“ความรู้เรื่องทางการเงิน” (financial literacy) (1): หลักสากลและวิธีวัด

สฤณี อาชวานันทกุล

ในยุคที่ประชาชนเป็นหนี้ท่วมหัวเอาตัวไม่ค่อยรอด รายได้เพิ่มช้ากว่าหนี้สินและสวนทางกับอัตราการออม “ความรู้เรื่องทางการเงิน” (financial literacy) เริ่มเป็นที่พูดถึงหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิต และหลายคนก็เริ่มมองว่าภาครัฐต้องมีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังความรู้เรื่องทางการเงินตั้งแต่เด็ก สำคัญไม่แพ้การสอนให้เด็กๆ อ่านออกเขียนได้

หลายองค์กรในไทยดำเนินโครงการให้ความรู้ทางการเงิน (financial education) โดยมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมความรู้เรื่องทางการเงิน แต่ยังทำแบบต่างคนต่างทำ ส่วนใหญ่ยังไม่วัด “ผลผลิต” (output) ของการศึกษา เช่น ทดสอบความรู้หลังจบโครงการ หรือติดตามสอบถามผู้เข้าร่วมโครงการว่าสามารถจัดการเงินได้ดีขึ้นมากน้อยเพียงใด

โครงการให้ความรู้ส่วนใหญ่วัดแค่ “ปัจจัยนำเข้า” (input) ของการศึกษา เช่น จำนวนผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งบางองค์กรตีความว่านี่คือ “ผลผลิต” ของโครงการแล้ว หากแต่ที่แท้มันสะท้อนความสำเร็จขององค์กร (ตามตัววัดที่กำหนดเอง นั่นคือ สำเร็จในการระดมคนมารับการอบรม) มากกว่าความสำเร็จของการให้การศึกษา (คือผู้เรียนมีทักษะติดตัวมากขึ้น เอาทักษะไปใช้ในการจัดการเงินได้ดีขึ้น)

โครงการเหล่านี้ยังเข้าไม่ถึงผู้มีรายได้น้อยทั้งในเมืองและชนบท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการความรู้เรื่องทางการเงินอย่างเร่งด่วนที่สุด เพราะมีเงินน้อยที่สุดแต่ถูกมรสุมชีวิตท้าทายมากที่สุด เนื่องจากมีรายได้ไม่แน่นอนและเผชิญกับความเสี่ยงต่างๆ มากมาย แต่ได้รับการคุ้มครองจากภาครัฐน้อยที่สุด

อีกประเด็นที่พบในไทย คือ “เนื้อหา” ของโครงการเหล่านี้ผูกติดกับพันธกิจขององค์กรที่ดำเนินโครงการ จนไม่ครอบคลุมเรื่อง “พื้นฐาน” ที่จำเป็นต่อการสร้างความรู้เรื่องทางการเงิน

ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (Thailand Securities Institute: TSI) ซึ่งดำเนินโครงการให้ความรู้ทางการเงินอย่างยาวนานกว่าทศวรรษ เน้นแต่หัวข้อเกี่ยวกับ “การลงทุน” เป็นหลัก ส่วนโครงการของสถาบันการเงิน (ซึ่งมักจะทำเป็นส่วนหนึ่งของ “กิจกรรมซีเอสอาร์”) ก็มักจะเน้นเรื่องการใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ เป็นหลัก

ตัวอย่างสไลด์ที่ใช้ในหลักสูตร "ความรู้ทางการเงิน" ของ TSI ที่มาภาพ: https://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-frc3/p480x480/971764_543359802369776_1086176076_n.png
ตัวอย่างสไลด์ที่ใช้ในหลักสูตร “ความรู้ทางการเงิน” ของ TSI ที่มาภาพ: https://sphotos-b.xx.fbcdn.net/hphotos-frc3/p480x480/971764_543359802369776_1086176076_n.png

TSI เน้นเรื่องการลงทุนในหุ้นก็เพราะเป็นบริษัทลูกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สถาบันการเงินต่างๆ เน้นเรื่องวิธีใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินก็เพราะรายได้หลักของตัวเองมาจากการขายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ จึงย่อมอยากได้ “ลูกค้า” มากขึ้น

เรื่องนี้ไม่มีอะไรผิดและไม่น่าแปลกใจ เพียงแต่น่าเสียดายและอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า “ความรู้เรื่องทางการเงิน” หมายความแค่การรู้จักวิธีวางแผนการลงทุนและวิธีใช้ผลิตภัณฑ์ของสถาบันการเงินเท่านั้น ทั้งที่มันมีความหมายกว้างกว่านี้มาก และสำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้เลย จะต้องเริ่มต้นจากทักษะขั้นพื้นฐานกว่านั้นมาก อาทิ ความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “สิ่งที่จำเป็น” (need) กับ “สิ่งที่อยากได้แต่ไม่จำเป็น” (want) การบันทึกรายรับรายจ่าย ความเข้าใจพื้นฐานเรื่องค่าของเงินผ่านกาลเวลา ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อฐานะทางการเงิน ฯลฯ

ในแง่หนึ่ง การให้การศึกษาทางการเงินที่เริ่มต้นเรื่องการออมเพื่อลงทุนกับการใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เปรียบได้กับการสอนหลักสูตรปริญญาโทให้กับเด็กที่ยังเรียนไม่จบประถมปีที่หก นอกจากนี้ยังสุ่มเสี่ยงว่าผู้สอนจะ “นิยาม” ความรู้เรื่องทางการเงินอย่างคับแคบเกินไป เช่น ตีความ “การออมเงินเป็น” ว่าหมายถึง “การมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารและมาฝากเงินอย่างสม่ำเสมอ” ทั้งที่คนไทยหลายล้านคนออมเงินไว้กับตัวเองหรือสถาบันการเงินนอกระบบทางการ เช่น สัจจะลดรายจ่าย สหกรณ์ออมทรัพย์ บัญชี 2 ในกองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ

การไม่มีบัญชีธนาคาร ไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นไม่รู้เรื่องทางการเงิน

แล้ว “ความรู้เรื่องทางการเงิน” หมายถึงอะไร? กล่าวอย่างสั้นที่สุด ปัจจุบันคำนี้หมายถึง “ชุดทักษะและความรู้ที่ช่วยให้ปัจเจกสามารถจัดการทรัพยากรทางการเงินของตัวเองทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีข้อมูลครบถ้วน” ตั้งแต่เรื่องการหารายได้ การออม การลงทุน การจัดทำงบประมาณรายรับรายจ่าย การจัดการหนี้ และการวางแผนทางการเงิน

นิยามหนึ่งที่ผู้เขียนชอบคือนิยามที่ OECD ใช้กับแบบข้อสอบ PISA (ย่อมาจาก Programme for International Student Assessment) ซึ่งเป็นชุดข้อสอบทักษะระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับสูงสุดชุดหนึ่งในโลก

หน้าปกรายงาน "กรอบการวัดผลและวิเคราะห์ PISA ประจำปี 2012 รวมเรื่อง "ความรู้เรื่องทางการเงิน" เป็นครั้งแรก ที่มาภาพ: http://img1.imagesbn.com/p/9789264190528_p0_v1_s260x420.JPG
หน้าปกรายงาน “กรอบการวัดผลและวิเคราะห์ PISA ประจำปี 2012 รวมเรื่อง “ความรู้เรื่องทางการเงิน” เป็นครั้งแรก ที่มาภาพ: http://img1.imagesbn.com/p/9789264190528_p0_v1_s260x420.JPG

ข้อสอบ PISA ประจำปี 2012 (ซึ่งจะประกาศผลราวปลายปี 2013) เป็นครั้งแรกที่ทดสอบ “ความรู้เรื่องทางการเงิน” ของนักเรียนวัย 15 ปี ใน 18 ประเทศ โดยคณะผู้จัดทำข้อสอบชุดนี้ให้ PISA นิยาม “ความรู้เรื่องทางการเงิน” ไว้ว่า

“ความรู้เรื่องทางการเงิน หมายถึงความรู้และความเข้าใจแนวความคิดที่เกี่ยวกับการเงิน ความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงทักษะ แรงจูงใจ และความเชื่อมั่นที่จะใช้ความรู้และความเข้าใจเหล่านี้ในการตัดสินใจที่มีประสิทธิผล ในหลากหลายบริบททางการเงิน เพื่อปรับปรุงความอยู่ดีมีสุขทางการเงินของปัจเจกและสังคม และช่วยให้สามารถมีส่วนร่วมในชีวิตทางเศรษฐกิจ”

ผู้เขียนชอบนิยามนี้เพราะมันประกอบด้วยสองส่วน ส่วนแรกพูดถึงลักษณะ “ความรู้และความเข้าใจ” ที่เกี่ยวข้อง ส่วนหลังพูดถึง “เป้าหมาย” ว่าเราควรพัฒนาชุดความรู้และความเข้าใจไปทำไม – PISA เสนอว่า “เพื่อปรับปรุงความอยู่ดีมีสุขทางการเงินของปัจเจกและสังคม และช่วยให้สามารถมีส่วนร่วมในชีวิตทางเศรษฐกิจ”

พูดง่ายๆ คือ เรื่องการเงินนั้น “รู้” อย่างเดียวไม่พอ ต้อง “ใช้” ความรู้ในชีวิตประจำวันเป็น ส่งผลให้ฐานะทางการเงินดีขึ้นจริงๆ ด้วย จึงจะพิสูจน์ได้ว่า “รู้เรื่อง” จริงๆ

นอกจากจะนิยามได้ดีแล้ว ข้อสอบเรื่องความรู้เรื่องทางการเงินของ PISA ยังชัดเจนและวัดระดับความรู้เรื่องทางการเงินขั้นพื้นฐานได้ค่อนข้างดีอีกด้วย (ดูตัวอย่างคำถามและคำอธิบายในล้อมกรอบ)

วันนี้ความรู้เรื่องทางการเงินเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังให้ความสำคัญ เนื่องจากระบบสวัสดิการสังคมของรัฐกำลังเผชิญแรงตึงเครียดเป็นประวัติการณ์ จากภาระหนี้สาธารณะ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไปสู่สังคมผู้สูงอายุ และพัฒนาการใหม่ๆ ในตลาดการเงินซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ซับซ้อนเข้าใจยากกว่าที่แล้วมาทุกสมัย ปัจจุบันรัฐบาลหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ มีโครงการให้ความรู้ทางการเงินระดับชาติ

อย่างไรก็ตาม โครงการเหล่านี้จวบจนปัจจุบันยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิชาการว่าช่วย “ปรับปรุงความอยู่ดีมีสุขทางการเงิน” ได้อย่างมีประสิทธิผล และนักวิจัยด้านนี้หลายคนก็ส่งเสียงเตือนให้เราระวัง “ลักษณะทางการเมือง” ของโครงการให้ความรู้ทางการเงินหลายโครงการ ซึ่งพวกเขามองว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับการถ่ายโอนความเสี่ยงจากรัฐหรือเอกชน มาให้ปัจเจกแบกรับมากขึ้น (เช่น เงินออมหลังเกษียณ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียน ฯลฯ) และดังนั้นจึงเรียกร้องว่าโครงการทำนองนี้ควรถูกยกเครื่องเสียใหม่

ไม่อย่างนั้นโครงการเหล่านี้อาจสุ่มเสี่ยงจะทำให้คนมองว่าความล้มเหลวทางการเงินเป็นปัญหาส่วนตัวของเขาคนเดียว (ที่ “ไม่รู้เรื่อง” เอง) และเข้าใจผิดว่าความเสี่ยงทางการเงินไม่เกี่ยวอะไรกับการเมือง และสถาบันการเงินก็ไม่ต้องรับผิดชอบ (เช่น เปิดเผยเงื่อนไขชัดเจน ไม่บังคับขายพ่วงประกันกับผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ฯลฯ) อะไรเลย เพราะผู้บริโภคมี “หน้าที่” ฝ่ายเดียวที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจทางการเงิน

โปรดติดตามตอนต่อไป

ตัวอย่างคำถามที่วัดระดับ “ความรู้เรื่องทางการเงิน” ได้ดี

(แปลและเรียบเรียงจากบางตอนใน PISA 2012 Financial Literacy Framework)

คำถาม 1: ไปตลาด

ตัวอย่างคำถาม 1: ไปตลาด จากชุดข้อสอบ PISA
ตัวอย่างคำถาม 1: ไปตลาด จากชุดข้อสอบ PISA

คำถามข้อนี้ทดสอบเรื่อง ความคุ้มค่าทางการเงิน โดยใช้บริบทของกิจกรรมในชีวิตประจำวัน คือการไปจ่ายตลาด นักเรียนที่จะได้คะแนนจากคำถามข้อนี้จะต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเปรียบเทียบวิธีซื้อมะเขือเทศสองวิธีนี้เป็น

ตัวอย่างคำตอบที่จะได้คะแนนคือ “มะเขือเทศเดี่ยวๆ กิโลละ 2.75 บาท แต่มะเขือเทศในกล่องถ้าคิดเป็นกิโล ต่อกิโลละ 2.2 บาทเท่านั้น” “เพราะถ้าซื้อมะเขือเทศเดี่ยวๆ 10 กิโล ต้องใช้เงิน 27.50 บาท” หรือ “ถ้าซื้อเป็นกล่อง คุณได้จำนวนมะเขือเทศต่อหนึ่งบาทมากกว่า”

คำถาม 2: การตัดสินใจใช้จ่าย

ตัวอย่างคำถาม 2: การตัดสินใจใช้จ่าย จากชุดข้อสอบ PISA
ตัวอย่างคำถาม 2: การตัดสินใจใช้จ่าย จากชุดข้อสอบ PISA

คำถามข้อนี้ทดสอบเรื่อง การวางแผนและจัดการเงิน โดยให้นักเรียนจัดอันดับความสำคัญของการใช้จ่ายเวลาที่มีเงินจำกัด (ต้องใช้เงินไม่เกินงบ) ทดสอบว่านักเรียนแยกแยะระหว่าง “สิ่งที่จำเป็น” กับ “สิ่งที่อยากได้แต่ไม่จำเป็น” ได้หรือไม่

(คำตอบที่ถูกต้องเรียงตามลำดับคือ “ไม่ใช่” “ใช่” และ “ไม่ใช่”)

คำถาม 3: ประกันรถมอเตอร์ไซค์

ตัวอย่างคำถาม 3: ประกันรถมอเตอร์ไซค์ จากชุดข้อสอบ PISA
ตัวอย่างคำถาม 3: ประกันรถมอเตอร์ไซค์ จากชุดข้อสอบ PISA

คำถามข้อนี้ทดสอบเรื่อง ความเสี่ยงและผลตอบแทน เพราะประกันเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาช่วยคุ้มครองปัจเจกจากความเสี่ยงและความสูญเสียทางการเงินที่อาจรับไม่ได้โดยลำพัง คำถามนี้ทดสอบว่านักเรียนเข้าใจเพียงใดว่า เหตุการณ์ไหนเพิ่มความเสี่ยง และเมื่อความเสี่ยงเพิ่มขึ้นก็ต้องจ่ายเบี้ยประกันแพงกว่าเดิม

(คำตอบที่ถูกต้องเรียงตามลำดับคือ “เพิ่มค่าใช้จ่าย” “ไม่มีผลใดๆ ต่อค่าใช้จ่าย” และ “เพิ่มค่าใช้จ่าย”)

  • Chayuth

    เรื่องมะเขือเทศ
    จงให้เหตุผล “สนับสนุน”
    แล้วถ้าผมไม่ “สนับสนุน” ล่ะ

    1. คุณภาพ

    ซื้อแบบชั่งกิโลเนี่ย ปกติมันเลือกได้ เราก็เลือกอันที่ดีแล้วไปชั่ง สมมติว่า 10 กิโล จ่าย 27.5 บาท แต่ได้มะเขือเทศดีๆทั้ง 10 กิโล คิดเป็น 2.75 บาทต่อกิโล

    ซื้อเป็นกล่อง ปกติมันเลือกไม่ได้ สมมติว่าซื้อ 1 กล่อง 10 กิโล เปิดมาเน่าสัก 3 กิโล จ่าย 22 บาท แต่ได้ 7 กิโล คิดเป็น 3.14 บาทต่อกิโล แพงกว่าอันแรกก

    2. ปริมาณ

    สมมติว่าเราอยู่หอคนเดียว และไม่อยากกินมะเขือเทศทั้งอาทิตย์ ต้องการแค่ 1 กิโล จะซื้อยกกล่องทำไม 10 กิโล เราก็ซื้อ 1 กิโล 2.75 บาท จบ

    บางครั้งการวางแผนทางการเงินมันก็ไม่ได้มีแค่ + – ตัวเลข

    • Pitpibool

      ผมว่าจริงๆคำตอบมันไม่ควรมีเพียง 1 ครับ เพียงแต่ถ้าคำตอบไม่ได้มีเพียง 1 อาจจะทำให้วัดเกณฑ์ออกมาเป็นตัวเลขได้ยาก และโจทย์ไม่ได้ให้เงื่อนไขที่มากเพียงพอด้วย (นี่เป็นปัญหาในการทำข้อสอบปรนัยอย่างมากด้วย บางทีตัวแปรมันดิ้นได้เยอะ โดยเฉพาะในชีวิตจริง เรื่องของค่าเสียโอกาส)

    • ๊V isitor

      ความเห็นของคุณไม่ผิดครับ ในข้อสอบจริงๆมันทีคำถามมากกว่านั้น จขทก.เอาข้อสอบมาแค่บางส่วน สำหรับมะเขือเทศ มีอีกข้อที่ถามว่า การซื้อ 1 กก. อาจเหมาะสมกว่าเพราะอะไร

  • Ppong

    เห็นด้วยกับคุณ Chayuth (ใช่น้องเม่าอะเปล่า) ข้อสอบ PISA ให้คะแนนกับคำตอบที่หลากหลายที่สมเหตุสมผลและความเป็นจริง ตัวอย่างมะเขือเทศไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะมีคำตอบเดียวแบบที่ผู้เขียนเสนอ แต่คิดว่าผู้เขียนเขาเสนอตัวอย่างคำตอบเพียงประเด็นเดียวเท่านั้น ซึ่่งดูจากนิยาม finacial litreracy แล้ว มันต้องมีมากกว่า 1 คำตอบครับ

  • Suthon Hin

    ความยากจนเกิดจากการจัดระเบียบขั้นฐานรากของแทบทุกประเทศในโลกไม่เป็นธรรม คือปล่อยให้เอกชนเป็นเจ้าของที่ดินโดยเก็บภาษีที่ดินน้อยไป ทำให้คนรวยสามารถกักตุนที่ดินได้มากๆ ทำให้ที่ดินราคาแพง และได้รับการทำประโยชน์น้อยไป ผลผลิตของชาติจึงต่ำ และคนงานต้องแย่งกันหางานทำ ถูกกดค่าแรง ซ้ำรัฐกลับต้องเก็บภาษีจากการลงทุนลงแรงผลิตสินค้าและบริการ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้ ทำให้ของแพง แต่รายได้ลด (ทั้งที่การผลิตและการแลกเปลี่ยนซื้อขายกันเป็นผลดีต่อส่วนรวมโดยการแบ่งงานกันทำตามที่ชอบ ประสิทธิภาพการผลิตสูงขึ้นมหาศาล)

    นี่คือเหตุที่เกิดองค์การกุศลจำนวนมากมายคอยดูแลช่วยเหลือคนชรา เด็กยากจน ผู้ป่วยหรือพิการ แต่ก็ไม่ทั่วถึง

    ที่ร้ายขึ้นไปอีกก็คือการเก็งกำไรที่ดินทำให้เกิดวิกฤตฟองสบู่ซ้ำซาก ก่อความเสียหายใหญ่หลวง ธุรกิจล้ม คนว่างงานเพิ่ม

    ลองคิดดูสิครับว่า ถ้าคนรวยไม่อยากถือครองที่ดินไว้เกินกว่าที่จะทำประโยชน์ได้คุ้มกับภาษีที่ดิน (ที่รัฐควรจะเก็บสูงขึ้น) ราคา/ค่าเช่าที่ดินก็จะต่ำลง คนจนจะหาที่ดินอยู่อาศัยและทำมาหากินได้ง่ายขึ้น ยิ่งถ้าไม่มีการเก็บภาษีการผลิตการค้า รายได้ผู้ลงทุนลงแรงจะสูงขึ้น แต่ราคาสินค้าต่ำลง ผลก็คือเงินไม่เฟ้อ และความยากจนจะบรรเทาลงมาก ผู้คนจะมีกำลังใจลงทุนประกอบการมากขึ้น เศรษฐกิจจะคึกคักมีชีวิตชีวา และถ้าในที่สุดรัฐเก็บภาษีอย่างเดียวสูงเท่าค่าเช่าที่ดินตามอัตราตลาด รัฐจะมีเงินเหลือทำรัฐสวัสดิการได้กว้างขวางทั่วถึง เป็นตาข่ายนิรภัยช่วยคนชรา ผู้ป่วย คนพิการ เด็กอนาถา ได้อย่างดี แถมสามารถแจกเงินปันผลพลเมืองได้ด้วย ความได้เปรียบเสียเปรียบในการได้ครองที่ดินมากน้อยดีเลวผิดกันก็หมดไป

  • โป้ง

    เรื่องมะเขือ ผมก็ว่าถ้าเป็นครอบครัวเดี่ยว ใครจะซื้อไปทีละ 10 kg ต่อให้กินวันละ 3 มื้อ ก็เน่าไปซะ 5 kg แล้ว ราคาต่อ kg ที่นำไปบริโภคจริง ก็จะกลายเป็น 4.4 บาท/kg