ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – คำปาฐกถา ณ มองโกเลีย และ โพสต์ (ล้อ) เลียน ของ “ชัย ราชวัตร”

4 พฤษภาคม 2013

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 28 เม.ย. – 4 พ.ค. 2556

เรื่องแรก เปิดเรื่องแรกด้วย ถ้อยคำปาฐกถาพิเศษของท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครั้งนี้เป็นการแสดงปาฐกถาไกลถึงเมืองอูลันบาตอ ประเทศมองโกเลีย ในเวทีการประชุมประชาธิปไตย ที่มีสมาชิกระดับรัฐมนตรีจากชาติต่างๆ มาร่วมฟังมากกว่า 150 ประเทศ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2556

โดยเนื้อหาของปาฐกถา ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อมีการพาดพิงถึงเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2549 พร้อมกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตระกูล “ชินวัตร”

หลายความเห็นมองว่า ครั้งนี้ก็เป็นอีกเช่นเคย ที่นายกฯ ยังคงอ่านข้อความตามโพย โดยเนื้อหาจากการแปลปาฐกถาภาษาอังกฤษที่หลายสื่อนำมาลงระบุไว้ว่า

ที่มาภาพ : http://news.thaipbs.or

ที่มาภาพ: http://news.thaipbs.or

“การตอบรับคำเชิญและเดินมายังมองโกเลียทางของนายกในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะประเทศมองโกเลียประสบความสำเร็จในประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ความเป็นประชาธิปไตยมีความสำคัญต่อนายกฯอย่างมาก และที่สำคัญยิ่งกว่าคือความไม่เป็นประชาธิปไตย มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศบ้านเกิดของนายกเอง และประเทศไทยอันเป็นที่รัก

อย่างในปี 2540 ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งร่างขึ้นโดยที่ประชาชนมีส่วนร่วม ทุกคนคิดว่ายุคใหม่ของประชาธิปไตยไทยมาถึง และจะเป็นยุคสมัยที่ไร้การรัฐประหาร แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งถึงสองครั้ง ด้วยเสียงส่วนใหญ่ถูกล้มลงในปี 2549 ประเทศไทยเสมือนรถไฟตกรางและประชาชนคนไทยใช้เวลาเกือบ 10 ปีกว่า ที่จะได้เสรีภาพแห่งประชาธิปไตยกลับคืนมา หลายคนที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ รู้ว่ารัฐบาลที่พูดถึงคือรัฐบาลที่พี่ชายของตน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เป็นเรื่องปกติในกระบวนการการเมืองที่รัฐบาลมาแล้วก็ไป ซึ่งหากตัวนายกและครอบครัวต้องเจ็บปวดแต่ฝ่ายเดียว ก็คงจะปล่อยวาง แต่นั่นก็ไม่ใช่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพราะจากการรัฐประหารประเทศไทยต้องถอยหลังและสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อนานาชาติ หลักนิติธรรมและกระบวนการกฎหมายถูกทำลาย โครงการและแผนงานที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ริเริ่มตามที่ประชาชนต้องการ ก็ถูกยกเลิก ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพของเขาถูกปล้นไป

และว่าคำว่า “ไทย” หมายความว่า “อิสระ” และประชาชนคนไทยก็ได้ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้เสรีภาพคืนมา แต่ในเดือนพฤษภาคม 2553 มีการสลายการชุมนุมของผู้เรียกร้องกลุ่มคนเสื้อแดง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 91 ศพ ในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร คนบริสุทธิ์ถูกลอบยิงโดยสไนป์เปอร์ แกนนำการชุมนุมต้องติดคุกหรือหลบหนีไปต่างประเทศ และแม้แต่ทุกวันนี้ยังคงมีเหยื่อทางการเมืองจากการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ติดคุกอยู่

ประชาชนคนไทยไม่ท้อถอยและยืนยันที่จะเดินไปข้างหน้า จนในที่สุดรัฐบาลในขณะนั้นต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งก็มีฝ่ายปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยที่เชื่อว่าจะบริหารจัดการและบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาธิปไตยได้ต่อ แต่ในที่สุดพวกเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธความต้องการของประชาชนได้ นางสาวยิ่งลักษณ์ จึงได้รับการเลือกตั้งด้วยเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เรื่องราวนั้นยังไม่จบ

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มาจากคณะรัฐประหารมีการตีกรอบเพื่อจำกัดความเป็นประชาธิปไตย ตัวอย่างหนึ่งที่ดีในประเด็นนี้ จะเห็นได้จากที่จำนวนครึ่งหนึ่งของวุฒิสภาไทยมาจากการเลือกตั้ง แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับได้รับการแต่งตั้งโดยกลุ่มคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นกลไกที่เรียกว่า องค์กรอิสระได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเป็นการดำเนินการเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหนึ่งมากกว่าเพื่อคนส่วนใหญ่ของสังคม

และนี่คือความท้ายทายของประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน ที่นางสาวยิ่งลักษณ์เอง ยังต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศไทยและประชาธิปไตยของไทยพัฒนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยหลักนิติธรรมและกระบวนการทางกฎหมายที่แข็งแรงมีขั้นตอนที่ชัดเจนโปร่งใสและเมื่อนั้นทุกคนจะสามารถมั่นใจได้ว่าเขาจะได้รับการดูแลที่ยุติธรรม ซึ่งเจตจำนงนี้ตนได้ประกาศเป็นนโยบายต่อที่ประชุมของรัฐสภาแล้ว”

นอกจากนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ยังเรียกร้องให้นานาชาติช่วยกดดันเพื่อทำให้กระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยคงอยู่ได้ การคว่ำบาตรและการไม่ยอมรับเป็นกลไกที่สำคัญที่จะหยุดกระบวนการปฏิกิริยาที่ต่อต้านประชาธิปไตย หากประเทศใดก็ตามได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ทุกคนต้องร่วมกันกดกันเพื่อการเปลี่ยนแปลงและนำเสรีภาพกลับคืนสู่ประชาชน

และยังหวังว่าความเจ็บปวดที่ครอบครัวของตนได้รับ ที่ครอบครัวของเหยื่อทางการเมืองไทย และครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 91 คนในเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ต้องเผชิญจะเป็นความเจ็บปวดครั้งสุดท้ายสำหรับประเทศไทย ขอให้ทุกคนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยเพื่อที่เสรีภาพและอิสรภาพของมนุษย์ได้รับการปกปักษ์รักษาเพื่อลูกหลานและคนรุ่นต่อๆ ไป”

และนั่นคือข้อความปาฐกถาที่แปลจากภาษาอังกฤษ ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และส่งผลให้หน้าโซเชียลเน็ตเวิร์กมีการพูดถึง และยังสร้างความไม่พอใจ ที่นายกฯ นำเรื่องราวไปเผยแพร่ในเชิงที่ไม่ดีกับประเทศไทยในเวทีระดับโลกเช่นนี้

“อ่านแล้วหดหู่ใจยิ่งนักที่ นายกไม่เฉลียวฉลาดเลย ประเทศไทยไม่ใช่สนามทดลองหรือฝึกงานของท่านนะคะ”

“เกิดมา 60 กว่าปียังไม่ประชาธิปไตยจริงๆ เลย แล้วยิ่งลักษณ์อายุเท่าไร ทำไมไม่บอกว่าที่ได้รับเลือกตั้งจ่ายไปกี่พันล้าน หรืออาจจะหมื่นล้านก็ได้ นี่ต่างหากที่เป็นตัวทำลายประชาธิปไตย มันเป็นธุรกิจการเมืองตั้งนานมาแล้ว อันตรายอย่างยิ่งที่ผู้นำมีความคิดเช่นนี้”

“บางทีสิ่งที่นายกทำ เป็นสิ่งที่เร่งเร้ากระบวนการก่อการร้ายที่ทำลายประเทศชาติจริงๆ”

“น่าสงสารประเทศไทย ที่มีนายกแบบนี้ ไม่สมควรเป็นนายกประเทศไทยเลย น่าจะไปอยู่ต่างประเทศตามพี่ชาย”

“พูดไม่คิด หรือจะเถียงว่าอ่านตามโพย ใครให้อ่านอะไรก็อ่านว่างั้น!! คุณเป็นนายกนะคะ”

“น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังโจมตีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มาจากคณะรัฐประหารมีการตีกรอบเพื่อจำกัดความเป็นประชาธิปไตย ตัวอย่างหนึ่งที่ดีในประเด็นนี้ จะเห็นได้จากที่จำนวนครึ่งหนึ่งของวุฒิสภาไทยมาจากการเลือกตั้ง แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับได้รับการแต่งตั้งโดยกลุ่มคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง”

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องราวต่อเนื่องจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์การปาฐกถาของท่านนายกฯ ที่ประเทศมองโกเลีย ซึ่งมีหลายสื่อหลายผู้คนที่แสดงความคิดเห็น รวมทั้งการโพสต์ข้อความเชิงเหน็บแนมต่างๆ ซึ่งกระแสครั้งนี้ดังหนักถึงขั้นเกิดการรวมตัวประท้วง เพราะเป็นการโพสต์ข้อความจากสื่อยักษ์ใหญ่อย่างไทยรัฐ ด้วยนักเขียนการ์ตูนนิสต์ชื่อดังซึ่งใช้นามปากกาว่า “ชัย ราชวัตร” ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์และเฟสบุ๊คส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า Chai Rachawat โดยมีข้อความว่า “โปรดเข้าใจ กะ_รี่ไม่ใช่หญิงคนชั่ว กะ_รี่แค่เร่ขายตัว แต่หญิงคนชั่วเที่ยวเร่ขายชาติ” ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กลุ่มคนรักนายกฯ จนต้องไปรวมตัวประท้วงกันที่สำนักพิมพ์ ไทยรัฐ ถนนวิภาวดีรังสิต

โดยเรื่องนี้ ผู้รวมตัวประท้วงสวมเสื้อสีแดง พร้อมนำพวงหรีดมามอบให้ ซึ่งมีการเรียกร้องให้ปลดคอลัมนิสต์การ์ตูนชื่อดังออกจากไทยรัฐ และประกาศว่าหากไม่ทำตามคำเรียกร้องจะไม่อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอีกต่อไป เนื่องจากข้อความดังกล่าวนี้เป็นถ้อยคำที่รุนแรง เป็นการดูถูกนายกฯ ผู้นำประเทศซึ่งเป็นเพศหญิงและเพศแม่ อย่างไม่ให้เกียรติ

หลังจากเกิดการประท้วง วันต่อมา ชัย ราชวัตร ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊คส่วนตัวอีกครั้ง เป็นการกล่าวขอบคุณทุกกำลังใจ ทั้งจากโทรศัพท์และข้อความทางเฟซบุ๊ก พร้อมยืนยันจะไม่ทำให้ผิดหวังในจุดยืน และยังได้โพสต์ข้อความยืนยันเจตนารมณ์อีกว่า

ที่มาภาพ : http://www.matichon.co.thnews_detail.phpnewsid=1367424171&grpid=&catid=01&subcatid=0100

ที่มาภาพ: http://www.matichon.co.thnews_detail.phpnewsid=1367424171&grpid=&catid=01&subcatid=0100

“วันนี้อยู่ในสนามกอล์ฟทั้งวัน โทรศัพท์จากเพื่อนพ้องน้องพี่โทรเข้ามาหาตั้งแต่หลุมแรกยันหลุม 18 บ้างให้กำลังใจ บ้างเสนอสถานที่พักพิง ทั้งคอนโด โรงแรม รีสอร์ทต่างจังหวัด เพื่อหลบภัยพาล บ้างเสนอรถส่วนตัวให้ใช้อำพรางการเดินทางยามนี้ กลับเข้าไทยรัฐตอนหัวค่ำ มีผู้มาฝากพระเครื่องไว้ให้คุ้มครองโดยแค่รู้จักผ่านเฟซบุ๊ก กลับจากทานมื้อเย็นกับพรรคพวกใกล้ชิด เข้าเคหะสถานจวนเที่ยงคืน เปิดเฟซบุ๊ก ทั้งดอกไม้และกำลังใจหลั่งไหลจากมวลมิตรทะลักล้นจากจอคอมพ์ ใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมงกว่าจะรับรู้ได้หมด แต่จนปัญญาจะกล่าวขอบคุณเป็นรายบุคคล อยากจะบอกว่า ทุก ๆ ชื่อทุก ๆ น้ำใจจะจารึกอยู่ในทรงจำตลอดไป A friend in need is a friend indeed ขอขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ

ขอยืนยันไว้ ณ ตรงนี้ ผมจะไม่มีวันทำให้ท่านผิดหวังในจุดยืนครับ”

“วันไหนผมทรยศต่อทุก ๆ น้ำใจที่มอบให้ในวันนี้ เจอหน้ากันที่ไหนไม่ต้องเรียก”ชัย ราชวัตร”อีก ชี้หน้าเรียก “ไอ้ชัย สันดานธาริต” ได้เลย”

เรื่องนี้ชาวโซเชี่ยลมีเดีย ต่างมีการแชร์ข้อความกันอย่างมากมาย พร้อมแสดงความคิดเห็นแตกต่างกันไป

“ชอบครับคุณชัยมีจุดยืนที่เด็ดเดี่ยวไม่เหมือนธาริตที่เป็นนกสองหัว”

“ผมไม่ค่อยได้สนใจเรื่องการเมืองนะ แต่เห็นพฤติกรรมของกลุ่มคนที่ใช้ชื่อประชาธิปไตย น.ป.ช แล้ว เริ่มมีความรู้สึกว่าพวกคุณไม่ยอมรับความเห็นต่างแม้แต่นิดเดียว แสดงความป่าเถื่อน เหมือนประเทศนี้เป็นของพวกคุณ ฝ่ายเดียว ใครไม่เห็นด้วยก็กราดเขาไปทั่ว จากที่ผมเคยแอบเชียร์พวกคุณอยู่ ตอนนี้หมดแล้วซึ่งความศรัทธา เบาๆลงบ้างก่อนที่พวกคุณจะไม่เหลือแนวร่วม จากแดงกลับใจ”

“นักหนังสือพิมพ์ที่ดี ต้องเสนอความเป็นกลางครับ จะได้ไม่สร้างความสบสนวุ่นวายให้สังคม เพราะผู้เสบข่าวมีหลายประเภท มีทั้งเอียงซ้าย เอียงขวา ถ้าไม่เสนอความเป็นกลางก็ยิ่งทำให้เกิดการแบ่งข้างแบ่งสีมากขึ้น
สงคมเมืองไทยมันย่ำแย่มาเป็น 10 ปีแล้ว คุณชัยก็อายุมากแล้ว เป็นที่รู้จักของคนมากมาย คุณชัยน่าจะใช้ประโยชน์จากการเป็นนักหนังสือพิมพ์ นำเสนอข่าวที่จะช่วยให้คนไทยรู้รักสามัคคีกันดีกว่าครับ และอีกอย่างไม่ควรด่าผู้หญิงครับ ควรให้เกียรติเขาบ้าง ถ้าเขาขายชาติจริงๆ ไม่มีคนไทยเขารับได้หรอกครับ”

“คนอายุปูนนี้แล้ว ยังล้อเลียน เสียดสีคนคนที่ตัวเองไม่ชอบอยู่รำไป ผมว่าหันหน้าเข้าวัดปฎิบัติธรรม หรือไม่ก็เลี้ยงหลาน เหลน อยู่กับบ้านดีกว่าไหม
ถ้าการขายชาติ คือ การนำข้อเท็จจริงไปพูดให้ชาวต่างชาติได้รับรู้ ผมไม่เห็นว่าจะเป็นการขายชาติตรงไหน ตรงกันข้าม การขายชาติ น่าจะหมายถึง การทำตนเป็นไส้ศึกให้ศูตรรู้ความลับของประเทศ แต่ที่นายกฯ ไปพูดที่ประเทศมองโกเลีย ไม่ได้นำความลับของประเทศไปเปิดเผยเลย ผมว่าต่างชาติเขารู้ดีกว่าคนไทยบ้างคนอีก ว่าบ้านเมืองของเรามันไม่เป็นประชาธิปไตยเลย ลองคิดกันดูนะครับ ว่าจริงไหม”

“ขอเป็นกำลังใจให้ ลุงชัย ค่ะ ท่านทำดีแล้วที่ใครทำผิดก็ต้องตำหนิยิ่งเป็นการกระทำการแบบขายชาติยิ่งเป็นการกระทำที่ร้ายแรงต่อแผ่นดิน ขอให้มั่นคงต่อความดีที่มีต่อชาติบ้านเมืองและสถาบันค่ะ ใครผู้ใดคิดคดทรยศต่อชาติบ้านเมืองและสถาบัน มันผู้นั้นย่อมพบความวิบัติ ในเวลาอันรวดเร็วค่ะ”

“ชอบคอลัมน์ของคุณชัย ราชวัตรมานานแล้วค่ะ และคิดว่าคุณชัยคงไม่เลือกอยู่สีไหน เพราะเห็น คุณชัยด่าทุกรัฐบาลเลยค่ะ”

เรื่องที่สาม เป็นคลิปที่มีการพูดถึงกันในสัปดาห์นี้ กับคลิปวิดีโอที่มีชื่อว่า “สอนเด็กดมเค!!!” ความยาวประมาณ 1:17 นาที ซึ่งเนื้อหาภายในคลิปเป็นการถ่ายวีดีโอเด็กชาย อายุประมาณ 4-5 ขวบ ทั้งนี้เด็กคนดังกล่าวในคลิปมีการพูดว่า “อยากดมเค” และมีผู้หญิงที่อยู่ในคลิป ถืออุปกรณ์การเสพ พร้อมเทผงสีขาวไว้บนแบงก์ยี่สิบ ก่อนที่จะสอนวิธีกับเด็กชายคนดังกล่าว โดยเด็กชายถืออุปกรณ์การเสพคล้ายหลอด และผู้หญิงในคลิปก็สอนให้เด็กชายใช้นิ้วก้อยเกลี่ยผงแล้วสูดดมยาเคเข้าไปทางจมูก จนกระทั่งมีเสียงผู้ชายอีกคนเข้ามาในคลิปพูดว่า “ออตโต้เมายัง” โดยหญิงสาวที่เป็นผู้สอนแสดงความถูกใจกับการกระทำของเด็กชายเป็นอย่างมาก

เรื่องนี้สร้างเสียงวิจารณ์เป็นอย่างมาก โดยล่าสุด นางแบบนิตยสารแนวเซ็กซี่ Maxim “ร็อกซี่ แม็กซิม” นางสาวขวัญใจ เข็มประดับ ที่เป็นหนึ่งในผู้โพสต์คลิป “สอนเด็กดมเค!!!” ก็ถูกตำรวจดำเนินการเอาผิดฐานทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เบื้องต้นคาดว่าจะมีโทษจำคุก 5 ปี อีกทั้งเธอยังถูกนิตยสารดังตัดสิทธิออกจากกองประกวด ทั้งที่ผ่านเข้ารอบ 20 คนสุดท้ายไปแล้ว โดยร็อกซี่ได้โพสต์ข้อความโต้ตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ดังนี้

“ขอบคุณที่ด่ากันแรงๆ นะคะ ทุกคำด่าจะจดจำเป็นคำสอน และครั้งต่อไปจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้อีก ขอบคุณทุกเว็บที่แชร์และด่าจนส่อให้เห็นถึงการศึกษาและชาติตระกูล ขอบคุณที่ทำให้มองเห็นสังคมในมุมกว้าง ว่าทุกวันนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน และขอสอดแทรกอะไรสักอย่างนะคะ ถ้าตัวคุณเองยังไม่ดีพอ อย่าเที่ยวด่าคนอื่น ถ้าคุณยังไม่ดีพอ ด่าอย่างกับตัวคุณเองไม่เคยใช้ยาเค ฉันผิดแค่ในคลิปนั้นเป็นเด็ก ฉันยอมรับในสิ่งที่ผิด แต่ในแบงค์ยี่สิบ มันคือแป้ง เขาทำเล่นกันเข้าใจไหมคะ ขอบคุณค่ะ”

ที่มาภาพ : http//:www.naewna.comlocal50360

ที่มาภาพ: http//:www.naewna.comlocal50360

ทั้งนี้หลังจากโพสต์ข้อความดังกล่าว “ร็อกซี่ แม็กซิม” ก็ปิดเฟซบุ๊กส่วนตัว อีกทั้งคลิปดังกล่าวก็ถูกลบออกไปจากเว็บไซต์ยูทูบอีกด้วย

“ถ้ามีกระบวนการทางกฎหมายใดที่จะเอาผิด ชายหญิงสองคนในคลิปได้ กรุณาเอาความและดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ว่าการกระทำเช่นนี้ออกสื่อมิได้ดูโก้เก๋ เท่ห์ มีแต่ทำฉุดทำให้สังคมดูเสื่อมลง”

“เขาถามว่า “พวกคุณไม่เคยดมเคกันหรือไง” ขอประทานโทษนะคะ ยาเคนี่มันมีขายตามท้องตลาดหรือไงฮะ สามารถหาซื้อได้ทั่วไปหรือเปล่า ไม่งั้นตำรวจจะตามจับกันทำไม ถามมาได้ ทำอย่างนี้มันไม่เหมาะสม สมควรถูกประณาม”

“เด็กเสมือนผ้าขาวที่บริสุทธิ์ ทำไมเธอคนนี้ถึงได้ หน้าตาก็ดีนะแต่ใจแย่มากจริงๆ”

“ถ้าเป็นจริงควรเอาเด็กมาให้สถานเด็กกำพร้าเลี้ยง หน่วยงานพิทักษ์เด็กต้องตรวจสอบ ให้เด็กอยู่กับผู้ใหญ่ (พ่อ แม่) แบบนี้ไม่ได้”

“ประเด็นคือไม่ว่าไอ้ผงนั้นจะแป้งหรือเค แต่การแสดงวิธีการ การใช้คำพูด และอุปกรณ์ก็ไม่เหมาะสมแล้ว และที่ออกมาโพสเฟสบุ๊คอะไรนั่นถามจริง คนปกติที่ไหนจะไปเสพยาเคกัน”

“พวกผมจะอยู่กันลำบากนะคร๊าบ ถ้าพวกคุณใช้ โซเชี่ยลมีเดียกันผิดๆ แบบนี้”

เรื่องที่สี่ จากข้อความที่มีผู้อ้างว่าเป็น “นักรบฟาตอนี” ขู่จะฆ่าผู้คนในพื้นที่อำเภอเมืองยะลา ติดอยู่หลายจุด โดยมีข้อความว่า

“พี่น้องนักรบฟาตอนีทุกคน เราได้ล้างแค้นให้พวกท่านไปแล้ว เราตายไป 4 คน เราต้องเอามากกว่าเดิม ขอให้เหล่านักรบฟาตอนีทุกคนจงรับรู้ไว้ว่า แผ่นดินของเราจะต้องญีฮาด 6 ศพ ที่ปัตตานี จะเป็นบทเรียนให้ซีแย เราจะฆ่าทุกคนไม่เว้นเด็กหรือผู้หญิง เราจะต่อสู้เพื่อขบวนการบีอาร์เอ็นที่ยิ่งใหญ่ของเรา พวกเราจะทำให้ซีแยต้องยอมรับข้อเสนอของเราทุกทาง จงต่อสู้ต่อไป” พร้อมกับลงชื่อแนวท้ายว่า “นักรบฟาตอนี”

ใบปลิวที่มีข้อความ ขู่ฆ่า ที่มาภาพ : http://tnews.teenee.comcrime94865.html

ใบปลิวที่มีข้อความขู่ฆ่า ที่มาภาพ: http://tnews.teenee.comcrime94865.html

ส่งผลให้ผู้คนในพื้นที่เกิดความหวาดกลัวเป็นอย่างมาก จนเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารต้องปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งการส่งใบปลิวข้อความมากดดันในครั้งนี้ ผู้ใช้ชื่อนักรบฟาตอนีมีการย้ำที่จะฆ่าชาวไทยพุทธทุกคน เพื่อให้รัฐบาลไทยยอมรับข้อเสนอของขบวนการบีอาร์เอ็น อย่างไรก็ตาม ชาวโซเชียลมีเดียได้มีการแชร์ข้อความต่อกันเพื่อแสดงความเห็นใจกับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวยะลา เพราะเหตุการณ์ความไม่สงบทางภาคใต้ของไทยยังเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ อีกทั้งการส่งข้อความขู่ในครั้งนี้ สร้างความหวาดกลัวให้เกิดแก่ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวใต้จริงๆ

“”เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร” คนพุทธได้รับคำสั่งสอนมาอย่างนั้น เพราะคำสอนเราเป็นโลกุตระธรรม ไม่ไปตอบโต้ทำปฏิกิริยาต่ำสถุลแน่นอน และไม่ตกใจเลยกับความชั่วที่ลัทธิศาสนาอุบาทว์ทำ เพราะอย่างไรก็ต้องได้รับกรรมชั่วนั้นอย่างแน่นอน”

“ฆ่าหมู่แบบนี้ ผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเรา เขาชาชินจนไม่ใส่ใจแล้วหรืออย่างไร ส่งคนโตในระดับรัฐแถลงข่าวให้กำลังใจพี่น้องบ้าง และกดดันฝ่ายตรงกันข้ามให้หนักขึ้น เจรจาก็ว่ากันไป นั่นคือการเปิดช่องอ่านความมคิดกัน AEC จะเป็นตัวกดดันมาเลเซียเอง หากไม่เร่งรัดเรื่องการเป็นหลังพิงให้บรรดาผู้ก่อการร้าย งานการข่าวของเราไม่ดีหรือไงหว่า มีเหตุทีไรก็เห็นระบุชื่อคนร้ายได้ทุกที แต่จับไม่ได้เลย”

“แผ่นดินของเราจะต้องญีฮาด 6 ศพ ที่ปัตตานี จะเป็นบทเรียนให้ซีแย (ไทยพุทธ) เราจะฆ่าทุกคนไม่เว้นเด็กหรือผู้หญิง เราจะต่อสู้เพื่อขบวนการบีอาร์เอ็นที่ยิ่งใหญ่ของเรา พวกเราจะทำให้ซีแยต้องยอมรับข้อเสนอของเราทุกทาง จงต่อสู้ต่อไป ลงชื่อ “นักรบฟาตอนี” เขาบอกเจตนาของเขาแล้ว นักรบฝั่งเราทำไงดี ? อยากเจรจา คราวหน้ามันจะยิงทะลุปากเอา นักรบลูกสะตอ”

“ขอเหอะ เพิ่มทหารตำรวจเป็นเท่าตัว มีคนมากอุ่นใจกว่าคนน้อย ก็ดูเอาเหอะยิงคนแล้วหนีใต้แสดงถึงคนยังมีน้อยอยู่ดี รัฐบาลหัวหน้าทหารตำรวจแสดงแสนยานุภาพได้แล้ว อย่าให้การเมืองล๊อคแขนขาจนทำอะไรไม่ได้ ทำเสียในขณะที่ตนยังมีอำนาจวาสนาที่จะทำได้ มีคนไทยอยู่ ดินแดนไทยอยู่ มองไปที่ยิวการตั้งนิคมชาวยิวทั้งที่นาๆ ชาติไม่ยอมรับยังฝืนทำ แล้วนี่ไทยเราดินแดนนี้ทั่วโลกให้การยอมรับ แอคทีฟ ได้แล้ว เพิ่มพลเรือนติดอาวุธ ทหารตำรวจลงไป อย่าลืมคำนี้หากวันข้างหน้ารุนแรงกว่านี้ ‘ มีคนไทยอยู่ ดินแดนไทยอยู่ ถ้าไม่มีคนไทยอยู่จะเป็นการเปิดประตูกว้างให้นาๆชาติลงมติว่าที่นี่ไม่ใช่ดินแดนไทย เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็มันไม่มีคนไทยอยู่”

“ขอประณามการกระทำของกลุ่มคนเหล่านี้ ที่มีพฤติกรรมโหด *stop* และไม่มีลักษณะของคนปกติ เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็กที่ไร้เดียงสา”

“อย่าให้เหมือนในพม่าเลย พุทธ+มุสลิม ฆ่ากันเป็นว่าเล่น ถ้าพุทธในไทย ประกาศฆ่ามุสลิมบ้างจะเกิดอะไรทั่วแผ่นดิน”

เรื่องที่ห้า ถือเรื่องที่น่ายินดี แต่ก็สร้างความงงงวยในกระแสสังคมไม่น้อย เมื่ออดีตนางงามมิสทิฟฟานี่ปี 2009 “แจ๊ส สรวีย์ นัดที” เธอประกาศขอบวชตลอดชีวิต ซึ่งถ้าเป็นผู้ชายทั่วไปคงไม่มีการพูดถึงกันมากขนาดนี้ แต่นี้เธอมีดีกรีเป็นถึงสาวงามประเภทสอง ซึ่งตามข่าวแจ้งว่า หลังจากการตัดสินใจของ แจ๊ส สรวีย์ เธอก็ได้ผ่าตัดเพื่อนำซิลิโคนออกจากหน้าอก และมีร่างกายเหมือนผู้ชายปกติทุกประการ อีกทั้งได้เข้าปฏิบัติธรรมมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ทั้งนี้ ยังไม่มีการให้รายละเอียดใดเพิ่มเติม เพราะแจ๊สต้องการบวชอย่างเงียบๆ และต้องการความสงบ มีแต่เพียงการคาดเดาสาเหตุการบวชในครั้งนี้จากสื่อต่างๆ ว่า อาจเป็นเพราะกระแสข่าวร้ายๆ ที่ถาโถมชีวิตของเธอหรือเปล่า จึงทำให้เธอปลงและอยากอยู่แบบสงบ ใต้ร่มกาสาวพัสตร์

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แจ๊ส สรวีย์ ก็ได้ทำการขออโหสิกรรมแด่สาวประเภทสองทั้งวงการ และผู้ที่เคยปฏิบัติไม่ดีต่อกันไว้ทั้งหมด และผู้ที่ทราบข่าวก็ยินดีและอนุโมทนาบุญกับการตัดสินใจในครั้งนี้ของเธอด้วยจริงๆ สาธุ!!

แจ๊ส สรวีย์ นัดที ที่มาภาพ : http://58.64.30.98newdetail.phpid=1885

แจ๊ส สรวีย์ นัดที ที่มาภาพ: http://58.64.30.98newdetail.phpid=1885

“อนุโมทนาด้วยครับ ผู้ใดเล็งเห็นความน่าเบื่อหน่ายในกามคุณ ผู้นั้นก็ย่อมพ้นทุกข์ คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น”

“ที่พระพุทธเจ้าไม่ให้ ผู้หญิง หรือคน สองเพศบวช เพราะมันจะมีปัญหาในเรื่องเพศ คิดดู พระที่บวชมานาน ถ้ายังตัดทางโลกไม่ได้ เมื่อเห็นอะไรที่ดูอ่อนช้อย ก็ต้องเกิด อารมณ์บ้าง ไม่ได้ว่านะ ง่ายๆ แต่คิดถึงผู้ชายที่ติดคุกแล้วกัน ว่าเขาจะเป็นยังไง พระพุทธเจ้าทรงห่วงเรื่องนี้มากกว่า เลยไม่อยากให้บวช แต่ถ้าเขาตัดทุกอย่างได้ดูแลตัวเองได้ ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี้ค่ะ ผู้ชายบางคนบวชพระแล้ว ยังเล่นบอล เล่นหวยกันเลย บวชแล้วขอให้รักษาศีลให้ครบ 227 ข้อเถอะค่ะ”

“คนสองเพศ หรือกระเทยจริงๆ ของแท้ คือคนที่มีสองเพศในร่างเดียวจริง คือมีอวัยวะเพศทั้งของผู้ชายและผู้หญิงในคนๆ เดียวกัน เหมือนข่าวในช่วงหนึ่งที่มีคนสองเพศจริงๆ ที่บวชแล้วเขาให้ลาสิกขาไง อันนี้ผิดพระวินัยชัดเจนแน่นอน แต่คนที่มีจิตใจเป็นหญิงบวชเป็นพระก็เยอะแยะไป ในข่าวก็มีให้เห็นเยอะแยะ หรือในวัดในชุมชนก็มีถมเถ ไม่เคยเห็นกันเหรอคะ”

“คนจะบวช ถ้าจิตใจบริสุทธ์ ก็ห้ามบวช เหรอ เอาตรรกะอะไรมานะ ถ้า บวชละยังมีกฏมากมาย นั่งปลงอยู่บ้านเฉยๆ ดีกว่า”

“ชีวิตจริงพี่แจ๊ส น่าสงสาารมาก ถูกทางผู้ใหญ่ให้รับผิดทั้งๆ ที่ไม่ได้ผิด จึงหาทางออกโดยการพึ่งธรรม ตอนนี้พี่แจ๊สคงปลงแล้ว หนูขอนุโมทนาบุญด้วย”

“เท่าที่ผมรู้จักแจ๊ส เคยไปร่วมทำบุญแล้วเจอกันในงานบุญบ่อยๆ เขาเลื่อมใส่ในพระพุทธศาสนามาก เขาปฏิบัติธรรมสร้างกุศลช่วยเหลือคนที่มีเรื่องทุกข์ใจไว้มาก เพื่อบุญกุศลเหล่านี้จะช่วยให้พ่อแม่ ได้มีชีวิต ผมว่าเขากตัญญูต่อบิดามารดาผู้ให้กำเนิดนะ และที่รู้มาเขาปฏิบัติธรรมนั้งสมาธินุ้งขาวห่มขาวอยู่บ่อยๆ จนมีความเลื่อมใส่ในพระพุทธศาสนา แล้วเขาก็คิดไตรตรองมา 2-3 ปีแล้วนะ จนผ่าตัดไปเอานมออก ซึ่งปัจจุบันเขาก็มีทุกอย่างเหมืนผมมีเพราะเขาไม่ได้ตัดออกตั้งแต่แรก ตอนนี้เขาตัดความอยากออก ไม่ว่าจะเป็นความอยากสวย อยากมีชื่อเสียงในวงการบันเทิง ความอยากมี เขายังไม่มีคุณสมบัติตรงไหนในการบวช เขาไม่ได้ตัดออก ไม่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย ไม่ใช้คนสองเพศ แล้วตอนนี้เขาคิดว่าเขาเป็นชาย ผิดกฏข้อไหน ทั้งด้านความกตัญญู การปฏิบัติธรรม การใช้สติไตรตรองมา 2-3 ปี เขาเหนือผม และที่สำคัญเขาปฏิบัติตามกฏของวัดได้ คือนุ่งขาวห่มขาวถือศิล 8 เป็นเวลา 1 เดือน บวชเป็นเณร อยู่ที่วัด ตอนนี้เหลือแค่รอเวลาบวชเป็นพระ ซึ่งตอนนี้แจ๊สก็ยังอยู่ที่วัดยังไม่เคยก้าวเท้าออกจากวัดเลย และผมก็ทำไม่ได้ อย่างเขา”

  • surachart

    พากหัวด่าแต่มั่วข่าวไหนเยอะจัง ด่ากันไป สะใจแล้วหรือยัง ที่ท่านนายกพูดมันก็เป็นความจริง ไม่ใช่การขายชาติ แล้วต่อว่าให้เสียหาย ทำไมไม่เขียนข่าวเชิงความจริง ส่วนเรื่องจริงๆ ของทหารในการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องตรวจสอบอาวุธและวัตถุระเบิด ที่ศาลอังกฤษ อ่านคำพิพากษาแล้ว ทำไมไม่เอามาตีแผ่ ด่าทหารเหมือนกับ หนังสือพิมพ์บ้านเมืองบ้างล่ะ

เครือข่ายสังคม