คนไทยกำลังจะแก่ก่อนรวย?

12 กรกฎาคม 2013

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

หลายๆ คนอาจยังไม่รู้ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ คือปัญหาเรื่องโครงสร้างประชากร เรากำลังเข้าสู่ภาวะประชากรชราภาพ หากเราไม่เตรียมพร้อมเสียแต่วันนี้ ปัญหาอีกมากมายกำลังรอเราอยู่ข้างหน้า

ด้วยความสำเร็จในการรณรงค์วางแผนครอบครัว การพัฒนาทางการแพทย์และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย ทำให้อัตราการเกิดในประเทศไทยลดลงอย่างรวดเร็ว อัตราการเจริญพันธุ์ของประเทศไทยลดลงจากประมาณร้อยละ 6 เมื่อ 50 ปีก่อน เป็นต่ำกว่าร้อยละ 2 เมื่อ 20 ปีก่อน และเหลือเพียงประมาณร้อยละ 1.6 ในปัจจุบัน ว่ากันว่า อัตราส่วนนี้ควรจะสูงกว่าร้อยละสองเล็กน้อย เพื่อจะที่ไม่ทำให้จำนวนประชากรลดลงในระยะยาว (ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกมาทดแทนพ่อและแม่ เหตุที่มากกว่าสองก็เพราะโดยทั่วไปประชากรชายมีมากกว่าประชากรหญิงเล็กน้อย และเด็กบางคนเสียชีวิตก่อนถึงวัยเจริญพันธุ์ และสัดส่วนนี้สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ควรจะสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วเล็กน้อย)

นอกจากนี้ อายุคาดเฉลี่ยของคนไทยเมื่อแรกเกิด (Life expectancy at birth) ก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการพัฒนาการทางการแพทย์และการเข้าถึงบริการสาธารณสุข อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 65 ปี เมื่อ 30 ปีก่อน มาเป็นประมาณ 74 ปี ในปัจจุบัน

ด้วยจำนวนเด็กเกิดที่น้อยลง และอายุขัยของคนที่เพิ่มสูงขึ้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โครงสร้างประชากรไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งนี้ มีตัวเลขทางสถิติที่น่าสนใจ ดังนี้

1. ประเทศไทยกำลังผ่านจุดที่ดีที่สุดในด้านประชากร และสถานการณ์กำลังจะแย่ลงหลังจากนี้ ในเชิงโครงสร้างประชากร มีอัตราส่วนหนึ่งที่คนมักอ้างถึงกันบ่อยๆ คือ “อัตราส่วนการพึ่งพิง” หรือ Dependency ratio ที่วัดโดยสัดส่วนระหว่างจำนวนคนที่ต้องการการพึ่งพิง (กล่าวคือคนที่ไม่อยู่ในวัยทำงาน คือ เด็กและคนชรา) กับจำนวนประชากรที่อยู่ในวัยทำงาน ตัวเลขนี้บอกว่าคนวัยทำงานหนึ่งคน ต้องเลี้ยงดูคนแก่และเด็กกี่คนโดยเฉลี่ย

ข่าวดีคือ คนรุ่นที่มีพี่น้องมากๆ ในอดีต กำลังอยู่ในวัยทำงาน ประเทศไทยจึงมีคนในวัยทำงานมาก ในขณะที่อัตราการเกิดลดลง คนที่ต้องการการพึ่งพิงจึงลดลงอย่างรวดเร็วในรอบ 30-40 ปีที่ผ่านมา ตรงนี้มีผู้ตั้งชื่อไว้ว่า เป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวทางประชากร (Demographic dividend) กล่าวคือ เมื่อมีคนต้องการการพึ่งพิงลดลง คนในครอบครัวน่าจะมีโอกาสทำงานได้มากขึ้นเพราะมีภาระน้อยลง และเศรษฐกิจน่าจะเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

แต่ข่าวร้ายคือ คนรุ่นนั้นกำลังเข้าสู่วัยเกษียณอายุ ในขณะที่เด็กที่เกิดใหม่ที่จะเข้าสู่วัยทำงานมีจำนวนไม่พอกับคนที่กำลังเกษียณอายุ ผลคือเรากำลังจะมีคนที่ต้องการการพึ่งพิง (เด็กและคนชรา) มากขึ้นเมื่อเทียบกับคนวัยทำงาน และนาทีทองของ Demographic dividend กำลังจะหมดไป ทรัพยากรของครอบครัวและสังคมจะต้องนำมาใช้สนับสนุนคนกลุ่มนี้มากขึ้นในอนาคต

รูป1

2. อัตราการเพิ่มของประชากรจะลดลงเรื่อยๆ จำนวนประชากรจะเข้าถึงจุดสูงสุด และเริ่มลดลงในไม่ช้า ราว 30 ปีก่อน จำนวนประชากรไทยเพิ่มขึ้นด้วยอัตราประมาณร้อยละ 2 ต่อปี ปัจจุบันอัตราการเพิ่มของคนไทยเหลือเพียงร้อยละ 0.5 ต่อปี และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ มีการประมาณกันว่า ถ้าอัตราการเกิดไม่เพิ่มขึ้น จำนวนประชากรไทยจะเข้าถึงจุดสูงสุด (และเริ่มลดลง) ในปี ค.ศ. 2034 นั่นคือแค่อีก 20 ปี เท่านั้น

แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ จำนวนประชากรในวัยทำงาน (คนอายุ 20-64 ปี) จะถึงจุดสูงสุด และเริ่มลดลงในปี ค.ศ. 2022 นั่นคือไม่ถึง 10 ปี ด้วยซ้ำ

เริ่มกังวลใจกันหรือยังครับ

รูป2

3. คนไทยโดยเฉลี่ยกำลังแก่ขึ้นเรื่อยๆ ค่าเฉลี่ย (วัดโดยค่ามัธยฐานหรือ Median) ของอายุของคนไทยกำลังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากต่ำกว่า 20 ปี เมื่อ 30 ปีก่อน ตอนนี้คนไทยโดยเฉลี่ยอายุประมาณ 34 ปี เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อายุเฉลี่ยของคนไทยก็อยู่ในเกณฑ์กลางๆ ไม่ได้ดู “แก่” มากไปนัก ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นและโมนาโกเป็นประเทศที่อายุเฉลี่ยของประชากรสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น คือ อายุเฉลี่ยประมาณ 45 ปี ประเทศอื่นๆ ที่แก่กันมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศในแถบยุโรป ที่มีอัตราการเกิดต่ำ แต่ที่น่ากังวลคือ ในอีกแค่ 10 กว่าปี อายุเฉลี่ยของคนไทยจะเกิน 40 ปี ซึ่งใกล้เคียงประเทศที่เรารู้ว่าประสบปัญหาประชากรสูงอายุอยู่ในปัจจุบัน และเรากำลังจะตามประเทศเหล่านี้ไปในไม่ช้า

รููป 3

4. โครงสร้างอายุของคนไทยกำลังเปลี่ยนไป ถ้าดูโครงสร้างอายุของคนไทยเมื่อสิบกว่าปีก่อน เราเคยเห็นโครงสร้างเป็นรูปปิรามิดฐานกว้าง ที่ประชากรส่วนใหญ่มีอายุน้อย ปัจจุบันฐานที่กว้างนั้นได้ค่อยๆ ขยับสูงขึ้น ประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน ผู้สูงอายุมีสัดส่วนไม่มากนัก ลักษณะของโครงสร้างประชากรแบบนี้แสดงให้เห็นถึงจำนวนประชากรที่กำลังจะลดลง และภาพนี้ก็กำลังจะเปลี่ยนไปอีก ในอีก 20 ปีข้างหน้า ฐานที่ปูดจะค่อยๆ ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีประชากรเข้าสู่วัยเกษียณอายุมากขึ้นเรื่อยๆ

รูป 4

แล้วที่เล่ามาทั้งหมดนี้มีผลกระทบกับเราอย่างไร มีหลายเรื่องให้คิด ตั้งแต่แนวนโยบายการพัฒนาประเทศไปถึงนโยบายการคลัง ผมขอยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ

1. มองไปข้างหน้า เราจะเอาทรัพยากรจากไหนในการพัฒนาประเทศ ในอดีต ประเทศไทยเคยใช้แรงงานที่มีเหลือเฟือและราคาถูกนำการพัฒนาประเทศ เราเคยเป็นผู้นำการส่งออกสินค้าที่ใช้แรงงานสูงหลายอย่าง ภาพเหล่านี้กำลังเปลี่ยนไปและจะต้องเปลี่ยนไปมากขึ้น เมื่อข้อจำกัดด้านแรงงานกลายมาเป็นปัญหาสำคัญ

เมื่อจำนวนประชากรในวัยทำงานไม่เพิ่มขึ้นและกำลังจะลดลงในไม่ช้า แรงงานซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตกำลังจะเข้าสู่ภาวะขาดแคลน อัตราการว่างงานที่ต่ำกว่าร้อยละ 1 ในปัจจุบัน และความต้องการแรงงานต่างด้าวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ น่าจะเป็น “อาการ” ที่สำคัญของภาวการณ์ขาดแคลนแรงงาน

ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย มีโอกาสที่ระดับรายได้ต่อหัวของคนไทยอาจจะลดลงก็ได้ (เพราะแรงงานในฐานะวัตถุดิบในการผลิตกำลังจะลดลง) จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานอย่างเร่งด่วน ทั้งจากการพัฒนาฝีมือแรงงาน การลงทุนเพิ่มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน การขยับไปผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพื่อยกระดับรายได้ของประชาชนและนโยบายแรงงานต่างด้าวควรจะเป็นอย่างไร มีเรื่องให้ถกเถียงกันอีกเยอะ

นอกจากนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เราจะพบว่า เรากำลังประสบปัญหาคล้ายๆ กับญี่ปุ่น (ที่นำหน้าเราไปประมาณสิบปี) เกาหลี และสิงคโปร์ ประเทศเหล่านี้ก้าวพ้นปัญหาเรื่องการพัฒนาไปแล้ว ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ใน ASEAN ยังพอมีเวลาพัฒนาประเทศอีกสักระยะหนึ่ง พูดง่ายๆ คือ เรากำลังเจอปัญหาของคนรวย ในขณะที่รายได้เรายังมีไม่พอ หรือว่า เรากำลังจะแก่ก่อนรวยนั่นเอง

รูป 5

2. เราเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง ในการรองรับปัญหาประชากรผู้สูงอายุ ที่กำลังจะทวีความรุนแรงในไม่ช้า ปัญหาประชากรผู้สูงอายุเป็นปัญหาทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เรามีระบบที่เหมาะสมในการช่วยเหลือผู้สูงอายุหรือไม่ คนเหล่านี้จะมีเงินออมเพียงพอที่จะใช้เมื่อเกษียณอายุหรือไม่ ระบบสาธารณสุขและระบบขนส่งมีความพร้อมหรือไม่อย่างไร

ในขณะที่ปัญหาการพึ่งพิงมีไม่มาก สถาบันครอบครัวก็พอจะเกื้อหนุนกันได้ แต่เมื่อครอบครัวมีขนาดเล็กลง และภาระมีมากขึ้น สถาบันครอบครัวจะเพียงพอหรือไม่?

ดูเหมือนว่าปัญหากำลังจะเกิดขึ้นในขณะที่เรายังไม่มีทรัพยากรเหลือเพียงพอ เรากำลังจะแก่ก่อนรวยใช่หรือไม่ เรื่องนี้คุยกันได้อีกยาว

3. ปัญหาเรื่องภาระการคลังในอนาคต หลายๆ ประเทศในโลกที่มีระบบ Social safety net สำหรับผู้สูงอายุ กำลังกุมขมับว่าภาระที่เกิดจากการช่วยเหลือประชาชนหลังวัยเกษียณ (ทั้งบำเหน็จบำนาญชราภาพ รายจ่ายจากทุนสำรองเลี้ยงชีพ และรายจ่ายด้านสาธารณสุข) กำลังสูงขึ้นและมีมากเกินกว่ารายรับ เมื่อโครงสร้างประชากรเข้าสู่ภาวะชราภาพ ตัวเลขหนี้รัฐบาลของประเทศส่วนใหญ่ (เช่น สหรัฐอเมริกา) ยังไม่รวมภาระในอนาคต ที่ระบบประกันสังคมมีแนวโน้มที่จะล้มละลาย ถ้าไม่มีการปรับเพิ่มสัดส่วนการนำส่งรายได้ ลดผลประโยชน์ที่สัญญาไว้ในระบบ หรือยืดอายุเกษียณออกไป ให้คนแก่ทำงานนานขึ้น ในอีกสิบกว่าปีนี้ ภาระหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล

ประเทศไทยดูเหมือนจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้ในปัจจุบัน เพราะระบบประกันสังคมของเรายังไม่ได้ครอบคลุมถึงประชากรจำนวนมาก และผลประโยชน์ก็ดูเหมือนจะน้อยนิด เมื่อเทียบกับการใช้ชีวิตของประชากรจำนวนมาก ภาระหนี้ในอนาคตจึงมีไม่มากนัก

แต่กระนั้นก็มีการคาดการณ์ว่า กองทุนประกันสังคม ในส่วนกองทุนชราภาพจะติดลบในอีก 30 ปีข้างหน้า ถ้าไม่มีการดำเนินการใดๆ

คำถามคือ เราพอใจกับระบบที่มีในปัจจุบันหรือไม่ ถ้าไม่ ภาระการคลังต้องมีอีกเท่าไรในอนาคต และเราเก็บสะสมเงินไว้พอในปัจจุบันแล้วหรือไม่ ถ้าเราเอาภาระในอนาคตมาคิด เราอาจจะต้องรีบคิดใหม่ว่าหนี้สาธารณะที่เราว่าไม่สูงนั้น มีที่เหลือให้ภาระในอนาคตหรือไม่

เห็นไหมครับ มีประเด็นให้คุยกันอีกเยอะ สรุปก็คือปัญหาประชากรชราภาพ เป็นระเบิดเวลาที่เรารู้อยู่แล้วว่าจะระเบิดในอนาคต เพียงแต่ว่าเราจะเริ่มทำอะไรอย่างจริงจังกันหรือยัง และถ้าเราไม่เริ่มกันในวันนี้ มันจะสายเกินไปหรือไม่

…เอ…หรือมันสายเกินไปแล้ว?

  • Mitr

    ถ้า 80 ยังไม่เกษียณ 100 กว่า ยังไม่ตาย ก็ไม่น่ากังวลนะครับ