ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คนล่าสุด และ รมว.พาณิชย์ เปลี่ยนร้าน “โชห่วย” เป็น “โชสวย”

9 มีนาคม 2013

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 3–9 มีนาคม 2556

เรื่องแรก หลังจากประกาศผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครออกมา ผู้ที่มีคะแนนนำทำคะแนนเสียงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1,256,349 คะแนน ก็คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนนำผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย อย่าง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ได้คะแนน 1,077,899 คะแนน มาเป็นอันดับ 2 อันดับ 3 ได้แก่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ได้คะแนน 166,552 คะแนน อันดับ 4 ได้แก่ นายสุหฤท สยามวาลา ได้คะแนน 78,825 คะแนน และอันดับ 5 นายโฆสิต สุวินิจจิต ได้คะแนน 28,640 คะแนน และครั้งนี้ ยังมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ถึง 63.98%

ถึงกระนั้น แม้ทางฝ่าย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์จะมีคะแนนเสียงที่มากกว่า แต่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับเรื่องร้องเรียนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงยังไม่สามารถประกาศรับรอง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ ณ ตอนนี้

ม.รว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร (ขวาสุด)ที่มาภาพ : http://www.posttoday.com

ม.รว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร (ขวาสุด)ที่มาภาพ : http://www.posttoday.com

สืบเนื่องจากรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา ได้แจ้งให้มีการตรวจสอบ 3 ประเด็น คือ 1. การที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการเผาบ้านเผาเมือง 2. การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปราศรัยว่า “อภิสิทธิ์เบอร์อะไร… (16) ประชาธิปัตย์เบอร์อะไร… (16)” และ 3. การที่นายเสรี วงศ์มณฑา โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “ใครก็ตามที่ไม่ต้องการให้เพื่อไทยยึดครองกรุงเทพฯ ปราการด่านสุดท้ายที่เหลืออยู่ เราต้องถามตัวเองว่าจะลงคะแนนให้ใครที่จะทำให้พงศพัศไม่ได้เป็นผู้ว่า คำตอบก็คือคุณชายสุขุมพันธุ์หมายเลข 16”

ทั้ง 3 กรณีนี้ อาจเข้าข่ายผิดตามมาตรา 57(5) ของ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 ซึ่งทาง กกต.กทม. ก็มีการยืนยันว่าจะเร่งพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน โดยคาดว่าน่าจะครบกำหนดในวันที่ 18 มีนาคม 2556

อีกทั้งทางด้านนายพานทองแท้ ชินวัตร ยังได้มีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า “Oak Panthongtae Shinawatra” ว่า “กราบขอบพระคุณทุกคะแนนเสียงที่มีให้กับเบอร์ 9 ครับ พวกเราทุกคนทำดีที่สุดแล้วครับ ทั้งตัวผู้สมัครฯเอง แรงเชียร์จากผู้สนับสนุนกลุ่มต่างๆ ผมบอกอย่างมั่นใจเลยว่า ทุกภาคส่วนได้ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างดีที่สุดแล้ว ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นผู้ชนะ

ผมนึกถึงสิ่งที่คุณสุหฤทฯ ผู้สมัครเบอร์ 17 ได้พยายามบอกกับชาวกรุงเทพฯ อยู่ตลอดเวลาว่า “เชื่อแบบเดิม เลือกแบบเดิม ได้กรุงเทพฯแบบเดิม” ผมเชื่อว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบแบบเดิมหรอกครับ ใครจะไปเชื่อว่าคนกรุงเทพฯ จะชอบ กล้องดัมมี่, หรือชอบสนามฟุตซอลที่จนถึงป่านนี้ก็ยังสร้างไม่เสร็จ

“ผมเชื่อว่า คนกรุงเทพฯ อยากได้กรุงเทพฯ แบบใหม่ แต่จำใจต้องเลือกแบบเดิมเพราะความกลัว” และ “ผมไม่เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ จะประทับใจผลงานของผู้ว่าฯสุขุมพันธุ์ ถึงขนาดหาคะแนนเพิ่มได้จากแปดแสนเป็นล้านสอง”ครับ

วันนี้ตอนที่หย่อนบัตรเลือกตั้งเสร็จ นักข่าวมาสัมภาษณ์ ผมได้บอกว่า รักใครชอบใครก็ขอให้เลือกคนนั้น อย่าเลือกคนใดคนหนึ่งเพียงเพราะความกลัว ซึ่งผมหมายถึงความกลัวแบบไม่มีเหตุผล แต่เมื่อมีคนมาพูดจาให้รู้สึกกลัวจนเกินกว่าเหตุ คนเราจะเกิดความตระหนกและตัดสินใจผิดพลาด

ในทางการเมืองความกลัวแบบนี้ถูก “ผู้ช่ำชองในการเลือกตั้ง” นำมาใช้ในลักษณะ Negative Campaign (หาเสียงทางด้านลบ) จนประสบผลสำเร็จมาโดยตลอด เช่น จำลองพาคนไปตาย ฯลฯ จนถึงครั้งนี้ก็สำเร็จเช่นกันคือ “เลือกผู้ว่าฯ คนละพรรคกับรัฐบาล เพื่อป้องกันการผูกขาดประเทศ”

ตามด้วยการบีบไม่ให้ประชาชนเลือกผู้สมัครที่ตนชื่นชอบแต่โอกาสชนะน้อย โดยใช้เหตุผลว่า “ไม่ให้เสียงแตก” จึงทำให้คะแนนอันดับ 3 มีเพียงแสนกว่าคะแนน ขณะที่ที่ 1 และที่ 2 ทะลุล้านทั้งคู่!!

ในภาพรวมของทั้งประเทศ ผมว่าก็ดีเหมือนกันครับ เพราะอีก 2 ปีกว่าๆ จะมีการเลือกตั้ง ส.ส. กันอีกครั้ง พรรค ปชป. ซึ่งชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในครั้งนี้ จะต้องแสดงสปิริต โดยแสดงเจตจำนงที่จะมุ่งหน้าเป็นฝ่ายค้านเพียงอย่างเดียว

เพราะถ้า ปชป. เสนอตัวเองเป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ จะเป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง เพราะ ปชป. พูดไว้เองว่า การที่ผู้ว่าฯ กับนายกฯ อยู่พรรคฯ เดียวกันนั้น เป็นการ “ผูกขาดประเทศไทย” รอดูกันว่าในการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งหน้า หากพรรคประชาธิปัตย์เกิดอยากเป็นรัฐบาลขึ้นมา จะ “รีทัช-ตัดต่อ” คำพูดของตัวเอง ที่หลอก “กินเปล่า” คะแนนจากคนกรุงเทพฯ ในครั้งนี้ว่าอย่างไรครับ”

เรื่องนี้จึงเกิดเป็นกระแสให้วิพากษ์วิจารณ์ จากการโพสต์ข้อความของโอ๊ค-พานทองแท้ ที่ดูคล้ายประชดประชัน ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และการที่ กกต. เลื่อนวันการรับรองตำแหน่ง เพื่อตรวจสอบข้อมูลที่หลายคนก็มองว่าไม่มีน้ำหนักมากพอ เพราะคะแนนเสียงส่วนใหญ่ก็ออกมาอย่างชัดเจน

“ท่านชายชนะเราดีใจขอให้ท่านสู้ๆ ต่อไปเป็นกำลังใจให้เสมอ”

“ท่านหม่อมท่านเป็นคนสุขุม เรียบร้อย ไม่คุยโม้โอ้อวด พูดตรงไป ตรงมา สมควรแล้ว ที่ท่านหม่อมได้คะแนนสูงสุด และขอท่านหม่อมอย่าหลงเชื่อผู้ไม่คิดดีกับประเทศไทย พูดจริง ทำจริง เพื่อประชาชนชาว กทม.”

“คุณก็ยอมรับกันเองไช่ใหมว่าคนของคุณเป็นอย่างไร คนถึงกลัวไม่กล้าเลือกคนพรรคคุณเดี๋ยวจะได้คนแบบนั้นมาด้วย”

“ทำไมคุณโอ๊ค โพสต์อะไรแบบนี้ได้ครับ ที่ผ่านมาเห็นแค่ข้อสอบรามยังลอกเลย”

“โอ๊ค เราว่านายเอาเวลาไปทำอย่างอื่นเหอะ ดีกว่าเสียเวลาจ้างคนอื่นมานั่งเขียนอะไรแบบนี้ เสียเงินเปล่า”

“ดึใจที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ตกอยู่ในการควบคุมของคนกลุ่มใด และก็ขอให้คุณชายทำงานให้ดีมากกว่าเดิม ดีกว่าเดิม หนักกว่าเดิม และทำเพื่อประชาชน เห็นแก่ประชาชนจริงๆ ขอให้ทำงานคุ้มกับที่คนเลือกเข้าไปนะคะ เพราะส่วนใหญ่ของเสียงที่คุณชายได้เพราะคนกรุงเทพฯ ไม่อยากให้ตกเป็นของคนกลุ่มเดียว”

เรื่องที่สอง เป็นกระแสให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ สำหรับการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คณะศิลปกรรมศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาดนตรีไทยสมัยนิยม จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงของ แอ๊ด คาราบาว หรือ นายยืนยง โอภากุล ที่น่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่กลับถูกสังคมตั้งคำถามถึงความไม่เหมาะสมในการแต่งกาย คือ มีการถักผมเปียและใส่ต่างหู

โดยตามระเบียบการแต่งกายเข้ารับปริญญาของมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้น บัณฑิตชายต้องสวมสูทชุดสากลสีกรมธาตุเข้มหรือสีดำ ไม่มีลวดลาย ภายในเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว ผูกเนคไทลายชะลอมของมหาวิทยาลัย สวมรองเท้าหนังหุ้มส้นสีดำไม่มีลวดลายและโลหะ ถุงเท้าสีดำไม่มีลวดลาย สวมครุยวิทยฐานะทับ ผมตัดผมสั้นทรงสุภาพ ไม่ไว้หนวดเครา ไม่ติดเครื่องประดับใดๆ บนร่างกาย เช่น แหวน นาฬิกา ข้อมือ สายสิญจน์

นายยืนยง โอภากุล  ที่มาภาพ : http://www.smmonline.netnew

นายยืนยง โอภากุล ที่มาภาพ: http://www.smmonline.netnew

บัณฑิตหญิงมุสลิม ให้สวมฮิญาบได้ โดยสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวมีรัดข้อมือ สวมกระโปรงสีดำยาว ผ้าคลุมศีรษะสีดำ และสวมครุยวิทยฐานะทับ

ส่วนบัณฑิตที่เป็นข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ สามารถสวมเครื่องแบบปกติขาวแทนชุดนักศึกษาได้ในวันรับพระราชทานปริญญาบัตร ทั้งนี้ ผมจะต้องเป็นสีดำเท่านั้น ถ้าทำสีผมมาไม่ถูกต้องจะถูกคณะกรรมการแก้ไขใหม่ และหากไม่ทำตามระเบียบ คณะกรรมการก็จะทำการแก้ไขให้ถูกต้อง

“เป็นบุคลิกส่วนตัวนะ อาจจะเป็นกรณียกเว้น ก็ได้”

“มันแล้วแต่ที่ครับ บางที่ก็ผ่อนคลายกฎระเบียบ เช่น ถ้าเป็นคณะศิลปกรรม – ของ มศว. หรือ จิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ของศิลปากร ผู้ชายที่ไว้ผมยาว เขาอนุญาตให้ไว้ได้ แต่ต้องถักเปีย หรือรวบแล้วซ่อนไว้ในครุย แต่เรื่องเจาะหู ไว้หนวด อันนี้ไม่แน่ใจ ว่าแต่ละที่อนุญาตได้แค่ไหน อย่างไรก็ตาม มองในแง่ของกาลเทศะแล้ว คิดว่าแอ๊ดเอง ก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำมาหากินในวงการ รูปลักษณ์พวกนี้ เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาไปแล้ว จะต้องตัดผมสั้น โกนหนวดก็กระไรอยู่ ปริญญาดุษฎีบัณฑิต เป็นการให้ปริญญา เพื่อยกย่องคุณงามความดี แก่คนที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพสาขาต่าง ๆ ไม่ใช่บัณฑิตที่เป็นหนุ่มสาวในวัยเรียน ซึ่งไม่เหมือนกัน ดังนั้น ถ้ามหาวิทยาลัยไหนอยากจะทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จักของสังคม โดยการมอบปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์ให้ใคร ก็ควรจะถามไถ่ ตกลงหาข้อปฏิบัติร่วมกัน”

“มันไม่สำคัญว่าคุณจะจบการศึกษาระดับไหน? ป.ตรี ป.โท หรือ ป.เอก หรือจบ ป.๔ ไม่ว่าจะจบจากสถาบันไหน? สำคัญอยู่ที่คุณเป็นคนดีหรือไม่ ? คุณทำประโยชน์ให้สังคมมากแค่ไหน? ต่างหาก”

“คนเรียนด้วยตัวเอง เก่งสุดๆ แล้ว พูดได้อย่างเต็มปากว่า ได้ดีเพราะตัวเอง ภูมิใจ แทน คนเหล่านี้จริงๆ”

“มหาลัยให้ปริญญากิตติมศักดิ์เพราะ เค้าคือแอ๊ดคาราบาวให้เพราะตัวตนนี้ ลุคนี้ ความสามารถที่เป็น ไม่ใช่ได้จากการลงเรียน ดังนั้นถ้าผิดคอนเซ็ปนี้ไป เค้าก้อไม่ใช่แอ๊ดคาราบาว”

“เค้าเป็นกันอย่างนี้ทุกประเทศเลยเหรอบนโลกนี้ พวกที่มีชื่อเสียงย่อมได้รับการยกเว้น หรือว่าเป็นแต่คนในประเทศนี้ ”

“ที่เค้าได้รับปริญญานี้ก็เพราะเค้าเป็นตัวตนของเค้าไม่ใช่หรอ ก็คงความเป็นตัวเค้าต่อไป”

เรื่องที่สาม เป็นเรื่องที่สร้างความ ขุ่นข้องหมองใจให้พุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก เมื่อการปล่อยคลิปวิดีโอความยาวประมาณ 1 นาที ที่มีชื่อว่า ::–> พระ + สีกา (18+) <–:: โดยผู้โพสต์ที่ชื่อ @Pui Yako ซึ่งภายในคลิปเป็นภาพพระสงฆ์กำลังทะเลาะกับสีกาผู้หนึ่งถึงขั้นลงไม้ลงมือ ตบตีสีกาจนล้มลงไปกลิ้งกับพื้นบริเวณกุฏิวัด โดยญาติโยมที่เห็นเหตุการณ์ได้มีการห้ามปรามและถ่ายคลิปเอาไว้ อีกทั้งยังมีเสียงผู้ที่ถ่ายคลิปพูดออกมาว่า “เฮ้อ..เรื่องไม่เป็นเรื่องเลย ไม่ฟังเหตุผลกัน อาจารย์อีกคนหนึ่ง ผมก็ไม่อยากพูด” อย่างไรก็ตาม ภายใต้คลิป ได้ระบุไว้ด้วยว่า พระรูปดังกล่าวคือ พระครูโสภณ สมณคุณ เจ้าคณะตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

ทั้งนี้ ทางด้าน พระครูโสภณ สมณคุณ เจ้าอาวาสวัดโบสถ์เมืองจันท์ ที่อยู่ในคลิป ได้ออกมายอมรับว่าเป็นพระที่อยู่ในคลิปจริง พร้อมทั้งเปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม สีกาในคลิป คือ นางลัดดา ซึ่งเป็นแม่ครัวของวัด ผู้ถ่ายคลิป คือนายสมจิต สามีของนางลัดดา สำหรับสาเหตุของการทะเลาะวิวาท เนื่องจากนางลัดดาไม่พอใจที่ถูกพระครูโสภณสั่งปลดจากตำแหน่งแม่ครัว เพราะเห็นว่านางลัดดามีพฤติกรรมเป็นคนก้าวร้าว มีปากเสียงกับญาติโยมและพระลูกวัดอยู่หลายครั้ง ทั้งว่ากล่าวตักเตือนแล้วแต่ยังไม่ดีขึ้น

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเรื่องถึงขั้นลงไม้ลงมือกันตามที่เป็นคลิปเป็นการป้องกัน เพราะนายกัมพล เดชอุดม เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของวัด ผู้เห็นเหตุการณ์ ได้มีการพยายามเข้ามาห้าม แต่ก็ถูกนายสมจิต สามีของนางลัดดา ผลักตกบันไดกุฏิ จนได้รับบาดเจ็บที่แขนทั้งสองข้าง โดยหลังเหตุการณ์จบลง พระครูโสภณแจ้งว่าได้รับบาดเจ็บจากการถูกฝ่ามือและเล็บหยิกข่วนบริเวณอัณฑะจนต้องเย็บถึง 4 เข็ม ทำให้พระครูโสภณไม่ต้องรับโทษทางวินัยสงฆ์ เพราะมีพยานในเหตุการณ์ยืนยันแล้วว่านางลัดดาบุกรุกเข้ามาในกุฏิและเป็นผู้ลงมือทำร้ายก่อนจริงชมคลิปที่นี่

“เอาคนถ่ายคลิปมาออกทีวีเลย หาพยานในเหตุการณ์มาด้วย พวกชอบสร้างความแตกแยกด้วยคลิปวิดีโอ”

“อย่าโทษแต่พระ ต้องดูสีกาด้วยคะ ตั้งใจจะ ทำลายพระ ให้สามีเป็นคนถ่ายคลิป ตัวเองก็เข้าไปตบตีพระ”

“สำรวมไว้ เช็คข่าวให้แน่นอนก่อน ผู้หญิงในคลิปนี่ก็เกินไปจริงๆ”

“คนถ่ายมือบอน อัพคลิปลงมาทำไม รู้ไหมทำแบบนี้ มันเสื่อม สร้างรอยแยกศาสนาทำให้คนเค้าเข้าผิดไปไกลต่อไกล ลบเหอะครับ และอย่ามาโพสไม่สร้างสรรค์แบบนี้ ถึงใครจะผิดก็ตาม เรื่องศาสนาไม่ควรเอามาเป็นประชาวิจารณ์กันแบบนี้ บาปครับ”

“ใครผิดใครถูกก็ช่าง อยากถามคนถ่ายคลิปและคนดูทั้งหลายไม่คิดจะเข้าไปดึงไปรั้งบ้างไงครับ”

“คดีพระตบสีกา ผัวเมียคู่นี้วางแผนมาแล้วครับ ให้ผัวถ่ายคลิปแล้วให้เมียมาทำร้ายพระ(เพราะเจ้าอาวาสไล่เมียออกจากการเป็นแม่ครัวที่วัด) พอมีคนมาช่วยก็ถีบเค้าจนตกบันได บาปหนาสาหัสจริงๆ”

เรื่องที่สี่ สืบเนื่องจาก สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีคลิปต่อว่า ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จากกลุ่มเพศที่ 3 ที่ออกมาแสดงความไม่พอใจที่ถูกปฏิเสธการรับบริจาคเลือด โดยให้เหตุผลว่ามีความสุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV จนล่าสุด ทางด้าน พญ.สร้อยสอางค์ พิกุลสด ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ได้มีการให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ว่า เป็นปัญหาที่ทางศูนย์บริการโลหิตฯ ต้องพบเจอมา 5 ปีแล้ว และต้องชี้แจง ต่อสำนักงานสิทธิมนุษยชนตลอด พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่ได้รังเกียจเพศที่ 3 เพราะสังคมให้การยอมรับเพศที่ 3 อยู่แล้ว แต่โดยหลักการสากลที่ใช้ทั่วโลกได้กำหนดให้เพศที่ 3 เป็นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งก็ต้องปฏิบัติตาม เพราะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง และยึดหลักสิทธิของผู้ป่วยที่จำเป็นที่ต้องได้รับเลือดที่บริสุทธิ์

ตามรายงานข่าวมีการเปิดเผยข้อมูลจากสถิติเลือดที่ได้รับบริจาคมาว่า มีเลือดที่ติดเชื้อประมาณ 2% ทั้งเชื้อ HIV เชื้อไวรัสตับอักเสบซี และตับอักเสบบี โดยในจำนวนที่ติดเชื้อเกือบ 100% เป็นเลือดที่ได้รับบริจาคมาจากกลุ่มเพศที่ 3 โดยเฉพาะกลุ่มชายรักชาย ซึ่งไม่ค่อยมีการป้องกันตัวเอง เพราะไม่ได้กังวลเรื่องการตั้งครรภ์แบบผู้หญิง ทำให้โอกาสติดเชื้อระหว่างกันมีสูง

“ก็มันเป็นกฎสากล จะให้ทำยังไง ไปทำบุญโดยวิธีอื่นก็ได้ครับ ผมนับถือในความเสียสละของพวกคุณ”

“เขามีดีกว่าเพศปกติเช่นเราด้วยซ้ำไป เราต้องอธิบายให้ เขาเข้าใจว่า เพราะ อะไร ถึงไม่รับบริจาค ไม่ใช่ ไปว่าเขาแบบนั้น”

“เป็นเพศที่ 3 ก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอก สังคมก็ยอมรับกันมากขึ้นแล้ว แต่อย่าพยามยามเรียกร้องอะไรให้มากเลยนะ”

“ไม่ใช่อยู่ดีดีจะมีเชื้อ ก็ติดมาจากพวกผู้ชายนั่นแหละ ผู้ชายก็ติดมาจากผู้หญิง มันก็เสี่ยงกันทั้งนั้นแหละ”

“พวกคุณอย่าคิดมาก สร้างความแตกแยก การรับบริจาคเลือดเค้าต้องคัดเลือกเลือดที่ดีไปช่วยชีวิตคนอื่น เพื่อให้คนที่ได้รับเลือดได้มีชีวิตรอดอย่ได้อย่างปกติสุข ไม่ใช่แต่จะรับบริจากเลือดโดยไม่มีการตรวจสอบ อีกอย่างพวกคุณก็ต้องยอมรับความเป็นจริงที่พวกคุณรักเพศเดียวกัน มันมีโอกาสเสี่ยงสูงกว่า มันไม่ผิดหรอกที่พวกคุณรักหรือชอบกัน”

เรื่องที่ห้า กลายเป็นประเด็น ที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก กับการที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีที่ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จัดตั้งโครงการ “โชสวย ทั่วไทย รวมใจช่วยสังคม” เพื่อประชาสัมพันธ์รณรงค์ในการเปลี่ยนชื่อร้านดั้งเดิมของการค้าปลีก-ค้าส่ง หรือ “ร้านโชห่วย” ให้มีชื่อใหม่ว่าเป็น “ร้านโชสวย” เพื่อหวังยกระดับร้านค้าทัดเทียมกับร้านสะดวกซื้อ

ตามรายงานข่าว นายณัฐวุฒิได้ให้เหตุผลว่า เดิมชื่อร้านโชห่วยมีรากทรัพย์มาจากภาษาจีน แต่เมื่อเวลาผ่านไปคนรุ่นหลังไม่รู้จัก คิดว่าเป็นร้านที่จัดโชว์สินค้าห่วยๆ ไม่มีความสวยงาม ดังนั้นตนจึงคิดนำคำที่มีความหมายดีมาปรับใช้ เพื่อทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อผู้บริโภค อีกทั้งยังได้มีการเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการกู้สินเชื่อสำหรับไปตกแต่งปรับปรุงร้านโชสวยที่เข้าร่วมโครงการ ที่มีร้านค้าส่ง 71 ราย ร้านค้าปลีกเครือข่ายกว่า 10,000 ราย รวมทั้งผู้แทนจำหน่าย และผู้ผลิต ทั้งยังคาดว่า การจัดงานครั้งนี้จะมีมูลค่าการซื้อขายรวมประมาณ 1,000 ล้านบาท

นายณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  ที่มาภาพ : http://talk.mthai.comtopic44844

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มาภาพ: http://talk.mthai.comtopic44844

“คิดได้ ไง โชสวย โชห่วยก็ไม่ต่างกัน เพราะยังไงคุณคนที่ออกโครงการนี้มา มันก็เข้าห้าง มีหรือจะเข้าโชห่วย เพราะว่า ห้าง มีแอร์ โชห่วยไม่มีแอร์ เก็ท ท่าน รมต พาณิชย์ ออกความคิดโง่ ๆ หัดใช้ คอมม่อนเซ็น นิสนึงเถอะ ร้าน โช ห่วย มันเป็นร้าน สะดวกซื้อของใช้ ที่เป็นราคาปลีก มากกว่า ซื้อของในทีละมากๆ ตัว รมต เองก็คงเข้าห้างมากกว่า ของเยอะกว่า รูดการ์ดได้ โชห่วย เงิน สด เอาไร คิดครับ”

“คำว่า โชห่วย เป็นการเรียกตามคำยืมภาษาจีนมาตั้งนานแล้ว เกิดจากสมัยก่อนคนที่ขายของในพื้นที่คือคนจีนซะส่วนใหญ่ เขาเลยเรียกร้านกันว่า”โชห่วย” แต่ของท่าน รมช. เนี่ย มันเปลี่ยนความหมายของคำเดิมไปเลย เป็นภาษาอังกฤษ+ภาษาไทย คือ “โชว์สวย” ก็แล้วแต่คุณนะ แต่ส่วนตัวเราไม่เห็นด้วยที่จะให้เปลี่ยน คนเก่าๆ เขาก็เรียกยังงี้กันมาตั้งนานแล้ว ถ้าจะให้ใช้คำว่าร้านค้าเฉยๆ ยังจะเหมาะกว่าการมาเปลี่ยนชื่อซะอีก”

“สร้างสรรค์มากๆ มากจนคิดตามแทบไม่ทัน เปลี่ยนเป็น “โชวสวย” เพื่อ?? ทุกวันนี้ที่ร้านค้าโชว์ห่วยขายไม่ค่อยดี เพราะ ถ้าเทียบกับ 7Eleven สินค้าในร้านโชวห่วยไม่ใหม่เท่าไหร่ ราคาไม่ถูกเท่า สินค้าไม่หลากหลายเท่า ไม่ได้เกี่ยวกับชื่อร้านเลย กลุ้ม!! ประเทศชาติ!!”

“ท่านว่าคนรุ่นหลัง อาจจะไม่รู้จักร้านโชว์ห่วย คิดว่าคงขายแต่ของห่วย ๆ ท่านอย่าเอาระดับสมองตัวเองเข้าไปคิดแทนเขาสิ ว่าทุกคนจะเป็นเหมือนท่าน อาจจะจริงที่เด็กจะไม่รู้จักร้านโชว์ห่วยว่าเป็นแบบไหน แต่ที่เด็กรู้แน่ ๆ ก็คือ ว่าถ้าจะไปซื้ออะไรซักอย่างหนึ่ง ต้องไปซื้อที่ร้านป้าคนนั้น ลุงคนนี้ พี่คนนั้น หรือน้าคนนี้ ซึ่งมันก็คือร้านโชว์ห่วยนั่นแหละ เปลี่ยนไปก็เท่านั้น เอาเวลาไปทำอะไรที่มันได้ประโยชน์กับประเทศชาติดีกว่าไหม”

“เปลี่ยนชื่อแล้วได้อะไร เหมือนกับสถานีอนามัย เปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล แต่อย่างอื่นเหมือนเดิม ถ้าไม่พัฒนาบุคลากร ระบบการทำงาน”

“ช่ายเลย เอาเวลาไปที่จะคิดเปลี่ยนชื่อร้าน ไปทำอย่างอื่นดีกว่าไหม ถึงเด็กรุ่นใหม่เค้าจะไม่รู้จักว่ามันคืออะไร แต่เค้าก็รู้ว่าจะต้องไปซื้อของที่ไหน “โชห่วย” กับ” โชสวย” มันต่างกันยังไง เปลี่ยนชื่อแล้วประเทศชาติอยู่ดีกินดีขึ้นหรือไง ทำอะไรที่มันพัฒนาประเทศชาติดีกว่าไหม”

เครือข่ายสังคม