ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – “นายกฯ ปูถ่ายรูปกังนัม” และ “คลิปเดือด สภากาชาดไม่รับเลือดเพศที่สาม!!”

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 24 ก.พ. – 2 มี.ค. 2556

สัปดาห์นี้เป็นช่วงที่โลกออนไลน์ดุเดือด เพราะวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้ ชาวกรุงเทพมหานครต่างตั้งหน้าตั้งรอพร้อมใจกันไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งก็ได้มีการโพสต์ข้อความเชิญชวน และให้กำลังใจผู้ว่าฯ ในดวงใจของตนเองกันมากมาย อย่างไรก็ตาม ถ้าชาวกรุงเทพมหานครร่วมกันไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผลคะแนนที่ออกมาย่อมเป็นผลดีต่อชาวกรุงเทพฯ และประเทศชาติอย่างแน่นอน เพราะในแต่ละนโยบายของผู้ลงสมัคร ล้วนมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาด้วยกันทั้งสิ้น

มาที่ เรื่องแรก เป็นกระแสให้ชาวเน็ตพูดถึงกันอีกแล้ว เมื่อนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางไปเข้าร่วมพิธีสาบานตนในโอกาสการรับตำแหน่งของประธานาธิบดี พัค กึน ฮเย ผู้นำคนใหม่ ซึ่งเป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ ภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีสาบานตน ได้มีการแสดงโชว์ท่าเต้นควบม้าจาก Psy (ไซ) เจ้าของเพลงดังอย่าง “กังนัมสไตล์” ซึ่งเรียกเสียงกรี๊ดและสร้างความสนุกสนานให้ผู้คนในงานเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ผู้นำประเทศของไทย ที่แสดงความสนอกสนใจต่อการแสดงของไซมาก จนปรากฏเป็นภาพที่นายกฯ ปูหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพไว้อย่างชัดเจน

ที่มาภาพ : http://www.oknation.net
ที่มาภาพ : http://www.oknation.net

ภาพดังกล่าวกลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ถึงความไม่เหมาะสมต่อภาพลักษณ์ของผู้นำประเทศ ซึ่งแม้การหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปหรือถ่ายคลิปจะเป็นสิ่งปกติที่ใครก็ทำกันในสมัยนี้ แต่ก็คงจะไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์ถ้าใครคนนั้นไม่ใช่ นายกฯ ปู ซึ่งทุกอิริยาบถเป็นที่จับตามองของชาวไซเบอร์ทั่วโลก

คลิกชมคลิปวิดีโอนี้ได้ที่ http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=qlfYkFwQcH0

“รู้แล้วว่านายกฯ ไปทำอะไร นายกฯ น่าจะเก็บอาการหน่อยนะ ประชาชนขอร้อง”

“ท่านคงจะถ่าย เก็บไว้ให้ลูกชายนะ ถ้าเป็นไปได้ขอลายเซ็นต์ให้ด้วยนะครับ 555++”

“อย่าไปคิดหวังอะไรไปกว่านี้เลยครับ เพราะว่าดีแล้ว ที่ไม่ลงไปเต้นด้วย”

“แค่นี้มันเป็นอะไร แค่นายกถ่ายรูป ทำเป็นเรื่องการเมืองไปได้ ไม่เห็นจะผิดอะไรเลย”

“ทำอะไรก็ได้ แต่ควรจะรู้กาลเทศะ และตำแหน่งหน้าตาของตนเอง และประเทศชาติ”

“คิดมากไปนะ คนไทย กับการเมืองสมัยนี้ ไปนั่งจับผิดเรื่องการทำงานดีกว่า นายกปูมีมุมสดใส ก็น่ารักดีออก”

เรื่องที่สอง คลิปวิดีโอสร้างความฉงนสงสัยในการกระทำ ทั้งยังก่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก เมื่อมีคลิปวิดีโอที่ชื่อว่า “ชายแท้นับ 10 รุมหญิง 2 คน” จากสมาชิกยูทูบที่ใช้ชื่อว่า “llJuNell” โดยเรื่องราวในคลิปแสดงให้เห็นภาพชายหญิงกลุ่มหนึ่ง กำลังยืนถกเถียงกับหญิงอีก 2 คน โดยมีสถานที่คือร้านขายของในอาคารแห่งหนึ่ง โดยในคลิปไม่มีเสียง จึงไม่สามารถรู้ได้ว่ามีการสนทนากันเรื่องอะไร แต่หลังจากที่คลิปดังกล่าวถูกโพสต์ต่อกันเป็นจำนวนมาก ก็มีการพูดถึงพฤติกรรมที่ชายในคลิปช่วยกันรุมทุบตีทำร้ายหญิงสาวทั้ง 2 คน โดยไม่มีผู้ใดห้ามปราม

แต่ทั้งนี้ ผู้โพสต์ได้มีการเขียนข้อความอธิบายไว้ใต้คลิปดังกล่าว ดังนี้
“เหตุการณ์มีอยู่ว่า เสื้อลายสก๊อตกับเสื้อลายทางทะเลาะกันก่อนหน้านี้ที่หน้าห้องน้ำ แล้วฝั่งเสื้อลายทางก็เอามีดมาขู่เสื้อลายสก๊อตที่ร้าน แล้วฝ่ายเสื้อลายทางก็ประกาศว่าใครตบเสื้อลายสก๊อตเลือดอาบได้ให้ 20,000 บาท
(เหตุการณ์ในคลิป) เถ้าแก่ของเสื้อลายสก๊อตก็มาคุยเพื่อจะให้ยุติและขอโทษซึ่งกันละกัน แต่ฝ่ายเสื้อลายทางไม่ยอมยุติและได้เริ่มรุมทำร้ายอีกฝ่ายก่อนตามคลิป หลังกลับจากโรงพัก ฝั่งเสื้อลายทางก็ติดประกาศที่ร้านว่า ใครตบเสื้อลายสก๊อตเลือดอาบได้ให้ 20,000 บาท และฝั่งเสื้อลายทางได้ไรท์คลิปที่พวกคุณได้ดูกันอยู่ลงซีดีแจกทั่วบ้านหม้อ แล้วพูดว่าสะใจได้ตบคนเสียค่าปรับ 1,000 บาท”

ที่มาภาพ : http://board.postjung.com660658.html
ที่มาภาพ: http://board.postjung.com660658.html

คลิกชมคลิปวิดีโอนี้ได้ที่นี่

อย่างไรก็ตาม หลังจากเป็นเรื่องราวให้ชวนสงสัยไปซักระยะ 2 สาวในคลิป คือ นางสุนิสา แซ่ลิ้ม เจ้าของร้านจำหน่ายอุปกรณ์วิทยุ และนางสาวกาญจนา แซ่เตีย ลูกจ้าง ซึ่งเป็นผู้ถูกทำร้ายในคลิป ได้ออกมากล่าวเปิดใจถึงเรื่องราวดังกล่าวขณะเข้ามาให้ปากคำที่สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง พร้อมกับทนายความ และนำคลิปจากกล้องวงจรปิดมาเป็นหลักฐานเพิ่มเติมถึงเรื่องราวก่อนเกิดเหตุรุมทำร้ายตามคลิปที่เป็นข่าว

โดยตามรายงานข่าว นางสุนิสาเปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุได้เข้าไปเจรจากับคู่กรณี หลังทราบเรื่องว่าลูกจ้างร้านของตนคือ นางสาวกาญจนา มีเรื่องเดินชนไหล่และตบตีกันกับลูกจ้างจากอีกร้าน แต่เรื่องกลับบานปลายจนทั้ง 2 ต้องถูกรุมทำร้าย และคลิปวิดีโอดังกล่าวน่าจะเป็นฝีมือการเผยแพร่จากคู่กรณี ที่สะใจที่ตนกับลูกน้องถูกรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ เพราะหลังเกิดเหตุ ทั้ง 2 คนที่ถูกรุมทำร้ายยังไม่กล้ากลับไปที่ศูนย์การค้าบ้านหม้ออีก

คลิกชมคลิปวิดีโอนี้ได้ที่ http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=JUuq81aDr2Q

“สมัยนี้ที่ว่าผู้ชายและผู้หญิงเท่าเทียมกัน มันเรื่องสิทธิ แต่ที่ไม่มีวันเท่าเทียมกันได้ คือ ด้านกายภาพ ผู้หญิงร่างกายไม่ได้แข็งแรงเท่าผู้ชาย คงจะรู้นะ ถ้าผู้ชายจะใช้กำลังกับผู้หญิงแล้วมาอ้างเรื่องความเท่าเทียมเนี่ย คงไม่ถูกนะ เพราะยังไงคุณก็ไม่ควรทำร้าย คนที่อ่อนแอกว่า”

“ชายได้ชายคือยอดชาย ชายต่อยชายคือลูกผู้ชาย ตราบใดผู้ชายไม่ทำร้ายผู้หญิงก็ คือชายตัวจริง”

“ผมไม่เข้าใจจริงๆ ใครเป็นคนกำหนด ว่า “ผู้ชายทำร้ายผู้หญิง ไม่ได้” คือผมงงตั้งนานแล้ว แล้วคำว่าเพศแม่ใหญ่กว่า เพศพ่อหรอครับ ถ้าไม่มีเพศพ่อ คนเราจะเกิดมาไหม ตอนนี้ ผู้ชายผู้หญิงก็เท่าเทียมกันแล้ว ส่วนในคลิป ก็ทำเกินไป ผู้หญิงตบกัน ผู้ชายก็ควรเข้าไปห้าม ไม่ใช่แก้ปัญหาโดยเข้าไปรุมทำร้าย ถ้าเป็นคนในครอบครัวเราบ้างจะรู้สึกยังไง ผมเห็นใจทั้ง 2 ฝ่ายนะครับ ยังไงก็ขอให้ เจรจากันดีกว่าใช้กำลังนะครับ เราสยามเมืองยิ้มนะครับ รักกันไว้เถิด”

“ตั้งใจจะเข้ามาเม้นว่า บางที ผู้หญิงบางคน ก็สมควรโดน ทำตัวไม่น่ารักเลย”

“ถึงยังไงก็เหอะนะ ไม่สมควร ผู้หญิงเขามีเรื่องกันแทนที่จะเข้าไปห้าม เนี่ยอะไรเข้าไปซ้ำ ไม่ไหวเลยคนสมัยนี้”

“บางทีมันก็เรื่องของ ผู้หญิงที่ทะเลาะกัน หากคุณผู้หญิง สู้กับ ผู้หญิง คลิปคงไม่ออกมาดังขนาดนี้ เปรียบเทียบอะไรดูสถานการณ์ในคลิปหน่อยก็ดีนะ นี่อยู่ๆ ผู้ชายเข้ามา ก็เห็นๆ อยู่ว่าผู้ชายเสื้อช็อปสีส้มเข้ามาเพื่อ “ทุบ” จริง ๆ ”

“สลดใจกับคนสมัยนี้ ผู้ชายทำร้ายผู้หญิง ผู้หญิงบางครั้ง ก็คิดไปเองว่า ผู้ชายคงไม่กล้า เลยเอาเปรียบผู้ชายสารพัด ถ้าเขาเราคิดแต่จะหยิบยื่นๆ สิ่งดีๆ ให้กัน เรื่องร้ายๆ คงไม่เกิด”

เรื่องที่สาม เป็นภาพที่สร้างความไม่พอใจกับพุทธศาสนิกชนหลายคน เพราะปรากฏภาพพระพุทธรูปคล้ายปางสมาธิ ประทับอยู่บนฐานกลีบบัว พร้อมมีรูปปั้นหญิงสาวเปลือยกายนั่งคร่อมบนตักในท่าสวมกอด ขาทั้งสองข้างแนบส่วนเอวของพระพุทธรูป มือโอบคล้องกอดคอ หันหน้าชนกันกับพระพุทธรูป จนทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก เพราะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เกิดเหตุการณ์ศิลปกรรมที่โรงแรม Moulin de Broaille สถานที่พักตากอากาศซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Bourgogne ประเทศฝรั่งเศส มีแนวการตกแต่งห้องเป็นธีมที่ใช้ชื่อว่า “Little Buddha” หรือ “พระพุทธเจ้าน้อย” นำภาพสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า ทั้งภาพวาด ภาพเขียน มาเป็นวัสดุประดับผนังตกแต่งทั้งห้อง ที่สำคัญ มีการนำภาพพระเศียรของพระองค์มาประดับไว้บนฝาโถส้วม โดยฝาโถส้วมดังกล่าวเป็นสินค้าของบริษัทสุขภัณฑ์ฝรั่งเศส ชื่อ S.A.S Olfa สร้างความไม่พอให้ชาวพุทธจนต้องมีการเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้ศิลปะดังกล่าว เพราะส่งผลกระทบต่อจิตใจของชาวพุทธ

ตามรายงานข่าวการติดตามข้อเท็จจริงของพระพุทธรูปปางดังกล่าวที่เป็นข่าว พบข้อมูลว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีอยู่จริงตามความเชื่อลัทธิหนึ่งในทิเบต ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางหนึ่งของนิกายตันตระยาน ได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู ที่มักจะสร้างรูปปั้นหรือพระพุทธรูปรูปร่างที่ประหลาด โดยอิงจารีตวรรณกรรมและปรัชญาทางศาสนา และเป็นนิกายที่แพร่หลายในประเทศอินเดีย เนปาล และทิเบต ตามศัพท์ภาษาชาวบ้าน ที่เรียกว่า ยับยุม (Yab-Yum) ซึ่งคำอธิบายของชาวทิเบตว่าเป็นรหัส คือ “ปัญญา + กรุณา = มหาสุข” ปัญญา คือ มีความรู้แจ้งว่าทุกสิ่งล้วนเป็นมายา ไม่มีสิ่งจีรังยังยืน, กรุณา คือ เมื่อเกิดปัญญาว่าทุกอย่างไม่เที่ยงแล้ว จึงมีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นให้มากที่สุด อย่ายึดติดว่าเป็นของเราของเขาทั้งสิ้น, มหาสุข (ในความหมายของชาวทิเบต) หมายถึง “นิรวาณ” หรือนิพพานเช่นกันกับเถรวาท

โดยพระพุทธรูปปางดังกล่าว เหมือนเป็นตัวแทนระหว่างปัญญา (เพศชาย) และความเมตตา (เพศหญิง) ที่ต้องมีควบคู่กันเพื่อให้บรรลุธรรมที่แท้ หรือเป็นแนวคิดเรื่องหนทางสู่นิพพาน โดยการเสพกิเลสทุกชนิดจนเกิดความเบื่อหน่าย ก่อนจะคลายกิเลสและหลุดพ้นในที่สุด

อีกทั้งล่าสุด ได้มีกรณีการพบเว็บไซต์ www.purebuddha.nl ที่ชาวเนเธอร์แลนด์ได้ทำการผลิตและจำหน่ายสบู่รูปเศียรพระพุทธเจ้า ซึ่งทางกระทรวงต่างประเทศของไทยก็ได้มีการดำเนินการเพื่อแจ้งเรื่องนี้ให้เจ้าของกิจการทราบ โดยนายโลรัง เจ้าของกิจการ ได้ให้มีการให้ข้อมูลกับสถานเอกอัครราชทูตฯ ว่า เคยทำงานที่ประเทศไทยและเข้าใจดีว่าคนไทยนับถือพระพุทธศาสนา แต่ตนเองตีความและเข้าใจพระพุทธศาสนาในมุมมองที่แตกต่างจากคนไทย โดยมองว่าพระพุทธศาสนาเป็นเพียงความเชื่อหนึ่ง และตนเองมีเสรีภาพที่จะผลิตและจำหน่ายรูปเศียรพระพุทธเจ้าโดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น และไม่มีเจตนาลบหลู่พุทธศาสนา สำหรับเรื่องที่ผู้ซื้ออาจจะนำสบู่ไปใช้หรือวางไว้ในที่ไม่เหมาะสมนั้น ก็เป็นสิทธิของผู้ซื้อ อีกทั้งสินค้าที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าก็มีวางจำหน่ายมากมายในท้องตลาด

“อย่าไปยึดมั่น ถือมั่นเลยครับ ถ้าใจเรามันไหว ทุกอย่างมันก็ไหวไปตามใจเรานั่นแล”

“ผมเคยเห็นร้านที่มีหนังสือเกี่ยวกับพุทธทิเบตเยอะๆ ก็เช่นร้านหนังสือมือสองที่ถนนข้าวสาร นี่เป็นภาษาอังกฤษนะครับ สำหรับหนังสือเกี่ยวกับทิเบตที่เป็นภาษาไทย ร้านที่มีเยอะก็จะอยู่ตรงถนนเฟื่องนคร ตรงข้ามวัดราชบพิธครับ จำชื่อร้านบ่ได้ ขออภัยด้วยครับ เรื่องพุทธทิเบตนี่ผมไม่ค่อยมีความรู้เท่าไหร่ แต่ชอบสไตล์ศิลปะของเขา โดยเฉพาะภาพธังการ์ ซึ่งเป็นภาพของพราะพุทธ และพระโพธิสัตว์ปางต่างๆของทิเบตเขา ก็เลยต้องหามาอ่านบ้างแบบงูๆ ปลาๆ ไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดมากๆก็สนุกดีครับ และกระทู้นี้ก็ให้ความรู้ พร้อมทั้งภาพประกอบที่สวยงามจริงๆ ขอบคุณมากๆ นะครับ”

“คุณไม่อยากให้ใครมาทำร้ายความเชื่อ มาทำร้ายพุทธศาสนา ก็อย่าไปหลบหลู่หรือว่านิกายอื่น ความเชื่อ ของทุกคน เขาก็ศรัทธา อาจต่างจากเรา แต่ก็ไม่ควร ทำเป็นเรื่องเล่น”

“ในยุคที่ศาสนาพุทธรุ่งเรืองในอินเดียถึง 1,800 ปี แต่เมือศาสนาพุทธแตกเป็นนิกายต่างๆออกไปมากมาย นิกายตันตระก็ได้เกิดขึ้น วิหารในยุคนั้นได้มีการแกะสลักรูปปั้นหญิงชายเสพสังวาสรอบวิหาร อ้างว่าเพื่อหลอมวิญญาณให้เข้าถึงจิตเป็นหนึ่งเดียว ในยุคนั้นชาวบ้านก็เริ่มสับสนแนวคำสอนพุทธศาสนา ที่มีเรื่องการเสพกามเข้ามาปะปนในพระธรรมเลยเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้พุทธศาสนาเสื่อมศรัทธาของชาวบ้าน สุดท้ายศาสนาพุทธก็สูญหายจากอินเดียไปในที่สุด”

“อดีตคือความรู้ ไม่ชอบก็แค่ศึกษาไว้ แต่อย่าทำตาม เรื่องแปลกปะหลาดยังมีอีกเยอะในโลกใบนี้ ส่วนปัจจุบันถ้าดีอยู่แล้วก็อย่าทำให้เสียหาย เหมือนฝาชักโครกหรืออื่นๆ อย่างนี้ต้องประนาม”

“พระพุทธเจ้าให้ธรรมะ คนเกิดมามีกรรม (ทุกข์) ตรัสรู้อริยสัจ 4 ข้อ ทุกข์ สมุห์ทัย นิโรธ มรรค จึงนำมาให้ชาวโลกปฎิบัติ และ ลด ละ เลิก ไม่ยึดติดในสิ่งใด ๆ เพราะเป็นอนิจัง จะได้พ้นทุกข์ การจะพ้นทุกข์ได้ถึงขั้นปรินิพพาน ก็ต้องเรียนสมมติ ก ถึง ฮ เช่นสามัญ”

เรื่องที่สี่ สร้างความแปลกประหลาดใจให้ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กกับภาพห้องเช่าที่แสนจะอึดอัดของชาวโตเกียว เมื่อเว็บไซต์นิวยอร์กเดลี่นิวส์ ได้ตีแผ่เรื่องราวนี้ แม้ก่อนหน้านี้จะเคยมีเรื่องราวเกี่ยวกับห้องเช่าที่แสนจะคับแคบของผู้คนในเมืองจีนมาบ้างแล้ว ที่สามารถมีทั้งห้องอาบน้ำ ห้องส้วม ทั้งหมดอยู่รวมกันภายในบริเวณห้องนอน โดยมีขนาดเพียง 4.5 เมตร แต่ขอบอกว่าที่กรุงโตเกียวนี้ เล็กกว่า!!

โดยตามรายงานเข่าเล่าว่า อพาร์ทเมนท์ใจกลางกรุงโตเกียวที่กล่าวถึงนี้ มีลักษณะคล้ายกับตู้ล็อกเกอร์ขนาดใหญ่ หรือห้องเก็บศพ เพราะเมื่อเปิดเข้าไปจะรู้สึกได้ถึงความคับแคบ สามารถอาศัยอยู่ได้เพียงคนเดียว ขนาดของห้องก็เท่ากับความสูงของคนที่ไม่เกิน 180 เซนติเมตร ไม่เช่นนั้นคงจะอาศัยอยู่ลำบากกว่าเดิม เพราะต้องหดแขนหดขาตลอดเวลา ทั้งยังไม่มีหน้าต่างที่จะให้ความรู้สึกโล่งโปร่งสบาย ซึ่งก็ยิ่งสร้างความอึดอัดเข้าไปอีก อีกทั้งที่ต้องตะลึงคือ ราคาการเช่าห้องนี้ยังสูงเกือบ 20,000 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม แม้ต้องพบเจอกับความอึดอัดของที่พักอาศัย แต่ผู้คนที่มาเลือกพักอาศัยอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนแต่อย่างใด เพราะวิถีชีวิตส่วนใหญ่ ผู้คนก็มักจะใช้ชีวิตกับเพื่อนฝูง อยู่ข้างนอก และกลับเข้ามาที่พัก เพื่อนอนหลับเท่านั้น

ที่มาภาพ : http://variety.horoworld.com40338_
ที่มาภาพ: http://variety.horoworld.com40338_

“เคยได้ข่าวเรื่องคนญี่ปุ่นวัยเกษียณ ต้องย้ายมาอาศัยที่เชียงใหม่ถาวร เพราะเดือนๆนึง ได้เงินบำนาญจากรัฐบาลญี่ปุ่นเดือนละ 20,000 กว่าบาท ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในบ้านเกิด ก็สงสัยอยู่ว่า 20000 บาท ในประเทศเขามันมีค่าน้อยแค่ไหน มาเห็นข่าวนี้ รู้เลย บำนาญ 2 หมื่น แค่ค่าเช่ารูหนูยังแทบไม่พอเลย”

“คิดไว้อยากไปเรียนต่อญี่ปุ่นสงสัยต้องหาเมืองอื่นซะละ”

“คุณภาพชีวิตไม่แย่หรอกเค้าเจริญกว่าเราเยอะ นั่นมันเป็นเฉพาะใจกลางเมืองโตเกียว ถ้าไปเรียนคงไม่ได้ไปอยู่แบบนั้นแน่ๆ”

“อย่าคิดเหมาร่วมกัน ว่าทุกอพาร์ตเม้นที่ญี่ปุ่นมันเป็นแบบนี้หมด ที่ไหน ทุกประเทศมันก็มีกันทั้งไหน เนื่องจากสังคม เมืองหลวงที่เจริญ ผู้คนก็ต่างหน้าเข้ามาหางานทำกันอย่างแออัด ของไทยก็มีแต่เราแค่ไม่ถ่ายมาเท่านั้น ค่าครองชีพเขามันสูงมาก ราคา 20,000 บาทเราเทียบกับเขาไม่ได้นะคับ เขาใช้อัตราเงินเยน มันเลยดูเยอะ 100 เยน ก็ประมาณ 34-35 บาท ตามอัตราการแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนทุกวัน ผมทราบเพราะผมไปบ่อยๆ อยู่เป็นเดือนๆเลย ปกตินักเรียนจบ วุฒิ ม. 6 บ้านเขา สามารถทำงานบริษัท เงินเดือนเริ่มต้น 60,000 บาท หรือประมาณ 200,000 เยน แล้วนะคับ หัวหอมราคา หัวละ 70-80 บาท ในห้าง ที่เหลือก็ไม่ต้องเปรียบเทียบ ลองไปหาในเน็ทดูซิคับ โตเกียวติดอันดับประเทศที่ค่าครองชีพสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ผมรู้มันต้องมีคนมาอ่านแล้วเกรียนว่าผมอวดฉลาด แต่แค่อยากให้มันกระจ่างนิด สำหรับคนที่ไม่รู้นะคับ”

“เป็นบุญเหลือเกินแล้วที่เกิดเป็นคนไทย”

“ไปเช็คข่าวมาแล้ว มีจริงๆ สรุปสองหมื่นบาทจริงๆ ด้วย เห็นแล้ว หายใจไม่ออกเลย”

“จำนวนประชากรประเทศเค้าเยอะนะ อีกหน่อยจะอยู่กันยังไงล่ะเนี่ย”

เรื่องที่ห้า คลิปร้อน คลิปแซบ ในรอบสัปดาห์นี้ ต้องยกให้กับ คลิปที่มีชื่อว่า “สภากาชาดไม่รับเลือดตุ๊ด” โดยสมัครที่ใช้ชื่อ “Zerravie” เป็นผู้นำมาโพสต์ไว้ เป็นคลิปที่มีความยาว 2.34 นาที โดยในคลิปเชิงระบายความรู้สึกด้วยถ้อยคำรุนแรงของผู้ชายเพศที่สาม 3 คน ต่อว่าเรื่องการเลือกรับเลือดของสภากาชาดไทย เนื่องจากทั้ง 3 คน ได้มีความตั้งใจ ที่จะเดินทางไปบริจาคเลือดที่สภากาชาดไทย แต่กลับได้รับการปฏิเสธ ด้วยเหตุผลที่ว่า “สภากาชาดไม่มีนโยบายรับเลือดจากเพศที่สาม” เนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี”

คำตอบนี้ ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับบุคคลทั้งสามภายในคลิปเป็นอย่างมาก เพราะเหมือนเป็นการแบ่งชั้นทางสังคม จึงเกิดการปะทะคารมเดือดออกมา พร้อมกับตั้งคำถามกลับว่า

“ทำไมเพศที่สามต้องเป็นเอดส์หรือ? เลือดของผู้หญิง ผู้ชายคนอื่น จะไม่เป็นเอดส์ได้หรืออย่างไร? ไม่จำเป็นเลยที่เพศที่สาม กะเทย หรือเกย์จะต้องมีเชื้อเอชไอวี”

คลิกชมคลิปวิดีโอนี้ได้ที่นี่

“ถ้าจะปฏิเสธเนื่องด้วยความสุ่มเสี่ยงจากการติดเชื้อ HIV ก็น่าจะพิจารณาจากประวัติการมีเพศสัมพันธ์มากกว่า เพราะไม่ว่า จะมีรสนิยมทางเพศแบบใด ถ้ามีประวัติสำส่อนทางเพศก็มีความเสี่ยงได้พอๆกัน ไม่เกี่ยวกับเพศสภาพ บางครั้งคนที่ภายนอกดูปกติ แต่งตัวภูมิฐาน อาจจะอันตรายเสียยิ่งกว่าน้องๆเหล่านี้อีก”

“ใจเย็น ๆ ครับ สภากาชาดเป็นองค์กรสาธารณะที่ทำเพื่อมนุษยชาติ อย่าไปโกรธเคืองเลยครับ ไม่รับก็ไม่ต้องให้ครับ”

“กลุ่มเพศที่สามมีความเสี่ยงในโรคนี้สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ เลยค่ะ แต่ต้องเน้นที่มีความสัมพันธ์กับผู้ชาย คือก็สงสารนะ เพราะตั้งใจไปทำสิ่งดีๆ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆก็ไปทำสิ่งอื่นที่ดีๆก็ได้ค่ะ ไม่จำเป็นต้องบริจาคเลือดก็ได้ แต่เรานับถือคุณจริงๆค่ะ คุณเป็นคนดีจริงๆ”

“นานาจิตตัง ตุ๊ดไม่ใช่มนุษย์เหรอคะ ให้โอกาศเค้าตรวจเลือดก่อนฃิคะเค้าอาจไม่มีเลือดไม่ดีเหมือนผู้ชายก็ได้นะคะ”

“อันที่จริง ควรดูที่เลือด ไม่ใช่คนนะคะ ใครต่อใครก็โกหกคำตอบได้ เรารับเลือด ไม่ได้รับตัวบุคคลหรือการกระทำของเขา หรือว่าอาการเบี่ยงเบนทางเพศติดต่อกันได้ทางเลือดเหรอคะ แล้วเวลารับเลือดจากคนที่ชอบทำร้ายผู้อื่นล่ะคะ แม้จะไม่เสี่ยงต่อการติดโรค แต่พฤติกรรมเลวร้าย ทำให้สังคมเดือดร้อน ทำไมยังรับได้”

“คือว่าพวกนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV ครับ ซึ่งเขาไม่ได้หมายความว่าดูถูกว่าพวกนี้น่ารังเกียจแต่อย่างใดครับ แต่ในฐานะที่หน่วยงานรับบริจาคเลือด เช่น สภากาชาด เป็นคนกลางในการรับบริจาค และนำไปให้คนไข้ จึงต้องระวังตรงนี้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ครับ เริ่มตั้งแต่ประวัติก่อนเลย แล้วยังต้องไปตรวจหาเชื้อต่างๆอีก แต่ยังไงการติดเชื้อ HIV นั้นจะมีระยะหนึ่งที่ตรวจไม่เจอ จึงอาจทำให้หลุดได้ครับ ถึงแม้ว่ามันจะน้อยมากๆก็ตาม ดังนั้น จึงไม่รับเลือดจากกลุ่มเสี่ยงต่างๆ เป็นการระวังให้คนไข้ ตั้งแต่ด่านแรกครับ สรุปคือเขาทำเพื่อคนไข้ครับ โปรดเข้าใจด้วยครับ”