ความเห็นของ Stiglitz

วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

Joseph Stigitz ที่มาภาพ : http://images.bwbx.io/cms
Joseph Stigitz ที่มาภาพ: http://images.bwbx.io/cms

Joseph Stiglitz ศาสตราจารย์นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบิลผู้มีชื่อเสียงได้มาพูดที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์เรื่องทางโน้มเศรษฐกิจของโลก และจะเข้าร่วมงานสัมมนาซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์/World Bank/Australian National University/AusAID และหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เกี่ยวกับระบบการให้ทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา/การศึกษาและผลตอบแทนจากตลาดแรงงาน และ ASEAN กับอุดมศึกษา

ผมขอนำสิ่งที่ Stiglitz พูดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเล่าสู่กันฟัง

Stiglitz ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์มหภาคธรรมดาๆ หากเป็นนักเศรษฐศาสตร์ “อื้อฉาว” ที่เรียกว่าอื้อฉาวก็เพราะเห็นไม่ตรงกับนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับบทบาทของภาครัฐในการควบคุมกำกับธุรกิจ ระบบการเมืองสหรัฐอเมริกา การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของ EU สหรัฐอเมริกา ฯลฯ

อาจารย์ Stiglitz อายุ 70 ปี เคยสอนหนังสืออยู่หลายแห่ง ปัจจุบันสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย Columbia เคยเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของประธานาธิบดี Clinton มีผลงานวิชาการมากมาย เคยเป็น Chief Economist ที่ World Bank ก่อนรับรางวัลโนเบิล

Stiglitz พูดหลายเรื่องหลายประเด็น ในพื้นที่จำกัดของคอลัมน์นี้ ขอยกมา 5 เรื่อง ดังนี้ (1) เขาเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและ EU จะยังไม่ฟื้นตัวสู่ภาวะปกติก่อนสิ้นทศวรรษนี้ (รอไปอีกอย่างน้อย 7 ปี) ความรู้สึกที่เขามีต่อเศรษฐกิจโลกโดยทั่วไปอยู่ในด้านลบ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกานั้นเขาเห็นว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในยุคสมัยของประธานาธิบดีบุชผิดฉกรรจ์ โดยเฉพาะในเรื่อง “รัดเข็มขัด” (austerity) Stiglitz เชื่อว่าต้องกระตุ้นเศรษฐกิจหนักกว่าเดิมด้วยนโยบายการคลัง (งบประมาณขาดดุล) มิใช่นโยบายการเงินด้วยการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มดังที่เป็นอยู่

การเมืองในสหรัฐนั้นปัจจุบันอยู่ในสถานะที่ขบกันแบบแก้ไม่ออก (ฟังดูคุ้นๆ) กล่าวคือ แต่ละพรรคต่างไม่ยอมกันจนทำงานแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ต่างพยายามที่จะโทษกัน พรรครีพับลิกันคุมสภาผู้แทนราษฎร พรรคเดโมแครตคุมวุฒิสภา การแก้ไขเกิดได้ทางเดียวคือต้องรอเลือกตั้งปี 2014

ความเชื่อที่มาจาก Adam Smith ปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์เมื่อกว่า 200 ปีมาแล้วที่ว่า หากปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเสรีแล้ว จะมีมือที่มองไม่เห็นเป็นพลังผลักดันให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และประชาชนจะมีความกินดีอยู่ดีขึ้น แต่ Stiglitz เชื่อว่า ในโลกความเป็นจริงนั้นมันมีกฎหมายตลอดจนกฎเกณฑ์และประเพณีตลอดจนคนจ้องจะรวมหัวกันโกง (ผมเติมเอง) เป็นอุปสรรคอยู่มากมายจนทำให้กลไกตลาดไม่มีประสิทธิภาพ และถึงหากตลาดจะทำงานได้จริง ก็ต้องใช้เวลานานมาก

ความเชื่ออย่างนี้จึงนำไปสู่การที่ต้องมีกฎเกณฑ์ควบคุมภาคการเงินอย่างรัดกุม ไม่ให้หละหลวมจนเกิดการสมคบกันหาประโยชน์จากวิกฤติการเงินดังเช่นที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาในปี 2008

Stiglitz เชื่อว่า การมีเงินสกุลเดียวกันของ EU คือสาเหตุที่ทำให้วิกฤติหนักขึ้น พลังอำนาจในการแก้ไขปัญหาของประเทศอยู่ที่การสามารถพิมพ์ธนบัตรของตัวเองได้ดังเช่นสหรัฐอเมริกาที่ปั๊มเงินออกมาเป็นว่าเล่น (ส่วนค่าของเงินในที่สุดจะเป็นอย่างไรนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง) EU ฆ่าตัวตายด้วยการเอาอำนาจนี้มารวมไว้ที่ส่วนกลางเพื่อแก้ไขปัญหาของรายประเทศ

Stiglitz ไม่เห็นด้วยกับการมีเงินสกุลเดียวกันของ ASEAN หรือของภูมิภาคนี้เพราะ เนื่องจากบทเรียนก็มีให้เห็นอยู่ชัดเจนแล้ว

ในเกือบทุกกรณี นักเศรษฐศาสตร์รู้ว่าหนทางแก้ไขปัญหานั้นคืออะไร ควรใช้เครื่องมือใด แต่ปัญหาของการแก้ไขเศรษฐกิจคือมีการเมืองเข้ามาผสมอยู่ด้วยโดยธรรมชาติ ดังนั้น นักการเมืองต้องรู้วิธีว่าจะเอาข้อเสนอของนักเศรษฐศาสตร์ไปใช้อย่างไรให้เกิดผล

นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายเดียวแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ผมแอบถามอาจารย์ Stiglitz เป็นการส่วนตัวว่า ภาพยนตร์สารคดีเรื่องดังอย่าง “Inside Job” ที่เล่าเรื่องการสมคบกัน “โกง” ประชาชนโดยกลุ่มธุรกิจการเงิน Wall Street นั้นมีความจริงอยู่เพียงไร ท่านตอบว่าไอ้ที่เล่ามานั้นน่ะมันเป็นเพียงส่วนเดียวของความจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น ท่านพูดทิ้งไว้ให้สรุปเอาเองแค่นี้

นักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบิลที่กล้าพูดขนาดนี้คงหาได้ไม่ง่ายนะครับ เพราะแค่ไม่พูดและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่เป็นอยู่ก็ได้รับผลประโยชน์มากมายแล้ว

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรกคอลัมน์ “อาหารสมอง” น.ส.พ.กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 19 มี.ค. 2556