ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – “จิมมี่ ผู้ชายข้ามเพศที่หล่อมาก” และ “อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตัวนักโทษ”

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 23–29 มีนาคม 2556

เรื่องแรก เป็นเรื่องราวดีๆ ที่ชาวโซชียลมีเดียมีการโพสต์แชร์ต่อกันมากในรอบสัปดาห์นี้ กับภาพความน่ารักของเด็กชายที่แสดงความกตัญญูต่อผู้เป็นมารดาอย่างไม่ขัดเขิน ซึ่งภาพดังกล่าวถูกแชร์และส่งต่อจากผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “กายหยาบ” โดยได้ระบุไว้ใต้ภาพด้วยว่า “ผมพบเด็กคนนี้ชื่อน้องพร บริเวณคลองหลอด แต่งชุดนักเรียนมากวาดถนนทุกวัน ตอนแรกผมคิดว่าเป็นนักเรียนที่มาบำเพ็ญประโยชน์ แต่ทุกครั้งจะต้องมีผู้หญิงในชุดเจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดของกรุงเทพมหานคร จนผมทราบว่าทั้งคู่เป็นแม่ลูกกัน สร้างความรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมาก”

โดยตามรายงานข่าวเล่าว่าเด็กชายคนนั้นคือ ด.ช.ศุภณัฐ ศรียอด หรือน้องพร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดราชบพิธ ซึ่งจะมาช่วยผู้เป็นแม่ คือ นางอภิญพร พรพิสุทธิ์ อายุ 52 ปี กวาดถนนทุกวันหลังเลิกเรียน ตั้งแต่บริเวณแยกพระพิทักษ์ไปจนถึงแยกถนนจักรเพชร อีกทั้งทางรายการเรื่องเล่าเช้านี้ได้มีการสัมภาษณ์ถึงเรื่องราวชีวิตของน้องพร เด็กชายยอดกตัญญู และคุณแม่ในครั้งนี้ โดยน้องพร ได้เล่าว่า

คุณแม่ หรือก็คือ นางอภิญพร มีสุขภาพที่ไม่ค่อยดี มีอาการปวดหัวเข่า ซึ่งตัวน้องพรเองมีความกังวลในเรื่องสุขภาพของมารดา และเกรงว่ามารดาจะเป็นลมระหว่างการทำงาน จึงมาช่วยงานหลังเลิกเรียน โดยแรกๆ ก็มีความอายเพื่อนอยู่บ้าง แต่ก็ความคิดได้ว่านี่คืออาชีพของมารดาที่ทำมาตั้งแต่ตนยังไม่เกิด อีกทั้งยังเป็นอาชีพสุจริตที่เลี้ยงดูตนมาจนเติบโต ก็เลยคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องอาย

อีกทั้งยังกล่าวอีกว่า “ผมอยู่กับแม่มาตั้งแต่เด็กไม่เคยห่างกันไปไหนเลย ไม่รู้ว่าจะอยู่กับเรานานไปขนาดไหน ไม่มีแม่ผมก็เหมือนขาดอะไรไปอย่างหนึ่งในชีวิต ผมต้องทดแทนคุณครับ ”

ทางด้านคุณแม่ นางอภิญพร พรพิสุทธิ์ ก็ได้เปิดใจด้วยว่า ตนมีลูกชาย 2 คน แยกทางกับสามีแล้ว น้องพรเป็นคนเล็ก ลูกชายคนโตแยกออกไปมีครอบครัวและย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด ตอนนี้ตนจึงอยู่กันแค่สองคนกับน้องพร น้องพรเป็นเด็กที่ติดแม่มาก หลังเลิกเรียนจะมาหาทุกวัน เป็นแบบนี้ตั้งแต่ ป.4 จนปัจจุบันเรียนอยู่ ม.3 โดยแรกๆ น้องพรจะมาช่วยตนถือบุ้งกี๋ แต่หลังๆ ตนมีอาการปวดขามากขึ้นจากที่เคยถูกรถชนจนต้องดามเหล็กไว้ ถ้ายืนนานๆ จะปวดมาก น้องพรก็เลยมาช่วยกวาดถนนด้วย

ที่มาภาพ : http://www.manager.co.thQOLViewNews.aspxNewsID=9560000037296
ที่มาภาพ: http://www.manager.co.thQOLViewNews.aspxNewsID=9560000037296

เรื่องนี้สร้างความปลาบปลื้มให้ชาวโซเชียลเป็นอย่างมาก จึงได้มีการแชร์รูปและข้อความต่อกันเสมือนเป็นการเชิดชูความกตัญญูของน้องพร อีกทั้งยังเป็นการนำเสนอภาพที่ดีและเป็นแบบอย่างให้กับเยาวชนไทยที่จะได้ไม่อายในการแสดงความกตัญญูและการกระทำดี จนในที่สุด กระแสความดีของน้องพรส่งผลให้มีผู้ใจดีจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานครและคณะผู้บริหารเขตพระนครได้ร่วมกันสนับสนุนทุนการศึกษา โดย นายอรรถพร สุวัธนเดชา รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นตัวแทนในการมอบทุนการศึกษาจำนวน 10,000 บาท พร้อมประกาศเกียรติคุณให้กับน้องพร

ทั้งยังให้เหตุผลว่า น้องพรได้ปฏิบัติให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน ในการเป็นเด็กยอดกตัญญูช่วยมารดาทำงานกวาดขยะหลังเลิกเรียนตั้งแต่แยกพระพิทักษ์ไปจนถึงแยกถนนจักรเพชร โดยไม่คิดจะใช้เวลาว่างไปเล่นเหมือนเด็กคนอื่น ทั้งยังมีการประสานไปยังสำนักพัฒนาสังคม เพื่อการสนับสนุนทุนการศึกษาอีกปีละ 3,000 บาท จนจบระดับมัธยมศึกษา และสนับสนุนทุนการศึกษาปีละ 5,000 บาท จนจบระดับปริญญาตรี พร้อมทั้งจัดทำประกาศยกย่องความเป็นเยาวชนที่ดีของสังคม และส่งเข้าคัดเลือกเป็นเยาวชนดีเด่น “รุ่นประกายเพชร” ของสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ในนามเขตพระนคร อีกด้วย

“ชื่นชมจริงๆ ในความกตัญญูค่ะ ทำอาชีพสุจริตไม่ ต้องอาย พวกที่รวยจากทำชั่วสิน่าอาย ถึงเวลาสร้างวัฒนธรรมเชิดชูคนดี ไม่ว่าจะฐานะอย่างไร”

“กตัญญู กตเวที เป็นบุญอันประเสริฐ สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง”

“ผมเห็นน้องเขาทำแบบนี้ มาหลายปีแล้วครับ มากกว่า 5 ปีมั้งครับ น่าชื่นชมจริง”

“เด็กดีถ้าเด็กๆ ทุกคนทำได้แบบนี้ ก็ดีนะ ขอชื่นชมจ้า”

“ดูแล้วน้ำตาก็ไหลทุกทีเลย ซึ้งใจ”

“สังคมไทยยึดถือความกตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดเป็นคุณอันยิ่งใหญ่กว่าทำบุญหลายร้อยเท่า หน่วยงานรัฐน่าจะเปิดพื้นที่ในเรื่องแบบนี้ เพื่อแสดงออกถึงความดีงาม ดีกว่าเปิดพื้นที่เรื่องอื่น ๆ ที่ไม่สมควร แล้วเชื่อเถอะแล้วมันก็จะหายไปตามกลีบเมฆ แต่ความดีงามของน้องไม่หายไปจากจิตใจของผู้พบเห็น”

“เป็นคนดี อย่างไงก็ต้องได้ดีน่ะครับน้อง ขอให้น้องมีความสุข ทางใจ กาย กับคุณแม่มากๆๆ น่ะครับ”

เรื่องที่สอง ในโลกยุคปัจจุบันที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และความเท่าเทียมกันของสิทธิเสรีภาพ ส่งผลให้เราได้เห็นมุมมองที่หลากหลายของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้มากขึ้น ทั้งการสื่อสารที่ไร้พรมแดน เทคโนโลยีที่ทันสมัย ส่งผลให้การแพทย์และการศัลยกรรมมีการพัฒนาและมีประสิทธิภาพมาก จากการที่เราได้เห็น เทคโนโลยีการศัลยกรรมเพื่อความงาม อีกทั้งการศัลยกรรมเปลี่ยนเพศจากชายเป็นหญิงที่แนบเนียนจนแทบจะแยกไม่ออกว่า เธอเหล่านั้นคือสาวประเภทสอง หรือสาวแท้ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์กันแน่

ความเจริญก้าวหน้าทางวิวัฒนาการยังเติบโตต่อไปอย่างไม่หยุด เพราะมีกรณีที่เกิดการแปลงเพศจากหญิงเป็นชายได้อย่างแนบเนียนจนเป็นที่กล่าวถึงกันมาก กับกรณีของ “จิมมี่” กฤตธีพัฒน์ ไชยสุขธนานนท์ วัย 30 ปี พิธีกรรายการ Z-Zabb กับ 30 Minutes Thailand ทั้งยังได้ลงสัมภาษณ์ในนิตยสาร @tom actz Vol.05 โดยหลายสำนักข่าวนำเสนอเรื่องของเขาหรือเธอว่าเป็นผู้ชายข้ามเพศ ที่เหมือนผู้ชายจริงๆ ทุกประการ ทั้งหน้าตา น้ำเสียง หนวดเครา หน้าอกที่แบนราบ และที่สำคัญคือการแปลงเพศที่การวิวัฒนาการทางการแพทย์สามารถต่อเส้นประสาททำอวัยวะเพศให้สำเร็จความใคร่ได้จริง โดยทั้งหมดนี้ จิมมี่ทำที่เมืองไทย

ที่มาภาพ : https://www.facebook.comNerkooTH
ที่มาภาพ: https://www.facebook.comNerkooTH

ทั้งนี้ จิมมี่ได้ทำการวิธีฉีดฮอร์โมนอีกด้วย เป็นผลให้ต้องควบคุมอารมณ์ให้สมดุล และกว่าจะสมบูรณ์ก็ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนได้แก่ 1. การเอามดลูกกับรังไข่ออก 2. ฝังแกน 3. เย็บช่องคลอดและปลูกถ่ายเส้นประสาท โดยรวมราคาทั้งหมดของการเปลี่ยนเพศนั้น จิมมี่ใช้ไปเกือบครึ่งล้านบาท

สำหรับด้านครอบครัว จิมมี่เป็นลูกคนเดียว พ่อแม่เข้าใจทุกอย่าง ซึ่งทุกวันนี้ เวลาไปไหนมาไหนพ่อแม่ก็แนะนำว่าเขามีลูกชายไม่ใช่ลูกสาว และรู้สึกว่าเหมือนมีลูกชายจริงๆ คนหนึ่ง อีกทั้งจิมมี่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์เกี่ยวกับผู้หญิงข้ามเพศ เพื่อให้สังคมได้เปลี่ยนทัศนคติ ให้พวกเขาได้รับรู้ความจริงที่เกิดขึ้นอีกด้วย

“คนเราถ้าตั้งใจทำอะไรก็ทำได้จริงๆเนอะ ไม่เห็นเกี่ยวเลยว่าจะเกิดมาเป็นแบบไหน แม้แต่เรื่องsex (เพศ) ที่ติดตัวแต่กำเนิดก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อ gender ที่คนๆนั้นอยากจะเป็น ”

“จะเป็นเพศใด ก็ดีเป็นให้เต็มที่ เต็มใจ เขาดูน่ารักดีพูดจาดีมากด้วย”

“ไม่หลงเหลือคราบ ความเป็นผู้หญิงเลย หล่อจัง”

“ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จก็อยู่ที่นั้นอ่ะครับ ดีใจที่ฝันเป็นจริงนะครับ”

“บุคคลที่เป็นเพศที่สาม หลายคน เขาก็เป็นคนดีมากๆ กว่าคนที่มีเพศปกติอีกนะ”

เรื่องที่สาม เกิดประเด็นทางการเมืองให้ชาวโซเลียลมีเดียได้วิพากษ์วิจารณ์ เมื่อมีการประกาศกฎกระทรวงยุติธรรมไว้ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา www.ratchakitcha.soc.go.th ว่าด้วยเรื่อง “กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจำคุกโดยวิธีการอื่นที่สามารถจำกัดการเดินทางและอาณาเขต พ.ศ. 2556″ โดยนักโทษสามารถสวมใส่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทนการจำคุกได้ในกรณีที่จำเป็น ซึ่งต้องสามารถตรวจสอบที่อยู่ และจำกัดขอบเขตในการเดินทางได้

โดย “อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์” ในที่นี้มีหมายความว่า เครื่องอุปกรณ์รับส่งสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ หรือเครื่องมือใดๆ ที่ใช้ติดตามตัว หรือที่ใช้สวมใส่ข้อมือ ข้อเท้า หรืออวัยวะส่วนอื่นใดของผู้ถูกจำกัดสิทธิ์ รวมทั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางและอาณาเขตของผู้ถูกจำกัดสิทธิ์ได้

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ให้เหตุผลไว้ว่า มาตรการนี้มีการบังคับใช้ในหลายประเทศ อีกทั้งยังมีแนวความคิดว่าในประเทศไทยมีจำนวนนักโทษมากกว่าพื้นที่เรือนจำ โดยนักโทษ 4 กลุ่มผู้ต้องขังที่สามารถใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตัวได้คือ

1. ผู้ต้องหาชราหรือป่วยเป็นโรคเอดส์ระยะสุดท้าย ไตวายเรื้อรัง มะเร็งระยะสุดท้าย หากจำคุกต่อไปต้องเสียชีวิตและต้องออกไปรับการรักษา เช่น ฟอกไต หรือฉายรังสี ทุกสัปดาห์
2. ผู้ต้องหาที่ต้องออกไปดูแลลูกและภรรยาหรือพ่อแม่ที่แก่ชราและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
3. ผู้ต้องหาที่เจ็บป่วยเรื้อรัง
4. ผู้ต้องหาที่มีเหตุต้องทุเลาการลงโทษ

และเงื่อนไขสำคัญที่จะบังคับใช้ได้คือ ต้องเป็นนักโทษที่จำคุกอยู่ในการคุมขังของเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของโทษตามที่ศาลมีคำสั่ง โดยการพิจารณาขึ้นอยู่กับอำนาจและคำตัดสินของศาลอีกครั้งหนึ่ง

ภาพประกอบ ที่มาภาพ : http://news.mthai.comgeneral-news225660.html
ภาพประกอบ ที่มาภาพ: http://news.mthai.comgeneral-news225660.html

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยและมองว่าอาจจะทำให้ประชาชนไร้ความปลอดภัยในการใช้ชีวิต อีกทั้งยังเป็นนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อนักโทษทางการเมือง ซึ่งทางด้านนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่า กฎหมายนี้มีหลักการเพื่อระบายผู้ต้องขังที่ล้นคุกและคนที่ติดคุกมาแล้วระยะหนึ่งที่จะสามารถนำไปกักบริเวณที่บ้านหรือที่อื่นได้โดยใช้เครื่องมือนี้ แต่ไม่ได้นำมาใช้กับผู้ที่ไม่เคยติดคุกมาก่อน จึงขอให้ดูรายละเอียดในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89/2 ที่ระบุว่า “ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น”

สำหรับหลายคนมองว่า อาจเป็นนโยบายที่จะไปช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น นายชาญเชาวน์ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้า พ.ต.ท.ทักษิณจะใช้ได้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็จะต้องติดคุกมาแล้ว 1 ใน 3 ของโทษที่รับ อีกทั้งก่อนจะใช้ได้ก็ต้องให้เจ้าพนักงานเป็นคนร้องขอต่อศาล และศาลจะเป็นผู้พิจารณาอีกครั้งว่าจะอนุญาตหรือไม่ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่าย

ข้อมูลอ้างอิงจากหลายสำนักข่าวให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนนักโทษที่ถูกจำคุกประมาณ 262,000 คน จากเรือนจำทั้งหมด 143 แห่ง แต่สามารถรองรับนักโทษได้เพียง 190,000 คน ซึ่งการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นวิวัฒนาการที่ต่างประเทศทั้งอังกฤษและแคนาดานำมาใช้ และบางประเทศในเอเชียก็ใช้ เช่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ก็นำเครื่องมือที่เรียกว่า Electronic Monitoring หรือ EM มาใช้ในการคุมขังด้วย

“มาตรการควบคุมนักโทษแทนการคุมขังในเรือนจำ ถือเป็นวิวัฒนาการซึ่งหลายประเทศทั้งอังกฤษ แคนาดา นำมาใช้ ส่วนในเอเชียมีสิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ประเทศพวกนี้ เขาเจริญแล้วนะครับท่าน ลอกกฎหมายไม่ดูคนไทยเลย”

“เอาเงินที่ทำแบบนี้ ไปขึ้นเงินเดือนให้ทหารภาคใต้ ที่ดูแลปกป้องประเทศดีกว่ามั้ยคะ ”

“จะทำไรก็ต้องดูด้วย ว่ามีช่องโหว่ให้คนบางคนหรือป่าวนะครับ”

“จริงๆ ทำได้นะ ถ้าไม่ใช่ประเทศไทย และตำรวจไทย โดยหลักการมันก็ควรต้องเป็นแบบนั้น กับนักโทษที่ยังเยาวชนหรือนักโทษที่ป่วยหนัก ที่เห็นต่างประเทศเค้าใช้นักโทษทั่วๆ ไปหรือป่าว ไม่รู้ แต่ถ้าใช้เครื่องมือแบบนี้ ถ้านักโทษที่โดนเครื่องมือนี้แล้วยังไปเดินเกินอาณาเขต ตำรวจที่ต่างประเทศจะรีบมาหาภายในไม่กี่นาที และก็จะโดนหนักเลยคราวนี้ แต่สำหรับประเทศไทย ขอถามนิดเดียวว่าถ้านักโทษไทยโดนแบบนั้น แล้วไปเดินนออกนอกอาณาเขต ที่จำกัดไว้ มีใครการันตีได้บ้างว่า” ตำรวจไทย” จะวิ่งมาหาทันหรือป่าวก็ไม่รู้ อย่าลืมนะว่าที่นี่ประเทศไทย”

“แก้ปัญหาผิดทางหรือเปล่าทำแบบนี้มีแต่ จะทำให้ คนทำผิดมากขึ้น ทำไม่ไม่แก้กฎหมายให้มัน รุนแรง สำหรับคนที่ติดคุกแล้วแต่ยังทำผิดช้าอีก หรือ คดี อาชญากรรมรุนแรง ต่าง ๆ แก้กฎหมาย ให้ลงโทษรุนแรงขึ้น น่าจะช่วยได้ดีกว่า มาระบายนักโทษด้วยวิธีแบบนี้ แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สุดท้าย ประชาชนเดือนร้อน”

“ถ้าอยากระบายนักโทษ ไม่ให้มีนักโทษเข้ามาในคุกเยอะ ก็แก้กฎหมายเป็นประหารชีวิต หรือ แก้ให้รุนแรงกว่านี้ คนจะได้ไม่ค่อยกล้าทำผิด ดีกว่ามาใช้กำไล ต้องแก้จากต้นเหตุ ไม่ใช่ปลายเหตุ”

เรื่องที่สี่ มีภาพที่ชาวเน็ตแชร์ต่อและพูดถึงกันมาก กับภาพที่มาจากเว็บไซต์ ซึ่งเป็นภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ขณะใช้สายยางดับเพลิงขนาดใหญ่ทำการฉีดพ่นละอองน้ำขึ้นบนที่สูงบนเครื่องตรวจค่าฝุ่นละอองอัตโนมัติของกรมควบคุมมลพิษ จังหวัดเชียงราย ส่งผลให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเจ้าหน้าที่พยายามที่จะทำให้ค่าฝุ่นลดทั้งที่ยังคงมีหมอกควันหนาทึบอยู่

โดยใต้ภาพมีข้อความระบุว่า “ได้ภาพนี้มา ว่า จนท. สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใช้น้ำฉีดหมอกควันบริเวณจุดตรวจคุณภาพอากาศ ทำให้ค่าที่ออกมา ไม่วิกฤต เครื่องวัดอัตโนมัติอ่านค่าได้อ่อน หรือน้อยกว่าปกติ เหตุเกิดที่ จ.เชียงราย คือยังไม่ทราบเหตุผล ถ้าเป็นที่เชียงใหม่จะรีบไปถามมาให้มีสมาชิกเล่าว่าที่-เชียงใหม่-ก็มี แต่ยังไม่มีใครบันทึกภาพมา”

สำหรับเรื่องนี้ มีคำชี้แจงจากนายสุจิน โตพันเทียม ผอ.สำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเชียงราย ต่อสื่อมวลชนว่า การฉีดพ่นน้ำเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานจริง แต่เป็นการฉีดรดน้ำต้นไม้ตามปกติ ซึ่งมีการฉีดรดอยู่แล้วสัปดาห์ละ 2-3 วัน ยิ่งช่วงนี้จะมีการรดน้ำบ่อยขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงฤดูแล้ง ไม่ได้เป็นการฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อให้ค่าฝุ่นละอองในอากาศต่ำตามที่มีการนำไปโพสต์ในอินเทอร์เน็ต เนื่องจากการฉีดพ่นเพียงเล็กน้อยไม่สามารถทำให้ค่าของเครื่องตรวจวัดเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเป็นการประมวลผลเฉลี่ย 24 ชั่วโมง และการรดน้ำก็รดเพียงระยะเวลาสั้นๆ ค่าฝุ่นละอองของจังหวัดเชียงรายยังมีตัวเลขที่สูงกว่า 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งก็สอดคล้องกับสภาพหมอกควันที่หนาแน่นในพื้นที่

ที่มาภาพ : https://www.facebook.comphoto.phpfbid=523649011014667&set=a.126356387410600.16792.111227565590149&type=1&theater
ที่มาภาพ: https://www.facebook.comphoto.phpfbid=523649011014667&set=a.126356387410600.16792.111227565590149&type=1&theater

อีกทั้งหลังจากมีการแชร์ภาพต่อกันมากๆ ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลายสำนักข่าว ผลปรากฏออกมาว่า ในบริเวณที่เครื่องตรวจวัดค่าฝุ่นตั้งอยู่นั้น มีการกั้นเชือกและป้ายห้ามนำรถยนต์เข้าไปในบริเวณ และในจุดที่เครื่องตรวจวัดตั้งพื้นดินเหมือนถูกรดด้วยน้ำ และพบเพียงการต่อท่อน้ำมายังหน้าเครื่องตรวจวัดและมีสายยางฉีดน้ำสีเขียววางอยู่ถึง 2 จุด ซึ่งยังไม่ทราบว่าต่อท่อน้ำมาเพื่อเหตุผลใด

“ฉีดให้ปล่องและบริเวณที่ให้รับอากาศชื้น ก็มีส่วนทำให้ PM10 ลดลงมาได้ครับ คุณไม่ต้องฉีดทั้งวันด้วย ในปล่องชื้นก็โอเคแล้ว เพราะฉีดแบบนี้ สวนทางน้ำฝนเข้าปล่อง ในฐานะคนสายวิทย์ บริเวณตรวจรับควรควบคุม กันไม่ให้มีการบิดเพี้ยนไปจากสภาพอากาศจริง ถ้าจะทำความสะอาดจะมาทำอะไรช่วงนี้ครับ หน้าฝนก็จัดการของบ ถอดลงมาทั้งปล่อง ล้างน๊อตรายหัวเลยทำกันสักสามเดือนไม่มีใครด่า แบบนี้ผมถือว่าเจตนาไม่ดีเลย หัววัดค่าต่างๆ ถ้าฉีดน้ำสายยาง มาล้างแบบนี้พวกผมก็ไม่ต้องไปร่ำเรียนกันมาหรอกครับ คนที่บอกว่าล้างหัววัดแบบนี้ หัววัดประเภทไหนครับที่ให้คน ไม่มีหน้าที่ใน lab เอาสายยางฉีดล้างเป็น work instruction ผมขอความรู้ด้วยครับ”

“สถานี ตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เห็นกันจะจะครับ เอารถดับเพลิงมาฉีดน้ำกันเลยทีเดียว (ปีที่แล้วก็ทำ) ข้อมูลของรัฐหมดความน่าเชื่อถือไปแล้วตอนนี้”

“ปกติเค้ารดน้ำกันแบบนี้เหรอครับนี?…หน่วยงานราชการประเทศไทยไปหมดละ…เสียดายงบประมาณที่หักภาษีพวกเราไปจ่ายเงินเดือนข้าราชการพวกนี้จริงๆ จากคำพูดท๋นผอ.ทำให้ผมคิดถึงคดีตำรวจทางหลวงจอดรถหน้าอาบอบนวด แล้วอ้างว่ากินข้าวต้มเลยครับ….แหม…Thailand only จริงๆ”

“ทุกกลไกล มีกลโกง โยงทุกเครือข่าย เป็น คนชั่วเป็นใหญ่ อะไร ๆ เลย บิดเบี้ยว ข้อมูลข่าวสาร ที่ผ่านเข้าออก ถ้าไม่เห็นกับตา พิสูจน์เชิงประจักษ์ อย่าเพิ่งเชื่อ”

“ขอให้เป็นแค่วัตถุประสงค์อื่นเถอะน่ะครับ เพราะถ้าเป็นการโกงค่าวัดมลพิษแล้ว ถือว่าเป็นการทำร้ายชีวิตคนไทยด้วยกันเลยน่ะครับ ถ้าค่าจริงเกินมาตรฐานเราจะได้ใส่หน้ากากป้องกันไว้ก่อนครับ”

เรื่องที่ห้า ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กเกิดความสงสัยอีกแล้วว่า เพราะเหตุใดเว็บไซต์กระทรวงศึกษาธิการ http://www.moe.go.th จึงถูกแฮกอีกครั้ง โดยหน้าเว็บไซต์มีข้อความขึ้นว่า “พวกเราเด็กรุ่นใหม่กรุณาสอนในเรื่องที่ต้องใช้ในอนาคต ไม่ใช่สอนเอาไปแค่สอบแข่งขัน BY MRHOP3R” เพราะเมื่อไม่นานมานี้ก็เคยถูกแฮกไปแล้ว โดยตามรายงานข่าวเล่าว่า เว็บไซต์กระทรวงศึกษาธิการเคยถูกแฮกไปแล้วเป็นจำนวนถึง 102 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ส่งผลให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่ปลอดภัยของเว็บไซต์ที่ใหญ่ระดับกระทรวงของประเทศ ว่าเหตุใดถึงไม่มีระบบความปลอดภัยที่จริงจัง จนส่งผลให้เกิดกรณีถูกแฮกบ่อยได้ถึงขนาดนี้

ที่มาภาพ : http://www.painaidii.commost-likemostlike-detail000458langth
ที่มาภาพ: http://www.painaidii.commost-likemostlike-detail000458langth

“สงสัยเหมือนคนในทวิตว่า มีทีมงานมาแก้ไขแล้วจริงๆ เหรอ ดูมันไม่ใช่ระบบราชการไทยยังไงไม่รู้ 55 โดนไปไม่ถึงชม. แก้ซะและ (อย่างนี้ก็ไม่เป็นข่าวเซ่) นี่ถ้าโดนแฮ็กคืนวันเสาร์ ต้องรอคนมาแก้ตอนเช้าวันจันทร์เลยนะ”

“เมืองไทยควรจะถึงยุคที่ต้องปฏิวัติทุกวงการ + ภาคส่วนกันได้แล้ว ไม่ใช่ทํางานลวกๆ ให้จบไปวันๆ นอนกินเงินเดือน รัฐช่วยที ประเทศอื่นๆ เค้าไปไหนต่อไหนกันแล้ว อีก 10 ปีขึ้นไป จะเข้าสู่โลกควอนตัมคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริง ไอโฟนระดับอะตอมจะออกตัว มันจะเข้าสู่ยุคเทเลพอทแล้วพวก ที่น่ากลัวคือเทคโนเหล่านี้อยู่ในมือผู้ก่อการร้ายด้วย ช่วยพาผมออกจากระบบ แมทริกซ์ ทีครับ”

“ไม่ได้บอกว่าหลักสูตรไม่ดีหรือครูสอนไม่ดี เชื่อว่าทุกท่านทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดแต่เรามักไม่ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นและมักทำงานเป็นทีมลำบากความเห็นของเด็กยิ่งไม่ได้รับการเหลียวแลแต่บางความเห็นก็รับยากเช่นไม่มีการบ้าน…หวังอย่างนึงหลักสูตรต้องไม่เปลี่ยนบ่อยต้องยอมรับความเห็นของคนเก่าว่าดีอยู่แล้วและปรับให้เหมาะมากกว่าเปลี่ยน ยอมรับความเห็นที่คนอื่นเรียกร้องถ้าเป็นความเห็นของคนส่วนใหญ่ การตัดสินใจง่ายมากและอยู่บนฐานของคุณธรรม เชื่อว่าเทพทุกท่านเข้าใจเจตนา”

“สงครามโลกไซเบอร์นับวันยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ดูได้จากเกาหลีเหนือใต้ จีน อเมริกา ระบบธนาคารต้องมีซีคิวที่สูงมาก ส่วนเว็บต่างๆ ที่ใช้ระบบ S เจาะเข้าง่าย ให้เปลี่ยนไปใช้ระบบใหม่เถอะ มิฉะนั้น จะเจอใครก็ไม่ทราบ บุกเข้าไปเกรียน เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมอีก”

“ผมกลับมองว่า สอนศีลธรรม จริยธรรม แล้วปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้มากขึ้นดีกว่าจะสอนไปเพื่อสอบ เพื่อใบกันอย่างสมัยนี้มากกว่า”