ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์–ข้อสอบ O-Net ทำมึนอีกแล้ว!! และ สามเณรหน้าสวย ออกสื่อเฟซบุ๊ค

16 กุมภาพันธ์ 2013

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 10-16 กุมภาพันธ์ 2556

ต้อนรับสัปดาห์แห่งความรักที่เบิกบาน ทั้งคนมีคู่และไม่มีคู่ต่างตื่นเต้นดีใจกับวันวาเลนไทน์ เพราะหลายคนก็ต่างมีความหวังที่จะมีความรักที่งดงาม และก็เป็นธรรมเนียมปกติสำหรับวันวาเลนไทน์ ที่หลายคู่รักถือเป็นฤกษ์ดีชักชวนกันไปจดทะเบียนสมรสในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งหลายสื่อได้มีการสำรวจจำนวนคู่รักที่ไปจดทะเบียนสมรสในเขตต่างๆ 5 ลำดับ ดังนี้
1. เขตบางรัก มีผู้จดทะเบียนสมรส 548 คู่ (ลดลงจากปีที่แล้ว ที่มีจำนวน 903 คู่)
2. เขตบางซื่อ มีผู้จดทะเบียนสมรส 114 คู่
3. เขตสายไหม มีผู้จดทะเบียนสมรส 63 คู่
4. เขตจอมทอง มีผู้จดทะเบียนสมรส 61 คู่
5. เขตลาดกระบัง มีผู้จดทะเบียนสมรส 60 คู่

นอกจากกิจกรรมที่ทำเพื่อเป็นมงคลแก่ความรักแล้ว คู่รักก็ต่างพากันสรรหาของขวัญเพื่อมอบให้คนรัก ซึ่งในปีนี้ ของขวัญสุดฮิตที่มอบให้เพื่อเป็นตัวแทนของความรัก นอกจาก “ตุ๊กตาเฟอร์บี้” ที่เป็นข่าวโด่งดังแล้ว ยังมีดอกกุหลาบที่ราคาสูงเป็นพิเศษในวันวาเลนไทน์ หรือแม้กระทั่งช็อคโกแลต ที่ล้วนแต่ต้องซื้อหาในราคาที่สูง ทำให้ล่าสุด วัยรุ่นในโลกออนไลน์เลือกใช้ “ขนมครก” เพื่อเป็นของขวัญแทนความรักในวันวาเลนไทน์

โดยความเชื่อดังกล่าว เกิดจากการที่เว็บบอร์ดต่างๆ มีการเผยแพร่เรื่องเล่าความสัมพันธ์ระหว่าง “วันวาเลนไทน์กับขนมครก” ไว้ว่า มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก ผู้ชายชื่อ “กะทิ” ผู้หญิง ชื่อ “แป้ง” แต่เนื่องจากว่าผู้หญิงมีฐานะที่ร่ำรวยกว่า พ่อของฝ่ายหญิงจึงกีดกันคนทั้งสองคน และบังคับให้ลูกสาวไปแต่งงานกับคนที่ร่ำรวย แต่แป้งไม่ยอม จึงวางแผนกับกะทิที่จะหนีไปด้วยกัน

เรื่องนี้ทราบถึงหูของพ่อฝ่ายหญิง จึงได้มีการวางแผนที่จะฆ่ากะทิ คู่รักของลูกสาวด้วยการแอบขุดหลุมพรางไว้ดักในยามที่เจ้ากะทิมาหาแป้งลูกสาวของตนเพื่อพาหนีไปด้วยกัน

ในค่ำคืนที่ทั้งสองคนนัดกันหนีนั้นเอง กะทิมาหาแป้งตามคำสัญญา แต่เรื่องราวกลับไม่เป็นอย่างที่พ่อฝ่ายหญิงคิดไว้ คนที่ตกหลุมพรางนั้นกลับเป็นแป้ง ลูกสาวของตนเอง กะทิเสียใจมากที่แป้งต้องมารับเคราะห์แทนตน จึงได้กะโดดลงไปในหลุมพรางนั้นเพื่อไปตายกับแป้ง

เรื่องราวความรักของทั้งสองแพร่สะพัดไปทั่ว จนมีคนคิดที่จะทำขนมออกมา โดยใช้กะทิกับแป้งผสมให้เข้ากัน แต่งรสชาติอีกนิดหน่อยด้วยความหวานเพื่อหมายถึงความรัก แล้วประกบคู่กัน หมายถึงกะทิกับแป้งที่จะอยู่ด้วยกันไปชั่วนิรันดร์ แล้วได้ตั้งชื่อขนมนี้ว่า “ขนมครก” ซึ่งย่อมาจากคำว่า “คนรักกัน (ค. ร. ก.)”

แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องความรัก อยากให้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน การมีความรักที่ดีให้คนที่เรารักและรักเรา รวมทั้งเพื่อนมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่บนโลกเดียวกัน พร้อมทั้งมีความรักที่ตั้งมั่นอยู่ในสติและศีลธรรมอันดีงาม ก็จะนำพาความสุขมาให้แด่ผู้ที่มีความรักและคนรอบข้างได้อย่างงดงาม

สำหรับ เรื่องแรก ในรอบสัปดาห์ ทำให้มึนกันอีกแล้วสำหรับข้อสอบ O-Net วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประจำปีการศึกษาปี 2556 เมื่อมีคำถามที่ว่า “สาเหตุที่ชาวยุโรปชอบทานแกงมัสมั่นของไทยคือ?” โดยมีคำตอบให้นักเรียนเลือกพิจารณา ได้แก่
1. รสเด็ดเผ็ดจัดจ้าน
2. รสกลมกล่อมคล้ายซุป
3. สีสันสวยสะดุดตา
4. เครื่องเทศหอมครบเครื่อง
5. รสเปรี้ยวเหมือนต้มยำ

และ คำถามที่ว่า “วิและวรรณเป็นเพื่อนกัน วิชวนวรรณไปซื้อของ ถ้าซื้อของชิ้นที่ 2 จะได้โปรโมชั่นลด 70% วรรณซื้อชิ้นแรกไปแล้ว วิเลยขอส่วนลดจากวรรณเป็นบทสนทนาว่า “งั้นชั้นขอใช้ 70% ของเธอได้ไหม” หากคุณเป็นวรรณจะตอบวิอย่างไร ไม่ให้เสียเพื่อน?”
ก. ชั้นจะเก็บโปรโมชั่นไว้ให้ลูก
ข. ได้ซิ แต่เธอต้องจ่ายโปรโมชั่นให้ชั้นนะ
ค. เธอจะเอาจริงๆ เหรอ
ง. ชั้นไม่น่าชวนเธอมาด้วยเลย
จ. เธอก็รู้ว่านี่มันสิทธิ์ของสมาชิกเท่านั้น

เหตุเพราะข้อสอบมีตัวเลือกคำตอบที่เลือกยาก และไม่ค่อยสัมพันธ์กันกับคำถาม ทำให้เกิดเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม อีกทั้งก่อนหน้านี้ ข้อสอบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้เกิดปัญหาเช่นกัน จนทางสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ต้องออกมาประกาศตัดข้อสอบที่มีปัญหาทิ้งจำนวน 23 ข้อ เท่ากับว่าจะเหลือการตรวจข้อสอบเพียง 67 ข้อ และจะนำคะแนนที่ได้จาก 67 ข้อนี้ไปแปลงเป็น 100 คะแนนแทน

อีกทั้งยังได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ สทศ. ซึ่งสรุปผลการสอบโอเน็ตในแต่ละวัน โดยพบว่า การสอบโอเน็ตของนักเรียนชั้น ม.6 วิชาวิทยาศาสตร์ ชุดที่ 200 เกิดปัญหา อาทิ ตัวเลือกซ้ำ, เลขข้อหาย, เรียงลำดับข้อไม่ถูก ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 30 ข้อ รวมแล้วกว่า 40 คะแนน

ที่มาภาพ : http://blog.eduzones.comjipatar90358

ที่มาภาพ: http://blog.eduzones.comjipatar90358

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เรื่องข้อสอบ O-Net ก็เคยเกิดขึ้นแล้วในการสอบปี 2555 โดยมีคำถามและคำตอบที่ชวนฉงนจนเป็นข่าวให้ได้พูดถึงกันอย่างหนาหู โดยข้อสอบที่มีการพูดถึงอย่างมากในปี 2555 ได้แก่
ข้อสอบวิชาสุขศึกษา ชั้น ม.6 — เป็นแฟนกัน ต้องแสดงออกยังไงให้ถูกประเพณีไทย??
ก. เดินโอบไหล่ซื้อของ
ข. ชวนไปทานข้าว ดูหนัง
ค. นอนหนุนตักในที่สาธารณะ
ง. ชวนกันไปทะเลค้างคืน
จ. ป้อนข้าวกันในร้านอาหาร

ข้อสอบวิชาสุขศึกษา ชั้น ม.6 — หากเกิดอารมณ์ทางเพศขึ้นมา ต้องทำอย่างไร?
ก. ชวนเพื่อนไปเตะบอล
ข. ปรึกษาครอบครัว
ค. พยายามนอนให้หลับ
ง. ไปเที่ยวกับเพื่อนต่างเพศ
จ. ชวนเพื่อนสนิทไปดูหนัง

ข้อสอบวิชาสุขศึกษา ชั้น ม.6 — อาการ “ลักเพศ” จะมีพฤติกรรมที่แสดงออกมาอย่างไร?
ก. สะสมชุดชั้นในเพศตรงข้าม
ข. แต่งกายเลียนแบบเพศตรงข้าม
ค. รักกับเพศเดียวกัน
ง. โชว์อวัยวะเพศ
จ. แอบดูเพื่อนต่างเพศในห้องน้ำ

ข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้น ม.6 — ชาวบ้านเจอวัตถุประหลาด ลักษณะกลมๆ นิ่มๆ ต้องให้น้ำกิน ไม่งั้นจะหดเล็กลงเป็นก้อนแข็งๆ แต่พอให้กินน้ำก็กลับสภาพเดิม ถามว่า สิ่งนี้คืออะไร?
ก. ไข่พญานาค
ข. ไข่สลาแมนเดอร์ยักษ์
ค. หินเขี้ยวหนุมาน
ง. เม็ดชานมไข่มุก
จ. เจลดินวิทยาศาสตร์

“จากข่าวเก่า เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นแจกแจงรายละเอียดว่า ผลโหวตเมนูยอดนิยม 10 อันดับแรกของโลก ได้แก่ 1.มัสมั่นของไทย ได้รับการยกย่องให้เป็น ‘ราชาแกงกะหรี่’ และอาจเป็น ‘ราชาแห่งอาหารทั้งปวง’ ด้วยความเผ็ด มันกะทิ หวานปนเปรี้ยว ผสมผสานกันอย่างลงตัว จึงได้รับเลือกให้เป็นแชมป์อาหารโลก….. แต่ก็ยังงงนะว่าจะเลือกข้อไหน ที่ถูกต้องที่สุด”

“ต้องถามคนตั้ง คำถามว่าคำตอบที่ถูกต้องเอามาจากไหน และขอดูงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย ว่ามีการทำมาจริงๆ หรือ?”

“เป็นข้อสอบที่วัดผลการติดตามข่าวสาร ก็ไม่ไร้สาระ กลับเป็นความรู้ที่คนไทยควรภาคภูมิใจนะ …เราตอบ ข้อ ง. เครื่องเทศหอมครบเครื่อง จ้า”

“ดูแล้ว เป็นเหมือนวิชาความรู้รอบตัวมากกว่าวิชาการงานนะ”

“ปัญหาคือเอาอะไรมาอ้างอิงว่าอันไหนถูก อย่างที่บอกมีงานวิจัยไหม? มีอะไรยืนยันได้ไหม? เพราะถ้าจะเอาตามข่าวคงต้องตอบ ก. หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่กลิ่นเพราะ combination of flavors บอกชัดๆ ว่าจุดเด่นคือรสชาติ และพูดตามตรงเป็นข้อสอบที่แปลกมาก ต้องเดาใจคนออกข้อสอบอย่างเดียวเลย ข่าวที่ยกมาไม่มีตรงไหนระบุถึงกลิ่นเลยแล้วจะตอบ เครื่องเทศหอมครบเครื่อง ได้ยังไงถ้าจะเดาอย่างน้อยข้อ ก. ยังมีภาษีดีกว่าถ้าหากว่าคนตั้งเอามาจากข่าวนี้จริงๆ นะ”

“เมื่อไหร่ ประเทศไทยจะมีการปรับปรุงการเรียนการสอนซักที บางวิชา บางเรื่อง เรียนจบมาเป็นสิบปีก็ยังไม่เคยได้ใช้เลย จริงๆ นะ”

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องที่ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กได้แชร์ต่อกันด้วยความสงสารและเห็นใจ กับรูปภาพของเด็กหญิงแอร์ ชาวกะเหรี่ยงวัย 12 ปี ที่มีแผลน้ำร้อนลวกจนเป็นรูพรุนทั่วร่างกายตั้งแต่ต้นคอไปจนถึงลำตัว รวมทั้งใบหน้า หลัง แขน ขา ลงไปถึงส้นเท้า บริเวณใต้รักแร้ด้านซ้าย มีพังผืดยึดติดจนถึงเกือบข้อศอก ทำให้ไม่สามารถยกและงอแขนได้ อีกทั้งที่หัวนมก็ถูกน้ำร้อนลวกจนหายไป ที่ใบหูก็ถูกกรรไกรตัดจนแหว่ง สาเหตุเพราะถูกนายจ้างสองสามีภรรยาซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในจังหวัดกำแพงเพชรทารุณกรรมเป็นเวลานานกว่า 5 ปี บางวันก็ขังให้อยู่ในกรงสุนัขทั้งคืน บางครั้งก็ให้กินข้าวกับสุนัข โดยเด็กหญิงแอร์ต้องใช้น้ำเกลือทาแผลเพื่อเป็นการรักษาด้วยตัวเอง แต่ล่าสุด เด็กหญิงแอร์ได้หนีออกมาและชาวบ้านผู้ใจดีพบเห็น จึงพาไปพักอาศัยที่บ้านพักเด็กและครอบครัว จังหวัดกำแพงเพชร

ที่มาภาพ : http://www.dailynews.co.thcrime184193

ที่มาภาพ: http://www.dailynews.co.thcrime184193

ทั้งนี้ ตามรายงานข่าวแจ้งว่า ด้านนายแพทย์วิบูลย์ ชัยศิริรัตน์ หัวหน้ากลุ่มงานอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน และนิติเวช โรงพยาบาลกำแพงเพชร มีการเปิดเผยว่า สภาพร่างกายของเด็กหญิงแอร์มีอาการอยู่ในขั้นรุนแรงระดับสูงสุด เพราะช่วงที่ถูกน้ำร้อนลวกนั้นนานมาก และคาดว่าเกิดเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ซึ่งต้องรับการผ่าตัดทำการเลาะพังผืดที่ติดตรงบริเวณแขนซ้ายกับลำตัวให้หลุดจากกัน และคงไม่สามารถทำศัลยกรรมได้ เนื่องจากผิวหนังส่วนใหญ่ของร่างกายนั้นเหลือน้อยมาก โดยขณะนี้ น้องแอร์ได้พบหน้าพ่อกับแม่ที่พลัดพรากกันมากว่า 5 ปีแล้ว อีกทั้งยังมีผู้ใจบุญเสนอเงินร่วมบริจาคในการรักษาให้เด็กสาวชาวกะเหรี่ยงผู้นี้ด้วย

“หลายครั้งหลายหน ที่มีข่าวนายจ้างคนไทย กักขังหน่วงเหนี่ยว ทำร้ายร่างกายลูกจ้างที่ยังเป็นเพียงเยาวชน เพียงเพราะมองว่า เด็กต่างด้าวเหล่านี้ ไม่กล้าที่จะหลบ หนี หรือไปแจ้งความดำเนินคดีกับตน จึงมีจิตเหิมเกริมกระทำรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เยาวชนต่างด้าวเหล่านี้จึง ได้กลายเป็นที่รองรับอารมณ์ของนายจ้างใจสัตว์ คดีนี้สังคม ต้องร่วมกันกดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างต่อเนื่อง เพราะมีแนวโน้มว่า จะเข้าข้างนายจ้างใจสัตว์ที่รู้จักผู้มีอิทธิพลบางคน และต้องร่วมกันประณามการกระทำที่ป่าเถื่อนเยี่ยงสัตว์ เดรัจฉานของนายจ้างรายนี้ เพราะนี่มิใช่วิสัยปกติของ การกระทำต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ท้ายที่สุด ขอให้แพทย์และโรงพยาบาลได้โปรดรักษาเยียวยาอย่างสุดความสามารถ ทั้งในด้านการทำผ่าตัดศัลยกรรม และฟื้นฟูสภาพจิตใจ”

“ไม่เห็นองค์กรที่เกี่ยวข้อง ออกมาทำหน้าที่เลย อาทิ กรรมการสิทธิมนุษย์ชน องค์กรที่เกี่ยวกับทารุณกรรมอื่นๆ และขอให้ตำรวจดำเนินการอย่างเฉียบขาดด้วย”

“ขอร้องเถอะคะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ระลึกถึงหน้าที่และความถูกต้องด้วยอย่าให้คำว่าอิทธิพลมาทำลายความถูกต้องเลยคะ เราเป็นคนเหมือนกัน กระเหรี่ยงก็เป็นคน แต่ไอ้คนที่ทำนะมันไม่ใช่คน”

“นี้คือปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม เราคือส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ควรนิ่งดูดาย สิ่งแวดล้อมรอบข้างในชุมชน บ้าน โรงเรียน เราต้องใส่ใจ สนใจ ถ้าใครทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ผิด ต้องรีบแจ้งให้สังคมรับรู้ทันที สงสารน้องที่ถูกทารุณกรรม เป็นกำลังใจให้ค่ะ คนผิดต้องได้รับกรรมโทษ”

“สงสารน้องจังเลย คงทรมานมากใช่ไหม ขอเป็นกำลังใจให้ จะชาติไหนเขาก็เป็นคน ขอให้วันแห่งความรักนี้ เป็นวันเริ่มชีวิตใหม่ของน้อง ลืมมันให้ได้นะน้อง หนูต้องมีชีวิตที่ดี จำความเลวของพวกมันไว้ แล้วบอกตัวเองว่าอย่าทำแบบนี้กับใคร โกรธได้ เจ็บได้ แต่อย่าแค้น เวรกรรมกำลังตามสนองพวกมันแล้ว ขอมอบความรักที่มีทั้งหมดให้หนูนะ รักน้องแอนนะ สู้ๆ”

“คนเราทุกวันนี้ห่างไกลศาสนาจึงทำให้จิตใจโหดเหี้ยมผิดจากมนุษย์ปกติ ขอให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยดูแลน้องผู้เคราะห์ร้ายให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้งเพื่อจะได้มีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตที่โหดร้ายในโลกใบนี้อีกครั้งนะครับ”

เรื่องที่สาม เป็นกระแสที่เกิดขึ้นอย่างหนักในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กรอบสัปดาห์นี้ เมื่อมีภาพสามเณรที่แต่งหน้า ปัดขนตา เขียนคิ้ว ทาปาก ใส่บิ๊กอาย โพสต์ท่าใช้จีวรคลุมศีรษะ และใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า Jetsada Khamser (จะเป็นคนที่เข้าใจเทอร์ตลอดไป) https://www.facebook.com/jetsada.khamser ซึ่งเป็นภาพที่ดูแล้วไม่เหมาะสม จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และยังมีกระแสเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบอย่างเร่งด่วน อีกทั้งในเฟซบุ๊กของผู้ที่คาดว่าเป็นสามเณรยังมีการตั้งสถานะว่า “มีแฟนแล้ว” และยังมีภาพการ์ตูนชายหญิงนอนกอดกันบนเตียง พร้อมข้อความที่ระบุว่า “ฉันอยากให้เทอร์ทำแบบนี้กับฉันทุกคืน แค่นี้ก็นอนฝันดีไปทั้งคืน จริงมะ? ^o^ ”

อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊กดังกล่าว ได้มีการเปลี่ยนรูปภาพประจำตัว และจัดระบบเพื่อป้องกันการดูภาพและข้อมูลจากผู้ที่ไม่ได้เป็นเพื่อนในเฟซบุ๊กไว้แล้ว โดยนอกจากนี้ ตามรายงานข่าวยังแจ้งข้อมูลจากการตรวจสอบว่า ยังมีเฟซบุ๊กที่ปรากฏภาพสามเณรแต่งหน้าทาปาก และมีท่าทางอ้อนแอ้นเช่นเดียวกันนี้อีก อาทิ ผู้ใช้ที่ชื่อว่า “ทักทาย นะจะ (จะเป็นคนที่เข้าใจเทอร์ตลอดไป)”, “กุหลาบธรรม สีชมพูสดใส (ไอมี้อมยิ้ม)” หรือ “เหตุผลที่ทนเจ็บ ก็เพราะรักมากรู้ไหม” ซึ่งไม่เหมาะสมจนผู้พบเห็นต่างมีการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ

“หากเข้าไปบวชแล้ว ทำพระศาสนาเสื่อมเสียก็ควรสึก อย่าใช้ชีวิตให้ผ้าเหลืองต้องเสื่อมเสีย เช่นนี้เลย”

“ยอมรับว่าไม่เคยไหว้พระสงฆ์มานานมากแล้วไม่ได้ไม่นับถือศาสนาพุทธนะ แต่สมัยนี้คนที่บวชไม่น่านับถือขนาดต้องกราบเลย ส่วนใหญ่จะไหว้พระพุทธรูป”

“เป็น ตุ๊ด หรือ กระเทย ไม่มีใครว่าหรอกครับ แต่คุณต้องระลึกไว้ซิครับ ว่าขณะนั้น คุณอยู่ในหน้าที่อะไร
จะแสดงออก พูดจา หรือกระทำอะไร ต้องให้เหมาะสม เขาถึงได้มีสุภาษิตที่ว่า ” กาลเทศะ ”

“ดีชั่วเป็นเรื่องเฉพาะตัวและเฉพาะบุคคล สถาบันไม่เกี่ยวครับ ในทุกสถาบันทุกสถานที่มีคนดีและคนเลวปะปน อย่างนั้นคือปกติของโลกมนุษย์ จะเกลียดจะว่าอะไรขอให้วิจารณ์ความต่ำทรามของแต่ละบุคคล สถาบันศาสนาไม่เคยสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ผู้ใด ใช้สติยั้งคิดเพราะเห็นหลายคอมเม้นบอกว่าไม่อยากกราบไหว้พระสงฆ์แล้ว อย่างนั้นยิ่งน่าเศร้าใจ ทำดีเหมือนทำน้ำขุ่นให้ใส มันยากไปแต่ก็ทำได้ ทำชั่วเหมือนทำน้ำใสให้ขุ่น ทำง่ายแต่ไม่ควรทำ สงฆ์ดี กับอลัชชีชั่ว ก็เหมือนน้ำใสกับน้ำขุ่นมองง่ายดูง่าย”

“ไม่พร้อมจะบวชทำไม ตัดโลกไซเบอร์ไม่ได้จะบวชทำไม ออกกฎหมายจับสึกเลยดีไหมคะ”

“ต้องถามทางวัด ใครอนุญาตให้บวช หลังบวชทำไม ไม่สอดส่องดูแล ปล่อยเลยตามเลย”

“ปฏิบัติตัว ไม่เหมาะสม (อย่างรุนแรง) ช่วยกันแชร์ ใช้โลกโซเชียล ให้เป็นประโยชน์ครับ ถึงเราจะทำอะไรกันไม่ได้ อย่างน้อยก็ช่วยกระตุ้นจิตสำนึกให้สังคมบ้าง และหน่วยงานจะได้ออกมาจัดการครับ”

เรื่องที่สี่ คลิปชวนขนหัวลุกในรอบสัปดาห์ เมื่อสำนักข่าวเดลีเมล์ของอังกฤษรายงานว่า มีกลุ่มนักสำรวจสิ่งลึกลับได้ทำการปฏิบัติภารกิจท้าทายวิญญาณ ด้วยการสำรวจวิญญาณที่ร่ำลือว่ามีอยู่จริงภายในเรือบรรทุกเครื่องบิน “USS Hornet CV-12″ ของกองทัพเรือแคลิฟอร์เนีย ซึ่งได้ปลดประจำการไปแล้ว และเคยมีผู้เสียชีวิตกว่า 300 ราย

พร้อมกันนี้ ในการปฏิบัติภารกิจ ได้บันทึกคลิปวีดิโอซึ่งมีความยาวคลิป 12 นาที (http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=vnXfh8coa0g) อีกทั้งยังสามารถตรวจจับและบันทึกคลื่นเสียงวิญญาณได้ด้วย โดยผู้ปฏิบัติภารกิจได้สื่อสารกับสิ่งที่เชื่อว่าเป็นวิญญาณ ก่อนจะมีเสียงพิศวงชวนหัวลุกขณะที่หนึ่งในทีมงานหญิงสาวนั่งลงว่า “Get out!!” (ออกไป!!) ตามรายงานข่าว แจ้งว่าทางทีมงาน ได้ทำการตรวจคลื่นเสียงด้วยรหัสมอส ปรากฏผลว่าเสียงที่เกิดจากการเคาะรหัสมอสแปลแล้วอ่านออกมาเป็นคำได้ว่า “Hi, I.T.” ซึ่งทางทีมงานในการปฏิบัติภารกิจเชื่อว่าเป็นสารจากผีช่างเทคนิคที่เคยทำงานบนเรือลำนี้ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ภารกิจนี้ก็คล้ายคลึงกับการ “ล่าท้าผี” ในรายการ “คนอวดผี” ของไทยเช่นกัน

ที่มาภาพ : http://atcloud.comstories112342

ที่มาภาพ: http://atcloud.comstories112342

นอกจากนี้ ยังมีการสื่อสารโต้ตอบ โดยมีเสียงตอบออกมาให้ได้ยินอย่างน่าประหลาดใจอีก เพราะเมื่อทีมงานที่ชื่อ “คีธ” ถามว่า รู้ไหมว่าเขาคือใคร ก็ได้ยินเสียงตอบมาว่า “You are Keith” (คุณคือคีธ) เมื่อทีมงานถามว่า คุณชอบที่จะได้เห็นผู้หญิงบนเรือแห่งนี้หรือไม่ ก็มีเสียงเบาๆ บนไมโครโฟนกล้องว่า “It’s good.” (ก็ดี) และเมื่อถามว่าเรือลำนี้เป็นของใคร ก็ได้ยินเสียงเดียวกันพูดว่า “U.S. Navy” (เรือกองทัพเรือสรัฐฯ) และเมื่อถามว่า เรือดังกล่าวมีชื่อว่าอะไร ก็มีเสียงพูดกลับมาว่า “‘comfortable’ and ‘Gordon.’” (คอมฟอร์ทเทเบิลและกอร์ดอน)

“เรื่องแบบนี้ คนที่เขาเชื่อ เขาเชื่อจริงๆ อย่าไปเล่นกับความเชื่อของคน คุณไม่เชื่อก็เรื่องของคุณ เขาเชื่อก็เรื่องของเขา เดี๋ยวซักวันจะได้เชื่อเองครับ ใจเย็นๆ ชีวิตนึงต้องได้เจอแน่สักครั้ง”

“ถึงไม่เชื่อคลิปทั้งหลาย แต่ก็ไม่คิดจะไปนั่งป่าช้าคนเดียวยามวิกาล ถึงจะไม่กลัวผี แต่ก็คิดว่าผีมีจริง เพราะเชื่ออย่างนั้นทำให้สบายใจว่ามีโลกหน้า”

“แต่รายการของเขาก็ทำดีกว่าบ้านเรานะ รายการบ้านเราไปกันเป็นกองทัพ”

“เจอแบบนี้ ช็อคเลยนะเนี่ย สื่อสารกันได้ยินชัดขนาดนี้เลยเหรอ”

“ไม่น่าเชื่อ ว่าจะฮิตทำรายการรูปแบบนี้กันมาก เรื่องลึกลับกล้าเข้าไปท้าทาย ไม่กลัวจะมีอะไรติดกลับมาบ้านเลยเหรอ”

“เหมือนรายการ คนอวดผี เลยนะ แต่รายการของไทย ไม่เคยเจออะไรให้คนดูทางบ้านเห็นชัดๆ นอกจากความรรู้สึกกลัวของผู้ร่วมรายการ”

เรื่องที่ห้า มีภาพส่วนพระองค์ออกมาเป็นข่าวอีกแล้ว เมื่อสำนักข่าวเอเอฟพีได้มีการรายงานว่า นิตยสาร “Chi” ของอิตาลี ได้ทำการเผยแพร่ภาพส่วนพระองค์ของเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคทเธอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ในช่วงวันหยุดพักผ่อนอย่างมีความสุข ณ เกาะมุสติก ทะเลแคริบเบียน ผ่านทางเว็บไซต์ พร้อมทั้งพาดหัวว่า “Kate & William in Mustique: The belly grows” โดยภายในภาพจะเห็นได้ว่าทั้งสองพระองค์อยู่ในพระอิริยาบถที่ทรงพระเกษมสำราญและผ่อนคลายในชุดว่ายน้ำ ซึ่งเจ้าหญิงเคททรงสวมบิกินี่ เผยให้เห็นพระครรภ์อ่อนๆ

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพที่เผยแพร่ออกไปนี้จะเป็นภาพที่ดูแล้วน่ารู้สึกยินดี มีความสุข กับพระอิริยาบถของทั้งสองพระองค์ ที่กำลังพระเกษมสำราญเพียงใดก็ตาม แต่ก็สร้างความไม่พอใจให้แก่ราชวงศ์อังกฤษ โดยทางสำนักราชวังได้ออกมาประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดความเป็นส่วนพระองค์ (อีกเช่นเคย) เพราะสื่อต่างๆ ก็เคยพยายามละเมิดสิทธิส่วนพระองค์มาแล้วหลายครั้ง ทั้งกับเจ้าชายแฮร์รี, เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคท หรือแม้แต่สมัยเจ้าหญิงไดอาน่าเองก็ตาม

Kate &William ที่มาภาพ : http://i.telegraph.co.uk

Kate &William ที่มาภาพ : http://i.telegraph.co.uk

ทางด้านสื่ออื่น อาทิ นิตยสาร “วูแมนส์ เดย์ (Woman’s Day)” ในออสเตรเลีย ตามรายงานข่าวมีการแจ้งว่า จะยังคงเผยแพร่ภาพนี้ลงในนิตยสาร เพราะมองว่าเป็นภาพที่งดงาม ด้วยเพราะเจ้าหญิงเคทอยู่ในพระพระอิริยาบถที่ผ่อนคลาย และน่ายินดีที่ไม่ต้องทรงตกอยู่ในพระอาการแพ้ท้องที่น่าทรมาน อีกทั้งสื่อคู่แข่งหลายฉบับในออสเตรเลียก็มีการแย่งกันประมูลภาพถ่ายชุดนี้ เพราะแน่นอนว่าภาพนี้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ในสื่ออังกฤษ แต่ก็เป็นที่สนใจของทั่วโลก

“ท่านไปพักผ่อน ไปแอบถ่ายทำไม”

“สีพระพักตร์ดูมีความสุขมาก แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่ควรไปแอบถ่ายหรือเผยแพร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต”

“สื่อทำไม่ถูกเลย นี้คือเวลาและสถานทีส่วนพระองค์นะ ท่าน จะนอนใส่สูทนอน หรืออาบน้ำ นี่ก็ที่ส่วนพระองค์”

“ยินดีกับทั้งสองพระองค์จริงๆ ผู้ที่กำลังเป็นพ่อแม่คน มักจะมีความสุขเช่นนี้เสมอ”

“อย่างไรก็ดี ก็ไม่สมควรจะนำภาพท่านมาเผยแพร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำไมสื่อต่างชาติไม่ค่อยมีความเกรงใจกันเลย

เครือข่ายสังคม