ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – “การรวมตัวของกลุ่มหน้ากากขาว” และ “ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ กับโชว์ของสิทธัตถะ เอมเมอรัล”

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์2–8 มิถุนายน 2556

เรื่องแรก ช่วงสัปดาห์นี้หลายคนคงจะเห็นภาพและข้อมูลบนหน้าเฟซบุ๊ก เป็นรูปหน้ากากสีขาว “กาย ฟอว์กส์” ซึ่งเป็นตัวเอกจากภาพยนตร์ “วี ฟอร์ เวนเดตต้า” ที่หลายคนมีการแชร์ต่อกัน หรือไม่ก็นำมาเป็นรูปภาพประจำตัว ซึ่งกลุ่มนี้ จะเรียกตัวเองว่า “กลุ่มหน้ากากขาว” หรือ “วี ฟอร์ไทยแลนด์” เป็นการรวมตัวกันของม็อบออนไลน์เพื่อต่อต้านรัฐบาล โดยกลุ่มนี้มีแฟนเพจเฟซบุ๊กที่ใช้กระจายข่าวสารและข้อมูล และข่าวการทำงานของรัฐบาล โดยใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า “V For Thailand”

โดยกลุ่มหน้ากากขาวนี้ได้เริ่มต้นการรวมตัวกันกว่า 500 คน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน ที่หน้าลานเซ็นทรัลเวิลด์ สี่แยกราชประสงค์ และเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน 2556 ที่หน้ารัฐสภา พร้อมกับถือป้ายที่มีข้อความต่อต้านรัฐบาลและระบอบทักษิณ ทั้งยังประกาศเจตนารมณ์ว่า “ขณะนี้กองทัพประชาชนได้ลุกขึ้นมาแล้ว ขอประกาศว่าจะล้มล้างระบอบทักษิณให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทย” และทำสัญลักษณ์โดยชูมือเป็นรูปตัววี จากนั้นร้องเพลงเราสู้ และเพลงสรรเสริญพระบารมี ก่อนที่จะสลายตัวอย่างสงบ

ที่มาภาพ : http://www.posttoday.com
ที่มาภาพ : http://www.posttoday.com

โดยรายงานข่าวมีการแจ้งว่า ตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมได้กล่าวไว้ว่า กลุ่มหน้ากากขาวจะขอใช้พลังเงียบแสดงออกอย่างสงบ ไม่มีการปราศรัย ส่วนการชุมนุมครั้งต่อไปขณะนี้ยังไม่ได้กำหนด ซึ่งแล้วแต่กลุ่มมวลชนและรับความคิดเห็นผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก และภายในวันเดียวกัน ได้มีกลุ่มอุลตร้าเเดงสยิว ใส่หน้ากากเเดงมาชุมนุมที่สถานีรถไฟฟ้าสยามเช่นกัน เพื่อเป็นการสนับสนุนการทำงานของนายกรัฐมนตรี

“หน้ากากขาว หน้ากากแดง เดี๋ยวก็มีหน้ากากหลากสี สีเสื้อก็หยิบเล่นกันจนเปรอะหมดมุกเล่นสีเสื้อแล้วหรือไงจึงหันมาเล่นหน้ากากแทน เป็นคนดีเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงมาเลยจะปิดบังใบหน้าไปทำไม กล้าๆ หน่อย นะครับ”

“เมื่อถึงเวลาที่สมควร ทุกคนจะรู้ด้วยตนเองภายใต้อุดมการณ์เดียวกัน ถึงสิ่งที่สมควรทำ”

“สื่อนอกรายงาน สื่อในประเทศส่วนใหญ่เพิกเฉยแกล้งมองไม่เห็น เสนอข่าวกรอบเล็ก เน้นสนองรัฐบาลเป็นหลัก โทรทัศน์เน้นบันเทิงมอมเมาประชาชน รากหญ้า สื่อรัฐเน้นโฆษณาประชาสัมพันธ์รัฐบาลมากกว่าตีแผ่ความจริงรอบด้าน อยากถามว่าวิญญาณของสื่อไทยหายไปไหน ยังคงมีอยู่หรือไม่ จะรอและเพิกเฉยจนประเทศไทยล่มสลาย กระนั้นหรือ”

“รวมใจหัวใจเดียวกันเพื่อพ่อหลวงของชาวไทยขับไล่ขบวนการล้มเจ้าและพวกคอร์รัปชั่นทั้งหลายนะครับ”

“เราจะไม่อยู่อย่างผู้ยอมจำนน เราต้องดิ้นรนต่อสู้ และการต่อสู้ของเราต้องเป็นไปอย่างมีความสุข มีชีวิตชีวา… เพราะภารกิจของเรา คือ การต่อสู้เยี่ยงอริย…”สันติ อหิงสา สติ ปัญญา และความถูกต้อง” เป็นเครื่องนำทาง…เรา คือ “เสรีชน” ภายใต้หน้ากากขาว ไม่ใช่เพื่อซ้อนเร้นตัวเองด้วยความขลาดกลัว แต่เราให้กากเราพูดแทนเรา มันเป็นภาษาสากล คนผู้รักความธรรมและเสรีชนทั่วโลกรับทราบได้ตรงกัน โดยไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ไม่ใช่เพราะเราหวาดกลัว”

“หน้ากากนี้มิได้เป็นสัญลักษณ์แห่งความโกรธเกรี๊ยวหรือการแก้แค้นแต่อย่างใด แต่เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่ใช้ทวงคืนความชอบธรรมของบ้านเมือง เพื่อให้รัฐบาลได้คนดีเข้ามาบริหารประเทศเพื่อประชาชน”

เรื่องที่สอง เป็นฉากสุดซึ้ง สร้างความประทับใจให้กับแฟนละครเป็นอย่างมาก กับละครดังเรื่อง “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ” ตอนคุณชายรัชชานนท์ ที่ออกอากาศเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2556 โดยเป็นฉากที่ผู้กำกับและนักแสดงอย่าง “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” ในบทพ่อใหญ่ คุกเข่าก้มกราบแผ่นดินสยาม ในบรรยากาศหุบเขาบ้านป่า ทั้งยังพูดออกมาเป็นภาษาอีสานว่า “ข้าขอกราบไหว้ ผืนแผ่นดินไทยที่ให้ข้าได้อยู่อาศัย อย่างร่มเย็นเป็นสุข ใต้พระบรมโพธิสมภาร พวกเราชาวเวียงภูคำ จะไม่ลืมบุญคุณตราบชั่วลูกชั่วหลาน”

ฉากดังจากละคร คุณชายรัชชานนท์ ที่มาภาพ : http://www.igossipy.comp=105903
ฉากดังจากละคร คุณชายรัชชานนท์ ที่มาภาพ: http://www.igossipy.comp=105903

ทั้งนี้ ชาวเน็ตได้แชร์คลิปของละครตอนนี้ พร้อมข้อความกันเป็นจำนวนมาก และยังมีการกล่าวชื่นชมผู้กำกับและนักแสดงคนเก่ง อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ที่ทำแต่ละครดี สอดแทรกเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ กระตุ้นหัวใจคนไทย เรื่องความรักชาติ รักแผ่นดิน และรักพระมหากษัตริย์อยู่เสมอ เหมือนกับครั้งที่ อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากละครเรื่อง “พระจันทร์สีรุ้ง” และได้ขึ้นไปกล่าวความรู้สึกบนเวทีว่า

“เป็นรางวัลที่ได้รับบทบาทจากผู้ที่เป็นพ่อ ก็ขออนุญาตพูดถึงพ่อนิดหนึ่งก็แล้วกันครับ พ่อเป็นเสาหลักของบ้านนะครับ บ้านของผมหลังใหญ่นะครับ ใหญ่มาก เราอยู่กันหลายคน ผมเกิดมานี่บ้านหลังนี้ก็สวยงามมากแล้ว สวยงามและอบอุ่น แต่กว่าจะเป็นแบบนี้ได้ บรรพบุรุษของพ่อ เสียเหงื่อ เสียเลือด เอาชีวิตเข้าแลก กว่าจะได้บ้านหลังนี้ขึ้นมานะครับ จนมาถึงวันนี้ พ่อคนนี้ก็ยังเหนื่อยที่จะดูแลบ้าน และก็ดูแลความสุขของทุกๆ คนในบ้าน

ถ้ามีใครสักคนโกรธใครมาก็ไม่รู้ ไม่ได้ดั่งใจเรื่องอะไรมาก็ไม่รู้ แล้วก็พาลมาลงที่พ่อ เกลียดพ่อ ด่าพ่อ คิดจะไล่พ่อออกจากบ้าน ผมจะเดินไปบอกกับคนๆ นั้น ว่า ถ้าเกลียดพ่อไม่รักพ่อแล้ว จงออกไปจากที่นี่ซะ เพราะที่นี่คือบ้านของพ่อ เพราะที่นี่คือแผ่นดินของพ่อ ผมรักในหลวงครับ และผมเชื่อว่า ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ รักในหลวงเหมือนกัน พวกเราสีเดียวกันครับ ศีรษะนี้มอบให้พระเจ้าแผ่นดิน”

“ขออำนาจ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน๊ตบุค แทบเล็ต ไอโฟน ไอแพด โทรศัพท์มือถือทุกยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ ก็ดี ช่วยดลบันดาลให้คนไทยหูตาสว่างในเร็ววันด้วยเถิ๊ด สาธุ”

“นี้ขนาดในละคร ชาวเวียงภูคำแค่เข้ามาอาศัยแผ่นดินไทยอยู่แค่ชั่วคราว ยังมีความสำนึกและรักแผ่นดินไทยได้ถึงเพียงนี้ แล้วทำไมคนไทยบางคนถึงไม่รักแผ่นดินไทยที่อาศัยมาตั่งแต่เกิด อยากให้สำนึกรักและหวงแหนแผ่นดินเกิดของเราครับ”

“ขอบคุณ ที่ช่วยปลูกจิตสำนึกความรักแผ่นดินให้แก่เยาวชน ขอบคุณ และชื่นชมอย่างมาก ถ้าคนไทยช่วยกันคนละเล็กคนละน้อย สักวันหนึ่ง ประเทศไทยที่ร่มเย็นเป็นสุขจะลับคืนมา ความแตกแยกที่เกิดขึ้นในแผ่นดินจะหมดไป ด้วยความหวังว่า ชีวิตที่เหลืออยู่ จะได้มีโอกาสเห็นอีกครั้งหนึ่ง ความสงบสุขของประเทศ ห่วงลูกหลานประเทศ อย่าแค่ห่วงลูกหลานตัวเอง”

“ขอขอบคุณ คุณอ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ที่เข้าใจและสามารถถ่ายทอดความสำนึกรู้คุณแผ่นดินของชาวไทยส่วนใหญ่”

“ถึงคุณอ๊อฟ ขอบคุณมากนะค่ะสิ่งที่คุณทำ ทุกคำพูดของคุณมันตอบสนองความต้องการของคนที่รักท่านมากได้ดีจริงๆ เสียดายที่ใครอีกหลายล้านคนไม่มีโอกาสได้ประกาศให้โลกรู้ อย่าได้ใส่ใจกับคำพูดหรือข้อความที่ทำให้บั่นทอนจิตใจเลยนะค่ะไม่ว่าอนาคตจะเกิดเหตุการณ์ใด หรือคำครหาใดขึ้นกับคุณ ขอให้คุณรับรู้ว่าคุณได้ทำเพื่อชาติเพื่อคนที่รักชาติ เพื่อหกสิบคนที่รักชาติรักท่านเหมือนคุณ”

“เกิดเป็นคนไทยตัองท่องไว้ 1.สิ่งที่ต้องทำคือความดี 2.สิ่งที่ต้องมีคือคุณธรรม. 3.สิ่งที่ต้องจำคือผู้มีพระคุณ”

เรื่องที่สาม สร้างกระแสกันได้ทุกซีซัน กับรายการ Thailand got Talent 2013 ที่ครั้งนี้ นำผู้เข้าแข่งขันมาร่วมรายการ จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านำมาโดยไม่มีการพิจารณาได้อย่างไร กับเทปรายการที่ออกอากาศเป็นเทปแรก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้แข่งขันที่ใช้ชื่อว่า “สิทธัตถะ เอมเมอรัล” ผู้สร้างความฉงนสงสัยให้ผู้ชมเป็นอย่างมาก เพราะแค่การแนะนำตัวด้วยเสียงห้วนๆ ว่าตัวเองชื่อ สิทธัตถะ เอมเมอรัล และเมื่อกรรมการ สาว เบนซ์ พรชิตา ถามว่า อายุเท่าไร มากับใคร สิทธัตถะ ก็ยังคงตอบสั้นๆ ห้วนๆ ว่า อายุ 24 ปี อยู่กรุงเทพฯ มากับแม่ จากนั้นเบนซ์ถามต่อไปว่า “แม่ไม่สอนให้พูดครับใช่ไหมคะ” สิทธัตถะก็ตอบทันทีว่า “พอดีบ้านไม่เคร่งเรื่องมารยาท คุณธรรมสำคัญกว่า” ซึ่งประโยคนี้ทำเอาคณะกรรมการและผู้ชมทั้งทางบ้านและในฮอลอึ้งกันไปเลยทีเดียว

สิทธัตถะ เอมเมอรัล วัย 24 ปี ที่มาภาพ : http://variety.horoworld.com54840
สิทธัตถะ เอมเมอรัล วัย 24 ปี ที่มาภาพ: http://variety.horoworld.com54840

โดยหลังจากจบการสนทนาดังกล่าว ก็จะเป็นการเริ่มโชว์ แต่หนึ่งในคณะกรรมการ โจ นูโว ได้มีการพูดออกมาเหมือนจะไม่ให้มีการแสดงขึ้น เพราะด้วยเรื่องของมารยาท และพฤติกรรมที่ไม่ผ่าน แต่ทางสาวเบนซ์ก็มีการตอบกลับว่า “รายการนี้ไม่ใช่รายการมารยาทไง รายการโชว์”ซึ่งสิทธัตถะ ก็ได้ทำการเริ่มโชว์เพลง “เปาบุ้นจิ้น” ซึ่งทันทีที่เสียงร้องขึ้น กรรมการอย่าง โจ นูโว ก็กดให้ไม่ผ่านทันที ตามมาด้วย ภิญโญ รู้ธรรม ซึ่งก็กดไม่ให้ผ่านเช่นกัน

ขณะที่สาวเบนซ์ก็ยังนั่งทนต่อไป และเมื่อร้องไปได้ไม่กี่ท่อน สิทธัตถะก็ขอน้ำดื่มและขอร้องแบบสดๆ ไม่ขอดนตรี พร้อมทั้งเสียงโห่จากผู้ชมในฮอล หลังจากนั้นครู่เดียว สาวเบนซ์ก็เริ่มการสนทนาแทนการฟังเพลง พร้อมกดไม่ให้ผ่าน และถามว่า มีใครเคยบอกเหรอว่าร้องเพลงเพราะ ซึ่งสิทธัตถะก็ตอบว่า “ที่เสียงแหบเพราะไม่ได้กินน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่น” ทั้งยังบอกอีกว่าที่มาเข้าประกวดเพราะเห็น ซูซาน บอยล์ และ กิ๊ก วารุณี ร้อง เลยอยากร้องบ้าง

โชว์ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงการจัดการรายการของบริษัทเวิร์คพอยท์ ที่เหมือนเป็นการสร้างกระแสเรียกเรตติ้ง เพราะที่ผ่านมา เวิร์คพอยท์ก็มักจะเป็นข่าวเกี่ยวกับรายการอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ เมื่อครั้งที่ นำโชว์เสียงโอปร่า ของ กิ๊ก วารุณี มาโชว์ พร้อมมีการขุดคุ้ยประวัติของเธอ และการโชว์เพนท์เปลือยอก หรือแม้กระทั่งรายการคนอวดผี ที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องเนื้อหารายการ และการแต่งตัวของผู้เข้าร่วมรายการ

ก่อนที่รายการในเทปแรกจะจบลง ก็ยังปิดท้ายด้วยการสร้างความประทับใจให้คนไทย ด้วยโชว์ของ สมชาย นิลศรี ชาวจังหวัดปัตตานี อายุ 29 ปี ที่มาโชว์ร้องเพลงที่แต่งขึ้นเอง เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนผู้คคนในฮอลเสียน้ำตา และลุกขึ้นปรบมือกันอย่างล้นหลาม มีผู้แชร์คลิปเพลงของสมชายกันอย่างมากมาย

สมชาย นิลศรี  อายุ 29 ปี ที่มาภาพ : http://www.popcornfor2.comcontent
สมชาย นิลศรี อายุ 29 ปี ที่มาภาพ: http://www.popcornfor2.comcontent

“มันคือความหลอกลวง มันคือเรื่องแต่ง มันไม่ใช่ความจริง รายการนี้คิดว่าคนดูคิดไม่เป็น ถามหน่อยเถอะ ถ้ามีคนที่ไม่มีมารยาท ขาดการอบรมสั่งสอนขนาดนี้ คุณจะให้เค้าขึ้นเวทีเหรอ แล้วพวกคุณคิดไม่ออกเลยเหรอว่าจะตัดภาพผู้แข่งขันคนนี้ออก เพราะ สิ่งที่เค้าแสดงออกมา ไม่จรรโลงสังคมเลย นอกเสียจากว่า คุณเจตนาจะให้มีเรื่องของคนคนนี้ให้ชาวบ้านได้ดู”

“เราไม่รู้นะว่าน้องเค้าพิเศษจริงป่ะ เพราะมันแสดงได้ มองแบบกลางๆ ถ้าน้องเค้าพิเศษจริง รายการก้อขาดดุลพินิจมาก แต่ถ้ามันเป็นการสร้างพื่อเรียกเรตติ้ง ก็พอๆ กันทั้ง2ฝ่าย รอตรวจสอบก่อนมั้ยว่าน้องเค้าพิเศษจริงมั้ย พวกเราจะได้ จวกได้เต็มที่ ไม่เป็นเหยื่อปั่นเรตติ้งให้พวกเค้า”

“อยู่ๆ คุณน้องเค้าคงไม่เดินมาสมัครออกรายการเองหรอก มันคงต้องผ่านหลายขั้นหลายตอน ถามหน่อยว่าผ่านมาได้ยังไง? หรือจะคิดในแง่ว่าอยากให้โอกาสเค้า ไม่อยากปฎิเสธ แต่ที่ทำไปมันทำให้เค้าเป็นตัวตลก อีกอย่างก็ต้องมีญาติๆ อีก ไปไหนกันหมด ยอมได้ไง ถ้าไม่ใช่เรื่องเตี๊ยมเพื่อเรตติ้ง ไม่ต้องคำนึงถึงอย่างอื่นแล้วเหรอเวิร์คพอยท์”

“บอกตรง ๆ ว่าซึ้งมาก จะร้องไห้ เพลงนี้บอกทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในใจผมทั้งหมดเลย แม้ว่าผมจะไม่ใช่ชาวใต้ แต่ก็เป็นคนหนึ่งที่อยากให้เมืองไทยสงบสุข มีสันติภาพตลอดไป”

“ผมว่าเค้าเสียงสมชาย เขาเหมือน วงกางเกงเลยครับ เพลงที่เค้าร้องเพลงนี้เค้าได้ถ่ายทอดความรู้สึก เจตนารมณ์สื่อออกมาทางเสียงเพลงเพื่อให้คนที่คิดหลงผิดได้กลับใจและให้คนไทยรักกันเหมือนเดิมเหมือนแต่ก่อน เพลงนี้อาจจะไม่ได้ยาวมากมายนักแต่ก็มีความหมายในเนื้อเพลงชัดเจน คืออยากให้คนไทยไม่ว่าจะอยู่ภาคไหนจังหวัดอะไรได้รัก กลมเกลียวเป็นปึกแผ่นไม่อยากให้แบ่งไม่แยกสี แยกผืนแผ่นดินที่เราอยู่ เพลงนี้จะเป็นดั่งนกพิราบขาวที่โบยบินสู่ชายแดนใต้ให้มาสงบสุขเหมือนเดิม สมดั่งปณิธานที่ชายคนนี้ตั้งไว้ใจของเขาอย่างแน่นอน”

“เราผู้บริโภคควรจะตื่น ควรจะรักษาสิทธิของเราด้วยการแสดงให้เห็นว่าเราไม่ต้องการรายการที่ไม่ได้สร้างอะไรให้กับสังคม ด้วยการไม่ให้ความสำคัญกับรายการแบบนี้อีกต่อไป ตอนนี้วิจารณ์ หรืออะไรก็แล้วแต่ก็ทำไปเถอะเป็นลักษณะการประณามด้วยกระแสสังคมแต่หลังจากนั้นควรจะไม่ให้ความสนใจอีกต่อไป เพราะ

-รายการนี้ต้นฉบับทำไว้ดีมีมาตรฐาน แม้จะเป็นรายการที่มีการเตี๊ยมกันของทีมงานแต่ในแง่กรรมการแล้ววิจารณ์ติชมกันตรงๆ ดูแล้วได้ความเห็นที่เป็นแง่คิดทั้งคนที่ประกวดและคนดู แต่พอเราเอามาทำต่อกับกลายเป็นทำละครเรื่องนึงเตี้ยมกันตั้งแต่คนประกวด ทีมงาน กรรมการและเจ้าของ

-กรรมการ ดูแล้วมีคำถามว่าเหมาะสมแล้วเหรอ เป็นคนเก่งจริง แต่เก่งพอที่จะให้ความเห็นที่เป็นบวกเป็นลบขนาดนี้แล้วหรือ ไม่มีคนที่เก่งกว่านี้แล้วหรือ หรือเน้นเป็นการแสดง การวิจารณ์เอาหน้าตาเป็นหลัก เอาหุ่นเป็นมาตรฐาน

-รูปแบบรายการจะเป็นดราม่าก็เป็นเถอะถ้าคิดว่าใครๆเขาก็ทำกัน แต่ขอถามว่าความพอดีอยู่ที่ตรงไหน หรือการเรียกเรตติ้งสำคัญกว่าจนไม่สนใจเนื้อหาอื่นๆ

-สุดท้ายสังคมได้อะไร ดูเทปนี้แล้วแม้แต่ความบันเทิง หรือความสบายใจของคนดูยังสร้างให้ไม่ได้ ได้แต่สร้างอารมณ์ของความขัดข้องใจ ความอึดอัด ความไม่พอใจ จนเลยเถิดเป็นกระแส นี่คือหลักการคิดของการทำรายการนี้หรือ เมื่อผู้จัด หรือคนทำเขาไม่เห็นคุณค่าที่จะเสนอให้กับสังคม สนใจแต่จะทำอะไรให้ตัวและรายการตัวเองได้ประโยชน์สูงสุดเช่นนี้ เห็นทีคงได้เวลาโบกมือลากันจริงๆแล้ว สำหรับบริษัทที่ชื่อเวริ์คพ้อยท์ เราคงทำให้เขาเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการไม่สนับสนุนรายการ หรือบริษัทพวกนี้อีก เราปกป้องสิทธิของเราด้วยการเลือกดูสิ่งที่เป็นบันเทิง มีประโยชน์ มีสาระแก่ตัวเรา หรือถ้าจะเอาขำแบบไม่มีสาระ อย่างน้อยรายการนั้นต้องไม่ทำร้ายใครเหมือนรายการแบบนี้ แน่นอนไม่มีอะไรถูกใจคนไปซะหมด แต่อย่างน้อยควรคิดถึงสิ่งที่คนดูจะได้รับบ้าง”

เรื่องที่สี่ สเตตัสช็อค!! ที่มีการพูดถึง และวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เมื่อมีข้อความปรากฏบนเฟซบุ๊กของวัยรุ่นหญิงคนหนึ่ง ที่ใช้ชื่อว่า Wichuda Sistee ด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม เพราะมีการกล่าวด่าผู้เป็นแม่ของตน ทั้งยังมีผู้มาให้ความเห็นในเชิงเห็นด้วยพร้อมกล่าวว่าบุพการีเพิ่มเติมอีกเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังไม่มีการรายงานข่าวใดเพิ่มเติม แต่ชาวสังคมออนไลน์ก็พูดถึงกันมากด้วยความสลดใจ ถึงพฤติกรรมของเด็กคนดังกล่าว บางก็มีการนำเรื่องราว พระคุณพ่อแม่ ที่มีต่อตนมาเล่าและแชร์ต่อกัน เพื่อสร้างและเปลี่ยนทัศนคติ ให้ได้ระลึกนึกถึงแต่สิ่งที่ดีของพ่อแม่

“ผมไม่ได้บอกว่าด่าพ่อแม่ตัวเองไม่ผิดนะครับ ผมแค่บอกว่าเราน่ะไม่รู้ความจิงด้วยซ้ำว่าครอบครัวนั้นเค้าเป็นอย่างไร คุณอาจอยู่ในครอบครัวที่ดี พ่อแม่เลี้ยงดูมาดีก็ได้ (ผมพ่อแม่ก็เลี้ยงมาดี ไม่ได้มีปมด้อยแต่ประการใด) แต่แม่ที่เกิดลูกมาโดยไม่ตั้งใจ ไม่เลี้ยงดูให้ดี ไม่สอนสั่งสิ่งที่ดีให้ลูก ใช้วาจาหยาบคายด่าลูกทุกวี่วันล่ะ เลี้ยงลูกแบบไม่ใส่ใจ พ่อแม่แบบนี้ก็มีนะ มีร้อยแปดพันเก้าประเภทเลยล่ะ จริงอยู่ถ้าคิดถึงความเป็นหนี้บุญคุณก็มีบ้างล่ะ แต่อย่างว่านะนานาจิตตัง คิดกันคนละอย่างแล้วแต่มุมมอง”

“เข้าใจที่บอกว่าพ่อแม่ บางทีไม่ดีแต่ แต่เรากำลังจะบอกว่าคุณว่า ไม่ว่าพ่อแม่จะดีไม่ดี เราไม่มีสิทธิ์โทษเค้า เหมือนดังที่เด็กคนนี้กำลังกระทำอยู่ คนเป็นลูกนะแค่คิดว่าพ่อแม่ตัวเองไม่ดีก็บาปแล้ว เข้าใจว่าพ่อแม่บางคนก็ไม่ดี แต่เป็นลูกไม่ควรมีความคิดแบบนั้น ธรรมะนะอ่านศึกษาดูนะจะได้รู้ว่ามันไม่ถูกต้อง”

“เราเป็นแม่คน และเราเป็นลูก จะบอกให้ เราเป็นลูก เราไม่เคยได้อะไรสมใจสักอย่าง เราต้องทำงานทุกอย่างเพื่อแลกมันมา แม่เราก็เหนื่อยทุกอย่างเพื่อให้ลูกมีกิน เรามองว่าแม่ไม่รักเราเลย แต่จริง ๆ แล้ว แม่เป็นหว่างเราตลอดเวลา เพียงแต่ไม่บอกเราเท่านั้น ในฐานะเราเป็นแม่ของลูก เราทำทุกอย่างเพื่อให้ลูก ได้ดี แต่ลูกสมัยนี ไม่เข้าใจหรอกว่า แม่ลำบากแค่ไหน แม่บางคนยอมอด เพื่อให้ลูกได้กินอิ่ม แต่ลูกรู้หรือเปล่าว่าตอนที่ลูกอิ่มนั้น แม่อด เพราะแะนั้น การที่แม่ด่า แม่บ่นลูกทุกวันนั้น เพื่อต้องการให้ลูกได้ดี แต่ตัวลูกละ ในขณะที่แม่บน แม่ว่า แม่ด่า ลูกทำตามที่แม่ด่า แม่ว่าหรือเปล่า เคยย้อนมองตัวเองหรือเปล่าละ ถ้าเราทำตามที่แม่ด่า แม่ว่า แม่บ่น สักวันหนึ่งคุณจะรู้ว่าแม่ด่าไปเพื่อให้ลูกได้ดี”

“วันที่เราเป็นลูก เราต้องทำงานทุกอย่าง แม่บอกว่าให้ทำอย่างนั้น แม่บอกว่าให้ทำอย่างนี้ แม่บอกว่าทำงาน ทำ ๆๆ ตลอดเวลา แถบจะไม่เคยได้เที่ยว ได้ทำนา หาปลา ขายของ ทำไม่ดีแม่ก็ว่า ทำไม่ถูกแม่ก็บ่น ทำอะไรก็ไม่ดีสักอย่างหนึ่ง น่าโมโห แต่วันหนึ่งที่เรามีครอบครัว มีชีวิตเป็นของเราเอง เราจะรู้ว่าแม่ด่า แม่บ่น แม่ว่านั้นมันทำให้เราแข็งแรง และเราสามารถต่อสู้ชีวิตเราได้ วันนั้นถ้าเราไม่เชื่อแม่ เราไม่ทำตามที่แม่บอก วันนี้เราจะอยู่ได้ไหม วันนี้เราไม่มีแม่แล้ว เราคิดถึงแม่ แต่เราก็ไม่สามารถตอบแทนแม่ได้แล้ว ในเมื่อวันนี้คุณ อายุ 16 ปี แล้ว คุณทนกับแม่ไม่ได้ คุณก็ไปจากแม่เสีย ต่างคนต่างอยู่ แม่ต้องกลับมาคุณหากินเองได้ คุณสามารถทำงานได้แล้ว ไปเสียเถอะ ดีกว่ามานั่งด่าแม่ตัวเอง แม่เจ็บปวด คุณเองก็เจ็บปวด เหมือนกัน ในเมื่อวันนี้ปีกแข็งแล้ว”

“อ่านข้อความแล้วหดหู่ใจจริๆ ไม่อยากตำนิเด็ก และไม่อยากต่อว่าผู้เป็นแม่และพ่อ แต่จะขอชี้แนะสักนิด เด็กเกิดมาเพราะความรักหรือความไคร่กันแน่ หากผู้เป็นพ่อแม่มีความรักลูก น่าจะมีความเอื้ออาทรห่วงใย ชี้แนะในสิ่งผิด ชี้นำในสิ่งถูก ให้เวลาใกล้ชิดกับลูกบ้าง ได้พูดคุยปัญหาต่างๆ เชื่อว่าเด็กไม่ออกมาเลวร้ายเช่นนี้แน่”

เรื่องที่ห้า กระแสสุดฮิตประจำสัปดาห์นี้กันเลยทีเดียวกับการเขย่า “โคอาลา มาร์ช” ขนมรูปหมีสอดไส้ช็อคโกแลตให้ได้ถึง 5,000 ครั้ง แล้วจะทำให้เจ้าหมีสอดไส้ช็อคโกแลตนี้กลายเป็นช็อคโกแลตบอล เมื่อมีคลิปเรื่องนี้ออกมา ทำให้มีผู้ซื้อเจ้าโคอาลา มาร์ช นี้มาเขย่ากันเป็นจำนวนมาก โดยที่จริงแล้วกระแสการเขย่า โคอาลา มาร์ช นี้มีมาตั้งแต่ปีที่แล้ว จากชาวญี่ปุ่นที่ทำคลิปสาธิตวิธีการเขย่า “โคอาลา มาร์ช” จนกลายเป็นช็อคโกแลตบอล แต่คนไทยเราเพิ่งมาฮิต

รูปของเจ้ากล่องโคอาลา มาร์ช กับช็อคโกแลตบอล ก็ไปปรากฏอยู่หน้าเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ของผู้อยากทดลอง ตามกระแสดังนี้กันอย่างมากมาย

ที่มาภาพ : http://faceblog.in.th201305koala-march-shake-effect
ที่มาภาพ: http://faceblog.in.th201305koala-march-shake-effect

“แบบนี้ก็จะเขย่าเลย์ ทำมันบดได้ซิครับ”

“แผนการโฆษณาสุดยอดเลย ทำ ให้ขายสินค้าได้เพิ่มขึ้น”

“เป็นการเผาผลาญพลังงานก่อนที่จะรับของใหม่เข้าไปน่ะครับ จริงๆ แล้วเป็นการจับมือกันระหว่าง โคอาล่ามาร์ช กับ สสส. โครงการเขย่าโคอาล่าไร้พุงตะหาก 555”

“อ่านะ ไปซื้อกินดีกว่ามั้ย กว่าจะได้กิน เราว่าปาทิ้งก่อนละ จะกินทีต้องเขย่าตั้ง 5000 ครั้ง”

“แบบเดิมก็กินง่าย ลายหมีก็น่ารักอยู่แล้ว พอเป็นช้อกบอล กินยากเลย”

“มันไม่เห็นแปลงตรงไหนเลย โคอาล่ามาร์ซ มันเป็นช็อกโกแลตเหลวๆ เขย่าๆ นานๆกรอบๆ ก็แหลกแล้วมันก็ปั่นรวมกันอ่ะ”