1 ทศวรรษ ขายข้าวจีทูจี (3): หมัดต่อหมัด “ณัฐวุฒิ-วรงค์” โต้ข้อมูลกรมศุลฯ ยัน รัฐส่งข้าวจีทูจี ปี ’55 แค่ 212 ตัน

จากกรณีสำนักข่าวไทยพับลิก้าได้ใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ เพื่อขอฐานข้อมูลการส่งออกข้าว ในรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือ “จีทูจี” ของกรมศุลกากร โดยพบว่า ในปี 2555 มีหน่วยงานภาครัฐส่งข้าวไปขายประเทศจีนรวมทั้งสิ้น 212 ตัน คิดเป็นมูลค่า 7.43 ล้านบาท คิดเป็นราคาขายเฉลี่ยที่ 34,954 บาท/ตัน

ปรากฏว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับคำชี้แจงของรัฐบาลที่ระบุตัวเลขว่า ในปี 2555 มีการขายข้าวแบบจีทูจีจำนวน 4.03 ล้านตัน

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมา “ตอบโต้” กันในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 18 เมษายน โดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งกระทู้ถามสด เรื่อง “ผลการตรวจสอบการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และปัญหาโครงการรับจำนำข้าว” ต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มีการมอบหมายให้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาชี้แจงแทน

นพ.วรงค์ถามว่า การส่งออกข้าวจีทูจีปี 2555 ตกลงแล้วรัฐบาลขายข้าวจีทูจีจำนวนเท่าใด และผลการสอบสวนของคณะกรรมการเฉพาะกิจตรวจสอบสัญญาข้าวรัฐต่อรัฐ เป็นอย่างไร

นายณัฐวุฒิชี้แจงว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 ถึงมีนาคม 2556 หรือตั้งแต่ที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลขายข้าวแบบจีทูจีไปแล้วทั้งสิ้น 6.2 ล้านตันทั้งข้าวใหม่ในโครงการและข้าวเก่าที่ค้างสต็อกไว้ และเป็นการขายให้ผู้ประกอบการภายในประเทศเพื่อส่งออกและขายในประเทศตามหลักเกณฑ์ของโครงการประมาณ 0.49 ล้านตัน

ส่วนผลการตรวจสอบโดยการตั้งคณะกรรรมการกระทวงพาณิชย์ ที่มีการสอบย้อนหลังไป 3 ปีนั้น ได้มีการแถลงไปแล้วโดยปลัดกระทรวงพาณิชย์ แต่จะขอสรุปอีกครั้งว่า จากการตรวจสอบของคณะกรรมการพบว่า หลักเกณฑ์และวิธีการระบายข้าวของรัฐบาลชุดปัจจุบันและชุดก่อนมีสาระสำคัญเหมือนกันทุกประการ มีข้อแตกต่างกันเพียงที่ว่า รัฐบาลชุดก่อนผ่านความเห็นชอบโดยประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ หรือรองประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ซึ่งก็คือ นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันต้องผ่านความเห็นชอบของประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ซึ่งก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สามารถดำเนินการได้ทันที

ที่มาภาพ : http://www.chaoprayanews.com
ที่มาภาพ: http://www.chaoprayanews.com

ส่วนการซื้อขายแบบจีทูจีที่พูดถึงคงจะเป็นกรณีบริษัทแห่งหนึ่งของจีน ผลการตรวจสอบยืนยันว่า องค์กรดังกล่าวมีหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐบาลจีน ก็คือคณะกรรมการควบคุมบริหารทรัพย์สินแห่งรัฐบาลประชาชนจีน มณฑลกวางตุ้ง ยืนยันว่าบริษัทจีเอสเอสจีเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศจีนจริง โดยมีนาง โล เหวิน ซุ้ย เป็นผู้มีอำนาจลงนามแทน ซึ่งสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของไทย ที่มีสำนักงานอยู่ในประเทศจีน ได้แจ้งมายังกรมการค้าต่างประเทศ จากนั้นได้เข้าสู่กระบวนการตกลงซื้อขายกันแบบจีทูจี นี่คือสาระสำคัญหลักๆ ที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้แถลงในรายละเอียด

นพ.วรงค์กล่าวว่า ที่บอกว่ามีการขายข้าวแบบจีทูจีจำนวน 6.2 ล้านตัน เป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง เพราะจากข้อมูลของกรมศุลกากร จีทูจีคือการขายข้าวรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่ต้องมีการประมูล เป็นราคาพิเศษระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ซึ่งข้อมูลของกรมศุลกากรตามโค๊ด 1006 หมายถึงข้าวของรัฐบาลที่ส่งออกไปต่างประเทศ อาจจะขายให้รัฐบาลเอง หรือรัฐขายให้เอกชน โดยพบว่าในปี 2554 มีข้าวของรัฐบาลออกไปแค่ 29,851 ตัน ใน ปี 2555 ที่จีทูจีดังกระหึ่มนั้น มียอดส่งออกเพียง 212 ตัน เมื่อเทียบกับข้อมูลที่รัฐบาลบอกว่า 6.2 ล้านตัน เป็นคนละเรื่อง เกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้น สิ่งที่รัฐมนตรีพูดไม่เป็นความจริง ถือว่าพูดไม่มีข้อเท็จจริงในสภา

ส่วนที่บอกว่าตรวจสอบบริษัทจีเอสเอสจีเป็นรัฐวิสาหกิจ ตนขอย้ำว่า การขายข้าวแบบจีทูจีคือการขายข้าวรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่ใช่รัฐต่อรัฐวิสาหกิจ อันนี้คือการบิดเบือน ซึ่งตนได้ฟ้องคณะกรรมการป้องและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตาม ม.157 ไปแล้ว ซึ่งปลัดกระทรวงพาณิชย์บอกว่าได้สอบตามที่รัฐมนตรีสั่ง ตนจึงเพิ่งฟ้อง ม.157 กับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อีกรายหนึ่ง

“ขอทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีอีกครั้งว่า เรื่องนี้มี 2 สัญญา คือ สัญญาที่ผ่านบริษัทจีเอสเอสจี และสัญญาที่ผู้ช่วย ส.ส. ของนางระพีพรรณ พงศ์เรืองรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย คือ นายรัฐนิธ โสติกุล หรือนายปาล์ม เป็นผู้ทำสัญญา”

ถ้าหากเป็นบริษัทจีเอสเอสจี ตามหลักเกณฑ์ที่มาตรฐานสากลเข้าใจ ต้องมีการมอบอำนาจจากรัฐบาลจีนมาที่บริษัทจีเอสเอสจี และการมอบอำนาจที่บริษัทจีเอสเอสจีให้แก่นายปาล์ม ขอถามว่ารัฐบาลได้เห็นหนังสือมอบอำนาจจากรัฐบาลจีนไปยังบริษัทจีเอสเอสจีหรือไม่ และหนังสือที่มอบอำนาจจากบริษัทจีเอสเอสจีให้นายปาล์มมีหรือไม่ ถ้ามีต้องนำมาแสดงให้เห็น

ประเด็นต่อไปที่จะต้องถามต่อ กรณีที่นายปาล์มทำธุรกรรมด้วยตัวเอง ถามว่านายปาล์มเป็นผู้แทนของประเทศใด และเห็นหนังสือมอบอำนาจที่รัฐบาลประเทศนั้นมอบอำนาจโดยตรงให้นายปาล์มหรือไม่

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ทราบว่าท่านไปค้นข้อมูลจากเว็บไซต์ของสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ที่ไปอ้างอิงตารางของกรมศุลกากรที่เพิ่งได้มาวันที่ 11 เมษายน ที่ผ่านมา โดยบอกว่าเป็นข้อมูลการส่งออกข้าวโดยรัฐบาลไทย ซึ่งต้องทำความเข้าใจให้ชัดว่า วิธีระบายข้าวแบบจีทูจีของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เราตกลงกับผู้ซื้อว่าจะซื้อขายแบบเอ็กซ์แวร์เฮาส์ หรือซื้อขายกันที่หน้าคลังสินค้า หมายความว่าผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงกันตรงนั้น ผู้ซื้อจ่ายเงินให้ผู้ขายหน้าคลังสินค้า และผู้ซื้อไปจัดการดำเนินการส่งออกด้วยตัวเอง จะโดยวิธีการไหนอย่างไร ผ่านช่องทางใดเป็นเรื่องของผู้ซื้อ

วิธีการนี้จะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลในฐานะผู้ขาย คือ ได้เงินเร็ว ได้เงินก่อน จะได้นำเงินมาหมุนเวียนดำเนินโครงการต่อไป ขณะเดียวกันก็เป็นการลดภาระของรัฐบาลในการขนส่งและส่งออกด้วย เพราะยังมีเรื่องของการค้ำประกัน และความเสี่ยงต่างๆ ในการขนส่ง

ส่วนหนังสือรับรองทางการจีนของจีนนั้นตนได้ชี้แจงไปแล้ว ทั้งนี้ ในกรณีของบริษัทจีเอสเอสี มาถึงนายรัฐนิธนั้น เอกสารรับมอบอำนาจเหล่านี้อยู่ในรายงานของคณะกรรมการแล้ว ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีจำนวนหลายคน มีตัวตนและสถานะชัดเจน เขารับผิดชอบต่อข้อเท็จจริงเหมือนตามที่ได้แถลงไป

นพ.วรงค์ถามต่อว่า รัฐมนตรีตอบไม่หมด นายปาล์มเป็นผู้แทนรัฐบาลใด ประชาชนฟังแล้วสับสน ฟังรัฐมนตรีต้องคิดเยอะ อย่าเพิ่งไปเชื่อทั้งหมด สิ่งที่ท่านพูดไม่ใช่จีทูจี เพราะจีทูจีคือรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่มีการประมูล เป็นราคามิตรภาพ ราคาจะถูกกว่าราคาตลาดเสียอีก แต่เท่าไหร่เราไม่ว่าเพราะถือว่าเป็นมิตรภาพระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล แต่สิ่งที่รัฐมนตรีพูดไม่ใช่จีทูจี แต่เป็น “จีทูเจี๊ยะ” หรือ “จีทูเจ๊” อันนั้นโกงทั้งแผ่นดินในรูปแบบนี้ ถ้ากระทรวงพาณิชย์ตั้งคณะกรรมการอะไรมาก็ถือว่าเป็นการหลอกคนทั้งประเทศ ตนเชื่อว่าคนพวกนี้ติดคุกแน่นอน เพราะได้ร้องต่อ ป.ป.ช. ไปแล้ว

“จะเอ็กซ์แวร์เฮาส์หรือเอฟโอบี แต่จีทูจีคือรัฐบาลต่อรัฐบาล เวลาข้าวที่ออกไปต้องเป็นข้าวของรัฐบาล ไม่ใช่ข้าวของเอกชนออกไป รัฐบาลตอบอะไรไม่เป็นมาตรฐาน ท่านตอบเอาตัวรอดไปเรื่อย ที่ต้องย้ำเพิ่มคือ ท่านได้มาจากกระทู้ผมหลายครั้งแต่ตอบไม่ถูก ข้อมูลไม่แน่น ซึ่งรู้ว่าท่านไม่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลชุดนี้ในโครงการรับจำนำข้าว และช่วยยืนยันให้ว่าท่านไม่ได้ทุจริตในโครงการนี้ เพราะแม้แต่ขายข้าวสักเม็ดหนึ่ง ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ปรึกษารัฐมนตรีท่านนี้แต่มีคนอื่นบงการ เขาให้กระดาษท่านมาแผ่นสองแผ่นให้ท่านมาตอบ แต่คนที่มีอำนาจเต็มคือจอมบงการ

อีกประเด็นนายบุญทรงบอกได้รับแอลซีมาเรียบร้อย แต่ปรากฏว่าเป็นการซื้อเช็คเงินสดจากนายสมคิด เอื้อนสุภา ที่สั่งจ่ายให้กับรัฐบาลชุดนี้ คำถามที่ถามคือ แอลซีที่นายบุญทรงพูดอยู่ไหน เป็นเงินเท่าไหร่ เอาหลักฐานมาโชว์ได้หรือไม่ และเช็คมีหนังสือมอบอำนาจจากรัฐบาลจีนหรือไม่ว่านายสมคิดเป็นคนซื้อเช็คใบนี้ เพราะมีข้าราชการจากกระทรวงพาณิชย์โทรมาบอกตนว่าเห็นนายสมคิดขี่จักรยานยนต์ไปกระทรวงพาณิชย์

นายณัฐวุฒิชี้แจงว่า ความไว้วางใจของรัฐบาลชุดนี้ ตนได้รับมอบหมายให้เป็นรัฐมนตรีช่วย และได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้นี้ เป็นเครื่องยืนยันในความไว้วางใจ ในส่วนของนายรัฐนิธได้รับมอบอำนาจจากบริษัทดังกล่าว ตนได้ชี้แจงไปหลายครั้งแล้ว ส่วนหลายๆ ประเด็นที่ท่านยืนยันว่าตนชี้แจงข้อมูลไม่ถูกต้อง ท่านถามหลายหนก็ตอบไปหลายหน ท่านไม่เชื่อเป็นเรื่องของท่าน ท่านมีช่องทางในการตรวจสอบ ไปยื่น ป.ป.ช. ก็เคารพ แต่จะมาคาดคั้นให้ตนตอบตามที่ท่านต้องการ ตนทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะข้อเท็จจริงที่ตนมีอยู่ในมือเป็นเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม ในกรณีการตกลงซื้อขายแบบจีทูจีระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัทจีเอสเอสจีซึ่งเป็นตัวแทนรัฐวิสาหกิจจีนนั้น เราตกลงซื้อขายและมีการชำระโอนเงินผ่านธนาคาร และชำระเงินโดยเช็คเงินสด บริษัทจีเอสเอสจี เป็นการตกลงโดยวิธีการนี้ ซึ่งแน่ใจได้ว่าเราได้เงินเร็วกว่า และสามารถลดภาระให้กับรัฐบาลได้ ข้อมูลที่ได้ชี้แจงไปเป็นข้อมูลของหน่วยงานรัฐที่ที่ตนได้ถืออยู่

นางเบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมศุลกากร
นางเบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมศุลกากร

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทยพับลิก้าได้รายงานว่า หลังจากที่คณะกรรมการบริหารข้อมูลข่าวสารของราชการในกรมศุลกากร มีมติให้สำนักที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลการส่งออกข้าวที่ดำเนินการโดยหน่วยงานรัฐย้อนหลังเป็นเวลา 3 ปี ตามที่สำนักข่าวไทยพับลิก้ามายื่นขอใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ 2540

วันที่ 11 เมษายน 2556 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทยพับลิก้าเข้าพบนายบุญธง วัฒนวรเวทย์ เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน กรมศุลกากร เพื่อไปเซ็นรับข้อมูลเอกสารดังกล่าวตามที่ร้องขอ เมื่อผู้สื่อข่าวตรวจดูข้อมูลการส่งออกข้าวไปจีน พบว่ามีอยู่ 212 ตัน จึงสอบถามนายบุญธงว่าทำไมยอดส่งออกข้าวไปจีนน้อยมาก

นายบุญธงกล่าวว่า “เท่าที่ตนได้สอบถามเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูล กรมศุลกากรจะบันทึกข้อมูลยอดการส่งออกข้าวตามใบขนสินค้า หากใบขนสินค้าระบุว่าหน่วยงานรัฐเป็นผู้ดำเนินการ ยอดการส่งออกทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าก็จะมาโชว์อยู่ในพิกัดที่ขึ้นต้นด้วย 1006xxxxxxx แต่ถ้าไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ข้อมูลก็จะถูกบันทึกในพิกัดอื่น”

เนื่องจากคำร้องขอข้อมูลข่าวสารที่สำนักข่าวไทยพับลิก้ามายื่นต่อกรมศุลกากรระบุว่า จะต้องมีการเซ็นรับรองยืนยันความถูกต้องของข้อมูล โดยนายบุญธงได้เซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง

และหลังจากที่ นพ.วรงค์นำประเด็นข่าวที่สำนักข่าวไทยพับลิก้านำเสนอไปตั้งกระทู้ถามนายณัฐวุฒิที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิชี้แจงว่ากรมศุลกากรบันทึกข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามนางเบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมศุลกากร ว่าทำไมหน่วยงานรัฐส่งข้าวไปขายจีนปี 2555 แค่ 212 ตัน นางเบญจา ตอบสั้นๆ ว่า “ขอตรวจสอบข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ก่อน”(อ่านต่อตอนที่4)