“หมอวรงค์” ปอกเปลือกจำนำข้าว ยื่น ป.ป.ช. สอบยกเข่งไม่เว้น ขรก.ประจำ

4 มิถุนายน 2013

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์

เปิดสภาว่าด้วยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 ได้ผ่านการลงมติในวาระที่ 1 เป็นที่เรียบร้อย

จากนี้ไปจะเข้าสู่กระบวนการ “ปรับลด-เพิ่ม” ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับดังกล่าว ก่อนที่จะมีการพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ในวันที่ 14-15 สิงหาคมนี้

ทั้งนี้ การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ปรากฏกลิ่นอายการอภิปรายไม่ไว้วางใจเล็กน้อย เพราะการอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์เน้นถึง “ปมปัญหา” ในการบริหารราชการแผ่นดินรัฐบาลของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งบประมาณในนโยบายที่เป็นเสมือน “จุดขาย” ของพรรคเพื่อไทย

แต่ทว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล กลายเป็น “จุดตาย” ของรัฐบาลที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนออย่างต่อเนื่อง จากความผิดปกติในการขายข้าวแบบจีทูจี นำมาสู่ขบวนการว่าใครอยู่เบื้องหลังการทุจริตในโครงการนี้

ตัวละครตัวใหม่ถูกเปิดเผยโดย “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โดยตั้งข้อสังเกตว่า “หมอโด่ง” หรือ “พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ” เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นหนึ่งคนสำคัญในขบวนการโครงการรับจำนำข้าว

โดย “หมอโด่ง” ถูกวางตัวจากพรรคเพื่อไทยให้เป็นเลขานุการ รมว.พาณิชย์ตั้งแต่สมัยที่มี “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” นั่งคุมกระทรวงนี้อยู่ เรื่อยมาจนกระทั่งมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีเป็น “บุญทรง เตริยาภิรมย์” แต่ “หมอโด่ง” ก็ยังอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวอย่างเหนียวแน่น

ทั้งที่ตามหลักทั่วไป เมื่อรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีจะต้องพ้นจากตำแหน่งโดยอัตโนมัติ

ที่สำคัญ ว่ากันว่า “หมอโด่ง” คนนี้เป็นคนสำคัญในเครือข่ายของ “เสี่ยเปี๋ยง” หรือ “อภิชาติ จันทร์สกุลพร” เจ้าของบริษัทเพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด ที่ผูกขาดการซื้อข้าวจากโครงการรับจำนำข้าว ในสมัยรัฐบาล “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี

โดย “หมอวรงค์” เชื่อว่า “หมอโด่ง” คือคนที่ “เสี่ยเปี๋ยง” ส่งมานั่งคุมงานในกระทรวง เพราะที่ผ่านมา “หมอโด่ง” เป็นคณะกรรมการในโครงการรับจำนำข้าวในทุกชุด

ล่าสุด ในการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ที่ระบายผ่านผู้ประกอบการโดยวิธีการลับๆนั้น มีอีกหนึ่งตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งก็คือ “เสี่ยเปี๊ยก” หรือ “อภิชาติ จันทร์สกุลพร” เจ้าของโรงสีโชควรลักษณ์ ที่เป็นเครือข่ายของ “เสี่ยเปี๋ยง” แห่งสยามอินดิก้า

มีหลักฐานบ่งชี้ว่า “เสี่ยเปี๊ยก” คือผู้ใกล้ชิด “เสี่ยงเปี๋ยง” จากการลงนามในสัญญาการเช่าไซโลเก็บข้าวของรัฐบาลกับบริษัท เคทีบี ไซโล จำกัด ที่มี “เสี่ยเปี๋ยง” เป็นผู้ก่อตั้งนั้น มี “เสี่ยเปี๊ยก”เป็นผู้ลงนาม

ทั้งนี้ตามข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ บริษัท เคทีบี ไซโล จำกัด มีทุนจุดทะเบียน 750 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นจำนวน 7 ราย โดยหนึ่งในนั้นมีผู้ถือหุ้นสัญชาติจีน 1 คน และมีกรรมการบริษัทจำนวน 2 คนคือ นส.เรืองวัน เลิศศลารักษ์ และน.ส.รัตนา แซ่ตั้ง ซึ่งกรรมการทั้ง 2 คนนี้เป็นกรรมการในบริษัท สยามอินดิก้า จำกัดด้วย

นอกจากนี้ “เสี่ยเปี๊ยก” ในฐานะเจ้าของ หจก.โรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ ยังสามารถซื้อข้าวสารจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) ในราคาตันละ 5,700 บาท และขายต่อทันทีให้กับโรงสีแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร ในราคาตันละ 12,000 บาท ซึ่งได้กำไรส่วนต่างตันละ 6,300 บาท โดยการใช้เอกสารแฟกซ์เพียงใบเดียว ในการระบายข้าวเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554

ใบกำกับภาษีที่อคส.ออกให้หจก.โรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ ที่บ่งชี้ว่า ขายข้าวให้ในราคา 5,700 บาทต่อตัน

ใบกำกับภาษีที่ อคส. ออกให้ หจก.โรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ ที่บ่งชี้ว่าขายข้าวให้ในราคา 5,700 บาทต่อตัน

จึงนำมาสู่การตั้งข้อสังเกตของ “หมอวรงค์” ว่า ด้วยเหตุที่ “เสี่ยเปี๊ยก” มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ “เสี่ยเปี๋ยง” ทำให้ “เสี่ยเปี๊ยก” สามารถเข้าไปรับซื้อข้าวจากรัฐบาลในราคาถูกเพื่อนำมาขายต่อในราคาแพงได้ ซึ่งข้าวค้างเก่าที่ขายโดยวิธีลับเช่นนี้ มียอดเงินเข้ารัฐประมาณ 20,000 ล้านบาท

คำถามที่ตามมาคือ เงินจะเข้ากระเป๋าใครบ้าง?

สำหรับความเชื่อมโยงระหว่าง “หมอโด่ง” กับ “เสี่ยเปี๊ยก” ภาพถ่ายรถ VOLKSWAGEN สีดำ ทะเบียน ฮธ 20 ซึ่งจากการตรวจสอบทะเบียนรถพบว่าเป็นรถของบริษัท สยามอินดิก้า และมีการโอนต่อมาให้บุคคลชื่อ “ชุฏิมา วัชระพุกกะ” ซึ่งเป็นอดีตภรรยาของ “หมอโด่ง”

โดยก่อนหน้านี้ อดีตภรรยาคนนี้ได้เปลี่ยนนามสกุลจาก “วัจนะพุกกะ” ซึ่งเป็นนามสกุลของ “หมอโด่ง” เป็น “วัชระพุกกะ” ในปัจจุบัน

แม้จะผ่านมาหลายวันแล้วแต่ยังไม่มีคำตอบออกมาจากตัวละครใหม่ทั้งสอง ซึ่งความเคลื่อนไหวล่าสุดในเรื่องนี้ “หมอวรงค์” เตรียมที่จะเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบการระบายข้าวดังกล่าวในวันที่ 5 มิถุนายน

โดยเรียกร้องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำนวน 10 คน ประกอบด้วย 1. นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ เป็นประธานอนุกรรมการ 2. ปลัดกระทรวงพาณิชย์ รองประธานอนุกรรมการ 3. พ.ต.น.พ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 4. ผู้แทนกระทรวงการคลัง 5. อธิบดีกรมการค้าภายใน ผู้แทนคณะกรรมการองค์การคลังสินค้าที่คณะกรรมการองค์การคลังสินค้ามอบหมาย

6. ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร 7. ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร อนุกรรมการ 8. อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ 9. ผู้อำนวยการสำนักบริหารการค้าข้าว และ 10. กรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

รวมไปถึงคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมี “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” เป็น รมว.พาณิชย์ในขณะนั้น ซึ่งถือเป็นผู้มีหน้าที่กำกับควบคุมดูแลนโยบายดังกล่าว

พร้อมกับขอให้มีการตรวจสอบต่อเนื่องไปถึงการระบายข้าวในยุคปัจจุบันที่มี “บุญทรง เตริยาภิรมย์” เป็น รมว.พาณิชย์ ซึ่งถือเป็นช่วงคาบเกี่ยวของการระบายข้าว

“การยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ครั้งนี้จะยื่นเรื่องให้ตรวจสอบไปถึงข้าราชการประจำด้วย ซึ่งแตกต่างจากครั้งที่แล้วที่ยื่นให้ตรวจสอบเฉพาะฝ่ายการเมือง เพราะเห็นใจข้าราชการประจำที่ต้องทำตามคำสั่งของนักการเมือง แต่ในโครงการรับจำนำข้าว ข้าราชการมีพฤติกรรมที่สมรู้ร่วมคิดกับนักการเมือง โดยข้าราชการจะเป็นคนชงเรื่องให้กับนักการเมืองต่อ รวมไปถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทางธุรกิจ หรือ ภาคเอกชนที่รู้เห็นในเรื่องนี้ด้วย” หมอวรงค์ระบุ

สำหรับฐานความผิดนั้น ในส่วนของ กขช. เข้าข่ายความผิดมาตรา 157 หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวนั้น มีความผิดฐานทุจริตตามกฎหมาย ป.ป.ช. ร่วมด้วย

สำหรับข้อมูลและเนื้อหาการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวตอนที่ 2 นั้น อยู่ระหว่างการจัดทำพ็อกเก็ตบุ๊ค และแอนิเมชันความยาว 2 นาที เพื่อสรุปเนื้อหาในการอภิปรายทั้งหมดให้เข้าใจง่าย

“ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งหน้า จะเปิดซีรีส์จำนำข้าวภาค 3 โดยมีคนส่งชื่อตอนมาให้ คาดว่าจะตั้งชื่อว่า จุดจบจำนำข้าว หรือ อวสานรัฐบาลยิ่งลักษณ์” นพ.วรงค์กล่าว

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม