ข่าวลือเด้ง “พล.อ.ประยุทธ์” วัดใจผู้นำทหาร – เปิดแคนดิเดท “ปลัดกลาโหม – ผบ.ทบ.” ตท.13 ยึดเก้าอี้

15 พฤษภาคม 2013

 พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม นำ ผบ.เหล่าทัพ เข้าอวยพร พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ  เนื่องในวันสงกรานต์

พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม นำ ผบ.เหล่าทัพ เข้าอวยพร
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เนื่องในวันสงกรานต์

สถานการณ์ “การเมือง–กองทัพ” กลับมาร้อนระอุอีกครั้งหลังข่าวลือรัฐบาลเตรียมปรับหรือเด้ง “บิ๊กตู่” พล.อ.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “ตท.12” ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกจากเก้าอี้ “ทบ.1” โดยให้ไปนั่งในตำแหน่ง “ผู้บัญชาการทหารสูงสุด” หรือ “ปลัดกระทรวงกลาโหม” แทนในช่วงฤดูการแต่งตั้งโยกย้ายเดือนตุลาคมนี้

เนื่องจาก “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน “ตท.11” ปลัดกระทรวงกลาโหมคนปัจจุบัน จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. นี้ ทำให้เปิดช่องในตำแหน่ง “ปลัดกลาโหม”

พร้อมขยับ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร “ตท.12” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ที่จะเกษียณอายุราชการปี ’57 เช่นเดียวกับ “พล.อ.ประยุทธ์” ไปนั่งเก้าอี้ “ปลัดกลาโหม” และให้ “พล.อ.ประยุทธ์” มานั่งเก้าอี้ “ผบ.สส.” แทน หรือกระทั่งอาจย้ายข้ามไปเป็น “ปลัดกลาโหม” เลย

แต่หากวิเคราะห์กระแสข่าวลือเรื่องย้าย (ปลด) “ผบ.ทบ.” ที่เกิดขึ้น ก็ใช่ว่าจะเป็นเพียงแต่ข่าว แถมข่าวลือนี้ดันมาเร็วกว่ากำหนด เพราะยังไม่ถึงฤดูการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับนายพล แต่ที่ดังกระหึ่มนั้น เพราะมี “คน – กลุ่ม” ที่รอโอกาส รอจังหวะ และนำข่าวนี้มาขยายผล เพื่อประโยชน์ของตนเอง

โดยเฉพาะ “คน–กลุ่ม–กองเชียร์” ที่อยากให้มีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น โดยจากประวัติศาสตร์การปฏิวัติฯ ของไทยแล้ว เกือบทุกครั้งมีปัจจัยหลักเรื่องการย้าย “ผบ.ทบ.” เกี่ยวข้องมาโดยตลอด ไม่ว่าข่าวนั้นจะจริงหรือเท็จ ก็สั่นคลอน-วัดใจ “ผบ.ทบ.” แทบทุกครั้ง

แม้แต่การปฏิวัติฯ ครั้งล่าสุด เมื่อ 19 กันยายน 2549 ก็เป็นอีกครั้งที่มีข่าวว่า การปลด “ผบ.ทบ.” ทำให้ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ในตอนนั้น ตัดสินใจสั่ง “ทหาร-รถถัง” ออกมายึดอำนาจของ “นายใหญ่” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่อยู่ระหว่างทัวร์ต่างประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เดินชมอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นสิ่งประดิษฐ์และผลงานวิจัยทางทหารในงาน ? วันภูมิปัญญานักรบไทย?ประจำปี 2555 ที่สโมสรทหารบก(วิภาวดี)

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เดินชมอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นสิ่งประดิษฐ์และผลงานวิจัยทางทหารในงาน “ วันภูมิปัญญานักรบไทย”ประจำปี 2555 ที่สโมสรทหารบก(วิภาวดี)

ผนวกกับคำพูด “พล.อ.ประยุทธ์” ที่ตอบคำถาม “นักข่าว” เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “ไม่ใช่บอกว่าผมเปลี่ยนแปลงไปเพราะผมกลัว รักษาตำแหน่ง ไม่จำเป็น เรื่องตำแหน่งจะเอาเมื่อไรก็เอาไป ผมไม่ได้อยากได้อยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องรักษาตำแหน่งนี้ไว้ในการปกครองบังคับบัญชา ทหารทำหน้าที่ต่างๆ แล้วจะมาทำลายกองทัพ ทำลายผมทำไม แล้วอีกหน่อยจะมีใครไปดูแล ไม่ใช่ว่าผมจะอยู่จนไม่มีวันสิ้นสุด เดี๋ยวผมก็เกษียณ เดี๋ยวก็ปรับย้ายอะไรกันไป ตำแหน่ง ผบ.สส. เป็นอย่างไร มันเลวร้ายมากหรือ ทุกตำแหน่งมีเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นอะไร ปัญหาขึ้นอยู่กับว่าเป็นแล้วสบายใจ หรือเป็นแล้วได้ทำหน้าที่ของตัวเองหรือไม่ ส่วนจะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่นั้น ไม่รู้ เพราะไม่ใช่หน้าที่ตน ต้องไปถามคณะกรรมการปรับย้าย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่มีอำนาจในการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง”

เมื่อการตอบคำถามดังกล่าว ได้มาโยงกับข่าวลือย้าย “ผบ.ทบ.” ก็ทำให้กระแสยิ่งร้อนขึ้นไปอีก ร้อนถึง “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ กับ “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ต้องรีบออกมาปฏิเสธว่าไม่มีแนวคิดย้าย “ผบ.ทบ.” เพื่อสยบข่าวลือทันทีและป้องกันข่าวลือนี้ไปไกลกว่านี้ ที่สำคัญ เพื่อป้องกัน อันตรายของรัฐบาลอันอาจเกิดจากจากการปฏิวัติฯ

นอกจากนี้ มีการซุบซิบใน “กองทัพ” ว่ากันว่า การปั่นข่าวลือที่เกิดขึ้นก็มาจาก “นายทหาร” ด้วยกันเองนี่แหละ โดยเฉพาะ “ตท.13” จับมือกับ “การเมือง” เลื่อยขา “ตท.12” ให้หลุดจากตำแหน่งสำคัญ พร้อมเตะสกัดแคนดิเดต “ตท.14” ไม่ให้ก้าวขึ้นรับตำแหน่งสำคัญแบบไปในตัว…

ว่ากันว่า หาก “พล.อ.ประยุทธ์” อยู่ในตำแหน่งและเกษียณอายุราชการในปี ’57 คนที่จะมารับตำแหน่ง “ผบ.ทบ.” ต่อแบบนอนมาและไร้คู่แข่งก็คือ “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร “ตท.14” เสธ.ทบ. นายทหารสาย “ทหารเสือราชินี” ที่จะเกษียณอายุราชการปี 2558

แต่ทว่า หาก “พล.อ.ประยุทธ์” ต้องประสบอุบัติเหตุ “เก้าอี้หัก” ปัจจัยทุกอย่างจะเปลี่ยน แคนดิเดต “ผบ.ทบ.” ในปี 2556 จะเปิดกว้าง จะมีหลายคนมีสิทธิ์ขึ้นมาทันที..

โดยเฉพาะทุกสายตาจับจองมาที่ “บิ๊กอ๋อย” พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต “ตท.13” ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช. ผบ.ทบ.” นายทหารสาย “วงศ์เทวัญ” ที่จะเกษียณอายุราชการในปี ’57 ซึ่งหากดูโปรไฟล์แล้วก็ถือว่าไม่ธรรมดา มีความสัมพันธ์อันดีไม่น้อยกับ “พล.อ.อ.สุกำพล” ทีมงาน และกลุ่มธุรกิจที่อยู่รอบตัว “รมว.กลาโหม”

ที่สำคัญ ในการแต่ตั้งโยกย้ายนายพลเมื่อครั้งที่ผ่านมา “พล.อ.จิระเดช” ได้พิสูจน์มาแล้วว่าเป็นของจริง ผงาดขึ้นมานั่งเก้าอี้ “ผช.ผบ.ทบ.” จากสายสัมพันธ์ทางการเมืองที่ไม่ธรรมดา คงต้องติดตามว่า “พล.อ.จิระเดช” จะไปถึงฝั่งฝันหรือไม่

 พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก

พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ “พล.อ.ประยุทธ์” จะเตรียมแผนสำรอง คือให้ “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ “ตท.12” ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก และในฐานะ “ผอ.ช่อง 5” เพื่อนรัก ที่ดูแลเรื่องเงินๆ ทองๆ มาโดยตลอดขึ้นมาเป็น “ผบ.ทบ.” แทน เพราะมีอายุราชการจนถึงปี 2558 เรียกได้ว่า “พล.อ.ฉัตรชัย” เกษียณเป็นคนสุดท้ายของรุ่นเลยทีเดียว

ทว่า คิดได้ วางแผนได้ แต่ท่าทาง “ฝ่ายการเมือง” คงไม่เล่นด้วยอย่างแน่นอน…

คงต้องติดตามดูกันว่า ข่าวลือชอตนี้ จะสั่นคลอน “พล.อ.ประยุทธ์” มากน้อยแค่ไหน ข่าวเลื่อยเก้าอี้ “ทบ.1” นี้จะยุติแบบลมที่พัดผ่านเลยไปหรือไม่…

แต่หากจะวิเคราะห์แคนดิเดตที่จะขึ้นเป็น “ปลัดกลาโหม” คนใหม่นั้น ถ้ายึดปัจจัยว่า “พล.อ.ธนะศักดิ์-พล.อ.ประยุทธ์” อยู่ในตำแหน่งเหมือนเดิม ก็ต้องหวังให้ “พล.อ.อ.สุกำพล” ยึดถือ “คำพูด” กฎเหล็กของตนเองเมื่อครั้งที่ใช้โยกย้ายนายทหารระดับนายพลเมื่อปี 2555 ที่ยึดถือเรื่องความอาวุโส รุ่นพี่ที่ต้องยืนแถวหน้า “ผบ.เหล่าทัพ”

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตรวจแถวกองเกียรติยศ  โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ เดินอยู่เคียงข้าง

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ตรวจแถวกองเกียรติยศ โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ
เดินอยู่เคียงข้าง

หากเป็นแบบนั้นแล้วละก็ แคนดิเดตหมายเลข 1 จะตกไปอยู่ที่ “บิ๊กหนู” พล.อ.อ.บุญยฤทธิ์ เกิดสุข (ตท.11) รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (รอง ผบ.สส.) ทันที เพราะในปัจจุบันมีความอาวุโสสูงสุดใน “กองทัพ” เป็นรุ่นพี่ของน้องๆ ทุกคน และจะเกษียณอายุราชการในปี 2557

หาก “พล.อ.อ.บุญยฤทธิ์” จะยืนนำหน้าในตำแหน่ง “ปลัดกลาโหม” เชื่อว่าน้องๆ ในกองทัพก็จะสนับสนุนด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ “พล.อ.ธนะศักดิ์–พล.อ.ประยุทธ์” ยิ่งแฮปปี้แน่นอน เพราะจะทำให้ตำแหน่ง “ผบ.สส.–ผบ.ทบ.” ของตนเองไม่ถูกแตะต้องอีกด้วย

แต่ปัญหาคือ “รัฐบาล” รวมถึง “นายใหญ่” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเลือกหรือไม่ โดยเฉพาะจุดอ่อนที่สุดของ “พล.อ.อ.บุญยฤทธิ์” คือ “สายสัมพันธ์ทางการเมือง” ที่ค่อนข้างอ่อน ขาดแรงสนับสนุนจาก “ฝ่ายการเมือง” ทำให้กลายเป็นปัจจัยที่มีผลต่อเก้าอี้ “ปลัดกลาโหม”

และที่สำคัญ “พล.อ.อ.สุกำพล” จะออกแรงหนุนรุ่นน้อง “ทหารอากาศ” หรือไม่ หากผลักดันจะลงแรงแค่ไหน

ขณะที่ แคดิเดตฝั่งนายทหาร “ตท.12” คือ “บิ๊กตี๋” พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รอง ผบ.สส. ที่มีอายุราชการถึงปี 2558 โดยทาง “พล.อ.ธนะศักดิ์” จะส่งชื่อนี้เข้าประกวดให้คณะกรรมการพิจารณาการปรับย้าย ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 แต่คงจะถูกตีตกไปโดยปริยาย

ส่วนแคนดิเดตในกระทรวงกลาโหม ได้แก่ “บิ๊กแป๊ะ” พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก “ตท.14” รองปลัดกลาโหม คนที่ 1 จิ๊กซอว์คนสำคัญที่มีบทบาทในการดูแลเรื่องงานยุทธการต่างๆ ให้ “พล.อ.อ.สุกำพล” ตั้งแต่เรื่องการเจรจากับกลุ่ม “บีอาร์เอ็น” ในภารกิจดับไฟใต้ การสู้คดีปราสาทพระวิหารที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

แต่ปัญหาคือ เรื่องความอาวุโส และเรื่องรุ่น ตท.14 หากนั่งเก้าอี้ “ปลัดกลาโหม” อาจจะไม่สวยที่มายืนอยู่หน้ารุ่นพี่ใน “กองทัพ” แต่ที่เป็นอันตรายที่สุดคือ ความใจร้อนกระหายในตำแหน่ง ที่จะกลายเป็นภัยต่อตัวเอง เพราะว่ากันว่า หากใจเย็นๆ เก้าอี้ “ปลัดกลาโหม” ไม่น่าจะหนีไปไหน

แต่หากใจร้อน อาจต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกับเพื่อนร่วมรุ่น “บิ๊กกี๋” พล.อ.ชาตรี ทัตติ “ตท.14” จเรทั่วไป ที่ใจร้อนอยากขึ้นเป็น “ปลัดกลาโหม” สมัยดำรงตำแหน่ง “รองปลัดกลาโหม” จนต้องกระเด็นหลุดโผไปมาจนถึงบัดนี้

ส่วนแคดิเดตคนสำคัญที่ถูกเก็บไว้ในหิน คือ “บิ๊กใหญ่” พล.อ.มล ประสบชัย เกษมสันต์ “ตท.13” รองปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ถือเป็นมือขวา “พล.อ.อ.สุกำพล” ในการทำงานเลยทีเดียว เพราะ “พล.อ.มล.ประสบชัย” ควบตำแหน่ง หัวหน้าสำนักงาน “รมว.กลาโหม” อีก 1 ตำแหน่ง

ทำให้ทุกแผนงาน ทุกนโยบาย ทั้งหมดต้องผ่าน “พล.อ.มล.ประสบชัย” แทบทั้งสิ้น โดยมีอายุราชการถึงปี 2558 นอกจากนี้ บทบาทในการเชือด “หนุ่มมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน คดีหลบเลี่ยงการเข้ารับราชการทหาร ยังเป็นที่ชื่นชอบของ “ฝ่ายการเมือง” รวมถึง สายสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มการเมือง ทำให้ “พล.อ.มล.ประสบชัย” จะเป็นแคนดิเดตคนสำคัญ

พล.อ.มล.ประสบชัย เกษมสันต์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม

พล.อ.มล.ประสบชัย เกษมสันต์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม

แต่ดีไม่ดี อาจให้เพื่อนร่วมรุ่น “พล.อ.จิระเดช” ย้ายข้ามห้วยมาเป็น “ปลัดกลาโหม” 1 ปีก่อน และค่อยให้ “พล.อ.มลประสบชัย” ขึ้นก็ไม่เสียหาย ดังนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับ “ฝ่ายการเมือง” และ “สถานการณ์” ณ ห้วงนั้น เพราะช่วงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับนายพล จะใกล้เคียงกับเวลาที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) จะตัดสินคดีพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ทำให้สถานการณ์การเมืองในประเทศร้อนระอุขึ้นมา และเป็นปัจจัยที่สำคัญในการโยกย้ายนายทหารในครั้งนี้

  • surades/tatchamon komolpelin

    ผมขอญาติเรียนว่าเรื่องที่ควรบรรจุเข้าแผนกองทัพโดยเร็วที่สุดคือเรื่องการจัดหากองพันเฮลิคอบเตอร์ 2 กองพันมาทดแทนครับ เทคนิคต่างๆสูงกว่าการจัดแสดงลำแสงในอากาศ

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม