สินบนสะอาด

7 กรกฎาคม 2013

หางกระดิกหมา

เมื่อวันก่อนได้ฟังเรื่องหนึ่งจากเพื่อนตำรวจ ซึ่งทำให้หูตาสว่างขึ้นเยอะทีเดียว

เพื่อนคนนี้เพิ่งมีผลงานสำคัญ จับยาบ้าได้ล็อตใหญ่ มูลค่าเป็นพันล้าน จึงคาดว่ากำลังจะได้รับการเลื่อนยศให้เป็นพลตำรวจโทในเร็ววัน ผมเองก็เป็นพวกคนไทยนิสัยไม่ดี เห็นตำรวจทำดีแทนที่จะนึกชื่นชม กลับนึกไปในทางอกุศลว่าขึ้นชื่อว่าตำรวจ ถึงจะทำดีเรื่องหนึ่ง เดี๋ยวก็คงไปกินจากอีกเรื่องเข้าจนได้ จึงได้ปากไวถามเพื่อนไปว่า “ถามจริงๆ เถอะ ที่ลื้อเจริญก้าวหน้ามาทุกวันนี้ เคยไปไถเงิน ตบเงิน มาจากชาวบ้านบ้างหรือเปล่า”

ปรากฏว่าเพื่อนผมก็คนจริงเหมือนกัน ตอบกลับมาหน้าตาเฉยว่า “เอ้า! ตำแหน่งอั๊วมันไม่ใช่ถูกๆ นะโว้ย ถ้าใช้แต่เงินเดือน ไม่หารายได้เสริมบ้าง จะเอาที่ไหนไปซื้อตำแหน่ง แต่อั๊วรับเฉพาะ ‘เงินสะอาด’ นะ”

ด้วยความที่เกิดมาผมก็เพิ่งเคยได้ยินว่าการเรียกสินบาทคาดสินบนนี่มันยังมีแยกเป็นเงินสะอาด เงินสกปรกได้อีก ยังงงๆ อยู่ จึงได้ขอให้เพื่อนช่วยขยายความต่อ เพื่อนก็เลยบอกว่า ที่ว่าเงินสะอาดนี้ก็คือ เงินที่เรียกเอาจากพวกที่เปิดบ่อน พวกที่เปิดซ่อง หรือพวกที่เปิดผับเกินเวลานั่นเอง ผมฟังแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดีว่ามันจะมีอะไรสะอาดเกี่ยวกับบ่อน ซ่อง หรือผับได้บ้าง เพื่อนจึงว่า

มันจะไม่สะอาดได้อย่างไร ก็เงินที่อั๊วเรียกนี่ ทุกคนเขาเต็มใจจ่ายให้หมด จ่ายแล้วทุกคนมีความสุข ไม่ว่าเจ้าของบ่อน เจ้าของซ่อง เด็กขายบริการหรือผู้มาใช้บริการ เพราะจ่ายแล้วทุกคนก็ได้ทำสิ่งที่อยากทำ แล้วสิ่งที่ทุกคนอยากทำก็ไม่ใช่ว่าจะเดือดร้อนอะไรใคร เป็นแค่การทำสิ่งที่กฎหมายห้ามเท่านั้น ถ้าอั๊วไปรับเงินจากโจรหรืออาชญากรซึ่งมีคนต้องเดือดร้อนก็ว่าไปอีกเรื่อง นั่นละถึงจะเป็นเงินสกปรก”

ผมฟังแค่นี้ก็รู้สึกได้เปิดโลกทัศน์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ไม่เท่านั้น เพื่อนผมยังบอกอีกว่า “แล้วอีกอย่าง ที่อั๊วซื้อตำแหน่งนี่ก็ไม่ใช่ว่าจะอยากดีอยากเด่นอะไร แต่ซื้อก็เพื่อจะได้มีตำแหน่งที่ใหญ่พอจะทำประโยชน์ใหญ่ๆ ให้กับประเทศได้ อย่างที่จับยาบ้านี่ไง ถ้าอั๊วยังเป็นดาบตำรวจเขียนใบสั่งอยู่ตามสี่แยก อั๊วจะมาจับยาบ้าล็อตใหญ่อย่างนี้ได้เหรอ” ซึ่งถึงตอนนี้ต้องเรียกว่าผมหวิดๆ จะบรรลุธรรมทีเดียว เพราะนี่ทำให้ผมคิดได้ว่า เออหนอ ที่เรามักพูดมักรณรงค์กันให้คนไม่โกงไม่ทุจริตนั้น เอาเข้าจริงมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสุดท้าย คำว่า “โกง” คำว่า “ทุจริต” นั้น ก็พอกันกับคำว่า “ศีลธรรม” คือแต่ละคนเขาก็มองไปได้ต่างๆ กัน และดูเหมือนก็ต่างจะมีเหตุผลสนับสนุนมุมมองของตัวเองได้ทั้งนั้น

เช่น ใครไปถามนักการเมืองว่า ทำไมถึงต้องคอร์รัปชัน เขาอาจจะอธิบายว่า คอร์รัปชันก็เพื่อจะหาเงินมาเลี้ยงหัวคะแนนหรือซื้อเสียง แล้วถ้าถามว่าธุระอะไรต้องไปเลี้ยงหัวคะแนนหรือซื้อเสียง เขาก็อาจจะตอบได้อีกว่า ก็เพื่อจะได้เล่นการเมือง และถึงที่สุด หากถามต่อว่าทำไมต้องเล่นการเมือง เขาก็คงตอบมาคล้ายๆ กับเพื่อนตำรวจของผมนี่แหละว่า ก็เพื่อหาโอกาสมาพัฒนาประเทศ ใครจะทำไม?

แน่นอน คำตอบอย่างนี้อาจฟังไม่ขึ้นสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือมันฟังขึ้นสำหรับเจ้าตัวหรือเปล่า เพราะถ้ามันฟังขึ้นสำหรับเจ้าตัว ก็แปลว่านักการเมืองที่ว่าจะยังคง “โกง” หรือ “ทุจริต” ต่อไปได้โดยไม่เดือดร้อน เพราะสำหรับเขาพฤติกรรมเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องโกงหรือเรื่องทุจริตเลย เป็นเพียงสิ่งที่ต้องยอมทำเพื่อให้ได้โอกาสเข้ามาพัฒนาประเทศเท่านั้น

ผมจึงสนับสนุนแนวคิดที่ว่า ในการปราบคอร์รัปชันนั้น บางทีเราอาจจะต้องเพลาๆ กับการรณรงค์โดยอาศัยสิ่งที่ฟังดูดี แต่จับต้องไม่ได้ อย่างคำว่าดี-ชั่ว ถูก-ผิด หรือแม้กระทั่งศีลธรรมคุณธรรมเสียบ้าง เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ทุกคนอาจจะจำกัดความไม่เหมือนกัน และไปๆ มาๆ คนที่คอร์รัปชันก็อาจอาศัยสิ่งเหล่านั้นเองนั่นแหละเป็นข้ออ้างกับตัวเองได้ (เช่น ถ้าเขาคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำเรื่องที่ผิดศีลธรรมตามคำจำกัดความของตัวเองแล้ว เขาก็อาจจะไม่เลิกพฤติกรรมคอร์รัปชัน) จนสุดท้ายคำเหล่านั้นก็จะหมดความหมาย และกลายเป็นแค่คีย์เวิร์ดขลังๆ ที่ใครๆ ก็แอบอ้างได้เท่านั้น

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรายอมรับไปเลยว่ามนุษย์ย่อมมีปกติเห็นแก่ตัว ไม่ได้ศีลธรรมสูงส่งอะไร แต่แล้วก็หาทางสร้างกลไกให้ความเห็นแก่ตัวของคนคนหนึ่งไม่ไปทำร้ายสังคม หรือแม้กระทั่งเป็นประโยชน์ต่อสังคม ทำนองเดียวกับการออกแบบนโยบายทางเศรษฐศาสตร์แล้วล่ะก็ การสู้กับคอร์รัปชันก็จะไม่ใช่เพียงเรื่องของอุดมคติหรือปรัชญาอันล่องลอยอีกต่อไป แต่จะเป็นเรื่องของการจัดการระบบความสัมพันธ์ที่มีเหตุมีผล ที่มนุษย์เราสามารถกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการได้ด้วยการสร้างปัจจัยที่ถูกต้อง ไม่ต่างอะไรกับการจัดการเงินเฟ้อ หรือการจัดการระบบเศรษฐกิจแต่อย่างใดเลย

อ้อ ก่อนจบ เรื่องเพื่อนตำรวจของผมยังมีต่ออยู่นิดหนึ่ง คือพอรู้ว่าเพื่อนผมจ่ายเงินซื้อตำแหน่งเพื่อสร้างโอกาสทำดี ผมก็เลยถามว่าแล้วทำไมไม่ซื้อตำแหน่ง ผบ.ตร. จะได้ประกอบกรรมดีให้มันยิ่งใหญ่เอิกเกริกไปเลย เพื่อนมันสั่นหัวแล้วตอบกลับมาเสียงแห้งว่า

“สู้ไม่ไหวว่ะ ตำแหน่งนั้น มันโคตรแพงเลย”

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “โกงกินสิ้นชาติ” โดยหางกระดิกหมา ฉบับวันที่ 25 พฤษภาคม 2556