ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – แก้ไขร่างพ.ร.บ.สถานบริการปิดตี 4 รับ AEC และ น้ำเจิ่งรถไฟฟ้า “บีทีเอส”

13 เมษายน 2013

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 7-13 เม.ย. 2556

เรื่องแรก ต้อนรับสัปดาห์วันสงกรานต์ด้วยเรื่องชวนหัวเล็กน้อย เมื่อ “กระทรวงวัฒนธรรม” ซึ่งเป็นแม่งานหลักในเทศกาลสงกรานต์ จัดการตกแต่งหน้าเว็บไซต์ต้อนรับเทศกาลด้วยภาพวาดตามแบบฉบับความงามของไทยแท้ดั้งเดิม ด้วยภาพหญิงสาวประมาณ 3-4 คน เล่นสาดน้ำกัน ดูอ้อนช้อยงดงาม โดยภาพดังกล่าวเป็นภาพวาดสีน้ำของศิลปินที่มีชื่อเสียงของไทย นายสมภพ บุตรราช ภาพวาดบอกเล่าเรื่องราวของวันสงกรานต์ โดยมีหญิงสาวจำนวน 7 คนเปลือยหน้าอก ร่ายรำ เล่นดนตรี เล่นน้ำกันอย่างอย่างสนุก อีกทั้งภาพดังกล่าวนี้ ได้เคยจัดแสดงไปครั้งหนึ่งแล้วที่หอศิลป์ฯ

แต่เรื่องที่ทำให้เป็นที่พูดถึงในสังคมออนไลน์ก็คือ ภาพวาดหญิงสาวงามเหล่านั้น เธอสวมแต่โจงกระเบนในท่อนล่าง และไม่ได้สวมใส่อะไรในช่วงบน ซึ่งแสดงให้เห็นเนินอกเปล่าเปลือยอย่างชัดเจน ทำให้ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์ก มองว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับกระทรวงวัฒนธรรม ที่มีการรณรงค์ให้ แต่งกายอย่างเหมาะสม รัดกุมในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ที่มาภาพ : http://chubby.exteen.com20110417entry

ที่มาภาพ: http://chubby.exteen.com20110417entry

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวมีการนำเสนอ ความคิดเห็นจาก ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

“อุเหม่ ไหงเป็นยังงั้นไปได้ ไปปิดเต้าทั้ง ๖ บัดเดี๋ยวนี้เลย เสื่อมเสียฟามเป็นไทยเมิด”

“เต้าแห่งความเป็นไทยไม่ปกปิด แล้วจิ๋มคู่ชีวิตจะอยู่ไหม กระทรวงวัฒนธรรมมาอำไทย สิ้นอำนาจอธิปไตยแล้วบัดนี้ ชะเอิงเงิงเงย”

หลังจากที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้น ทางกระทรวงวัฒนธรรมก็ได้มีการเปลี่ยนภาพหญิงสาว เปลือยอกดังกล่าวออก เป็นรูปสถาปัตยกรรมไทย และมีภาพหญิงสาว 2 คน สวมชุดไทย เสื้อแขนยาว ห่มสไบเฉียง เล่นน้ำสงกรานต์อย่างมีมารยาท โดยตามรายงานข่าวว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่กระทรวงวัฒนธรรมนำภาพดังกล่าวลงเว็บไซต์ เพราะเมื่อสองปีที่ผ่านมา เว็บไซต์ของกระทรวงวัฒนธรรมได้ลงรูปเดียวกันนี้แล้ว จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาก ถึงกับทำให้เว็บไซต์ของกระทรวงล่มกันเลยทีเดียว

“ภาพนี้ ถ้าอยู่บางที่ก็จะมองว่าเป็นศิลปะ แต่บางที่ก็ไม่ควรอยู่ ไม่เข้าใจว่าทำไมเอารูปนี้ เป็นรูปที่มีผ้าปิดข้างบนไม่ได้หรือ ช่วงสงกรานต์ก็เห็นรณรงให้ไม่ลวนลามผู้หญิง ให้ผู้หญิงแต่งตัวมิดชิด แต่พอเอารูปนี้ขึ้น มันขัดยังไงไม่รู้ แม้ว่ารูปมันจะไม่อนาจารมากมาย แต่ก็ทำไมต้องเป็นรูปนี้ เป็นรูปผู้หญิงใส่ชุดไทยเล่นน้ำกันเฉยๆ ไม่ได้หรือ”

“มันเป็นศิลปะ ไม่อนาจาร แต่มันไม่เหมาะตรงที่เอามาขึ้นน่าเว็บกระทรวงวัฒนธรรม แต่ถ้ารูปนี้ไปอยู่ในงานแสดงศิลปะ สรีระ ความงดงามของร่างกายมนุษย์ อันนี้เหมาะสมอยู่ รอให้ รมต.กระทรวงวัฒนธรรมออกมาพูดแก้ตัวดีกว่านะ”

“หากมองว่าภาพเป็นศิลปสมควรจะให้อยู่ในที่เหมาะสมสถานที่ไม่เหมาะสมความเป็นศิลปจะกลายเป็นอนาจารและวิตถานหากคนเดินถอดเสื้อกันทั่วไปหมดจะเกิดอะไรขึ้นมันไม่ใช่ศิลปแต่มันคืออนาจารเพราะคนยุดนี้รับไม่ใด้อย่าดึงเอาอดีดหรือชาติที่แล้วหรือชาติใหนๆเพราะมันไม่ใช่ปัจุบันอย่าพยายามโยงเรื่อง..ผิดแล้วแก้ไขคนไทยให้อภัยไม่ยาก”

“เซ็นเซอร์ด่วนครับ เดี๋ยววัยรุ่นคิดว่าตัวเองเป็นนางฟ้า แล้วทำตามบ้าง จะยุ่งนะครับผม”

“ถ้าในวัดมีภาพแบบนี้กะทรวงวัฒนธรรมน่าจะรู้หน้าที่ว่าสมควรจะต้องทำยังไงไม่ใช่ชี้นำแล้วทำตามกันแบบหน้ามึนไปเรื่อย เรื่องใหนสมควรทำไม่สมควรทำหน้าจะรู้หน้าที่ดีอย่าออกมาแถด่าชาวบ้านดัดจริดบ้างไม่ศึกษาบ้างเด็ก ป.1 ยังรู้เลยว่าไม่เหมาะสมถ้าเรื่องแค่นี้คิดไม่ออกสมควรจะพิจารณาตัวเองยังไง”

“มันเป็นศิลปะ ก็ดีครับ แต่การถ่าย Nude มันก็เป็นศิลปะเหมือนกันทำไมถึงเรียกหนังสือโป๊ แล้วแบนห้ามขายล่ะ โคโยตีเขาเต้นโชว์หน้าอก เขาก็มีศิลปะในการเต้นของเขา มันก็เป็นศิลปะ เหมือนกันนะ ห้ามทำไมล่ะ จุดแบ่งระหว่างศิลปะ กับ อนาจารของแต่ละคนมันก็ไม่เหมือนกันนะ แต่ถ้ากระทรวงวัฒนธรรมคิดว่า รูปวาดผู้หญิงเปลือยหน้าอกสามารถทำได้เป็นศิลปะ ก็ถือว่าในอนาคตเราก็สามารถติดโฆษณารูปที่มี่รูปวาดผู้หญิงเปลือยหน้าอกได้ไม่ถือเป็นอนาจารแล้ว ก็ให้ถือเป็นบรรทัดฐานต่อไป”

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเสนอ การแก้ไขร่างพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 เพื่อให้ทางกระทรวงมหาดไทย ได้พิจารณา ถึงการขยายเวลาเปิดสถานบริการให้บริการถึง 04.00 น. พร้อมกับการจัดพื้นที่โซนนิ่งใหม่ให้เป็นฟรีโซน โดยมีเหตุผลเพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน แต่จะมีการกวดขันเรื่องยาเสพติด อาวุธปืน และเยาวชนที่เข้าไปใช้บริการอย่างเข้มงวด รวมทั้งการเพิ่มโทษร้านไม่มีใบอนุญาต

ส่งผลให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างมากถึงความเหมาะสมของแนวคิดดังกล่าว เพราะปัจจุบันที่สถานบริการมีการเปิดให้บริการถึงตีหนึ่ง การกวดขันบังคับใช้กฎหมายก็ยังหย่อนยาน อีกทั้งยังมีการลักลอบเปิดเกินเวลา ให้เด็กอายุไม่ถึงเกณฑ์เข้าใช้บริการอยู่หลายแห่ง รวมถึงการเกิดปัญหาอาชญากรรม ทะเลาะวิวาท ยาเสพติด และอุบัติเหตุ

ที่มาภาพ : http://men.kapook.comview51844.html

ที่มาภาพ : http://men.kapook.comview51844.html

รวมถึงเหตุผลที่ว่าจะเป็นที่รองรับนักท่องเที่ยวจากการเปิด AEC และจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มองว่า ควรจะส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มาคุณภาพเข้าประเทศจะดีกว่า การดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเพื่อมั่วสุมในสถานบริการ ซึ่งจะส่งผลในด้านลบให้ภาพลักษณ์ของประเทศ

“แล้วถามคนที่เค้าต้องการพักผ่อนบ้างเปล่า คนที่บ้าน หรือคอนโดติดกับผับพวกเนี้ย นักเที่ยวมาเที่ยวแล้วก็ไป ส่วนบ้านคนที่อยู่ตรงนั้นจะทำอย่างไร เอาใจเขามาใส่ใจเราหน่อย”

“แสดงว่าเท่าที่เห็นและเป็นอยู่ สังคมมันยังแย่ไม่พอหรือไงนะ หาข้ออ้างเพื่อเข้าข้างความคิดตัวเอง สร้างความเสื่อมโทรมให้เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาหรือยังไงนะเนี่ย”

“คนที่ไม่ได้มีชีวิตกลางคืน คงจะไม่เห็นด้วย แต่คนทำงานกลางคืน เฮ ชีวิตความเป็นอยู่เค้าจะดีขึ้น รึป่าวก็ไม่รู้ พวกทำงานกลางวันต่อต้าน อย่างนู๋นอย่างนี้ ทำเป็นตื่นเต้น เค้าปิดเกินตี 4 กันมาตั้งนานแหละ สำหรับผมเปิดไปเถอะ ในเมื่อคนยังไม่มีวินัยในตัวเอง จะปิดกี่โมงมันก็มีปัญหาเหมือนกันนั่นแหละ”

“การรับอาเซียน ไม่จำเป็นต้องเปิดบริการถึงตี 4 เพราะเวลาตี 2 ก็เต็มที่แล้วสำหรับการเที่ยวเตร่ อีกอย่างการรับอาเซียนไม่ใช่เรื่องแบบนี้มาเป็นข้อหลัก การรับอาเซียนน่าจะมีเรื่องดีๆของประเทศไทยอะไรหลายอย่างให้ดูให้ชมอีกมากมาย ไม่เห็นด้วยกับการเอาเรื่องบริการเช่นนี้มาเป็นตัวชูโรงรับอาเซียน และไม่ต้องการให้เมืองไทยเป็นเมืองซื้อง่ายขายคล่องด้านนี้ ขอโปรดร่วมรักษาภาพพจน์เมืองไทยคนไทยด้วยคร้าบ”

“ผมเห็นด้วยน่ะ แต่แค่ ตีสามก็ได้ไม่ต้องตีสี่หรอก ใครได้ประโยชน์ คนทำมาหากินกลางคืนและประชาชนที่ทำงานกลางคืนครับที่ได้ประโยชน์ ลดการเก็บผลประโยชน์จากตำรวจได้เยอะ ผมนึกถึงสมัยก่อนที่มีคาเฟ่ มีตลกหลายคณะ มีพ่อค้าที่ขายของช่วงดึกๆ ถึงเช้า ทุกคนมีความสขกับการทำงานเงินมีสภาพคล่องตัว ส่วนอุบัติเหตุมันใกล้เช้าแล้ว ตำรวจท่านตื่นมาทำงานกันแล้วจะเกิดยากหน่อย ถ้าตีสองหรือปัจจุบันตำรวจน้อยยังไม่ตื่นมันมืดมักเกิดอุบุติเหตุบ่อย”

“ถามง่ายๆ สั้นๆครับ ใครได้ประโยชน์? สังคมได้อะไร? หากตอบโจทย์นี้กับประชาชนได้เต็มปากค่อยมาว่ากันครับ”

เรื่องที่สาม เป็นการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นการร้องเรียน และก็มีผู้ให้ความสนใจ ในการแชร์ต่อกันเป็นจำนวนมาก สำหรับเรื่องราวที่มี ผู้โดยสารรถตู้ สายบ้านหม้อ – อนุสาวรีย์ โพสต์ข้อความไปยังหน้าเพจ Facebook ชูวิทย์ I’m No.5 เพื่อร้องเรียนให้ช่วยเข้ามาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น จากคนขับรถตู้ซึ่งขับรถเร็ว โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสาร โดยมีข้อความระบุ พร้อมภาพที่โพสต์ไว้ดังต่อไปนี้

“ลุงชูวิทย์ ช่วยหน่อยนะคับ รถตู้ร่วมบริการทะเบียน 14-9590 กรุงเทพมหานคร รับส่งผู้โดยสารจาก บ้านหมอ สระบุรี ปลายทาง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กทม. เป็นรถตู้ที่ดี มากๆครับ รถตู้ร่วมบริการ คุณภาพ Hollywood รถตู้ธรรมดา วางเครื่อง lambo ชุดไนตรัส เต็มสูตร วิ่ง ร้อยสี่ ร้อยห้า รอบไม่ตก ตั้งแต่ สระบุรี
ไอ้แม่… วิน ดีเซล ชิดซ้ายไปเลยครับ ลีลาการขับเหลือแดก ถนนธรรมดา ความเร็วเท่า แข่ง f1 ปาดซ้าย บ่ายขวาตลอดทาง เจอสะพานไม่ผ่อน เจอโค้ง แม่งไต่อย่างเดียว ไอ… จ่ายตัง ร้อยเดียว เหมือนได้เล่นดรีมเวิล ทั้งสวนสนุก นั่งแล้วกระตุ้นความกตัญญูในตัวท่านขึ้นมาทันที หน้าพ่อหน้าแม่ ลอยมาให้สักการะเต็มไปหมด
ไอ… รถบริการนะครับ กุไม่ได้กราบตีนขอมึงนั่งฟรี ช่วยห่วงใยสุขภาพชีวิตกับ สุขภาพจิตกุหน่อย คิดดูแล้วกัน ปลายทางที่เสาวรีย์ โคด….คนหนีลงหมดตั้งแต่ วิภาวดี ใครมีหน้าที่ดูแล เรื่องนี้ช่วยๆ หน่อยนะครับ กูเห็นมีอุบัติเหตุทีไร คนขับรอดทุกที คนซวยคือคนนั่งครับ ตายฟรี ชีวิตมีค่าแค่ตังร้อยเดียว ไอห่า สงสารตัวเองชิบหาย”

ที่มาภาพ : http://www.clipmass.comstory62860

ที่มาภาพ: http://www.clipmass.comstory62860

โดยข้อความนี้ มีผู้แชร์ต่อกันเป็นจำนวนมาก พร้อมความคิดเห็น ในเชิงเห็นด้วยกับข้อความดังกล่าว เพราะปัจจุบันผู้ขับรถโดยสาร มักขับโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารและผู้ร่วมใช้ท้องถนนจริงๆ

“บอกตามตรงไม่กล้าขึ้นรถตู้เลยขับเร็วมากทุกๆ สายทุกๆ เส้น เมล์ดีกว่า แล้วอีกอย่างนะครับ อย่าไปบ่นให้คนขับฟังเดี๋ยวเขาประชดขับเร็วกว่าเดิมอีก”

“คุณระบายได้สุดยอดมากเลยครับนับถือ ปล.สำหรับรถตู้ทุกคัน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ผมจะไม่ขึ้นเลยครับ ผมก็เคยเจอประมาณนี้และครับ แต่เป็นรถตู้ที่เพื่อนเช่าไปงานบวชพระต่างจังหวัด”

“กฏหมายต่างประเทศ ถ้าคนขับรถโดยสาร สาธารณะทำคนตายโดยประมาท เจ้าของบริษัทรถต้องร่วมรับผิดชอบตามกฏหมายด้วย ไม่ใช่คนขับหนีเจ้าของบริษัทรถจ่ายค่าทำศพแล้วเรื่องจบแบบเมืองไทยหรอก”

“เคยขึ้นรถตู้ 2 ครั้ง เข็ดขยาด นั่งเมล์หวานเย็น ลมร้อนโกรก สบายใจกว่า ที่นั่งเต็มให้ผู้โดยสารยืนช่องทางเดิน 2 คน นั่งตักกันอีกหนึ่ง ยืนประตูอีก 2 15 ที่นั่ง อัดไปได้ 21 คน ไม่อยากนั่งอีกแล้ว”

“เป็นทุกสายครับ รถตู้พวกนี้ขับเร็วมาก คนธรรมดาขับไปต่างจังหวัดกัน 2-3ชั่วโมง แต่นั่งรถตู้แค่ชั่วโมงเดียว แล้วข่าวอุบัติเหตุก็เยอะมากผมอยากให้จัดการด้วยเช่นกัน เพราะเคยเจอเหตุการณ์แบบเค้า ทุกวันนี้ไม่กล้านั่งแล้ว คนพวกนี้คิดว่าตัวเองชินเส้นทางแล้ว ขับเก่งกันมาก แต่ไม่เคยคำนึงถึงผู้โดยสารอีกหลายชีวิต เลย!!!

เรื่องที่สี่ เป็นเรื่องราวดีๆ ที่ได้รับการยกย่องจากชาวโซเชียลเน็ตเวิร์ก ถึงความเป็นฮีโร่ ของนายพิษณุ หงษ์คำแสง พนักงานบริษัท การบินไทย ที่กระโดดจากเรือโดยสารข้ามฟาก เพื่อลงไปช่วยหญิงสาวที่พยายามฆ่าตัวตาย บริเวณท่าเรือเกียกกาย

โดยมีคำ อธิบายบอกเล่าจากผู้ถ่ายคลิป ไว้ด้วย ดังนี้

“เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้เองเวลา ตรงเกือบถึงท่าเกียกกาย หากใครเคยนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาจะรู้จักดี เราอยู่ประมาณเกือบท้ายเรือได้ยินเสียงคนตะโกนว่ามีคนตกเรือ คนบนเรือก็อื้ออึงเลยทีนี้ กระเป๋าเรือก็ตะโกน คนบนเรือก็พยายามโยนห่วงยางลงไปให้ แต่คือมันไกลจากเรือมาก เลยไม่ถึง แล้วนี้มันกลางแม่น้ำเจ้าพระยาเลยนะ ก็มีพี่คนนี้แหละแกเป็นผู้โดยสารนะ กระโดดลงไปช่วยคนที่ตกเรือ แต่คลื่นจากเรือมันซัดแกทำให้เกือบหมดแรง ทำท่าจะจมน้ำอยู่หลายที ในที่สุดก็ช่วยขึ้นมาได้ คนที่ตกลงไปเป็นผู้หญิง รู้อีกทีตอนกระเป๋าเรือ บอกว่าเค้ากระโดดลงมาเองจากหัวเรือ ไม่ได้พลัดตกลงไป นาทีชีวิตมาก น้องเค้าจะฆ่าตัวตาย เป็นเหตุการณ์ที่ให้ข้อคิดว่าชีวิตมันมีค่ามาก จงใช้ทุกนาทีที่เหลือให้มีสตินะคะ ส่วนพี่คนนี้รู้แค่ว่าแกทำงานอยู่การบินไทย ไม่ทราบชื่อ เพราะแกเวียนหัว ให้แกนั่งนิ่งๆ พี่พยาบาลบอก คนดีแบบนี้สมควรได้รับคำชื่นชมและยกย่องจากสังคมเราค่ะ”

ที่มาภาพ : http://news.tlcthai.comnews120596.html

ที่มาภาพ: http://news.tlcthai.comnews120596.html

โดยได้ตามรายงานข่าว นายพิษณุ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะเกิดเหตุ ตนเองได้มองจากที่นั่ง แล้วเห็นผู้หญิงคนดังกล่าวอยู่ในน้ำ จึงวิ่งไปทางท้ายเรือ ก็เห็นช่างยนต์เรือ โยนห่วงชูชีพให้หญิงคนดังกล่าว แต่ห่วงนั้นอยู่ไกล ขณะนั้นไม่ได้คิดอะไรคิดแต่จะช่วยจึงตัดสินใจกระโดดลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยให้เร็วที่สุด จนกระทั่งจังหวะที่เหนื่อยเพิ่งมาฉุกคิดว่าใส่กางเกงยีนส์ลงไป และมีเหรียญอยู่ในกระเป๋ากางเกง 80 กว่าบาทจึงถ่วงน้ำหนัก ก็พยายามจะถอดกางเกง แต่ทำไม่ได้ จึงรีบว่ายไปหาผู้หญิงคนดังกล่าวให้เร็วที่สุด ซึ่งจากภาพในคลิป จะเห็นได้ว่าเมื่อใกล้ถึงหญิงสาวคนดังกล่าวก็ใกล้จม และตนเองก็ว่ายไม่ไหว จึงตัดสินใจโยนห่วงยางให้เขาไปเกาะไว้ก่อน แล้วจึงตามไปเกาะห่วง พาว่ายมาทางเรือ ขณะเดียวกันก็มีคนโยนเชือกให้จนขึ้นมาบนเรือได้

หลังจากนั้น ก็มีผู้พาผู้หญิงคนดังกล่าวไปปฐมพยาบาล จึงไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่ตนได้โทรศัพท์สอบถามก็ทราบว่าปลอดภัยดี และรักษาตัวที่โรงพยาบาล ส่วนที่มีคนนำคลิปไปเผยแพร่นั้นไม่ได้ต้องการคำชื่นชม ตอนนั้นคิดเพียงแต่ว่าจะช่วยชีวิตคน เพิ่งมาคิดเรื่องเสี่ยงชีวิตหลังจากได้นั่งพักบนเรือ กลัวภรรยาจะเสียใจ จึงอยากจะฝากถึงผู้ที่จะช่วยคนอื่น ในกรณีเช่นนี้ว่า ควรตั้งสติ และประเมินสถานการณ์ให้แน่ชัดก่อนว่าจะทำเช่นไร

“ดูแล้วขนลุกเลยค่ะ น้ำในแม่น้ำอย่างนั้นต้องว่ายน้­ำแข็งจริงจริงเพราะมันมีคลื่นแล­ะดูดลงข้างล่างค่ะ คุณผู้ชายเสี่ยงตายจริงจริง อยากให้ช่วยกันเผยแพร่ชื่อเสียง­และประกาศเกียรติคุณไว้ให้ลูกหลาน และครอบครัวของเค้าได้ชื่นชมและเป็นชื่อเสียงต่อไปค่ะ สุดยอดจริงจริง”

“ขอบคุณพ่อแม่ของคุณที่เลี้ยงคุณมาให้เป็นคนดีในสังคม ทำให้สังคมไทยได้รับรู้ว่ายังมีคนดีๆๆอย่างคุณอยู่ค่ะ”

“พี่ที่เขาลงไปช่วย เขาว่ายน้ำเป็นนิคะ พี่เขาเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปฏิบัติการพัสดุท่าอากาศยานฝ่ายช่าง มันต้องมีการฝึกแบบนี้อยู่แล้ว (ดูจากข่าวอยู่ช่องนึง) แต่พี่เขาสุดยอดมากเลย ช่วยจนตัวเองก็เกือบไม่รอด”

“ผมเชื่อน่ะครับว่าทุกๆคนพื้นฐาน­แล้วเป็นคนดี เพียงแต่ยังไม่กล้าแสดงออกมาเท่­านั้น อยากให้ดูพี่คนนี้เป็นตัวอย่างครับ ทำดีไม่ ต้องอายใคร เพราะฉะนั้นเรามาช่วยกันกล้าคิด กล้าทำในสิ่งดีๆ เหมือนพี่คนนี้กันดีกว่าครับ”

“สุดปลายมือของชายใจกล้า ที่ผลักห่วงยางไปให้หญิงสาวที่กำลังจะจมน้ำ กลับเป็นชายคนนั้นที่มีทีท่าว่าจะจมน้ำเสียเอง เธอก็ตั้งสติหลังจากได้เกาะห่วงยาง แล้วก็รีบว่ายเข้าไปหาเพื่อที่จะช่วยชายคนนั้นเช่นกัน ประทับใจน้ำตาจะไหล!!”

“ดูแล้วขนลุกเลยค่ะ น้ำในแม่น้ำอย่างนั้นต้องว่ายน้­ำแข็งจริงจริงเพราะมันมีคลื่นและดูดลงข้างล่างค่ะ คุณผู้ชายเสี่ยงตายจริงจริง อยากให้ช่วยกันเผยแพร่ชื่อเสียง และประกาศเกียรติคุณไว้ให้ลูกหลานและครอบครัวของเค้าได้ชื่นชมและเป็นชื่อเสียงต่อไปค่ะ สุดยอดจริงจริง”

เรื่องที่ห้า คนกรุงเทพมหานครต้องช็อคกับภาพที่เห็นก่อนเทศกาลสงกรานต์ เมื่อมีฝนกระหน่ำตก ลมกรรโชกแรง ฟ้าร้อง ไปทั่วกรุงเทพมหานครในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขัง การจราจรติดขัด ในหลายพื้นที่ อาทิ แยกมหาวิทยาลัยเกษตร, งามวงศ์วาน, คลองเปรม, แยกพงษ์เพชร, สุขุมวิท และเอกมัย ซึ่งในช่วงวันดังกล่าว สามารถทราบเรื่องราวฝนตก น้ำท่วมขัง นี้ได้จากสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ที่มีผู้แชร์ภาพ ลงข้อความกันอย่างมากมาย

แต่ภาพที่ช็อคหนักกว่าการที่น้ำท่วมขังในซอยต่างๆ คือ ภาพที่มีน้ำที่ท่วมเข้าไปในรถไฟฟ้าบีทีเอส!! ซึ่งภาพนี้มีผู้พูดถึงและส่งต่อกันมาก เพราะหลายฝ่ายมีความเป็นกังวลในเรื่องความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากฝนที่กระหน่ำตก

ที่มาภาพ :  http://swww.facebook.comch3fanclub

ที่มาภาพ: http://swww.facebook.comch3fanclub

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายอมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีการให้สัมภาษณ์กับหลายสำนักข่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะฝนตกหนักในช่วงเวลา 14.00-15.00 น. โดยวัดปริมาณน้ำฝนได้ 63 มิลลิเมตร ส่งผลให้มีฝนสาดเข้าไปยังภายในขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอสได้ ซึ่งในส่วนของเส้นทางรถไฟฟ้าเดิมได้มีหลังคาสถานี 2 ชั้น เพราะให้ระบายความร้อน น้ำฝนเลยสาดเข้ามาบริเวณหลังคาสถานีเข้าไปยังภายในตัวรถ โดยรถไฟฟ้าบีทีเอสไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใดที่จะทำให้น้ำรั่วเข้าภายในตัวรถ

ทั้งนี้รถไฟฟ้าบีทีเอสในส่วนต่อขยายได้ทำเป็นหลังคาชั้นเดียวแล้ว จึงไม่เกิดปัญหานี้ โดยภาพถ่ายที่ปรากฎในสังคมออนไลน์นั้นเป็นช่วงสถานีหมอชิตถึงสถานีสยาม ซึ่งมีน้ำท่วมเฉลี่ยประมาณ 1 เซนติเมตร อย่างไรก็ตามได้มีการให้เจ้าหน้าที่วัดความเสียหาย แต่ถึงอย่างไรขบวนรถก็ไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากพอถึงอู่ก็ทำการรีดน้ำออกจากขบวนรถ อีกทั้งกำลังหาวิธีเสริมกั้นไม่ให้น้ำฝนสาดเข้าขบวนรถได้อีก

“สาบานได้ว่านี้คือ บีทีเอช รถไฟลอยฟ้านะ ไมใช่เรือไททานิค ที่ฝ่ากระแสน้ำมาอย่างโชกโชก”

“ปีทีเอส เริ่มเปิดใช้ปลายปี2542 จำได้ว่าวันแรกที่เปิดให้บริการ เราขึ้นจากทองหล่อจะไปลงสยาม แต่ไปได้ไม่ถึงครึ่งทางดี รถไฟฟ้าก็เสียอยู่กลางสี่แยกอโศกขณะนั้นเวลา 12.20 นาที แดดแรงกำลังดี เรียกว่าทำเนื้อแดดเดียวกินได้เลย จะออกจากรถไฟฟ้าก็ไม่ได้ เพราะเขาบอกว่าระบบไฟฟ้าขัดข้องเสียอยู่ ต้องใช้เวลาซ่อมไม่รู้ว่านานเท่าไร เราอยู่ในนั้นเกือบ10นาที เกือบตายหมู่ ดีที่ว่าคนยังไม่แน่นหนาเหมือนปัจจุบัน ยังพอมีอากาศหายใจ แต่ความร้อนระอุและอบอยู่ภายในแค่นาทีเดียวก็แทบแย่แล้ว ระบบในรถไฟฟ้าทั้งหมดหยุดทำงานรวมทั้งเครื่องปรับอากาศ ท่านลองคิดดูเอาเองว่ามันสยองแค่ไหน อยากให้เพื่อนร่วมชะตากรรมเมื่อ14ปีที่แล้วช่วยกันแชร์ความรู้สึกให้ทราบกันทั่ว”

“มันก็เรื่องปกตินี้เวลาฝนตกแล้วมันจะซึมเข้ามาทางขอบประตู ช่วงหน้าฝนใครโดยสารจะรู้ดี ตื่นเต้นทำมัย”

“มันไม่ได้ท่วมนี่ครับ มันแค่เปียก พื้นสีทึบๆอยุ่แล้ว โดนน้ำนิดหน่อยมันก็สะท้อนเงาแล้วครับ”

“ตั้งเเต่มี BTS มา นี่ไม่ใช่วันเเรกนะ ที่ฝนตกหนัก แต่วันนี้ทำไมมันกลายเป็นเเบบนี้ไปได้ เห็นเเล้วเพลีย 2.2 ล้านๆ นี่เอามาปรับปรุงของเก่าให้ดีก่อนเถิด”

“นับวันบริการแย่ลง ตอนเช้าต้องเข้าไปเบียดเสียดกัน น่าสงสารเด็ก กับคนท้อง เจอคนมีน้ำใจก็โชคดีหน่อย อ่อนนุชน่ะคนขึ้นเพียบ ทำไมไม่หาขบวนเปล่ามารับกันบ้างล่ะทำได้แค่เพิ่มตู้เนี่ยนะ แล้วที่ไม่เห็นด้วยมาก ๆ ก็คือเด็กถ้าสูงเกิน 90 ซม. ต้องซื้อตั๋วเท่าราคาผู้ใหญ่อีกด้วยทั้ง ๆ ที่ยังอยู่อนุบาล ดูเอาเหอะ เก็บแต่ตังค์”

เครือข่ายสังคม