่องตัวเลขการท่องเที่ยวของประเทศก็เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ” (ชมคลิป)

“เหนือความผิดที่ทุกคนจับนายก ผมเห็นวีรสตรีที่กล้าเดินจากที่ของตนเองไปตอบข้อสงสัยต่อหน้าคนถามด้วยตัวเองเลย นั่นละคือจุดยืนที่ย้ำผมลงไปอีก”

“นักการเมืองเหมือนกับพนักงานขายของตามห้าง พูดแต่ข้อเสียของคนอื่นจับผิดแต่คู่แข่ง ทำทุกอย่างขอให้ตัวเองขายได้ ประชาชนลองสังเกตดู”

“ตกลงจะแก้ตัว หรือจะแก้ไข จะเป็นคนดี หรือคน (จร) คนดีชอบแก้ไข คนอะไรแก้ตัวไปวันๆ ข้อมูลแค่นี้ยังผิดเลย”

“นี่นายกหรือตลกรัฐสภาเนี่ย รู้แต่เรื่องท่องเที่ยวนะครับ”

“นี่คือผู้นำของ 15 ล้านเสียง?? นำแฟชั่น?? นำเครื่องสำอางค์?? หรือนำอะไรให้ประเทศดีล่ะ??”

“พอไม่เข้าประชุมก็ว่า พอมาแล้วก็จับผิด ต่อไปแค่หายใจก็คงผิดแล้วล่ะมั้ง จากมิตรสหายนายกประเทศนึงกล่าวไว้”

เรื่องที่สอง มีผู้ให้ความสนใจกันมาก กับรถหุ้มเกราะใช้สำหรับปฏิบัติภารกิจพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่ว่ากันว่ามีการจัดซื้อมาในราคา 400,000 บาท โดยมีผู้ที่แชร์รูปพร้อมความคิดเห็นของรถหุ้มเกราะคันนี้กันอย่างมากมาย ซึ่งเป็นภาพรถจักรยานยนต์พ่วงและมีเกราะกำบังกันกระสุน ตามข่าวมีการระบุว่าเป็นรถที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จัดซื้อมาเพื่อใช้งานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้มีหลายความเห็นมองว่าไม่คุ้มกับค่าความเสี่ยงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งยังมีราคาสูงเกินความเป็นจริง

เรื่องนี้แม้จะยังไม่มีรายละเอียด หรือคำอธิบายใดที่ชัดเจน มีแต่เพียงการแชร์ภาพ พร้อมแสดงความคิดเห็นจากหลายฝ่าย โดยที่ทางด้าน พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงกับสื่อมวลชนว่าน่าจะเป็นเพียงข่าวลือ เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติคงไม่จัดซื้อรถหุ้มเกราะที่มีราคาถูกขนาดนั้น อีกทั้งที่ผ่านมา ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ไม่ได้มีการจัดซื้อรถหุ้มเกราะแต่อย่างใด ซึ่งชาวโซเชียลก็มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้กันอย่างมากมาย เพราะจากรูปภาพแล้ว ถ้านำมาใช้งานจริง คงไม่คุ้มกับค่าความเสี่ยงอย่างแน่นอน

ที่มาภาพ : https://www.facebook.comphoto.phpfbid=611948678828042&set=a.435861439770101.105634.152875304735384&type=1&theater
ที่มาภาพ: https://www.facebook.comphoto.phpfbid=611948678828042&set=a.435861439770101.105634.152875304735384&type=1&theater

“นี้คือสุดยอดไอเดีย เพราะนอกจากจะใช้ในราชการได้แล้ว ยังสามารถให้กำลังพลใช้ในประกอบอาชีพเสริมได้อีก เพราะรถรุ่นนี้เหมาะมากหากเอามาส่งแก็ส ขายผลไม้ดอง หรืออาจะในเป็นรถชาเล้งรับซื้อของเก่าได้อีก วันไหนอากาศร้อนๆเอาถังไอติมใส่ไว้ในรถ เวลาปฏิบัติงานก็ขายไอติมไปด้วย ได้ทั้งงานได้ทั้งเงิน …….โอ้พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก!!!!!”

“ออกแนวโยนหินถามทาง ถ้าไม่มีใครมาแย้ง เสร็จกรูแน่ประมาณนั้น”

“ขอบคุณสังคมโซเชียล ที่ทำให้คนใด้รู้ใด้เห็นกันก่อน ไม่งันมันคงแอบซื้อไปแล้ว”

“ผมคนทำงานในพื้นที่เป็นชุดปฏิบัติพวกเราทุกคนไม่เคยเรียกร้องสิ่งของแบบนี้ สิ่งที่พวกเราต้องการคือคนที่ทำงานเป็นตั้งใจมาทำงานมีสมองอยากเป็นฝ่ายรุก ไม่ใช่มานั่งคิดป้องกันตนเองเราไม่ต้องการพร้อมที่จะสละชีวิตหากมาทำงานด้วยใจทำเพื่อชาติ หากเราขี้ขลาดเราไม่เขียนใบสมัครแล้วมาสู้ เข้าใจใว้ด้วย ”

“โจรนั่งท้ายรถกระบะมาเทียบ มุมสูงกว่าอาจจะโดนซัดเละ เกราะกำบังไม่ได้ช่วยอะไรเลย มองมุมไหนก็เสี่ยงอยู่ดีครับ เกราะแบบนี้”

“นึกไม่ผิดจริงๆ ว่าต้องลามมาถึงนี้ ตั้งแต่แหล่งข่าวเล็กๆ ลามมาตามเพจต่างๆ และเวปต่างๆ รวมถึงเสรีทุย และพันทิป บางคนด่าซะมากมายทั้งที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ทั้งเรื่องราคาและลามไปถึงว่ามีการจัดซื้อ ไม่ถามหาที่มาที่ไปเลยแม้แต่น้อย แม้ท้วงติงไปแล้วว่าเป้นโครงการของ บางระจัน ที่มานำเสนอ มาให้ทดลองใช้ ปรับปรุงตามความต้องการของทหารและตำรวจ ซึ่งก็ต้องนำมาทดลอง ปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่ สภาพแวดล้อม ถ้าเป็นผู้พันตอนนี้ ผมคงหมดกำลังใจไปเยอะทีเดียว อีกหนึ่งต้นแบบที่มาทดลองใช้”

เรื่องที่สาม ภาพฉาวที่มีคนพูดถึงกันไปทั่ว เป็นภาพครูชาวจีน ที่ให้นักเรียนหอมแก้ม ตามข่าวมีการรายงานว่า ครูคนดังกล่าวให้เด็กนักเรียนสาวๆ แลกจูบ เพื่อแลกกับการจบการศึกษา โดยที่เด็กนักเรียนดังกล่าว อยู่ในระดับเกรด 12 โรงเรียนมัธยม Tuqiao มณฑลกานซู ประเทศจีน

ครูชาวจีนที่ตกเป็นข่าวนี้ ชื่อว่า Zhang Runhua โดยหลังจากที่ภาพดังกล่าวหลุดออกมา และมีผู้วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทางโรงเรียนมัธยม Tuqiao ก็ออกมายอมรับด้วยว่า นาย Zhang Runhua เป็นครูอยู่ที่โรงเรียนจริง และสอนอยู่ที่นี้มานาน มีผลงานการสอนที่ดี โดยที่เด็กแต่ละคนในภาพก็เป็นเด็กที่อยู่ในการปกครองของคุณครูคนนี้ ซึ่งระหว่างนี้นาย Zhang Runhua ก็ต้องถูกระงับการสอน เพื่อให้ทางคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

ที่มาภาพ : http://news.boxza.comview3612
ที่มาภาพ: http://news.boxza.comview3612

ทางด้านชาวออนไลน์บางกลุ่มยอมรับไม่ได้ ที่ครูใช้การจูบเพื่อให้นักเรียนแลกการจบการศึกษา ในขณะที่บางกลุ่มมองว่าอาจเป็นแค่การแสดงความรักของนักเรียนต่อครู ที่กำลังจะต้องจบการศึกษาไปแล้วก็เป็นได้

“เห็นพวกชอบตั้งกระทู้ ใส่ร้ายคนอื่นแล้ว ก็พาดหัวข่าวซะเค้าเป็นพวกไม่ดี แต่พอเนื้อข่าวส่วนมากมักเตือนให้ใช้ความคิดซึ่งคิด แล้วก็ทำให้รู้ว่าเชื่อไม่ได้ และก็ทำให้รู้ว่าทำให้สังคมแย่ลง คุณอาจจะไม่คิดอะไร แต่ผลกระทบต่อสังคมมันใหญ่หลวงครับ”

“ข่าวก็บอกว่าเป็นครูที่สอนดีเยี่ยม ลักษณะที่เห็นไม่ควรเรียกว่าจูบ มันเป็นอาการแสดงความรักและเคารพของเด็ก สายตาท่าทางของครูจางก็ไม่ได้ออกอาการหื่นอะไร ควรถือเป็นการแสดงความรักและเคารพที่บริสุทธิ์”

“ถ้าตามลักษณะที่เห็นก็ไม่ใช่การจูบ น่าจะเป็นการหอมแก้ม เพื่อแสดงออกซึ่งความรักอันบริสุทธิ์มากกว่า เช่น พ่อแม่หอมแก้มลูก หรือลูก หอมแก้มพ่อแม่ เพื่อแสดงความรักความผูกพัน ฉันท์พ่อแม่ลูก ถ้าเป็นการจูบแสดงความรักทางเพศ มักจูบที่ปากแบบดูดดื่ม หรือแลกลิ้นกันชนิดดุดัน อันนั้นแสดงออกถึงความรู้สึกทางเพศที่ต้องการมีเพศสัมพันธ์ แต่ดูลักษณะการหอมแก้มแบบนี้ และหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสด้วยความรักความผูกพันธ์แบบนี้ ไม่น่าจะใช่การจูบที่สื่อความหมายเรื่องเพศ”

“”จูบแลกเกรด” เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง หากจูบแสดงความรัก ความยินดี ไม่เลยเถิดก็น่าสนับสนุนนะ”

“ทำไปได้ ทุกอาชีพมีคนดีและคนเลว ปะปนกัน ยังไงก็ยังเป็นกำลังใจให้ครูดีๆ ต่อไปนะคะ”

“อย่าตัดสินเพียงด้านเดียว รอการพิจารณาก่อนดีกว่า”

เรื่องที่สี่ ตะลึง! เมื่อมีรายงานข่าวตัดสินประหารชีวิตอดีตคนรักของผู้นำประเทศเกาหลีเหนือคนปัจจุบัน นายคิม จอง อึน ด้วยการยิงเป้า โดยตามรายงานข่าวเล่าว่า ฮยอนซองวอล นักร้องสมาชิกวงออร์เคสตรา อุนฮาซู วงออร์เคสตราชั้นแนวหน้า ซึ่งเป็นอดีตคนรักเก่าของนายคิม จอง อึน เมื่อ 10 ปีที่แล้ว และถูกกีดกันจาก นายคิม จอง อิล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีเหนือผู้เป็นพ่อ จนต้องเลิกรากัน ได้ถูกจับกุมพร้อมกับนักร้อง นักดนตรี และนักเต้น 11 คน ของวง พร้อมวงวังแจซัน ไลท์ มิวสิค เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลังมีการถ่ายคลิปวิดีโอ ขณะที่พวกเขากำลังมีเพศสัมพันธ์กัน และมีการวางจำหน่ายคลิปดังกล่าวในประเทศจีน

ที่มาภาพ : http://www.manager.co.tharoundviewnews.aspxNewsID=9550000083878&TabID=3&
ที่มาภาพ: http://www.manager.co.tharoundviewnews.aspxNewsID=9550000083878&TabID=3&

การตัดสินประหารด้วยการยิงเป้าครั้งนี้ ได้บังคับให้ญาติของผู้ถูกประหารเข้ามาร่วมดูการยิงเป้าอีกด้วย จากนั้นก็ส่งญาติผู้ประหารไปใช้แรงงานในชนบทเพื่อเป็นการลงโทษ แต่ทั้งนี้ยังมีผู้มองว่าเรื่องราวดังกล่าวอาจเป็นเพราะทางรัฐบาลไปพบว่า มีบางคนในกลุ่มหรือวงดนตรีมีคัมภีร์ไบเบิลอยู่ ซึ่งทั้งหมดอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่ ฝักใฝ่ต่างชาติ และมีแนวคิดทางการเมืองที่ต่างจากรัฐบาลก็เป็นได้ ทั้งนี้ยังมีการพูดถึงอีกว่า ภรรยาคนปัจจุบันของนายคิม จอง อึน หรือก็คือ รีโซลจู ซึ่งก็เคยเป็นนักร้องวงดนตรีประจำชาติของเกาหลีเหนือเช่นเดียวกับฮยอนซองวอล

“บุญหนักหนาที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาและเกิดบนผืนดินไทย ภายใต้พระบารมี ไม่ต้องเกิดมาแล้วเจอผู้นำที่ใช้อิทธิพลทำลายล้างชีวิต มากเท่านี้”

” จริงๆ ถ้าไม่มีอำนาจ ก็เป็นแค่ แป๋ะยิ้มตาตี๋ๆ คนนึงเท่านั้นเองนะ”

“ถ้าฝักใฝ่ต่างชาติ ถึงกับประหารกันเลยทีเดียวเหรอ”

“เมืองเรา มีความสุขมากแค่ไหน ทำไมต้องทะเลาะกัน เพราะอะไร ทุกคน มีความผิดเหมือนกัน เพียงแต่ปัจจุบัน คุณ ไม่เลือกที่ จะ มองความผิดคุณเอง คุณเลือกมองแต่ความผิดคนอื่น”

“คนที่บอกอยากให้ไทยมีกฏหมายเหมือนเกาหลี ไทยกฏหมายอ่อน ลองไปอยู่เกาหลีเหนือสิ จะร้องหาประเทศไทย อะไร ๆ มันก็ประหารชีวิตหมด ต้องมีรูป คิม ติดทุกบ้าน ไม่มีถือว่าผิด”

“บังคับให้ญาติมาดูการยิงเป้าด้วย โหดร้ายมากจริงๆ ณ จุดนี้”

เรื่องที่ห้า มีเรื่องให้บรรดาผู้ปกครองได้กังวลใจกันอีกแล้ว เมื่อมีรายงานข่าวว่าโรงเรียนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ มีการจ้างบริษัทให้มาตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับเด็กนักเรียน ครู และบุคลากรภายในโรงเรียน ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดี หากต่อมากลับทราบว่าบริษัทนี้เคยมีข่าวเรื่องการใช้เข็มฉีดยาไม่ได้มาตรฐานในการเจาะเลือดนักเรียนหลายๆ คน อีกทั้งยังใช้ซ้ำกันโดยไม่เปลี่ยน ในจังหวัดสระบุรี

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า เจ้าหน้าชายที่ทำการตรวจ มีการลวนลามนักเรียนหญิงมัธยมปลาย ในลักษณะที่มีการจับและบีบเค้นหน้าอกโดยอ้างว่าเป็นการตรวจมะเร็งเต้านม ซึ่งหากเด็กนักเรียนหญิงคนใด มีหน้าตาดี ก็จะถูกตรวจอย่างละเอียดมากกว่าคนอื่นอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรับทราบเรื่องฟ้องร้องจากผู้ปกครองแล้ว และจะดำเนินการสืบสวนต่อไป โดยจะให้นักเรียนที่ถูกเจาะเลือดจากเข็มเดิม ไปตรวจเลือดซ้ำอีกครั้งเพื่อความสบายใจของผู้ปกครอง

“มันเป็นเรื่องซีเรียสมากเลยนะเรื่องใช้เข็มฉีดยาซ้ำ ไม่รู้ว่าใครเป็นโรคอะไรบ้าง ชุ่ยสุดๆ ถ้าเกิดเป็นคนเป็นโรคทำไง ชีวิตหลายคนเลยนะนั่น”

“มีข่าวออกมาก่อนหน้าแล้ว ทำไมยังทำงานอยู่ต่อได้ แล้วโรงเรียนไปจ้างซ้ำทำไม ไม่ดูให้ละเอียดก่อน”

“คงต้องเปลี่ยนชื่อมันเป็นบริษัทเผยแพร่เชื้อโรค”

“เลิกระบบนี้ได้แล้ว นักเรียนส่วนใหญ่ก็รู้กรุ๊ปเลือดตัวเองอยู่แล้ว ถ้าใครไม่รู้ก็ให้ผู้ปกครองพาไป จะได้ช่วยดูด้วย ถ้าอยู่ที่โรงเรียน ครูไม่ดูให้หรอก”

“ดีนะ ไม่ตรวจมะเร็งปากมดลูกไปด้วย”

“ทำไมคนในสังคมสมัยนี้แย่ขึ้นทุกวัน จิตใจดิ่งลงทุกที”