ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – “เท่ง เถิดเทิง อยากเห็น”ทักษิณ”กลับบ้าน” และ 2 รมต.ตอบนักข่าวเรื่อง”จำนำข้าว”

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 9-15 มิถุนายน 2556

เรื่องแรก เป็นเรื่องราวให้งานเข้าสำหรับนักแสดงตลกชื่อดัง “เท่ง เถิดเทิง” หรือ นายพงษ์ศักดิ์ พงษ์สุวรรณ ที่เข้าร่วมงานวันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่ 38 ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และแกนนำกลุ่ม นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โดยมีกลุ่ม นปช. พร้อมทั้งตัวแทนเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก ณ เครีสอร์ท ถนนประเสริฐมนูญกิจ เลียบทางด่วนรามอินทรา โดย เท่ง เถิดเทิง ได้ขึ้นโชว์ร้องเพลงบนเวที รวมทั้งมีนักแสดงตลกจากแก๊งสามช่าที่มาร่วมงานด้วย ซึ่งช่วงท้ายก่อนลงจากเวที ตามรายงานข่าวแจ้งว่า ตลกชื่อดังประกาศบนเวทีว่า อยากเห็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับบ้าน ซึ่งก็ทำให้ผู้เข้าร่วมงานต่างปรบมืออย่างกึกก้อง ส่งผลให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

แต่อย่างไรตาม เรื่องนี้เหมือนจะเป็นช่วงจังหวะไม่ดีของเท่ง เถิดเทิง เท่าไหร่นัก เพราะวันถัดไปหลังจากมีกระแสข่าวดังกล่าว นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีการเขียนข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเรื่องนี้ว่า

“ถ้าใครอยากเห็นทักษิณกลับบ้าน เชิญกดไลค์ให้กำลังใจพี่เท่ง ในโพสต์นี้ได้เลยครับ ให้กำลังใจเสร็จแล้ว เรามานับกันดูว่า คนที่ด่าพี่เท่งเพียงหยิบมือ กับน้ำใจที่มีให้พี่เท่งจากคนคอเดียวกันนั้นมีมากมายสักขนาดไหน อย่าหวั่นไหวครับทั้งผมและคุณพ่อ ตลอดจนพวกพ้องโดนกันมาหมดแล้วครับ ผังล้มเจ้าที่ไม่มีใครยอมรับว่าเป็นคนทำ นั่นก็มีชื่อผมอยู่ด้วยทั้งๆ ที่เวลานั้นผมพึ่งอายุ 20 กว่าๆ ไม่ประสีประสาอะไรกับการเมือง ก็ยังต้องตกเป็นจำเลยของสังคม สร้างแนวร่วมความเกลียดชัง เข้าใจผิด ด่าทุกคนที่เป็นพวกทักษิณ ว่าเป็นคนเลวในทุกๆด้าน เอาจนคนคิดว่าถ้ามันจะเลวกันขนาดนี้ละก็ เออ..รัฐประหารคือทางออกที่ถูกต้อง เมื่อเวลาผ่านไป ปรากฏไม่มีอะไรในกอไผ่ จะไปเอาผิดใครก็ไม่ได้ ปฏิวัติก็ปฏิวัติไปแล้ว คนก็บอกช่างมันเถอะผ่านไปแล้ว…… ถ้าพี่เท่งกล้า “แดง” ผมก็กล้า “เท่ง” ครับ ถ้าพี่ยึดหลักให้ดี คำว่า “เท่ง” จะเป็นสัญลักษณ์แทนคนที่ “อยากเห็นทักษิณกลับบ้าน ทุกท่านก็คือ คุณ “เท่ง หรือ ไม่เท่ง” ครับ”

ที่มาภาพ : http://www.innnews.co.thshownewsshownewscode=458256
ที่มาภาพ: http://www.innnews.co.thshownewsshownewscode=458256

เรื่องราวที่นักแสดงตลกชื่อดังถูกดึงไปเกี่ยวโยงทางด้านการเมืองยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อมีมือดีนำภาพของเท่ง เถิดเทิง จากการแสดงในรายการชิงร้อยชิงล้าน ซันไชน์เดย์ ที่ออกอากาศในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา โดยในเนื้อเรื่อง เท่ง เถิดเทิง ต้องรับบทเป็นนักศึกษาไทยที่ไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น และกำลังนั่งรถลากเที่ยวชมบรรยากาศของประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งได้นำกล้องถ่ายภาพขึ้นถ่ายรูปบรรยากาศไว้เป็นที่ระลึก มาตัดต่อและเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย จนทำให้เกิดการกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบถึงความเหมาะสมของท่าทางการแสดงดังกล่าว เนื่องจากมือดีที่ว่านั้นนำไปผูกโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ส่งผลให้เรื่องนี้การเป็นประเด็นดราม่า จนดาราตลกต้องเสียน้ำตา รีบเดินทางเข้าชี้แจงเรื่องราวต่อกองปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ถึงกับเรื่องราวของภาพที่มีผู้นำไปตัดต่อและเผยแพร่ให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งยังบอกว่าตนเองมีความรักและเทิดทูนสถาบัน อีกทั้งกรณีที่พูดว่า “อยากเห็นทักษิณกลับบ้าน” ในงานวันเกิดนายณัฐวุฒิ ก็เป็นเพียงแค่การเอาใจเจ้าภาพเท่านั้น และไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ พร้อมกล่าวขอโทษ โดยไม่ขอฝักใฝ่ฝ่ายใด และขอร้องว่าอย่านำตนเองไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองอีกเลย

“คุณเท่งพูดถูกครับ อย่าตกไปเป็นเครื่องมือของนักการเมือง ถือเป็นบทเรียนราคาแพง ที่ต้องจดจําไปอีกนาน โดยเฉพาะ นาย โอ๊คอ๊าค หยุดการกระทําแบบนี้เสียที ปลุกระดมทางโซเชี่ยลเสมอ”

“เราไม่มีสิทธิ์โยงใครไปรักแดง หรือไม่รักแดง แต่เท่ง โดนรังแก ว่าร้าย เราแค่เห็นใจ ให้กำลังใจ ก็แค่นั้น”

“เท่ง! เพียงคุณออกมาพูดต่อสักหน่อยว่า “…อยากเห็น( คนนั้น?..) กลับบ้านมาติดคุก” ทุกอย่างก็จะยังพออภัยกันได้น๊ะ!..กล้าๆ หน่อย!”

“นี่แหละผลของการที่ไปเลือกจะ” เอาใจ ” คนโดยลืมพิจารณา ความถูกผิด เพราะฉะนั้นก็ต้องยอมรับผลกรรม”

“โบราณว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด เห็นชัดแล้วใช่มั้ยเท่ง”

“นายอยู่ในสังกัดของเวิร์คพ้อยนายจะออกมารับงานเองเป็นไปไม่ได้ นอกจากเวิร์คพ้อยจะส่งนายเข้าไปเอง เพื่อหวังผล นายก้อเหมือนมากรุกไว้ให้นายใหญ่เขาเดินเกมส์”

เรื่องที่สอง กระแสข่าวดังในวงการพระพุทธศาสนา เมื่อพระอาจารย์ชื่อดัง พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก พระนักเทศน์ พระนักเขียน ชื่อดังชาวญี่ปุ่น ตัดสินใจลาสิกขา ทั้งที่บวชอยู่ในประเทศไทยมานานถึง 38 ปี และเป็นเจ้าอาวาสวัดสุนันทวนาราม ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ทั้งยังเป็นลูกศิษย์รุ่นแรกของหลวงปู่ชา สุภัทโท พระสายวิปัสสนากรรมฐานชื่อดัง แห่งวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้กับบรรดาลูกศิษย์เป็นอย่างมาก

โดยหลังจากที่พระอาจารย์มิตซูโอะลาสิกขา ก็ได้เดินทางกลับไปยังประเทศญี่ปุ่นทันที เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาในฐานะฆราวาสต่อไป ทั้งนี้ในส่วนของมูลนิธิและโครงการต่างๆ ที่พระอาจารย์ได้ริเริ่มไว้ ก็จะยังคงมีคณะทำงานดำเนินงานตามปกติ

ที่มาภาพ : https://www.facebook.comKittenAngel.Aimpaveeref=hl
ที่มาภาพ: https://www.facebook.comKittenAngel.Aimpaveeref=hl

พระอาจารย์มิตซูโอะ(ข้อมูลจาก http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=45597) มีชื่อเดิมว่า “มิตซูโอะ ชิบาฮาชิ” เป็นชาวจังหวัดอิวะเตะ ประเทศญี่ปุ่น เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 สำเร็จการศึกษาในระดับไฮสคูล (เทียบเท่าระดับ ปวช. หรือ มศ.5 ตามระบบการศึกษาไทย) สาขาเคมี ณ เมืองโมะริโอะกะ จังหวัดอิวะเตะ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจึงทำงานจนสามารถเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง และออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ ทั่วโลกเพื่อแสวงหาความหมายของชีวิตตั้งแต่ พ.ศ. 2514

พระอาจารย์มิตซูโอะเดินทางมาสู่ประเทศไทย หลังจากได้เดินทางแสวงหาธรรมะที่แท้จริงมาแล้วจากหลายประเทศทั่วโลกทั้งอินเดีย เนปาล อิหร่าน และยุโรป กระทั่งได้เดินทางมาประเทศไทยอีกครั้ง และบวชเป็นสามเณรอยู่ ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพฯ

ต่อมามีผู้แนะนำให้ไปกราบหลวงพ่อชา สุภทฺโท ที่จังหวัดอุบลราชธานี และได้เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อชาตั้งแต่บัดนั้น และได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2518 ได้รับฉายา “คเวสโก” หมายถึงผู้แสวงหาซึ่งฝั่ง

พระอาจารย์มิตซูโอะเป็นผู้บุกเบิกวัดป่าสุนันทวนาราม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นวัดป่านานาชาติ กระทั่งได้ดำรงสถานะเป็นเจ้าอาวาส จนถึงปัจจุบัน อีกทั้งในปี พ.ศ. 2533 พระอาจารย์มิตซูโอะได้ก่อตั้งมูลนิธิมายา โคตมี ที่ให้การช่วยเหลือด้านการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กๆ ที่ขาดโอกาส ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่ตั้งของวัดหนองป่าพง ที่ท่านได้อุปสมบทมาก่อน

“บางที จิตท่านคงเป็นอิสระจริงๆ เสียที บางที ท่านอาจต้องการบอกเราว่า จิตที่อิสระหรือหลุดพ้น ไม่จำเป็นต้องอยู่ในเพศบรรพชิต การเปลี่ยนจากฆราวาส เป็นบรรพชิตของท่าน ดูเหมือนว่าเป็นการพยายามไม่ยึดมั่นถือมั่นในรูปแบบหนึ่ง แต่ก็ไปสู่การยึดมั่นถือมั่นอีกรูปแบบหนึ่ง ถึงแม้เพศบรรพชิตจะดูประเสริฐเพียงใดก็ตาม บางทีนี่เป็นการบอกใบ้ให้เราตระหนักถึงคำสอนที่ว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แต่ที่แน่ๆ ความเห็นของผมเป็นเพียงการคาดเดา”

“จริง ๆ รู้สึกว่าครั้งหนึ่ง ท่านให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฉบับหนึ่ง หรือ ท่านจะเคยเล่าตอนที่ไปบรรยายธรรมรึเปล่า ก็ไม่รู้ เพราะ เมื่อปีกก่อนเอกอนได้มีโอกาสไปฟังท่านบรรยายธรรม ท่านเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับท่าน และเล่าถึงเรื่องที่ท่านจะลาสิกขา และไปอยู่ที่ญี่ปุ่น ท่านไตร่ตรองและเตรียมการสำหรับเรื่องนี้มานานแล้ว”

“ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ใจวางเฉย อย่าไปคาดเดาอะไร ให้อกุศลเกิดแก่ตัวเราเลยค่ะ ท่านจะเป็นพระอริยะหรือไม่ ก็สุดวิสัยของเราที่จะรู้ได้ ท่านคิดอย่างไรที่สึก เราก็ได้แต่คาดเดาเอาเอง มีท่านเท่านั้นแหล่ะค่ะที่ตอบความจริงได้”

“วิเวก เป็นที่พักผ่อนของวิญญาณที่ดิ้นรน วงว่างยงอยู่ยั้ง อนันตกาล
ในถิ่นที่ทุกสถาน แหล่งหล้า ยึดมั่นไป่พบพาน ประจักษ์
ยามปล่อยหยุดไขว่คว้า ถึงได้โดยพลัน ”

“ที่มีคำถามแบบนี้มาเพราะยึดในตัวบุคคลไม่ได้ยึดในตัวธรรม ตอบง่ายๆ ท่านไม่ใช่อรหันต์ ของแบบนี้มันไม่เที่ยง เพราะ ผู้ที่มีศรัทธาอันมั่นคงคือพระโสดาบัน ส่วนผู้ที่ไม่มีทางเสื่อม เลยคือพระอรหันต์ ไม่ต้องไปเทียบกับคนอื่นหรอก เทียบไปแล้วใช่ว่าขาเราจะพ้นนรกเพราะการเทียบเสียเมื่อไหร่ รังแต่จะเพิ่มมานะในใจให้เราตกต่ำเสียเปล่าๆ”

“ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ล้วนตกอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ตามคำสอนของสมเด็จพ่อตถาคตนั้นแล้ว เห็นจริงตามนั้นแล้วย่อมหมดความลังเลสงสัย”

เรื่องที่สาม หลังจากมีกระแสข่าวว่า โครงการจำนำข้าวของรัฐบาลทำให้ขาดทุนถึง 2.6 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้ประชาชนต่างสงสัยกันว่า เงินจำนวนดังกล่าวหายไปไหน เพราะถ้าหากเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง เงินจำนวน 2.6 แสนล้านบาท ก็ต้องตกอยู่กับชาวนา โรงสี และผู้ประกอบธุรกิจในประเทศ เช่น ผู้ประกอบการขนส่ง เจ้าของโกดัง ที่ไม่ใช่ผู้ส่งออก

เรื่องนี้รัฐบาลยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้กับประชาชน และยิ่งทำให้เป็นที่สนใจกันมาก เมื่อนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ออกมาแถลงข่าวถึงโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทางคณะรัฐมนตรียอมรับว่าโครงการรับจำนำนั้นขาดทุนจริง แต่ไม่ถึงตัวเลขที่เป็นข่าวคือ 2.6 แสนล้านบาท แต่ก็ไม่เปิดเผยตัวเลขจริง โดยมีการให้เหตุผลว่าต้องส่งข้อมูลให้คณะกรรมการ กขช. อีกทั้งยังยืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวชาวนายังคงได้ประโยชน์ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมกันชี้แจงกรณีที่มีข่าวว่าโครงการจำนำข้าวขาดทุน 260,000 ล้านบาท ที่มาภาพ : http://www.posttoday.com
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมกันชี้แจงกรณีที่มีข่าวว่าโครงการจำนำข้าวขาดทุน 260,000 ล้านบาท
ที่มาภาพ : http://www.posttoday.com

ทั้งนี้ โลกอินเทอร์เน็ตได้มีการพูดถึงและแชร์คลิปการแถลงข่าวของรัฐมนตรีทั้งสองเป็นจำนวนมาก เพราะทั้งคู่มีอากัปกิริยาที่อ้ำอึ้งในการตอบคำถาม อีกทั้งผู้สื่อข่าวก็เริ่มมีการใช้คำถามที่แรงขึ้น เพื่อกระตุ้นการตอบคำถามตามข้อเท็จจริง แต่รัฐมนตรีทั้งสองก็ยังตอบคำถามใดๆ กับผู้สื่อข่าวไม่ได้ มีเพียงรอยยิ้มแห้งๆ และการโบ้ยการตอบคำถามกันไปมา (ดูคลิปการแถลงข่าวตอนที่ 1 http://www.youtube.com/watch?v=IVywypmkF0A , ตอนที่ 2 http://www.youtube.com/watch?v=Acc2pycXgFk , ตอนที่ 3 http://www.youtube.com/watch?v=aCHx5R258Is )

“”แค่ถามว่าใช้เงินไปเท่าไร ขาดทุนไปเท่าไร ทำไม ตอบไม่ได้ว่าขาดทุนไปเท่าไหร่ ทำไมมันยากจังค๊ะ ท่าน ตอนอนุมัติงบประมาณเห็นอนุมัติง่ายกันจังเลย แค่ถามว่าขาดทุนเท่าไหร่เอง ทำไมโยนไปโยนมา แล้วมานั่งกันตั้ง 4-5 คนน่ะ เป็นผู้ใช้เงินโดยตรง เป็นผู้เกี่ยวข้องกับโครงการโดยตรง ทำไมตอบประชาชนไม่ได้ล่ะค๊ะ ท่านนนนนนนน” หนึ่งในคำถามเด็ดของนักข่าวสาว นับถือเลยค๊าปปปป”

“ถ้าบอกว่าโครงการนี้มีประโยชน์จริง ทำไมไม่ชี้แจงรายละเอียดที่ตัวเองทำไว้ ให้ชาวโลกรับรู้ ทำไมต้องอ้ำอึ้ง ทำไมต้องเกาหู ทำไมต้องโยนไปโยนมา ครับท่าน”

“ตลกจัง แต่ขำไม่ออก น้ำตามันตกใน รัฐบาลเล่นอะไรกัน นี้คือการบริหารประเทศนะ ไม่ใช่เล่นขายของแบบเด็กๆ”

“ประเทศไทยจะรอดหากมีคนทำหน้าที่ตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ขายวิญญาณ อย่างคุณนักข่าวในคลิปนี้ ประชาชนหวังพึ่งหาพวกคุณให้ทำหน้าที่ตรวจสอบ ขุดแคะจนกว่าจะได้ความจริง หรือถ้าถามพวกรัฐมนตรีที่กินเงินเดือนจากภาษีเราแล้วจนมุมตอบไมได้บ่อยๆ เข้า เค้าก็จะอยู่ไม่ได้เหมือนกันในสภาพแวดล้อมของสังคมที่ต้องการความโปร่งใส และรับผิดชอบ ขอโค้งให้งามๆ กับคุณนักข่าวค่ะ โดยเฉพาะคุณนักข่าวสาว ”

“บอกก่อนว่าผมไม่ฝักใฝ่สีไหน ผมไม่ชอบทั้งสองสี แต่อยากบอกเรื่องนี้ รัฐบาลรับจำนำข้าวจากชาวนาแล้วข้าวในคลังเอาไปไว้ไหน? ง่ายๆ คือรับซื้อจากชาวนาในราคาสูงกว่าปกติหน่อยนึง ตัวอย่างเช่น ปกติ กก.ละ100 รัฐรับซื้อ 120 แล้วไง? พอมากเข้าก็ล้นคลังเต็ม แล้วต้องเอาไปขายให้กับนายทุนที่รับซื้อ ซึ่งขายให้ในราคาที่ถูกกว่า ประมาณ กก.ละ 70 บาท (ราคาสมมตินะ) แล้วถามว่ารัฐบริหารเงินคลังของประเทศ ใครขาดทุน? ไม่ใช่เงินภาษีของประเทศหรอ? เท่าไหร่คิดดู”

เรื่องที่สี่ เป็นคลิปหลุดที่มีการเผยแพร่กันมาก กับคลิปที่มีชื่อว่า “สั่งทำโทษสั่งทหารแก้ผ้า ทำท่าอนาจาร” เป็นภาพการฝึกทหาร ซึ่งครูฝึกมีการสั่งให้ทหารทุกคนที่ฝึกแก้ผ้าเปลือยล่อนจ้อน นอนคว่ำหน้าราบกับพื้น และนอนทับกันหลายคน จากนั้นครูฝึกจึงได้มีการเป่านกหวีดส่งสัญญาณเป็นจังหวะ ให้เหล่าทหารยกก้นขึ้น-ลงเป็นจังหวะ ซึ่งดูแล้วคือท่าอนาจารทางด้านหลัง เพราะทหารทุกคนเปลือยเปล่า อีกทั้งภายในคลิปยังมีเสียงครูฝึกบอกออกมาว่าให้มีการไซร้คอด้วย ซึ่งก็สร้างเสียงหัวเราะให้บรรดาทหารดังกล่าว

ทำให้คลิปนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และไม่สมควรต่อการฝึกทหาร ซึ่งคลิปดังกล่าว ก็ได้ถูกลบออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์และความสงสัยต่อคลิปที่ได้เห็น โดยที่ผ่านมาก็มักจะปรากฏคลิปของการฝึกทหารมาให้ดูมากมาย ทั้งการที่ผู้รับการฝึกทหารต้องถูกซ้อม หรือการลงโทษอย่างไม่สมเหตุสมผล

“แล้วใครจะอยากให้ลูกหลานของเราไปเป็นทหารอีกต่อไป ต้องดูแลเค้าให้ดีซิ ไม่ใช้ทหารผู้เสียสละเพื่อชาติ ต้องมาเป็นแบบนี้เหรอ แสดงว่าเบื้องลึกคงมีอีกเพียบ ถ้าทุกคนเห็นด้วยกรุณาแสดงข้อความด้วย ขอบคุณครับ”

“อยากรู้จริงๆอ่ะ ว่า ข้างในเค้าฝึกกันแบบนี้จริงๆ เหรอ เห็นมีหลายคนพูดละ ว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกทหาร มันมีมานานละ แต่ตอนนั้นไม่ได้โซเชียลเหมือนตอนนี้”

“นายทหารไทยไม่ค่อยมีความรู้ในวิชาชีพ ไม่ชอบหาประสบการณ์ ไม่ชอบการอ่าน เลยทำให้ด้อยประสิทธิภาพ สวนสนามได้สวยงามแต่รบไม่เป็น ชอบใช้อำนาจ อีกนานกว่าทหารไทยจะพัฒนา”

“สงสัยอย่างเดียว “ชายชาติทหารของไทย” ยอมทำตามคำสั่งแบบนี้ได้ยังไง และคิดได้ยังไง ที่สั่งให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทำแบบนี้ เนี่ยนะ ชายชาตินักรบ หยามเกียรติ์ทหารกันเกินไปรึเปล่า”

“ตอนเป็นทหารก็โดนนะ แก้ผ้าวิ่งรอบกองร้อย ประมาณ 10 คน ผมคิดว่า เป็นการฝึกความแข็งแกร่งจิตใจ ยกเว้น ครูฝึกอะห้ามเป็นเพศที่สามนะ”

“ถ้าคิดว่าการกระทำแบบนี้เป็นเรื่องปกติของทหารที่ทำการฝึกอยู่ในค่ายแก้ผ้าอาบน้ำ แก้ผ้ากินข้าว ผมเชื่อแต่ถ้าทำท่าอย่างที่เห็นเนี่ยเขาเรียกว่าอะไรช่วยตอบที ทำให้มันแข็งแรงแล้วใส่ลงไปในคนที่อยู่ข้างล่างไม่ดีเหรอ จะได้มีความผูกพันกันแนบแน่นกันมากกว่านี้ เหมือนทหารปลดประจำการเขาว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา”

เรื่องที่ห้า คลิปบ่นแท็กซี่ ของดีเจต้นหอม ศกุนตลา เทียนไพโรจน์ ดีเจสาวอารมณ์ดี ที่โดนใจใครหลายคน กับการเลือกรับผู้โดยสารของคนขับแท็กซี่ในปัจจุบัน ที่ต้องยอมรับว่าการขึ้นแท็กซี่ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป เพราะผู้ขับขี่แท็กซี่มักจะปฏิเสธผู้โดยสาร และเลือกที่จะไม่รับผู้โดยสารที่เป็นคนไทย แต่จะเลือกรับที่เป็นชาวต่างชาติ โดยใช้ข้ออ้างที่เป็นประโยคยอดฮิตว่า “ต้องส่งรถ” และ “แก๊สใกล้หมด” ซึ่งภายในคลิปดีเจต้นหอมมีการพูดเชิงประชดประชัน จนมีผู้นำมาโพสต์ไว้หน้าเฟซบุ๊กของตนเองเป็นจำนวนมากว่า “ถ้าอยากรับแต่ฝรั่งทำไมไม่ไปวิ่งที่อเมริกาล่ะคะคุณพี่”

ดีเจต้นหอม ศกุนตลา เทียนไพโรจน์ ที่มาภาพ : http://siamevent.comall-eventp=29319
ดีเจต้นหอม ศกุนตลา เทียนไพโรจน์ ที่มาภาพ: http://siamevent.comall-eventp=29319

ทั้งนี้ ตามรายงานข่าวยังมีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาผู้ขับแท็กซี่เลือกรับผู้โดยสารไว้ดังนี้ สามารถแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนจัดการจราจรอยู่บริเวณดังกล่าวให้จับปรับได้ทันที โดยมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท แต่หากไม่มีตำรวจอยู่แถวนั้น ให้แจ้งข้อมูลทะเบียนรถ เวลาและสถานที่ที่เกิดเหตุไปที่หมายเลข 1197 หรือแจ้งที่จราจรตาเพชร www.trafficpolice.go.th ก็จะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าวไว้เพื่อดำเนินการต่อไป

“ชอบมากเลย พูดได้น่ารักมาก โดนไปเลย ไม่อ้อมค้อม น่าจะถามไปเลยว่า แล้วคุณมีอาชีพนี้ทําไมกัน”

“อย่างที่ต่างประเทศบางประเทศการที่กว่าจะได้มาขับรถแท็กซี่ค่อนข้างลำมาก สำหรับขั้นตอนการขอใบอนุญาติ ถ้ามีการแจ้งว่าไม่รับผู้โดยสารหรือก่อเหตุใดก็ตาม จะโดนยึดใบขับขี่เป็นการถาวร พวกคนขับเหล่านั้นจะกลัวมากไม่มีการปฎิเสธการรับส่งผู้โดยสารแต่อย่างใด ลองนำกฏมาใช้บ้านเราบ้างก็ดีนะ เพราะปรับ 1000 บาท ยังท้าให้ไปแจ้งเลยเขาไม่กลัวหรอก ฉะนั้นก้ตัดช่องทางการทำมหากินไปซะถ้าไม่อยากรับ”

“แท็กซี่น่ะ อย่าไปนั่งเลย แพงก็แพง ไม่ค่อยจะจอดรับ แล้วยังไม่ปลอดภัยด้วย ถ้าเจอคนไม่ดี มันขับพาไปที่ไหนไม่รู้ ทำร้าย ชิงทรัพย์ ถ้าเป็นผู้หญิงมาคนเดียว ก็คงโดนข่มขืนได้ อันตราย นั่งรถโดยสารสาธารณะยังดีกว่าอีก เรานั่งตลอด เป็นห่วงทุกคน ไม่อยากให้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ไม่อยากให้มีภัยอันตราย เราต้องปลอดภัย ป้องกันไว้ก่อน เดินทางกลับถึงบ้านโดยปลอดภัย”

“ทนกันอีกนิดเดียว ตอนนี้รถไฟฟ้าขยายเพิ่มหลายสายแล้ว อีกหน่อยพวกแท๊กซี่ก็ไม่มีรายได้กันไปเอง”

“วิธีแก้แค้นที่ผมถนัด คือ เวลาเปิดประตูถามเขาว่าจะไปไหม ให้เราเปิดประตูหลังด้านซ้าย(อย่าเปิดประตูข้างคนขับ) หากมันตอบว่าไม่ไปก็เปิดประตูทิ้งไว้เลย แล้วเดินจากไป ให้เขาเสียเวลาเดินออกจากรถมาปิดประตูเอง ซะใจกว่ากันเยอะ! ปล. หากกลัวว่าแท็คซี่ จะมีอาวุธก็รีบวิ่งไปที่อื่นซะ ให้เร็ว”

“ถ้าขึ้นแท๊กซี่ตอนกลางคืนแล้วเขาบอกไม่รับ แก๊สหมด รถติด อะไรก็ตาม ให้เนียนเบือนสายตากลับมาที่เบาะหลัง ทำหน้าตกใจ แล้วบอกคุณพี่เขาว่า “อ้าวพี่ มีผู้โดยสารอยู่แล้วจอดรับหนูทำไมเนี่ย” แล้วหันไปพูดกับเบาะว่างๆ นั้นว่า “ขอโทษนะคะคุณ” จากนั้นก็รีบปิดประตูส่งคุณพี่เขาหลอนไปเอง 55″