เก็บตกอภิปราย “จำนำข้าว” ขุมทรัพย์ G to G “เสี่ยเปี๋ยง” ซุกเงินในกองทุน KTAM – ฮ่องกง

2 ธันวาคม 2012

แม้การอภิปรายไม่วางใจได้จบไปแล้ว และพรรคประชาธิปัตย์ดูจะได้คะแนนการทำข้อมูลไปพอสมควร โดยเฉพาะการเปิดโปงทุจริตจำนำข้าวของฝ่ายค้าน ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเต็มไปด้วยความดุเดือด เชือดเฉือน และสามารถเปิดโปงเอกสารหลักฐานที่เรียกว่าเป็นใบเสร็จมัดการกระทำผิด

ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องโครงการรับจำนำข้าว มีหลายองค์กรออกมาให้ข้อเท็จจริง อาทิ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ รวมทั้งการจัดเสวนาของสำนักข่าวไทยพับลิก้า หรือสถาบันอิศรา เป็นต้น

ประชาธิปัตย์เริ่มต้นด้วยการโจมตีโครงการที่เคยหาเสียงไว้กับชาวนาว่า ข้าวเปลือกเจ้าจะได้ราคา 15,000 บาทต่อตัน และข้าวเปลือกหอมมะลิ 20,000 บาทต่อตัน สุดท้าย แทบจะไม่มีใครได้ราคาตามนั้นจริง

มีการชำแหละให้เห็นด้วยว่า โครงการประชานิยมนี้ ที่พรรคเพื่อไทยนำมาอ้างว่าทำให้ได้เสียงถล่มทลายนั้น จริงๆ แล้วอาจจะทำให้ประเทศชาติ “ล้มละลาย” เนื่องจากภาระหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นมหาศาล โดยที่ชาวนาไม่ได้ประโยชน์ตามที่เคยรับปากเอาไว้

ที่สำคัญที่สุดคือ เป็นนโยบายที่เปิดช่องให้มีการทุจริตในทุกระดับชั้น ตั้งแต่นักการเมืองระดับชาติ นักการเมืองระดับท้องถิ่น โรงสี พ่อค้า บริษัทนายหน้า ไปจนถึงเซอร์เวเยอร์ จนไม่ควรเรียกว่า “ซื้อทุกเมล็ด” แต่เป็นการ “โกงทุกเมล็ด”

มีการเปิดคลิปวิดีโอพร้อมซาวด์เอฟเฟกซ์ด้วยเพลง “คนกับควาย” โน้มน้าวใจผู้ชม ชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้มีการแอบสวมสิทธิ์เกษตรกรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ผ่านวิธีการแจ้งข้อมูลเท็จเพื่อออกใบประทวน การเวียนเทียนข้าวเก่าในโกดังมาเข้าร่วมโครงการ รวมถึงการนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งราคาถูกกว่า เข้ามาสวมรอยเป็นข้าวของชาวนาไทยหน้าตาเฉย

ตัวเลขของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) บอกว่าใช้เงินรับจำนำไปแล้วทั้งสิ้น 333,499 ล้านบาท เมื่อบวกดอกเบี้ย ค่าเช่าโกดัง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก 3-4 หมื่นล้านบาท เท่ากับว่า โดยยอดรวมมีการใช้เงินไปแล้วเฉียด 4 แสนล้านบาท แต่ปรากฏว่ามีข้าวเปลือกเข้าโครงการแค่ 18.2 ล้านตัน และมีข้าวที่ไม่ได้เข้าโครงการถึง 19 ล้านตัน

มีชาวนาที่เข้าโครงการนี้เพียง 1.7 ล้านครัวเรือน จากทั้งหมด 5.7 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เหลือที่ไม่ได้เข้าโครงการอีก 4 ล้านครัวเรือน ตรงนี้เป็นจุดที่พรรคประชาธิปัตย์ตีว่า เงิน 4 แสนล้านไม่ได้ตกถึงมือชาวนาส่วนใหญ่ และหล่นหายไปในระบบนับแสนล้านบาท

เอกสารหักล้างสิ่งที่พรรคเพื่อไทยอ้างว่า ชาวนาจะได้ราคาจำนำสูง คือตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งชี้ชัดว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค. – ธ.ค. 2554 ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 14-15% ราคาเฉลี่ยแค่ 9,145 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิ 13,034 บาทต่อตัน

ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2555 ราคาที่เกษตรกรได้จริงยังน้อยกว่าที่รัฐบาลรับจำนำอยู่ดี โดยข้าวเปลือกเจ้าเฉลี่ยที่ 10,082 บาทต่อตัน และข้าวเปลือกหอมมะลิที่ 14,970 บาทต่อตัน เท่านั้น

โดยนายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หยิบยกกรณีที่รัฐบาลอ้างว่ามีการขายแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G ปริมาณ 1.4 ล้านตัน แต่ก็เต็มไปด้วยข้อกังขา เมื่อมีการตรวจสอบพบว่า ตัวเลขส่งออกที่รัฐบาลอ้างว่าส่งไปอินโดนีเซีย โกตดิวัวร์ ฟิลิปปินส์ บังกลาเทศ และจีน กลับไม่ตรงกับของกรมศุลกากร ณ สิ้นเดือนกันยายน 2555 ที่ระบุว่า มียอดส่งออกจากท่าเรือไปแค่ 6.4 แสนตัน เท่านั้น

มีการตั้งคำถามว่า ข้าว G to G ที่เหลือหายไปไหน

นอกจากนั้น ในเรื่องราคาที่นายกรัฐมนตรีคุยว่า การขาย G to G ทำให้ราคาดีขึ้น โดยขายที่ราคา 600 เหรียญสหรัฐต่อตัน ก็ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะที่แท้แล้วรัฐแอบขายไปในราคาที่ต่ำกว่าตลาด มีบางสัญญาขายถูกๆ แค่ 400 เหรียญสหรัฐต่อตันเท่านั้น ซึ่งรัฐอ้างว่าเป็นการขายในราคามิตรภาพ แต่การอภิปรายต่อมาจะพบว่า เป็นการ ลับ ลวง พราง เพราะข้าวส่วนใหญ่ถูกนำไปเวียนหากำไรในประเทศ ไม่ได้ส่งออกจริงๆ

สิ่งที่คนในวงการค้าข้าวพูดกันหนาหูว่า ถ้าโรงสีอยากขายข้าวให้ติดต่อคนๆ เดียวคือ “เจ๊ ด.” แล้วก็บริษัทที่รับเป็นนายหน้า 3-4 แห่ง หนึ่งในนั้นคือ “บริษัทสยามอินดิก้า” และยังมีศัพท์ใหม่ที่เรียกว่า “เปาเกา” คือมีคนรับหน้าที่ส่งมอบ หาข้าว ให้เสร็จสรรพแบบวันสตอปเซอร์วิส โดยต้องจ่ายค่ากินเปล่า 1 บาทต่อกิโลกรัม

หากใครติดตามการอภิปรายครั้งนี้อย่างต่อเนื่องจะเห็นว่า ได้มีการนำเอกสารหลักฐาน เส้นทางการเงิน และสารพัดวิธีการทุจริต ในการนำข้าวจีทูจีที่รับจากโกดังของรัฐบาลไปเวียนเทียนขายให้กับโรงสีในประเทศ ไม่ได้มีการส่งออกจริงๆ และในอดีต บริษัทอย่างสยามอินดิก้าก็เคยพัวพันกับคดีทุจริตส่งออกข้าวมาแล้ว

มีการประเมินว่า ความเสียหายจากการคอร์รัปชันในโครงการนี้อยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งไปอยู่ที่โรงสีซึ่งเข้าร่วมโครงการประมาณ 700-800 แห่ง จากทั้งหมดในประเทศที่มีกว่า 3 หมื่นแห่ง และจากการตรวจสอบงบการเงินของโรงสีที่เข้าร่วม ส่วนใหญ่ฟันรายได้อื้อซ่า

เงินจำนำข้าวของธ.ก.ส.

มีการเปิดโปงว่า โรงสีหลายโรงมีความสัมพันธ์กับคนในรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะโรงสีหลายแห่งในภาคอีสาน ที่เป็นของนักการเมือง รวมถึงเจ้าของโรงสีบางรายมีความเกี่ยวพันกับรัฐมนตรีบางคน

ในการอภิปรายของนายอรรถพร พลบุตร ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดคลิปหลักฐานจากการลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และบริเวณชายแดนไทย-สปป.ลาว พบว่ามีการลักลอบนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์ โดยใช้เส้นทางการลำเลียงทั้งทางรถและทางเรือ เนื่องจากราคาข้าวในประเทศสูงกว่าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นเท่าตัว

ส่วนในประเทศก็พบการทุจริตในโครงการจำนำข้าวเช่นกัน โดยใช้วิธีการที่เรียกว่า “เวียนเทียน” คือ การนำข้าวจากโรงสีที่เคยเข้าร่วมโครงการจำนำข้าวแห่งหนึ่งไปจำนำกับโรงสีอีกแห่งหนึ่ง หรือนำข้าวที่เข้าโครงการจำนำข้าวนาปีเปลี่ยนกระสอบใหม่แล้วจำนำใหม่เป็นข้าวนาปรัง และยังพบว่า มีการนำข้าวคุณภาพต่ำ เช่น ข้าวบูด ข้าวเหลือง ข้าวเสื่อมคุณภาพ เข้ามาในโครงการโดยการ “ล้อมกอง” คือการนำข้าวคุณภาพดีมาจัดไว้รอบนอกของกองข้าว ส่วนด้านในจะเป็นข้าวคุณภาพต่ำ

นอกจากนี้ ในการลงพื้นที่พบว่า ชาวนาบางรายมีพื้นที่ทำนาเพียง 2-3 ไร่ แต่ลงทะเบียนว่ามีนาข้าว 30-40 ไร่ และยังมีการโกงใบตราชั่ง ซึ่งเป็นเอกสารแสดงปริมาณและราคาที่ชาวนาขายข้าวได้ แต่อีกใบเป็นใบที่ส่งให้กับทางราชการเพื่อกินส่วนต่าง และหาประโยชน์จากชาวนาซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ

กลไกการทุจริตที่สลับซับซ้อนซึ่งสังคมตั้งข้อกังขาของการโกงทุกเมล็ด ตรวจสอบก็ไม่ได้ สาวไปก็ไม่ถึง แต่วันนี้กลับถูกเปิดโปงอย่างหมดเปลือก ด้วยการอภิปรายของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในเรื่องการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐระหว่างรัฐบาลจีนและรัฐบาลไทย ว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลโกหก

มีการงัดเอกสารตรวจสอบพบว่า ในจำนวนข้าวที่รัฐบาลอ้างว่าจะขายจำนวน 7.32 ล้านตัน นั้น เป็นการซื้อขายให้กับบริษัทผีของคนไทย และของบริษัทจีนที่ชื่อว่า GSSG IMP AND EXP.CORP ตั้งอยู่ที่นครกวางเจา ประเทศจีน

ในเอกสารรับมอบอำนาจบริษัทดังกล่าวระบุว่า นายรัฐนิธ โสจิระกุล เป็นผู้มีอำนาจของบริษัท GSSG IMP AND EXP.CORP ลงนามมอบอำนาจให้กับนายนิมล รักดี อยู่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ให้เป็นผู้มีอำนาจในการลงนามแทน ในการซื้อขายข้าวตามสัญญารัฐต่อรัฐ จำนวน 5 ล้านกิโลกรัม

โดยจากการตรวจสอบแล้วพบว่า นายรัฐนิธ มีชื่อเล่นว่า “ปาล์ม” อายุ 32 ปี เป็นผู้ช่วย ส.ส. ลำดับที่ 3 ของ นางระพีพรรณ พงษ์เรืองรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และเมื่อตรวจสอบบัญชีธนาคารกรุงไทย พบว่ามียอดเงินค้างในบัญชีจำนวน 64.63 บาท เท่านั้น แต่กลับสามารถซื้อเช็คไปชำระเงินกับกรมการค้าต่างประเทศได้ในวงเงินนับร้อยล้านบาท

นพ.วรงค์ลงลึกต่อไปด้วยว่า นายนิมล ที่เป็นผู้มีอำนาจของบริษัทจีนนั้น คนในพื้นที่ จ.พิจิตร เรียกว่า “เสี่ยโจ” เป็นมือขวาให้กับ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ “เสี่ยเปี๋ยง” และเมื่อตรวจสอบจากเอกสารของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบว่า นายนิมลนั้นเป็นคนของบริษัทเพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง และถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตรับจำนำข้าวในปี 2546 – 2547 สมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในประเด็นนำข้าวเก่ามาเวียนเทียนเข้าโครงการรับจำนำ

บริษัทเพรสซิเดนท์มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด เพราะเมื่อปี 2547 “เสี่ยเปี๋ยง” ได้ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด โดยคนที่เสี่ยเปี๋ยงมอบอำนาจให้ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อคือนายสมคิด เรือนสุภา

มีการนำเช็คการเบิกจ่ายเงินค่าข้าวหลายใบให้กับกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งมีที่มาจากนายสมคิด เรือนสุภา ตัวแทนของบริษัทสยามอินดิก้าของเสี่ยเปี๋ยง ตีความได้ว่า เงินไม่ได้มาจากบริษัทจีนที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาว่าซื้อข้าวแบบจีทูจีแต่ประการใด

และเมื่อมีการตรวจสอบไปยังที่อยู่ของนายสมคิด ปรากฏว่ากลายเป็นบ้านไม้เก่าๆ ริมน้ำ ไม่หลงเหลือสภาพของคนตีเช็คนับร้อยล้านบาทเพื่อซื้อข้าวจากกระทรวงพาณิชย์แต่อย่างใด

“ประเด็นที่รัฐบาลยอมนำหัวของบริษัทจีนมาทำสัญญาแบบจีทูจี เพราะต้องการเลี่ยงการเปิดประมูลซึ่งมีราคาสูง จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อทำเช่นนี้ จะค้าข้าวได้กระสอบละ 300 บาท ทั้งที่ราคาข้าวในตลาดจะอยู่ที่กระสอบละ 1,500-1,555 บาท ดังนั้น เมื่อค้าข้าวกระสอบละ 300 บาท จำนวนที่รัฐบาลสัญญาจะขายทั้งหมด 7.32 ล้านตัน เท่ากับส่วนต่างถึง 2 หมื่นล้านบาท” นพ.วรงค์อภิปราย

นอกจากนี้ ยังมีการนำหลักฐานการบันทึกเบิกข้าวของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พบว่ามีการอำพรางชื่อบริษัทที่จะส่งมอบข้าว ในใบบันทึกช่วงต้นพบใช้ชื่อว่า “สยามเอริก้า” แต่ช่วงท้ายของบันทึกเบิกข้าว เจ้าหน้าที่พิมพ์ว่า “สยามอินดิก้า”

ขณะที่ข้าวที่อ้างว่าเป็นจีทูจี แต่กลับถูกเวียนไปเข้าโรงสีที่จังหวัดพิษณุโลก และมีการนำหลักฐานทางการเงินมาเปิดให้ดู พบว่า เงินที่ถูกโอนเข้ามายังชื่อนางเรืองวัน หนึ่งในผู้มีอำนาจลงนามในบริษัทสยามอินดิก้า เส้นทางเงินเหล่านี้จะถูกโยกต่อไปอีกธนาคารหนึ่งในชื่อของนางเรืองวันโดยทันที ก่อนจะถูกนำไปเข้าในกองทุนของ KTAM หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย

ถือเป็นการเปิดโปงขบวนการค้าข้าวในโกดังรัฐแบบหมดเปลือก

หากย้อนกลับไปในช่วงที่เสี่ยเปี๋ยงถูกตรวจสอบการทุจริตโครงการประมูลข้าวของรัฐบาลในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงการมีส่วนร่วมทุจริตในโครงการบ้านเอื้ออาทร คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) พบเส้นทางเดินของเงินเสี่ยเปี๋ยงว่ามีการนำเงินไปซุกไว้ในสถาบันการเงินที่เกาะฮ่องกงนับพันล้านบาท ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นแหล่งฟอกเงินที่สำคัญของพ่อค้าข้าวผู้อื้อฉาวรายนี้

ในตอนท้ายของการอภิปราย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ได้นำหลักฐานคลิปวิดีโอมาแสดงให้เห็นถึงบทสุดท้ายของมหากาพย์จำนำข้าว คือ การพบปะกันระหว่าง “เสี่ยเปี๋ยง” เจ้าของสยามอินดิก้า ที่เดินเคียงคู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เกาะฮ่องกงด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

เก็บตก..นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์

“ผมจำได้ว่า ตอนที่มีการตามเรื่องเศรษฐีซุกหุ้นที่ซุกกับคนขับรถ คนใช้ กว่าจะตามต่อตัวละครจนโยงถึงเศรษฐีใช้เวลานานพอสมควร อันนี้รูปแบบเหมือนกัน กว่าผมจะต่อตัวละครว่าเป็นบริษัทใกล้ชิดนายกฯ ก็เจอจริงๆ เพราะมีคนไทยที่รักความเป็นธรรม รักประเทศชาติ ส่งข้อมูลให้ผมหลายสาย และเป็นข้อมูลที่ตรงกัน”

โดยบริษัทที่มาจากประเทศจีนมีชื่อว่า GSSG IMP AND EXP.CORP ซึ่งในขั้นตอนการขายข้าว กรมการค้าต่างประเทศจะเป็นเจ้าภาพในการเบิกข้าวจากโกดัง โดยตามเอกสารลงวันที่ 15 พ.ค. เป็นการขายปลายข้าว ปริมาณ 5 ล้านกิโลกรัม บริษัทจากจีนก็มารับข้าว ซึ่งจะเห็นวิธีการทำงานที่ซับซ้อนของคนปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน โดยมีเอกสารการมอบอำนาจของนายรัฐนิธ โสจิระกุล ให้นายนิมล รักดี เป็นผู้รับมอบอำนาจในการไปรับข้าวจากโกดังรัฐบาล ซึ่งตนได้ติดตามตรวจสอบพบว่า นายรัฐนิธนั้นมีอายุประมาณ 32 ปี ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่า บริษัทข้ามชาติทำธุรกิจนับ 1,000 ล้านบาท จะมอบอำนาจให้เด็กไทยอายุเพียง 32 ปี ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ จากการตรวจสอบพบว่า เป็นผู้เข้าเรียนหลักสูตรวุฒิบัตรผู้ช่วยผู้ปฏิบัติงานของรัฐสภา รุ่นที่ 6 สถาบันพระปกเกล้า ก็รับรู้ว่าเป็นนักศึกษาลำดับที่ 36 โดยมีชื่อเล่นว่าปาล์ม ซึ่งเป็นผู้ช่วย ส.ส. ลำดับที่ 3 ของนางระพีพรรณ พงษ์เรืองรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นภรรยานายอริสมันต์ แกนนำคนเสื้อแดง พร้อมทั้งได้เผยแพร่ภาพที่อ้างว่าเป็นบ้านของนายรัฐนิธ ประกอบการอภิปราย

“ถ้าคิดด้วยสามัญสำนึก รัฐบาลจะตรวจสอบที่มาที่ไปของคนนี้หรือไม่ หรือควรจะขายข้าวให้หรือไม่ ก็มีคนเอาข้อมูลบัญชีนายรัฐนิธมาให้ผมดู พบว่ามีเงินในบัญชีเพียง 64 บาท 63 สตางค์ แต่กลับเป็นผู้มีอำนาจจากบริษัทในประเทศจีน ติดต่อกับรัฐบาล ซึ่งถือว่ายิ่งใหญ่มาก ส่วนนายนิมลก็พบว่าเป็นคนจังหวัดพิจิตร จากการถามเถ้าแก่โรงสีได้ข้อมูลว่า ในวงการโกดังข้าวภาคกลางเรียกว่าเสี่ยโจ เป็นคนใกล้ชิดเสี่ยเปี๋ยง เจ้าของบริษัท เพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง ที่ผูกขาดขายข้าวและส่งออกรายใหญ่ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ วันนี้แปลงร่างมาเป็นบริษัทสยามอินดิก้า และยังพบว่า ป.ป.ช. เคยชี้มูลเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2552 ว่านายโจเคยเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริตโครงการจำนำข้าวในปี 2546-2547 ในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ ในนามบริษัท เพรสซิเดนท์ อะกริฯ เป็นการโกงโดยการเอาข้าวเก่ามาเวียนเทียน คดีดังกล่าวยังคงค้างอยู่ใน ป.ป.ช. ซึ่งบริษัทดังกล่าวก็ล้มในปี 2550 หลังจากการปฏิวัติ โดยก่อนหน้านั้นเสี่ยเปี๋ยงได้จดทะเบียนบริษัทใหม่ในนามสยามอินดิก้า เท่ากับว่าสองบริษัทเป็นบริษัทเดียวกัน”

ที่รัฐบาลอ้างเรื่องจีทูจี ที่แท้เป็นการหาหัวบริษัทจีนมาหนึ่งหัว แล้วขายข้าวให้กับบริษัทดังกล่าว เพื่อเลี่ยงการประมูล กำหนดราคาได้ตามใจชอบ ทำกำไรมหาศาล ซึ่งอย่างต่ำมีกำไรกระสอบละ 300 บาท ได้เงินมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการนำข้าวไปเทเก็บในโกดังจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งไม่ทราบว่านายกฯ คิดอย่างไร เพราะนายกฯ ยืนยันว่าเห็นเอกสารจีทูจี โดยในคลิปวิดีโอให้สัมภาษณ์กับสื่อของนายกฯ ก็เป็นการยืนยันว่าร่วมรับรู้กับรัฐมนตรีในการขายข้าวครั้งนี้ โดยปฏิเสธที่จะไม่รับผิดชอบต่อการระบายข้าวลอตนี้ไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นายกฯ โกหก ผู้นำประเทศหมายเลขหนึ่งโกหกคนไทยทั้งประเทศจะอยู่ได้อย่างไร ซึ่ง 15 ล้านเสียง ไม่ควรช่วยการโกหก เพราะเป็นสำนึกของนักการเมือง ซึ่งขณะนี้นายกฯ รู้เห็นเป็นใจในการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทผู้ใกล้ชิด

นอกจากนี้ บริษัทอีกรายที่เป็นบริษัทไทย จากการตรวจสอบก็พบว่าไม่ได้ขายข้าวให้นิติบุคคล แต่กลับขายให้บุคคล โดยนายรัฐนิธได้มอบอำนาจให้นายนิมลอีกเช่นเคย ทำไมรัฐบาลอาจหาญขายข้าวให้แก๊งที่เคยทุจริตในสมัยที่พี่ชายเป็นนายกฯ กลับมาทำการทุจริตในยุคน้องสาวเป็นนายกฯ อีกครั้ง และข้าวที่ขายออกไปแทนที่จะขนลงใต้คือแถวปทุมธานี อยุธยา เพื่อส่งไปปรับปรุงคุณภาพ แต่กลับส่งขึ้นไปเหนือ ที่ จ.พิษณุโลก เพื่อไปเวียนเทียน

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบสายการเงินพบว่า หากเป็นการขายข้าวแบบจีทูจีจริง ต้องเป็นเงินส่งจากรัฐบาลต่างประเทศเป็นเงินก้อนใหญ่ แต่ปรากฏว่าเงินที่เข้าบัญชีกรมการค้าข้าวกับมีภาพรวม 72 รายการ ซึ่งเป็นแคชเชียร์เช็ค มาจากธนาคารกสิกรไทย 13 รายการ 1,695 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทย 24 รายการ 1,763 ล้านบาท ธนาคารที่ตรวจสอบไม่ได้ 6 รายการ 126 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพ 18 รายการ 504 ล้านบาท และมาจากธนาคารไทยพาณิชย์ 11 รายการ 869 ล้านบาท ซึ่งภาพรวมมีเงินจ่ายให้กรมการค้าต่างประเทศ 4,960 ล้านบาท และมีการถอนเงินออกจากบัญชีกรมการค้าต่างประเทศ 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 4,200 ล้านบาท เมื่อไม่มีการค้าข้าวแบบจีทูจีจริง แต่รัฐบาลกลับเปิดโอกาสให้บริษัทสยามอินดิก้าเอาข้าวของรัฐบาลไปเร่ขายให้กับโรงสี ในลักษณะของไปเงินมา มีการพบแคชเชียร์เช็ค ออกในนามของนายสมคิด เรือนสุภา ที่ซื้อแคชเชียร์เช็คจำนวนกว่า 500 ล้านบาท แต่เมื่อตรวจสอบที่อยู่ของนายสมคิด ตามที่แจ้งที่อยู่เลขที่ 191 ซอยดำเนินกลาง เขตพระนคร พบว่าไม่มีสภาพเป็นบ้านของพ่อค้าข้าวรายใหญ่ และจากการสอบถามประชาชนบ้านใกล้เคียงทราบว่า นายสมคิดได้ย้ายไปอยู่บ้านของภรรยาที่เขตบางแค ตนจึงตรวจสอบพบว่าเป็นเพียงบ้านไม้ 2 ชั้น ตั้งอยู่ริมคลองเท่านั้น

“เมื่อตรวจสอบชื่อของนายสมคิด พบว่าเป็นคนของบริษัทสยามอินดิก้า เพราะนายสมคิดได้รับมอบอำนาจจากเสี่ยเปี๋ยงไปจดทะเบียนตั้งบริษัท สยามอินดิก้า เมื่อวันที่ 13 ม.ค.2547” นพ.วรงค์อภิปราย

ข้อมูลที่ตามต่อพบว่า เจอชื่อของนายสมคิดในธนาคารกสิกรไทย เลขที่ 001-0-03796-9 โดยบัญชีดังกล่าวมีผู้มีอำนาจลงนามจำนวน 5 คน อาทิ นายนิมล นางเรืองวัน นายกฤษณา นอกจากนั้นยังมีชื่อของนางเรืองวันเปิดบัญชีไว้กว่า 100 บัญชี และมีเงินเข้ากองทุน KTAM ลักษณะเส้นทางการเงินที่ตรวจพบว่าเมื่อมีการโอนเงินมาช่วงเช้า แล้วช่วงบ่ายก็มีการถอนเงินออกจากบัญชีทั้งหมดในรูปแบบของเงินสด ตามที่ตนได้ข้อมูล คือ บัญชีนิมล พบว่ามีการโอนจากธนาคารกสิกรไทยไปธนาคารกรุงไทยหลายรายการ ได้แก่ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. จำนวน 260 ล้านบาท, วันที่ 28 ก.ย. 99 ล้านบาท, วันที่ 3 ต.ค. 485 ล้านบาท, 5 ต.ค. 306 ล้านบาท และวันที่ 9 ต.ค. 405 ล้านบาท โดยการโอนเงินลักษณะนี้เชื่อว่าเข้าข่ายการฟอกเงิน และมีความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน

“เสี่ยเปี๋ยงเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในวงการค้าข้าวและรัฐบาล โดยเมื่อต่างชาติจะซื้อข้าวไทย มีผู้ใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่าให้ไปเจรจากับเสี่ยเปี๋ยง ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่บ่งชี้ชัดเจนว่า เสี่ยเปี๋ยงมีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับคนในรัฐบาล และเปิดทางให้เสี่ยเปี๋ยงออกมาหากิน และตั้งบริษัทผีนำเงินออกไปฟอกที่ต่างประเทศ โดยนายกฯ ไม่ได้ดูแลป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต ผมขอเสนอนายกฯ ไถ่บาปด้วยการปลดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ อธิบดีองค์การคลังสินค้า และนายกฯ ควรพิจารณาตัวเองขึ้นสู่หลักประหาร”

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม