ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – “แฟนบอลชาวไทย โห่! ลีซอ” และ “คิง The Voic ถูกวิจารณ์หนัก โพสต์ข้าวเน่า”

คลิปฝึกปฎิบัติธรรมแบบพิสดาร “นี่หรือวัด (วัดป่าศิวิไลซ์ พิจิตร)”

แฟนบอลชาวไทย โห่!! ลีซอ ยิงประตู แมนยู

อาลัย น้องน้ำหนึ่ง “ชิดกว่าชม”

รูปรับน้อง แก้ผ้ากลางทะเล

วิจารณ์หนัก คิง The Voic โพสต์ข้าวเน่า

อ่านรายละเอียด..

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 14–20 กรกฎาคม 2556

เรื่องแรก เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยคลิปวิดีโอแปลก ที่ผู้ใช้เว็บไซด์ต์ยูทูปที่ใช้ชื่อว่า mckaforce นำมาโพสต์ไว้ ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 โดยตั้งชื่อคลิปว่า “นี่หรือวัด (วัดป่าศิวิไลซ์ พิจิตร)” โดยเป็นคลิปที่มีภาคต่ออยู่ถึง 7 คลิป ภายในคลิปเป็นเนื้อหาของการฝึกปฎิบัติธรรมแบบพิสดาร ซึ่งผู้ที่ฝึกส่วนมากแต่งกายในชุดนักเรียนนักศึกษา ทั้งยังมีลักษณะอาการดิ้นทุรนทุราย ควบคุมสติไม่ได้ คล้ายผีเข้า โดยที่พระสงฆ์และเจ้าหน้าที่ของวัดยืนและเดินไปมาอยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ ผู้โพสต์คลิปยังได้มีการเขียนบรรยายไว้ด้วยว่า

“สิ่งเหล่านี้ควรอยู่ในวงการศาสนาบ้านเราหรือไม่ขอให้ใช้วิจารณญาณและวางตัวให้เป็นกลาง หลังจากหลายที่ หลายโรงเรียน มีการบังคับเด็กโดยบอกว่าไปปฎิบัติธรรม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันใช่การเดินมาถูกทางแล้วแน่หรือ จะมีการเช็คว่าใครผ่านแล้วหรือยังไม่ผ่าน โดยการผ่านกัมมัฏฐานของวัดที่ว่านี้ คือการแสดงออกดิ้นทุรนทุรายของผู้เข้าร่วม หากใครยังไม่เกิดอาการจะต้องถูกทำไปเรื่อยๆ บางคนที่ออกอาการก็ดิ้นทุรนทุรายน่าสลดสังเวชนัก บางคลิปในชุดนี้สังเกตุให้ดีบางคนดิ้นจนเลือด และวิธีปฎิบัติสายพุทธมีด้วยหรือที่มาคอยเร่งโดยตะโกนเร็วๆๆๆๆๆๆๆ นี่คือการปฎิบัติเพื่อการหลุดพ้น หรือการปฎิบัติเอามันส์เข้าว่า เพราะสำนักนี้เคยเป็นข่าวไปทั่วเมื่อปีกลาย เรื่องเอาเด็กไปนอนในโลงศพบ้าง เอาเด็กไปขังอยู่กับงูจนงูทำร้ายเด็ก ฯลฯ ภายหลังเป็นข่าวคึกโครมสำนักสงฆ์ดังกล่าวได้ถูกสั่งปิด แต่ปิดแค่ในนามเพราะในเวลาต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดป่าศิวิไลซ์ และยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิม”

แต่อย่างไรก็ตาม คลิปนี้แม้จะถูกเผยแพร่มานานแล้ว แต่ก็เพิ่งมาปลุกกระแสของพระและวัด ให้ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีการพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมายในรอบสัปดาห์นี้

“อีกหน่อยพระธรรมคำสอนก็คงหมดไปจากสังคมไทย ทำไมไม่ศึกษา พุทธพจน์ กันล่ะครับ ผมรู้สึกว่ามันค่อยๆ เสื่อมลงไป เหมือนปลวกกัดกินฝาเรือนเลย”

“มีศิษย์วัดท้าให้ไปพิสูจน์ ทำไมพอไปแล้วเอามาลงกลับดิ้นกันพราด ๆ จะเป็นจะตาย ทำเป็นจะส่งคนมาที่บ้าน แหม….. มีส่งคนมาด้วยทำหยั่งกับพวกมาเฟีย”

“ผมไม่รู้หรอกว่าผมโง่หรือฉลาด แต่ผมเลือกที่จะเคารพนับถือและกราบไหว้ในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่สิ่งที่ทำลายศาสนา”

“สอนให้ทำแบบผิดๆ แล้วพี่เลี้ยงเอากระบอกมาพูดจ่อหูเพื่อไร บิ้วให้เด็กของขึ้นหรือไง รับน้องเปล่าครับเนี่ย”

“การปฎิบัติสมาธิกรรมฐาน เข้าวัดเพื่อปฎิบัติธรรม สำรวมกายวาจาใจ จำเป็นด้วยเหรอที่ต้องมีการเปิดกรรม ท่องอย่างรวดเร็ว มีคนมาบอกให้ทำท่องอย่างรวดเร็ว เกิดจิตคิดไปตามนั้น ร้องกรี๊ดๆ กลิ้งไปมา สิ่งแวดล้อมเป็นใจ มีคนเชียร์กระตุ้น จิตคิดตาม ลองมาทำที่บ้านดูสิ ท่องอย่างรวดเร็ว พ่อแม่มานั่งพูดกรอกหูข้างๆจะเป็นมั้ย จำความได้ นั่งสมาธิ กำหนดลมหายใจเข้าออก สวดภาวนา ก็พอแล้ว ครับ ไม่ต้องไปเปิดกงกรรมอะไรหรอก แค่ปฎิบัติตนให้ดี ไม่เดือดร้อนใคร ประพฤติปฎิบัติ กาย วาจา ใจ ให้ดีก็พอแล้วครับ”

“คือ เปิดกรรม นี่ เคยลองไปทำ ครั้งหนึ่ง(แต่เป็นที่อื่น) เหมือนกับ จะมี ปีศาจตัวใหญ่ยักษ์ เข้าร่าง เลย ถอนสมาธิออก น่ากลัวเหลือเกิน ปล่อยให้วิญญาณอื่นเข้าร่าง ไม่ดีหรอก อันตราย อยู่กับ ลมหายใจ ณ ปัจจุบัน ในแต่ละวินาที ดีสุดแล้ว อะไรจะเกิด ก็ปล่อยมันเกิดเถอะ”

“การปฎิบัติธรรมไม่มีใครเข้าบังคับใครหรอกค่ะขึ้นอยู่กับตัวเองมากกว่าไม่มีใครตัดสินใจแทนเราได้หรอกค่ะ”

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของคอบอล เพราะในช่วงสัปดาห์นี้ มีทีมฟุตบอลขวัญใจ ที่เข้ามาสร้างความสนุกให้แฟนบอลชาวไทยถึง 2 ทีม ด้วยกัน ทั้ง “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” และ “เชลซี” เพื่อเข้ามาเตะกระชับมิตรกับทีมไทย อย่าง “สิงห์ออลสตาร์” แต่ที่ทำให้เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ เพราะการเตะเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม 2556 นัดกระชับมิตร ระหว่าง “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” และ “สิงห์ออลสตาร์” จนทำให้แฟนบอลและสื่อต่างชาติถึงกับงง เพราะแฟนบอลชาวไทยที่ไปชมเกมในสนามราชมังคลากีฬาสถาน กลับพากันโห่ “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย นักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงของไทย ในเกมที่ลีซอเป็นผู้ยิงประตูชัยให้ทีมสิงห์ออลสตาร์ อาชนะทีมแมนยูฯ ไปได้ 1-0 ก็ตาม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ตามรายงานข่าวมีการวิเคราะห์กันว่าน่าจะมาจากการที่ลีซอได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า หากตนเป็นผู้ยิงประตูในการแข่งขันกับแมนยูฯ ได้ ก็จะไม่ดีใจ เพราะจินตนาการว่าเป็นสโมสรเก่า แต่แล้วลีซอ ก็ไม่ได้ทำตามที่ตนพูดไว้ เพราะเมื่อเขาเป็นผู้ยิงประตูได้จริง ก็แสดงท่าทางดีใจออกมาอย่างชัดเจน และอีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะลักษณะนิสัยส่วนตัวของลีซอที่ดูออกจะเก๊กๆ ในหลายๆ ครั้งที่เล่นฟุตบอลนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดกระแสการโดนโห่ดังกล่าว ลีซอ ได้มีการให้สัมภาษณ์ต่อเหตุการณ์ดังกล่าวเหมือนเป็นการยอมรับ และเข้าใจเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเพราะอะไร เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ถูกแฟนบอลรุมโห่ ซึ่งตอนแรกก็รู้สึกงง แต่ก็คิดกลับกันอีกมุมว่า ตนเองคงโชคดีที่ได้เจอประสบการณ์แปลกใหม่ไปอีกแบบ พร้อมทั้งยังบอกว่า ตนไม่สามารถห้ามแฟนบอลไม่ให้โห่ตนได้ ขณะเดียวกันก็ห้ามแอคติ้งของความดีใจของตนเองไม่ได้เช่นกัน และยอมรับว่าสาเหตุการถูกโห่น่าจะมาจากสิ่งที่ตนเองเคยพูดไว้

ที่มาภาพ : อินสตาแกรม leesawls14
ที่มาภาพ: อินสตาแกรม leesawls14

ตามรายงานข่าวยังมีการรายงานความเคลื่อนไหวบนอินสตาแกรมของลีซอ ว่ามีการได้โพสต์ภาพของตนเองถือถ้วยแชมป์ พร้อมข้อความบรรยายว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในสนามวันนี้ สุดท้ายแล้วผมก็สามารถสร้างประวัติศาสตร์ให้กับประเทศไทยอีกครั้ง ผมภาคภูมิใจกับประเทศไทยและภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย ขอบคุณทุกคนจริง ๆ ครับ”

“อยากบอก ลีซอ ว่าความดีก็เหมือนกางเกงใน ต้องมีติดตัวไว้แต่ไม่ต้องเอามาโชว์”

“คนเราชอบเชื่อในกระนิยมมากกว่าเหตุผลจริงๆ หลายคนไม่ชอบลีซอเพราะเขาเป็นคนขี้เก็กมากเกินไป คนเราสามารถเลือกบุคลิกของตัวเองได้ถ้าไม่ทำให้ใครเดือดร้อน คนที่ขี้เก็กแล้วมีความมุ่งมั่นทำเพื่อชาติไม่ควรที่จะโห่เลย คนที่หน้าโห่ที่สุดคือพวกขี้เก็กแล้วไม่ทำไรมากกว่า”

“ก็ลดอาการเก๊กลงหน่อย แล้วตอนอยู่ในสนามก็ไม่ต้องอินกับอาการของนักบอลอังกฤษให้มากก็จะน่ารักขึ้นเยอะนะน้อง”

“เก๊กก็พอมีอยู่บ้างเเต่ผมเชื่อว่าคนดูบอลไทยจริงๆ ในระดับทีมชาติเขาจะรู้กันว่าเขาเล่นไม่เก่งเล่นพื้นๆ มาก เเต่ทำไม่ส่วนใหญ่ชอบติดทีมชาติบ่อยมาก สรุปคนที่โห่เพราะเขาดูเป็นว่าเขาเล่นไม่เก่ง เเต่สื่อชอบดันเขาจัง”

“คนที่ไปโห่เขา มีความสามารถสร้างชื่อเสียงให้ประเทศได้แบบเขามั๊ยเนี่ย”

เรื่องที่สาม เป็นประเด็นให้มีการพูดถึง พร้อมกับการแสดงความเสียใจผ่านสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง สำหรับการเสียชีวิตของ “น้ำหนึ่ง” ณมน กัญณนนพัทน์ วงศาโรจน์ อดีตพิธีกรสาวและพริตตี้คนสวย วัยเพียง 24 ปี ที่ยังมีผลงานโฆษณาล่าสุด ให้ได้เห็นบนจอทีวี พร้อมคำพูดติดปากว่า “ชิดกว่าชม”

ที่เป็นประเด็นให้ชาวโซเชียลยังคงร่วมไว้อาลัย เพราะน้องน้ำหนึ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด มะเร็งชนิดร้ายแรงและมีโอกาสรอดชีวิตได้ยาก ตั้งแต่อายุน้อย ทั้งยังเป็นคนสวยและเก่ง ทำงานหนักแม้กระทั่งช่วงที่ตนป่วย

โดยตามรายงานข่าว ได้มีการรายงานข้อความที่คุณแม่ของ น้องน้ำหนึ่ง คุณภัทรญา ทัพพ์ภูวิศ ให้สัมภาษณ์รายการปากโป้ง ทางช่อง 8 ไว้ว่า

“แม่กับน้ำหนึ่งเปิดธุรกิจรับจัดงานอีเว้นท์ตามสถานที่ต่างๆ โดยให้ น้ำหนึ่ง เป็น พริตตี้ ลูกสาวทำงานหนักมาก ทุ่มเทกับงานเป็นที่สุด ไม่ค่อยมามีเวลาพักผ่อน จนกระทั่งวันหนึ่งน้ำหนึ่งบอกว่า รู้สึกตาพร่ามัวเป็นฝ้าขาวๆ มาบังตา เลยพาไปหาหมอ ก่อนจะอาการจะทรุดหนัก มีไข้สูง หอบและไอเป็นเลือด จุกเสียดแน่นท้อง คล้ายเป็นกรดไหลย้อน แต่น้ำหนึ่งก็คิดว่าไม่เป็นอะไร ทานยาก็หาย และกลับไปทำงานเป็นปกติ

พอมาวันหนึ่ง น้ำหนึ่ง ไปโชว์ตัวที่งานอีเว้นท์ต่างจังหวัด อยู่ๆ มีการปวดซี่โครงอย่างรุนแรง จึงนำตัวส่งโรงพยาบาล เมื่อเอ็กซ์เรย์ดูก็พบก้อนเนื้อเล็กๆ อยู่บริเวณปอด ผ่านไปแค่สัปดาห์เดียว ก้อนเนื้อนั้นโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนหมอแจ้งว่า น้ำหนึ่งเป็นมะเร็งปอด ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของปลายประสาทและต่อมท้ายท่อ โอกาสที่จะรักษาให้หายและรอดชีวิตมีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย พอแม่ทราบการวินิจฉัยจากหมอ ก็ไม่ได้บอกให้น้ำหนึ่งทราบ เพราะกลัวจะเครียด คอยเป็นกำลังใจให้ลูกตลอด น้ำหนึ่งมั่นใจว่าเดี๋ยวจะหายและได้กลับไปทำงานอีกครั้ง ได้ยืนเมื่อไหร่ก็ต้องกลั้นน้ำตาเอาไว้” แม่ของน้ำหนึ่งกล่าว

และเล่าว่า “น้ำหนึ่งมีอาการช็อกและหยุดหายใจไปหลายครั้ง แต่ก็ฟื้นกลับมาได้อีกเสมอ จนกระทั่งวันสุดท้าย แม่ไปนั่งสมาธิภาวนาให้น้องอาการดีขึ้น แต่ก็ได้รับโทรศัพท์จากพยาบาลบอกว่า น้ำหนึ่งจากไปแล้ว หลังจากที่เข้ารักษาตัวเพียงแค่ 38 วันเท่านั้น”

น้องน้ำหนึ่ง : ที่มาภาพ ://httpnews.bugaboo.tvwatch70517
น้องน้ำหนึ่ง ที่มาภาพ: //http://news.bugaboo.tvwatch70517

เรื่องนี้ ชาวออนไลน์ต่างมีการพูดถึงและแชร์รูปภาพของน้องน้ำหนึ่ง พร้อมข้อความไว้อาลัย ตามพื้นที่ออนไลน์กันอย่างต่อเนื่อง

“น้ำหนึ่ง เป็นคนสวย และเก่ง กตัญญู อีกด้วย ขอแสดงความเสียใจด้วยจริงๆ นะคะ”

“โรคมะเร็ง ยาแผนโบราณอาจรักษาหายได้ จากประสบการณ์จริงๆ คนป่วยหมอบอกว่า อยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือน และก็ไม่รับรักษาแล้ว ญาติตัดสินใจ อุ้มขี้นรถเดินทางไปรักษาที่วัดแห่งหนึ่งที่จังหวัด สิงห์บุรี จำไม่ได้ว่าวัดชื่ออะไร กินยาหม้อต้ม ทุกวันนี้หายแล้วและยังมีชีวิตอยู่ หายมานานกว่า 30 ปีได้แล้ว สาบานได้ว่าที่บอกคือเรื่องจริงครับ”

“ลูกสาวผมก็เป็นที่ก้านสมองขนาด 6 เซน ตอนนิ้หายแล้วครับ โดยแผนทางเลือก ตอนนี้กำลังทำเพจบนเฟสบุ๊คชื่อว่า ลูกสาวผมหายจากมะเร็ง อีกประมาณสิ้นเดือนเสร็จครับ”

“ถ้าลองเปลี่ยนการรักษาจากหมอปัจจุบันมาเป็นหมอโบราณอาจจะมีเปอร์เซ็นต์รอดก็ได้นะ อย่างตัวอย่างพ่อของผมเป็นมะเร็งเกี่ยวกับลำใส้อะไรนี้ละ หมอบอกกับผมว่าเอาพ่อไปดูแลชะไปอยู่กับลูกกับหลานดีกว่าแก่คงไม่รอดแล้ว คงไม่เกินอาทิตย์สองอาทิตย์ ผมก็ทำใจแล้วแต่พ่อผมลองไปหาหมอแผนโบราน ดูแก่กับหายเป็นปกติ ทุกวันยังทำงานได้เหมือนเคยเลย”

“สงสัยจะกินน้อย นอนน้อย แล้วก็เครียด ยิ่งโหมงานมากยิ่งควรต้องกินของมีประโยชน์ เพื่อจะได้มีสารอาหารไปซ่อมแซมร่างกาย ช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเองก็คือช่วงนอน นอนน้อย หลับไม่ลึก ร่างกายก็มีเวลาซ่อมแซมตัวเองน้อย ความเครียด (ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการแบกรับความคาดหวังของคนอื่น) ทำให้ร่างกายตกอยู่ในภาวะที่ต้องเตรียมพร้อมรับความกดดันจากภายนอกอยู่ตลอด ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายแปรปรวนไปจากภาวะปรกติเป็นเวลายาวนานเกินไป วิธีแก้เครียดง่ายๆ ก็คือ คิดซะว่าคุณคือเครื่องจักรชีวภาพตัวหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่สองอย่างคือ 1.รักษาความเป็นปรกติของตัวเอง 2.ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ ได้เท่าไรก็คือเท่านั้น ไม่ต้องดราม่า”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานะคะ ทุกอย่างมีเกิดและมีดับ เมื่อมีเกิดแล้วต้องมีดับ เป็นกำลังใจให้คุณแม่และครอบครัวของน้องด้วยค่ะ”

เรื่องที่สี่ ภาพหลุดรับน้องจนเป็นข่าว เมื่อนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มีภาพหลุดที่เผยให้เห็นว่านักศึกษารุ่นพี่ให้รุ่นน้องผู้ชาย 6 คน แก้ผ้ายืนเอามือกุมเป้าถ่ายภาพอยู่กลางทะเล โดยมีรุ่นพี่ผู้หญิงหนึ่งคนยืนอยู่ตรงกลางด้วย ซึ่งทางเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า Anti-SOTUS มีการแชร์ภาพกิจกรรมรับน้องของมหาวิทยาลัยรังสิต ไปตามหน้าสังคมออนไลน์ต่างๆ จึงส่งผลให้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงความไม่เหมาะสม

โดยทางวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ก็ได้ออกแถลงการณ์เพื่อเป็นการขอโทษต่อกรณีที่เกิดขึ้นว่า ภาพดังกล่าวเป็นเหตุการณ์รับน้องของนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งออกไปจัดรับน้องนอกสถานที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดนโยบายของมหาวิทยาลัย และได้เรียกผู้เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงเรื่องดังกล่าวแล้ว

คำแถลงการณ์ขอโทษสังคม จากมหาวิทยาลัย รังสิต : ที่มาภาพ://httpwww.enn.co.th7902
คำแถลงการณ์ขอโทษสังคม จากมหาวิทยาลัยรังสิต ที่มาภาพ: http://www.enn.co.th7902

คำแถลงการณ์ทั้งหมดของมหาวิทยาลัยรังสิตมีว่า “จากกระแสข่าว กรณีความไม่เหมาะสมในภาพกิจกรรมของนักศึกษา ซึ่งมีการเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 ในเบื้องต้นได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่า ภาพกิจกรรมดังกล่าวเป็นภาพของนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ ที่ไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ร่วมกันเป็นการส่วนตัว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมหาวิทยาลัย แต่อย่างใด สำหรับการออกนอกสถานที่ของนักศึกษาที่ไม่เหมาะสม ถือเป็นการละเมิดนโยบายของมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมีแนวทางการจัดกิจกรรมนอกสถานที่ เพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นแบบอย่างที่ดีของการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ สร้างความรัก ความสามัคคีในกลุ่มนักศึกษา เคารพต่อสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของบุคคล อีกทั้งไม่กระทบการเรียนการสอน และได้กำหนดแนวปฏิบัติในการจัดกิจกรรมนอกสถานที่ให้เป็นไปด้วยความเหมาะสม รวมทั้งไม่อนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เล่นการพนัน หรือกระทำการอื่นใดที่ผิดกฎหมายนักศึกษาต้องแต่งกายสุภาพ และงดการแสดงที่ส่อไปในทางลามกอนาจาร ให้ยึดรูปแบบในเชิงสร้างสรรค์เน้นกิจกรรมเสริมสร้างสังคม สร้างความรัก ความสามัคคี และผูกพันต่อสถาบัน อาจารย์ และนักศึกษา กระทำด้วยความสุภาพสมกับความเป็นปัญญาชน เคารพในสิทธิมนุษยชนและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยให้การดำเนินกิจกรรมอยู่ในดุลยพินิจและความรับผิดชอบของแต่ละวิทยาลัย/คณะ/สถาบัน ทั้งนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เชิญนักศึกษามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรม เพื่อให้ตรงกับระเบียบของมหาวิทยาลัยแล้ว

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงขอโทษสังคมมา ณ โอกาสนี้ และจะพยายามเข้มงวดกวดขันไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นอีก”

ในส่วนของชาวออนไลน์ ก็ได้มีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพการรับน้องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ดังนี้

“อย่าไปโทษมหาวิทยาลับเลยครับ เรื่องนี้เด็กๆ ก็ทำกันเอง”

“ต้องลงโทษ รุ่นพี่ทันที ด้วย อยากรู้ว่ามหาวิทยาลัย จะทำมั๊ยหรือ แค่ขอโทษพอแล้ว”

“หรือนี่คือวิชาสำรวจโครงสร้างของถ้ำใต้น้ำ น่าจะถ่ายคลิปไว้เพื่อนำเสนอต่ออาจารย์ครับ”

“ชีวิตผ่านการรับน้องมารู้สึกว่ามันไร้สาระมาก หากย้อนเวลาไปได้จะไม่เสียเวลากับเรื่องเหล่านี้เลย จะเอาเวลาตั้งใจเรียนดีกว่าไม่มีใครช่วยใครได้ในมหาลัยนอกจากตัวเราเอง รุ่นพี่ช่วยน้องเหรอน้อยมาก ทุกวันนี้คุณภาพการศึกษาไทยลดลงมากเพราะการศึกษาเป็นธุรกิจไปแล้ว”

“ทำไม สมัยนี้ทำแบบนี้มีแต่คนโกรธรุ่นพี่ สมัยผมตอนปี 47 นั้น รุ่นพี่สั่งให้ทำแบบนี้เลย แต่ไม่รู้สึกโกรธรุ่นพี่เลย เพราะกิจกรรมมันทำให้เรารู้จักเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และสมานกลมเกลียวกันมาจนถึงทุกวันนี้ ปล.วศ.บางมด”

“แนะนำว่าการที่เรามีโอกาสได้เรียนในระดับที่สูงขึ้น ทำอะไรต้องคิดให้มาก สถานศึกษาหลายแห่งที่นักเรียน นักศึกษา ชอบทำอะไรแปลกๆ ประมาณนี้ ถือว่านักเรียน นักศึกษา ในสถานศึกษาแห่งนั้นๆ มีคุณภาพในระดับปลายแถวนะ มีผลถึงชื่อเสียงสถาบันและสิ่งที่คาดไม่ถึงคือเมื่อคุณไปสมัครงาน เขาจะจัดอันดับคุณไว้ท้ายๆ ของตาราง กว่าจะแก้ไขชื่อเสียงกลับมาได้ใช้เวลานานมาก มันมีแบบอย่างมาแล้วครับ”

เรื่องที่ห้า การโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กทำให้เกิดเรื่อง เมื่อ คิง The Voice หรือ นายพิเชษฐ์ บัวขำ ผู้เข้าประกวดร้องเพลงรายการเดอะวอยซ์ ไทยแลนด์ ได้มีการโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า “King Pichet TheVoice” โดยมีข้อความอิงประเด็นข้าวเน่าว่า

“พาภรรยามาโรงพยาบาล อาหารเป็นพิษ คาดว่าน่าจะมาจากข้าวเน่าที่มันเอามาขายกันนี่แหละ ถึงขนาดระวังตัวเองแล้ว ต้องระวังคนในครอบครัวว่าจะไปทานอะไรนอกบ้านอีก เซ็ง…ทำไมมันต้องมาเกิดกับคนใกล้ตัวด้วยนะ คิดแล้วยิ่งโมโห”

คิง และ ภรรยา พร้อมลูกน้อย : ที่มาภาพ ://httpnews.sanook.comgallerygallery1198077357997
คิงและภรรยา พร้อมลูกน้อย ที่มาภาพ : http://news.sanook.comgallerygallery1198077357997

ข้อความดังกล่าว มีหลายคนที่ทั้งรู้สึกโดนใจและไม่โดนใจ แชร์ต่อกันมาก จนเกิดเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์กลับมาที่ผู้เริ่มต้นโพสต์ คือ คิง The Voice ซึ่งมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับข้อความดังกล่าว จนเจ้าตัวต้องลบข้อความดังกล่าวออกไป จากนั้นจึงได้โพสต์ข้อความขอโทษแสดงความเสียใจผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากถูกกระแสวิจารณ์อย่างหนัก โดยให้เหตุผลว่า เพราะตนโพสต์ข้อความโดยไม่ได้ไตร่ตรองให้ดี และไม่ได้มีความคิดร้ายหรือพาดพิงถึงใคร ไม่อยากให้เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็น ทั้งหมดเกิดจากความประมาทพลาดพลั้งเอง ประกอบกับช่วงเวลานั้นเป็นห่วงลูก ซึ่งต้องดื่มนมจากแม่อาจมีอาการอาหารเป็นพิษไปด้วย และกราบขอโทษทุกคน จากใจจริงสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น

“คิดว่าน่าจะอยากอิงกระแสข่าว เพื่อจะยกตัวเองขึ้นมา แล้วคิดว่าคนส่วนหนึ่งที่เป็นพวกคิดไม่ทัน จะมาเห็นด้วยช่วยเชียร์เท่านั้นเองแหละ”

“น่าเห็นใจเค้านะครับ คงแค่กะโพสระบายด้วยความเป็นห่วงภรรยา แต่ดันโดน แดงเล่นงานซะอ่วมเลย”

“โพสต์ข้อความอย่างขาดสติ งานเข้าซะ แถมภรรยาก็โดนไปด้วย เข้าโรงพยาบาลแล้วยังถูกชาวบ้านเขาว่าอีก เฮ้อ………”

“ข้าวเน่าหมายความว่าอย่างไร เหมือนผลไม้เน่า เนื้อเน่ามั๊ย ถ้าลักษณาการของการเน่าใกล้เคียงกัน มันมองไม่เห็นด้วยตาเลยหรือว่าเน่า ถ้าเห็นแล้วคนหุง หุงได้อย่างไร คนกินก็ดันกินโดยไม่รู้เลยหรือว่าเป็นข้าวเน่า”

“ต่อไปคงมีฉายา คิงส์ข้าวเน่า อ่ะนะ”