จับกระแสรมว.กลาโหม โจทย์ “ยิ่งลักษณ์” คุมเอง และการกลับมา “พล.อ.ยุทธศํกดิ์” ช่วยงานความมั่นคงฯ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านยาเสพติด ของส่วนกลาง ประจำปี 2556
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านยาเสพติด ของส่วนกลาง ประจำปี 2556

การปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี (ครม. ปู 5) ของรัฐบาล”ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ยิ่งมีข่าวปรับเปลี่ยนตำแหน่ง รมว.กลาโหมที่มี “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต (ตท.10) นั่งเก้าอี้เสนาบดีรวมอยู่ด้วย ก็ยิ่งทำให้เป็นที่น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนกว่าทีมเศรษฐกิจที่มีปัญหาในรัฐบาลนี้

หากดูทิศทางสถานการณ์กองทัพ ในช่วงที่ผ่านมา ภายใต้การกุมบังเหียนพล.อ.อ.สุกำพลปีกว่าๆ ถือได้ว่าราบรื่น ไร้แรงเสียดทาน หรือแรงกระเพื่อมใดๆ ในทางตรงข้ามกองทัพสงบนิ่ง ทำงานร่วมกับรัฐบาลได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ ไม่ยุ่งเรื่องการเมือง

ทำให้คอการเมืองต่างเชื่อว่ารัฐบาลกับกองทัพจูบปากกันแล้ว ต่างคนต่างทำงาน ทำหน้าที่ของตนเอง ไม่ยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกัน เพียงแต่ติดอยู่อย่างเดียว คือ การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังคุมสถานการณ์ไม่ได้

อย่างไรก็ดี เมื่อมีข่าวการปรับ ครม. ทีไร ชื่อพล.อ.อ.สุกำพล จะอยู่ในลิสต์ลำดับต้นๆ ที่จะหลุดเก้าอี้เสนาบดี ทุกครั้ง แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง

โดยครั้งนี้นายใหญ่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ตท.10) อดีตนายกรัฐมนตรี ได้บินมาจัดงานวันเกิด 64 ปี ณ ฮ่องกง พร้อมนั่งบัญชาการปรับครม.ไปในตัว

สำหรับข่าวลือตามโผหน้าสื่อที่จะมาแทนก็ไม่ใช่ใครที่ไหนที่ คือ “บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ “บิ๊กโอ๋” พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต (ตท.10) รมช.คมนาคม

ถึงแม้พล.อ.อ.สุกำพลจะเป็นเพื่อนรัก “พ.ต.ท.ทักษิณ” ทำงานดูแลกองทัพได้ดี แต่ก็ไม่ได้มีอะไรจะรับประกันว่ายังคงนั่งเก้าอี้รมว.กลาโหมต่อไป

 พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เดินทางมาประชุมสภากลาโหมท่ามกลางข่าวลือหลุดออกจากตำแหน่ง
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เดินทางมาประชุมสภากลาโหมท่ามกลางข่าวลือหลุดออกจากตำแหน่ง

เพราะสไตล์นายใหญ่นึกจะเปลี่ยนคนก็เปลี่ยนทันที ถึงแม้รัฐมนตรีคนนั้นจะทำงานได้ดีเท่าไรก็ตาม โดยเฉพาะเมื่อเวลาการตอบแทนบุญคุณและตอบแทนความภักดีหมดลง ว่ากันว่า “พล.อ.อ.สุกำพล” นั้นก็ใกล้หมดหรือหมดเวลาแล้วเช่นกัน

แต่หนนี้อาจจะหนักกว่าทุกครั้ง เมื่อหนึ่งในคนจัดโผ ครม. คือ “ลูกโอ๊ค” นายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายหัวแก้หัวแหวนของ “นายใหญ่” โดยเฉพาะครั้งหนึ่งเคยเกิดกรณีพิพาทระหว่างพล.อ.อ.สุกำพลกับหลานโอ๊คในประเด็นลอบสังหารนายใหญ่ ที่กำลังจะเดินทางมาที่ประเทศเมียนมา (พม่า) บริเวณชายแดนจุดท่าขี้เหล็ก ระหว่างวันที่ 8–10 พ.ย.ปีที่แล้ว โดยงานนี้ “หลานโอ๊ค” ตอบโต้ “พล.อ.อ.สุกำพล” หลายครั้งในเรื่องการข่าวด้านความมั่นคง ที่ยืนยันแผนลอบสังหารนั้นเรื่องจริง จนเกิดรอยร้าวระหว่าง “อาโอ๋” กับ “หลานโอ๊ค”

“ตอนที่นายโอ๋ (พล.อ.อ.สุกำพล) อยู่กระทรวงคมนาคม นายก็ไม่ได้อยากมาเป็น รมว.กลาโหมสักเท่าไรหรอก แต่ตอนนั้นก็ถูกขอร้องให้มาดูแลกองทัพ เพราะสถานการณ์การเมืองกับทหารช่วงนั้นไม่คอยจะสู้ดีนัก ดังนั้น นายโอ๋เลยมาดูแลให้ ส่วนข่าวที่ว่าคนในพรรคเพื่อไทยไม่แฮปปี้กับนายโอ๋ จนพากันเลื่อยขาให้หลุดจากตำแหน่งก็มีมาตลอด แต่ก็ไม่มีอะไร ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน รวมถึงเรื่องกรณีกับโอ๊คด้วย ก็ไม่มีอะไร” นายทหารคนที่ใกล้ชิดยืนยัน

แต่งานนี้ “ครม. ปู 5” รับรองพล.อ.อ.สุกำพลมีเสียว…

ตามรายงานข่าวพล.อ.อ.สุกำพลไม่ได้ไปกรอกประวัติส่วนตัวที่ทำเนียบรัฐบาลหรือส่งประวัติไปที่คนตรวจสอบคุณสมบัติ

เพราะข้อดีของการกรอกประวัติทำให้เป็นการรับประกันความเสี่ยงว่า ยังไงก็ไม่หลุดจากครม. ปู 5 เต็มที่ก็แค่สลับตำแหน่งเท่านั้น แต่เมื่อพล.อ.อ.สุกำพล ไม่ได้กรอกประวัติ หากไม่อยู่ในตำแหน่งรมว.กลาโหมตามเดิม ก็ต้องหลุดเก้าอี้อย่างแน่นอน

พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

ขณะเดียวกัน กระแสข่าวพล.อ.ยุทธศักดิ์กลับเข้ามานั่งตำแหน่งรมว.กลาโหมแทนพล.อ.อ.สุกำพลและโยก พล.อ.อ.สุกำพลไปนั่งตำแหน่งรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง คุมความมั่นคงในภาพรวมก็มีเช่นเดียวกัน

โดยเมื่อช่วงที่พล.อ.ยุทธศักดิ์ นั่งเก้าอี้รมว.กลาโหม ช่วงปลายปี 2554 ถึงแม้จะเป็นคนกลางคอยประสานรอยร้าวระหว่างรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับกองทัพ ในช่วงบริหารประเทศใหม่ๆ จะทำหน้าที่ได้ดีเท่าไรก็ตาม

แต่ก็ต้องชีพจรลงเท้า ย้ายไปเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงใน “ครม. ปู 2” เนื่องจากถูกคนในพรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ประนีประนอมมากเกินไป ไม่เด็ดขาด เป็นผู้ใหญ่ใจดี มีใจให้กับกองทัพ มากเกินไป จนคุมไม่ได้

เลยต้องเปลี่ยนตัวให้พล.อ.อ.สุกำพล มาดูแลกองทัพแทนในตอนนั้น จนกระทั่งปัจจุบันย้ายมานั่งในตำแหน่ง “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี”

ถึงแม้จะมีแค่ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีก็ตาม พล.อ.ยุทธศักดิ์ก็ยังคงสนใจในด้านความมั่นคงอยู่เช่นเดิม โดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ เมื่อไรที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก จะเดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.อ.ยุทธศักดิ์จะถูกเชิญให้ไปร่วมคณะแทบทุกครั้ง เปรียบเสมือน เป็นตัวหูเป็นตาให้ลงใต้แทนนายกรัฐมนตรีเลยทีเดียว เพราะเมื่อกลับมาจากภาคใต้ก็จะรายงานข้อมูลให้นายกรัฐมนตรีทราบถึงสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอด

มีข่าวยืนยันที่ตรงกันว่าพล.อ.ยุทธศักดิ์ ได้เขียนกรอกประวัติส่วนตัว และส่งให้ผู้ตรวจคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีแล้ว แต่จะไปนั่งตำแหน่งอะไร พล.อ.ยุทธศักดิ์ก็ยังไม่ได้รับสัญญาณ

อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุดอาจจะไปลงที่เก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เพื่อดูแลความมั่นคงภาพรวม โดยเฉพาะดูสถานการณ์เรื่องภาคใต้

แต่หากเป็นกรณี “สตรีหมายเลข 1” น.ส.ยิ่งลักษณ์ มานั่งควบรมว.กลาโหมด้วยตนเอง พล.อ.ยุทธศักดิ์ก็จะเปลี่ยนมาเป็นรมช.กลาโหมทันที

หากดูตามหน้าเสื่อ ถ้าออกแนวทางนี้กองทัพคงแฮปปี้ไม่น้อยกับรมว.กลาโหมหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ชื่อ “ยิ่งลักษณ์” รวมถึง “พล.อ.อ.สุกำพล” แม้จะผิดหวัง แต่ก็แฮปปี้เช่นเดียวกัน …

“การเปลี่ยนตัว รมว.กลาโหมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับอำนาจการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว เมื่อใครได้รับมอบหมายอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ผมเป็นทหารถูกสอนมาแบบนี้ เมื่อเป็น รมว.กลาโหม มีอำนาจแค่ไหนก็ทำแค่นั้น ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการปรับ ครม. และไม่เคยโทรศัพท์ไปสอบถามใครด้วย จะให้อยู่ต่อก็อยู่ต่อ ถึงเวลาออกก็ออกไป ถ้ามีคำสั่งมาก็ไป หากยังไม่มีคำสั่งก็อยู่ต่อแค่นั้นเอง เราต้องเคารพ เพราะมาเป็น รมว.กลาโหมเกือบ 2 ปี ถือว่ารู้สึกดีใจแล้ว ไม่มีปัญหา ส่วนหากนายกรัฐมนตรีจะมานั่ง รมว.กลาโหมนั้น เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการทำงาน ไม่เกี่ยวว่าเป็นผู้หญิง รมว.กลาโหมของชาติต่างๆ ก็มีที่เป็นผู้หญิง เช่น ประเทศสเปน ที่มี รมว.กลาโหมเป็นผู้หญิงและตั้งครรภ์ด้วย”

นั่นคือคำสัมภาษณ์ พล.อ.อ.สุกำพล ท่ามกลางข่าวลือถูกปรับออกจากตำแหน่ง

พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต รมช.คมนาคม
พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต รมช.คมนาคม

แต่สำหรับ “พล.อ.พฤณท์” มีข่าวแรงมาก ว่าจะโดดข้ามกระทรวงขึ้นชั้นมาเปลี่ยนรหัส “สนามไชย1” เลยทีเดียว ถึงแม้พล.อ.พฤณท์จะแบ่งรับแบ่งสู้ว่า อยู่ที่เดิมก็สบายดีแล้ว รวมทั้งปฏิเสธว่า ไม่ได้กรอกประวัติส่วนตัวเพื่อย้ายกระทรวงก็ตาม

หากดูประวัติการทำงานพล.อ.พฤณท์เกิดเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2495 เป็นบุตรของ พล.อ.ทวนทอง สุวรรณทัต อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 10 เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ “พ.ต.ท.ทักษิณ”

อีกทั้งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ “พล.อ.อ.สุกำพล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนปัจจุบัน สำหรับชีวิตครอบครัว พล.อ.พฤณท์สมรสกับนางธาราณี สุวรรณทัต” มีบุตรสาว 2 คน คือ น.ส.ปาลิตา สุวรรณทัต กับ น.ส.ลริสสา สุวรรณทัต

ขณะที่ประวัติการรับราชการ “พล.อ.พฤณท์” เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.), หัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ภายหลังเกษียณอายุราชการก็ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรมว.คมนาคม ในช่วง “ครม. ปู 3”

ว่ากันว่าระดับความสัมพันธ์นั้นไม่ธรรมดา โดยเฉพาะข่าวการคบหากันระหว่าง “หลานโอ๊ค” พานทองแท้ กับ น.ส.ปาลิตา สุวรรณทัต (จุ๊บจิ๊บ) ลูกสาวคนโต “พล.อ.พฤณท์”

ทำให้บารมีและแรงเชียร์จากคนรอบข้างให้พล.อ.พฤณท์ทะยานสู่ตำแหน่งรมว.กลาโหม แรงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ต้องจับตา “ครม. ปู 5” ว่า ตระกูลสุวรรณทัต ใครจะแข็งกว่ากัน หรือท้ายที่สุด “พล.อ.อ.สุกำพล–พล.อ.พฤณท์” คนหนึ่งอาจแค่เสียว ส่วนอีกคนได้แค่เกือบ และอยู่ในตำแหน่งเดิมทั้งคู่

แต่ท้ายที่สุด “นายใหญ่” ก็ตัดสินใจให้ “น้องสาว” นั่งควบตำแหน่งรมว.กลาโหม เพื่อดับแรงกระเพื่อมภายในพรรคเพื่อไทย เพราะทั้งอดีตนายทหารและคนใกล้ตัวต่างวิ่งเต้นเข้าสู่เก้าอี้รมว.กลาโหม

ที่สำคัญ การให้ “นายกฯปู” ผู้ที่พี่ชาย เคยประกาศว่าน้องสาวคนนี้ “โคลนนิ่ง” ตัวเขามาทุกอย่าง ดังนั้นการให้ “ยิ่งลักษณ์” เข้ามาบริหารกองทัพโดยตรง โดยไม่ผ่านคนกลาง การเจรจาความใดๆ

ยังจะได้ความเกรงใจ เพราะนี่ไม่ใช่แค่การพูดคุยกับรมว.กลาโหม แต่เป็นนายกรัฐมนตรี อีกทั้งการพูดคุยระหว่างกองทัพและผู้นำรัฐบาล ก็ไม่ต่างไปจากการเจรจากับพ.ต.ท.ทักษิณโดยตรง

แต่ไม่ว่าใครจะมาเป็นรมว.กลาโหม คำถามคือ จะคุมกองทัพได้หรือไม่ และคงต้องลุ้น หน้าตาโผนายพล ปลายปี ภายใต้ “สนามไชย 1 ” หญิงคนแรก จะออกเป็นเช่นไร