ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – คลิปเสียง”ยุทธศักดิ์ – ทักษิณ ” วางแผนกลับประเทศ และ ยามก๊อต เทพบุตร ม.เชียงใหม่

เสียงการสนทนาของ พล.อ.ยุทธศักดิ์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการวางแผนกลับประเทศ

คลิปที่เครื่องเล่น G-Max REVERSE BUNGY สลิงขาด

ยามก๊อต เทพบุตร ม.เชียงใหม่

ภาพหลุด นายตำรวจ นะยะ

นายเนติวิทย์ เลขาธิการสมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย แสดงความเห็นการศึกษาไทย “อัปรีย์ไป จัญไรมา”

อ่านรายละเอียด…

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 7–13 กรกฎาคม 2556

เรื่องแรก ในสัปดาห์นี้ มีคลิปหลุดของคนดังฝั่งการเมือง หลุดออกมาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อมีคลิปเสียงที่ถูกโพสต์ในเว็บไซต์ยูทูบ โดยใช้ชื่อว่า “เสียงการสนทนาของ พล.อ.ยุทธศักดิ์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการวางแผนกลับประเทศ”

โดยที่พอจะสรุปได้ว่า เป็นการสนทนาของนักการเมือง 2 คน ซึ่งมีการคาดเดาว่าเสียงในคลิปเป็นเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีหัวข้อการสนทนา เป็นการวางแผนพา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทย รวมทั้งเรื่องการโยกย้ายนายทหาร ทั้งนี้ หลังจากคลิปเสียงหลุดออกมา ผู้สื่อข่าวได้มีการสอบถาม พล.อ.ยุทธศักดิ์ แต่ก็ได้คำตอบเพียงว่า ได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว

ที่มาภาพ : http://news.sanook.com1196502
ที่มาภาพ: http://news.sanook.com1196502

แต่อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มักจะมีความเคลื่อนไหวเรื่องข่าวทางการเมือง อยู่บนหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวอยู่ตลอดเวลา ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว ที่เป็นการยอมรับว่า คลิปเสียงดังกล่าว เป็นคลิปของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้เป็นพ่อจริง แต่ไม่แน่ใจว่ามีการตัดต่อหรือไม่ อย่างไร มีข้อความที่นายพานทองแท้โพสต์ไว้ดังนี้

“คลิปเสียงเหรอ?? ผมเกิดมาเป็นลูกพ่อ 30 กว่าปี ผมมั่นใจว่าใช่เสียงคุณพ่อผมแน่นอนครับ!!

และหากลองไปถามคนที่ได้ฟังคลิปเสียง “สั่งการสลายการชุมนุม” ดู ผมก็เชื่อว่าแทบจะทุกคนต้องบอกว่า ใช่เสียงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แน่นอนเช่นกัน

ส่วนเนื้อหาสาระที่พูดกันในทั้ง2กรณีนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ว่า มีการตัดต่อเพื่อบิดเบือนสิ่งที่ผู้พูดต้องการจะสื่อสารหรือไม่ เพราะผมได้ลองแย๊บๆ ถามแล้ว พ่อบอกว่าบางเรื่องก็มีการพูดกันจริง แต่บางเรื่องท่านก็ไม่ยืนยัน และบางตอนท่านก็บอกว่ามีคำพูดมากกว่านั้น แต่ผมลองเปิดคลิปฟังซ้ำดู น่าจะถูกตัดออกไปก่อนที่จะถูกนำมาเผยแพร่

คุณพ่อผมยังไม่ได้ฟังคลิปเสียงครับ ท่านบอกยังไม่มีเวลาฟัง และบอกชีวิตนี้ถูกหาเรื่องมาเยอะจนชินแล้ว ท่านจึงไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่ผมอยากรู้ครับ เพราะเมื่อฟังจากคลิปแล้ว เสียงพ่อเบากว่าเสียงคู่สนทนา แสดงว่าอุปกรณ์ที่ใช้อัดเสียงอยู่ไกลตัวพ่อ แต่จะเป็นการจงใจอัดแล้วไปตัดต่อ หรือว่าโทรศัพท์ของคู่สนทนาหรือผู้ติดตาม ถูกแฮ็กเพื่อดูดเสียงรอบตัว เป็นเรื่องที่ต้องสืบกันต่อไป

วันพรุ่งนี้ผมจะบินไปหาพ่อที่ปักกิ่งครับ จะเอาคลิปไปเปิดให้พ่อฟังเอง เพราะอยากรู้เป็นการส่วนตัวว่า เกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้อย่างไร และเนื้อหาที่พูดคุยกันนั้นมีข้อเท็จจริงอย่างไรบ้าง อะไรที่พอจะอัพเดทกันได้ก็จะนำมาโพสต์ไว้ที่นี่ครับ

แต่อย่างที่ทราบกันว่า ทางการจีนเขาบล็อคไม่ให้ใช้เฟสบุ๊ค ดังที่ทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เคยแถลงไว้ว่าน่าที่จะห้ามใช้ในเมืองไทยบ้าง

ถ้าโพสต์ไม่ได้จริงๆ อีก 2-3 วันเจอกันครับ”

อย่างไรก็ตาม ประชาชนต่างแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมทั้งต่อข้อความแสดงความคิดเห็นของนายพานทองแท้ ที่โพสต์ลงเฟซบุ๊กกันอย่างมากมาย

“คำถามที่น่าจะถามเป็นอย่างแรก… ทำไมถึงต้องคุยกัน??? มีวาระสำคัญอะไร???… นโยบายทำไมถึงไม่คุยกับผู้บังคับบัญชา (นายกปู)”

“มีข้อสงสัยว่า 1.บอกว่าพ่อยังไม่ได้ฟังคลิปเสียงแต่ในข้อความว่า พ่อบอกว่า บางเรื่องก็มีพูดกันจริง แต่บางท่านก็เรื่องก็ไม่ยืนยัน และบางตอนก็มีคำพูดมากกว่านั้น ถ้ายังไม่ได้ฟังทำไมตอบคำถามนี่ได้แบบนี้ 2.การพูดถึงแม้จะถูกตัดต่อจริง ผู้ที่เป็นถึง รมช. กระทรวงกราโหม ไม่สมควรเอางานหรือเรื่องในราชการที่เป็นความมั่นคงไปปรึกษานักโทษหนีคดีนะครับ”

“เสียงอภิสิทธิ์จริง แต่เอาไปตรวสอบ แล้วคือตัดต่อ 100% แต่เสียงทักษิณ กับบิ๊กอ๊อด ตัวจริงเสียงจริงไม่มีการตัดต่อ”

“ใครจะบ้าบอกว่าจริงล่ะครับ ถึงตัดต่อเสียงยังไง ก็ไม่สำคัญหรอกนะ ประเด็นอยู่ที่ ประโยคที่พ่อคุณพูดกะ รมต และเนื้อหาที่พูดต่างหากครับ”

“ตัดหรือไม่ตัด วิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้อยู่แล้ว ส่วนของคุณอภิสิทธิ์ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วเหมือนกัน มันถูกนำเสียงมาจากหลายที่ ลบเสียงสภาวะแวดล้อมเสียงออก กราฟเสียงก็ยังมีความถี่ รวมทั้งแอมป์พิจูดเสียงที่ไม่เท่ากันหลายจุดมาก เกือบๆ100จุด เพราะมันมาจากหลายแหล่งสียงนั้นเอง แต่ส่วนของคุณทักษิณ โอกาศตัดต่อมันก็มี แต่เป็นไปได้ยากเพราะพูดสองคน และบทสนทนาก็เป็นการถามตอบ พูดคุยสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันทั้งสองคน”

เรื่องที่สอง มีคลิปที่สร้างความหวาดเสียวให้ผู้ชอบความตื่นเต้น อกสั่นขวัญแขวน เมื่อมีคลิปที่เครื่องเล่น G-Max REVERSE BUNGY (จีแม็ก รีเวิร์ส บันจี้) ภายในซานโตนินีพาร์ค อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เกิดอุบัติเหตุสายสลิงขาด และกระเด้งลงมากระแทกกับบริเวณพื้นเครื่องเล่น ทำให้ 1 ในนักท่องเที่ยวที่นั่งริมสุดเกิดอาการตกใจ และเสียขวัญ ซึ่งทางบริษัท ธีม พลาซ่า ดีวีลอปเม้นท์ ก็ได้นำตัวส่งไปตรวจสภาพร่างกายอย่างละเอียด ที่โรงพยาบาลเมืองเพชร-ธนบุรี เนื่องจากผู้บาดเจ็บมีอาการตกใจ โดยทางบริษัทได้ชดใช้และรับผิดชอบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อย

ที่มาภาพ : http://pantip.comtopic30695233
ที่มาภาพ: http://pantip.comtopic30695233

แต่อย่างไรก็ตาม ชาวออนไลน์ต่างให้ความสนใจกับคลิป และเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น เพราะเป็นเช่นดังอุทาหรณ์ ในการระมัดระวังความปลอดภัย ของผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเครื่องเล่นที่หวาดเสียว นานาประเภท

“ในเฟส แชร์กันอุตลุดเลยค่ะ อันตรายมากเลย ดีนะที่ขาดเสียก่อนจะดีดขึ้นไป”

“แรงดีดตอนหลุด อันตราย ถ้าไปดีดโดนคน ตรงจุดอ่อนเข้าถึงตายได้ ในนิวยอร์คมีเล่นที่ตรงชายหาด Coney Island ช่วงปิดเทศกาลแขวนตากลมตากฝน ตากหิมะ แบบนั้น น่ากลัวว่ามันจะต้องมีความเสื่อมบ้างล่ะ”

“แค่เห็นที่มันดีดก็น่าจะหนักอยู่ ขอให้ไม่มีใครเป็นอะไรน่ะค่ะ พอเลย ถ้าไปน่ะ ถ่ายรูปเท่านั้น เครื่องเล่นไม่ได้แอ้มชั้นแน่”

“คงใช้คำว่าตกไม่ได้ เพราะภาพในคลิปเครื่องยังไม่ดีดคนนั่งขึ้น กำลังอยู่ระหว่างดึงสายยึดเพื่อจะดีดขึ้น แต่สายกลับขาดหลุดมาหนึ่งข้าง ถ้าขาดจังหวะปล่อย 3 คน ที่นั่งคงไม่รอด”

“เคยเล่นที่เขาใหญ่ค่ะ เค้าให้เซ็นชื่อก่อน ตอนเซ็นก็ลืมถาม สนุกดีเสียวๆอยากเล่นอีก แต่ตอนนี้มีลูกแล้วขอเปลี่ยนไปเล่นม้าหมุนที่สวนสยามพอคะ”

“ไปซานโตรินี่ค่อนข้างบ่อย เพราะบ้านอยู่แถวนี้ ดีว่าลูกยังเล็ก เครื่องเล่นพวกนี้เล่นไม่ได้ แต่แค่มองคนอื่นเล่นก็หวาดเสียวแล้ว โชคดีนะคะที่มันมาขาดตอนก่อนจะดีดขึ้นไป ถ้าขึ้นไปแล้ว ไม่อยากจะนึกภาพเลย น่ากลัวจัง”

เรื่องที่สาม รอบสัปดาห์นี้ ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กคงได้เห็นตาของหนุ่ม “ก๊อต” ที่ใครหลายคนคงยกให้เป็น เทพบุตร ม.เชียงใหม่ ไปแล้ว บางคนคงสงสัยว่า หนุ่มคนนี้เขามีอะไรดี ชาวออนไลน์ถึงให้ความสนใจกันมาก อันที่จริงเขาก็คือเด็กหนุ่มจากทางเหนือ ที่หน้าตาดูธรรมดาถ้าเทียบกับเด็กในเมืองกรุง หรือเด็กที่เดินตามสยาม แต่เพราะอาชีพที่หนุ่มก๊อตทำคือ “พนักงานรักษาความปลอดภัย” ทำให้เป็น “คุณ รปภ.” หน้าตาดี

โดยหนุ่ม “ก๊อต” มีชื่อจริงว่า จักรพันธ์ นุพอ อายุ 20 ปี เป็นคนอำเภอเชียงดาว ปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยระหว่าง 1 ทุ่ม ถึง 7 โมงเช้า ของทุกวัน ที่บริเวณประตูคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฝั่งถนนห้วยแก้ว ใกล้ทางขึ้นดอยสุเทพ

ก็อต CMU Cute ยาม ที่มาภาพ : https://www.facebook.comcmucuteyam
ก๊อต CMU Cute ยาม ที่มาภาพ: https://www.facebook.comcmucuteyam

ทั้งนี้ ความฮอตของหน่มก๊อตกลายเป็นประเด็นที่ใครต่อใครให้ความสนใจถึงขนาดมีแฟนคลับ และมีการสร้างแฟนเพจเฟซบุ๊กให้ โดยใช้ชื่อเพจว่า “CMU Cute ยาม” ตามติดชีวิตยาม มช. https://www.facebook.com/cmucuteyam โดยในเพจ นักศึกษาชาว มช. หรือเด็กเชียงใหม่ที่ผ่านไปมา จะมีการขอถ่ายภาพกับยามหล่อ และนำมาโพสต์พูดคุยกันจำนวนมาก

และล่าสุด ยามก๊อตอาจทำให้ใครหลายๆ คนอิจฉาในความดังชั่วข้ามคืน เมื่อสื่อให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งมีการเชิญไปออกรายการ โดยประเดิมงานแรกด้วยรายการคนดังนั่งเคลียร์ ที่มีอาจารย์ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ พิธีกรฝีปากกล้า ทำหน้าที่ดำเนินรายการ ทั้งยังมีผู้จัดการส่วนตัวที่เข้ามาคอยดูแลคิวงาน ทั้งการออกรายการโทรทัศน์ และอีเวนท์ต่างๆ ซึ่งหลายคนก็มองว่าเป็นการฉวยโอกาส และเกาะกระแสความดัง รวมทั้งประเด็นที่ยามก๊อตพูดไทยไม่ชัดเพราะว่าเป็นชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอ

“เอ่อ…………… คนไทยเป็นอะไรกันไปแล้ว น้องเขาหน้าตาบ้านๆ มากอ่ะ แบบนี้ถ้าเราไปเป็นยาม , ขับแท็คซี่ หรือขับวินมอร์ไซด์ บ้าง คงได้เล่นหนังคู่พี่โดมซักวัน”

“กระแสดังไม่นานหรอก เดี๋ยวก็เงียบ คนไทยขี้เห่อ”

“หล่อ ไม่หล่อไม่สำคัญ ขอให้เป็นคนดีในสังคม ประกอบอาชีพสุจริตก็พอ แต่ที่น้องก๊อตดังอาจเป็นเพราะหน้าตาดีกว่าคนที่มีอาชีพเดียวกัน คืออาชีพยามเท่านันเอง งัยก็ขอให้น้องตั้งใจทำงาน เป็นคนดีของสังคมนะค่ะ”

“มันอยู่ที่ดวง ดวงใครดวงมันอยู่ดีดีก็มา ว่ากันไม่ได้เด้อ”

“เราคิดว่าหน้าตาเค้าก็ธรรมดานะ ดูผิวเผินก็ดูดี แต่ช่วงปากกับคางดูไม่ค่อยสวย เลยทำให้เวลาพูดฟังดูแปลก ๆ ถ้าเทียบกับอาชีพ รปภ.แล้วก็อาจจะหล่อกว่าคนในอาชีพเดียวกัน ก็เลยทำให้คนที่เห็นแล้วสะดุดตาว่าหล่อเกินกว่าจะเป็นรปภ.มั้ง เลยดังชั่วข้ามคืน”

“ในฐานะที่เห็นน้องก็อตอยู่ในมช.มาตลอดก่อนจะดัง ขอบอกมุมมองของผมนะ น้องเค้าเป็นรปภ.ร่วมเดือน ไม่เคยเป็นข่าวเลย ยืนแลกบัตร รับบัตร เมื่อยก็นั่งผลัดกันกับเพื่อนยาม แต่พอมีแกงค์นึงไปขอถ่ายภาพ ไปขอถ่ายคลิปแล้วแชร์ กลายเป็นกระแสชื่นชมชื่นชอบในความหล่อ แต่ตัวผมมอง น้องเค้าบุคลิกน่ารักดีตามประสาเด้กวัยรุ่น17-18 หน้าตาโอเคไม่ถึงกับมีออล่าหรอก แต่ก้อตเป็นคนที่ถ่ายรูปขึ้น จริงๆ ยิ่งถ่ายภาพนิ่งก้เลยดูหล่อ แต่วันนี้ผมเห็นน้องเค้าสัมภาษณ์ชีวิต เพิ่งรู้ว่าน่าสงสารนะ โดยส่วนตัว หากโอกาสในชีวิตมีจริงเค้าได้ไปไกลกว่าการเป็นรปภ.พี่ขอเอาใจช่วย ที่น้องจะมีรายได้จากการพรีเซ็นท์ต่างๆ เพราะมันจะเป็นเงินเก็บเงินก้อนของน้องเลย แต่หากกระแสซาไป แล้วน้องยังเป็นยาม ก็ขอให้รู้ว่า ”สัจธรรมมันมีจริง” มีเกิด มีดับ หรือจะเกิดหรือจะดับ สลับกันไป ให้รู้ว่า ชีวิตน้อง ก็คือ รปภ.ที่น่าเห็นใจ เป็นกระแสโดยไม่รู้ตัว แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นหุ่น รึตัวละครใดบนโลกออนไลน์ หรือโลกสังคมจริงต่อไป”

เรื่องที่สี่ ถูกแชร์ไปทั่วอินเทอร์เน็ต กับภาพที่มีนายตำรวจหนุ่มนายหนึ่งซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ สภ.ศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส โพสต์ภาพของตัวเอง ลงในเฟซบุ๊คส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า ชื่อ “natchaichalerm wongyai” ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นภาพที่นายตำรวจหนุ่ม นายหนึ่งในชุดตำรวจสีกากี พร้อมกับเพื่อนอีก 3 นายในเครื่องแบบสีขาว และตนเองก็ได้มีการแสดงท่าทางเฉกเช่นสาวประเภทสอง ซึ่งก็คงไม่ผิดอะไรมาก ถ้าตำรวจนายนั้นไม่ได้สวมเครื่องแบบตำรวจ ซึ่งควรมีมาดที่นิ่ง และสุขุม

ส่งผลให้สังคมออนไลน์ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก จนเฟซบุ๊กดังกล่าวปิดตัวไป และผู้ที่อยู่ในภาพก็ได้ออกมายอมรับว่าเป็นตัวเองจริง ได้แก่ ร.ต.ท.ณัฐชัยเฉลิม วงศ์ใหญ่ หรือหมวดบี พร้อมทั้งยังบอกว่าภาพดังกล่าว ตนถ่ายขึ้นเมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมา แต่ภาพถูกแชร์ต่อกันเมื่อช่วงต้นเดือน และทางผู้ใหญ่มีการโทรมาสอบถาม จนตนเองต้องปิดเฟซบุ๊กไป

อย่างไรก็ตาม ตามรายงานข่าวมีการรายงานการสัมภาษณ์ พ.ต.อ.พยงค์ สานุกูล ผกก.สภ.ศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส ที่ออกมายืนยันว่า หมวดบียังปฏิบัติหน้ที่อยู่ที่ สภ.ศรีสาคร และสำหรับกรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ มองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่มีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด

“เรารู้จักตำรวจ คนนี้ตั้งแต่เป็นนักเรียนตำรวจนะคะ เป็นแสดงออก อย่างนี้มาตลอด แต่ก็เป็นคนนิสัยดี ทำกิจกรรมเป็นประโยชน์กับสังคม เป็นตัวแทนโรงเรียน มาประกวดแผนพัฒนาสังคมเป็นตัวแทนโรงเรียนมาแล้ว”

“ก็ไม่แปลกคะคนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะเป็นจะทำในสิ่งที่ถูกที่ควรได้คะ”

“สาวประเภทสองนี่แทรกซึมเข้าทุกวงการจริงๆ พระก็มี ทหารก็มี คราวนี้มาตำรวจ ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นเพศที่สาม ก็ไม่ควรเข้าไปทำให้สถาบันที่ไม่เหมาะกับตนเองเขาเสียหาย แค่อยู่ทิฟฟานีก็มากพอแล้วนะ”

“ภาพพวกนี้เป้นภาพสมัยนักเรียน ซึ่งเป็นการถ่ายของรุ่นพี่รุ่นน้องเล่นๆ ส่วนการที่เขาจะเกิดในชาติตระกูลใด มีนามสกลุใหญ่แค่ไหน ผมขอยืนยันว่า ณ จุดนี้ที่เขาผ่านมาได้ไม่ได้เกี่ยวกับเส้นสายแน่นอน การได้ยศ เขาก็เป็น นรต.คนนึงที่ผ่านกระบวนการฝึกอบรมมาตามระเบียบ แต่อย่างว่าสมัยนี้ คนหวังร้าย คนคิดร้ายเยอะ ผิดพลาดนิดหน่อยก็เอามาเป็นประเด็น แต่ว่านั่นมันเฟซบุค เป็นพื้นที่ส่วนตัว เขาไม่ได้ถ่ายแล้วเอาไปแชร์ให้ใครได้เห็น และคนที่เห้นก็คงมีแต่เพื่อน พี่ น้อง การที่ภาพหลุดออกมาแบบนี้ ผมว่าเกิดจากผู้ไม่หวังดี ต้องการทำให้หมวดบีเสียหายครับ”

“ถ้าเขาทำงานปกติไม่รังแกประชาชน ผมว่ามันก็ยังดีกว่า ตำรวจในเครื่องแบบเท่ๆแต่ทำตัวให้น่ารังเกียจ รังแกประชาชน”

“แต่มันก็ต้องมีขอบเขตการวางตัวบ้าง ไม่ใช่เป็นเฟซบุ๊คส่วนตัว แล้วจะเอาเครื่องแบบไปโพสท่าพิสดารเพื่อให้ประชาชนเขาเห็นพฤติกรรมเบี่ยงเบน ความน่าเชื่อถือและภาพพจน์ตำรวจก็เสียหาย”

เรื่องที่ห้า เป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการศึกษาของไทยที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก เมื่อนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ และมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการสมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงระบบการศึกษาของไทยว่า เน้นการปลูกฝังความเป็นไทยผ่านเนื้อหาบทเรียนที่ล้าหลัง ทำให้นักเรียนเกิดความเชื่อที่ผิดๆ โดยอาศัยชื่อความเป็นไทยมาทำให้นักเรียนยกย่องเทิดทูนระบบโซตัส จนผู้น้อยไม่สามารถขัดแย้งใดๆ ได้เลย

นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล  ที่มาภาพ http://www.kruthai.infoview.phparticle_id=5338
นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ที่มาภาพ: http://www.kruthai.infoview.phparticle_id=5338

ทั้งยังมีการนำบทความเรื่อง “อภิวัฒน์ระบบการศึกษา เพื่อพ้นจากการศึกษา แบบ “อัปรีย์ไป จัญไรมา” (๑)” ที่ตนเองได้เคยเขียนไว้ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2555 ในเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า “Netiwit Ntw” กลับมาแชร์อีกครั้ง เหมือนเป็นการตอกย้ำความคิดเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยของตนเอง

ทั้งยังยกบทความเรื่อง “Education in Thai: A Terrible Failure” หรือ “การศึกษาไทย: ความล้มเหลวอย่างน่าบัดซบ” ที่เขียนขึ้นโดย Cassandra James ซึ่งเป็นอาจารย์ชาวต่างชาติที่เคยสอนในประเทศไทย มาให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งมีเนื้อหาจากการที่อาจารย์ Cassandra James วิเคราะห์ระบบการศึกษาไทยว่ามีความเลวร้ายอย่างมาก ทั้งครูไร้ประสิทธิภาพ ได้รับค่าจ้างอยู่ในขั้นต่ำ นักเรียนไม่มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ระบบราชการไทยเป็นแบบเจ้าขุนมูลนาย รัฐมนตรีกระทรวงการศึกษาไทยบริหารจัดการไม่เป็น ส่งผลให้ระบบการศึกษาไทยเป็นระบบการศึกษาที่แย่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยที่นายเนติวิทย์ ได้แสดงความเห็นเสริมเข้าไปว่า สิ่งที่อาจารย์ Cassandra James เขียนแสดงให้เห็นว่า การศึกษาไทยไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยก็ยังเหมือนเดิม ก็เป็นลักษณะ “อัปรีย์ไป จัญไรมา” พร้อมตั้งคำถามกลับมาว่า ครูไทยได้สอนการคิดเชิงวิพากษ์ให้แก่เด็กหรือไม่ และสอนเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากการใช้หัวสมองคิดคำนวณโดยไม่โยงไปหาหัวใจเลยหรือ และยังทิ้งท้ายไว้ว่า อยากให้ทุกฝ่ายร่วมกันทบทวนถึงระบบการศึกษาไทย ให้ชัดเจนและท่องแท้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนา

อย่างไรก็ตาม การแสดงความคิดเห็นของนายเนติวิทย์ มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาจเพราะถ้อยคำ ที่ดูรุนแรงเกินไป และขัดกับสิ่งที่เป็นมาแต่นานนม จึงทำให้เรื่องนี้ เป็นกระแสพูดถึงในขณะนี้

“เห็นด้วยทุกประเด็น แต่คำพูดรุนแรงไป หรือน้องอาจเอาตัวเองวิ่งชนกำแพงเพื่อให้คนสนใจ เพราะพูดธรรมดาอาจไม่ได้ยิน”

“เป็นความคิดเห็นของเด็กคนหนึ่ง ที่อยากได้สิทธิและเสรีภาพ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการทุกประเภทล้วนแต่มีเครื่องแบบเป็นของตนเอง พนักงานบริษัทก็มีเครื่องแบบตามที่บริษัทกำหนด พระสงฆ์ก็มีเครื่องนุ่งห่มเป็นสัญญลักษณ์ ถ้าจะให้นักเรียนไม่ต้องมีเครื่องแบบ แล้วจะดูเอกลักษณ์ของนักเรียนได้จากอะไร เด็กคนนี้น่าจะมีความบกพร่องทางสังคม จึงคิดอะไรที่ขวางโลกไปหมด คนทุกคนล้วนเป็นสัตว์สังคมทั้งสิ้น เพียงเป็นสัตว์สังคมที่มีคิดความอ่านที่ประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉาน ถ้าอยากได้สิทธิเสรีภาพตามอำเภอใจ ไม่ต้องการปฏิบัติตนตามวิถีไทยแต่ต้องการอยู่ในประเทศไทยเหมือนคนไทยทั่วไป ก็ไม่ควรกวนน้ำให้ขุ่น”

“ครู คือ พ่อแม่คนที่สอง ฉนั้น การหมอบกราบในวันไหว้ครูถือว่า เป็นการกราบขอพร และแสดงให้เห็นว่า เราเป็นศิษย์มีครู ไม่ใช่ สิงสาราสัตว์ คนที่คิดแบบนี้ต่างหาก คือสิงสาราสัตว์”

“บางคนได้ดีเพราะรอยไม้เรียว ขาสั้น คอซอง อาศัยข้าววัดจากหลวงตา สร้างวินัยตั้งแต่ยังเด็กซึ่งยังดัดได้ แก่แล้วจะดัดยาก คิดได้ก็สายเกินแก้ อย่าคิดถึงกลุ่มคนที่มีความพร้อม(ส่วนน้อย)อย่างเดียว กลับบ้านมีข้าวให้กินพร้อมกับข้าว ที่นอนนุ่มๆ เรียกร้องจนเกินเลย ตัวอย่างโครงการหักไม้เรียวทำให้นักเรียนดื้อขึ้น เรียนไม่จบ ออกกลางคัน (มากแถวชนบท) ต้องดูการศึกษาของญี่ปุ่นสร้างวินัยตนเองสูงมาก ทั้งการดูแลตัวเอง ครูสร้างกิจกรรมที่อดทน มีภูมิต้านทาน”

“ถ้าสิ่งที่เค้าต่อสู้ได้ทำประโยชน์ต่อประเทศชาติสนับสนุนครับ แต่เราต้องเพิ่มทางเลือกให้คนที่รักชาติ ศาสนา มหากษัตริย์”

“เป็นธรรมดาของวัยนี้นะครับ เมื่อเขาออกตัวมาแนวนี้ และได้พื้นที่สื่อในการแสดงออกเขาย่อมพร้อมที่จะพรั่งพรูความคิดออกมาเต็มที่ โดยไม่ได้คิดให้รอบด้านเสียก่อน เมื่อเวลาผ่านไปความคิดของเขาคงจะลุ่มลึกและรอบด้าน มากกว่าการแสดงออก เพื่อขอสิทธิ ที่ปราศจากหน้าที่ และความรับผิดชอบบนพื้นที่สื่อที่ได้รับ อย่างฉาบฉวยไปวัน ๆ”