ผลการจัดดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันปี 2555 ไทยสอบตก ได้อันดับที่ 88 และ 7 ข้อควรรู้เรื่องภาพลักษณ์คอร์รัปชัน

ผลการจัดอันดับดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index – CPI) ปี 2012
ผลการจัดอันดับดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index – CPI) ปี 2012

องค์กรความโปร่งใสสากล (Transparency International–TI) เผยผลการจัดอันดับดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index–CPI) ปี 2012 พบประเทศไทยได้ 37 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อยู่อันดับที่ 88 จากการจัดอันดับทั้งหมด 176 ประเทศทั่วโลก

วันที่ 5 ธันวาคม 2555 องค์กรความโปร่งใสสากล เผยผลการจัดอันดับดัชนีชีี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ปี 2555 พบประเทศไทยได้ 37 คะแนน ดีขึ้นกว่าปีก่อนหน้า แต่ยังคงต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยทั้งโลก ส่วนอันดับหล่นมาอยู่ที่ 88 ของโลก ร่วมกับประเทศมาลาวี โมร็อกโก ซูรินาเม สวาซิแลนด์ และแซมเบีย (จากการจัดอันดับในปี 2011 ซึ่งประเทศไทยได้ 3.4 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 80 ของโลก) และอยู่ในอันดับที่ 13 จาก 27 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยปีนี้มีการปรับฐานคะแนนจากปีก่อนหน้าที่คะแนนเต็ม 10 มาเป็นคะแนนเต็ม 100 ซึ่งตัวเลขคะแนนที่มากหมายถึงการมีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันที่ต่ำ ส่วนตัวเลขที่ต่ำหมายถึงการมีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันที่สูง

โดยประเทศในภูมิภาคส่วนใหญ่มีคะแนนใกล้เคียงกับประเทศไทย ยกเว้นสิงคโปร์ ที่มีคะแนนและผลการจัดอันดับสูงที่สุดในภูมิภาค ได้ 87 คะแนน อันดับที่ 5 ของโลก ส่วนประเทศเพื่อนบ้านไทย มีคะแนนไล่เลี่ยกัน ได้แก่ มาเลเซีย 49 คะแนน ที่ 54 ของโลก, จีน 39 คะแนน ที่ 80 ของโลก, ฟิลิปปินส์ 34 คะแนน ที่ 105 ของโลก, อินโดนีเซีย 32 คะแนน ที่118 ของโลก, เวียดนาม 31 คะแนน ที่ 123 ของโลก, กัมพูชา 22 คะแนน ที่ 157 ของโลก, ลาว 21 คะแนน ที่ 160 ของโลก และพม่า 15 คะแนน ที่ 172 ของโลก

ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกจำนวน 70% มีคะแนนต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง และค่าเฉลี่ยดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันของโลก 2012 อยู่ที่ 43 คะแนน โดยมี 3 ประเทศ ที่ครองแชมป์อันดับหนึ่งร่วมกัน คือ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และนิวซีแลนด์ ได้ 90 คะแนนเท่ากัน ขณะที่อันดับสุดท้ายมี 3 ประเทศร่วมกัน คือ อัฟกานิสถาน โซมาเลีย และเกาหลีเหนือ ได้ 8 คะแนนเท่านั้น

และเมื่อพิจารณาตามกลุ่มประเทศและภูมิภาค พบว่า กลุ่มสหภาพยุโรปและยุโรปตะวันตกมีคะแนนดีที่สุด โดยมีเพียง 23% ประเทศที่มีคะแนนต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง ขณะที่ภูมิภาคที่มีสัดส่วนประเทศได้คะแนนต่ำกว่าครึ่งหนึ่งสูงที่สุดคือ ภูมิภาคยุโรปตะวันออกและเอเชียกลาง ที่มีประเทศได้คะแนนต่ำกว่าครึ่งถึง 95% ส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ประเทศไทยอยู่ มี 68% ที่ได้คะแนนต่ำกว่าครึ่ง

หลังจากที่มีการเปิดเผยคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันออกมา พบว่า ยังคงมีความไม่รู้และไม่เข้าใจเกี่ยวกับดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งความเข้าใจผิดว่าดัชนีเป็นตัวชี้วัดการคอร์รัปชันของทั้งภาครัฐและเอกชน หรือความเข้าใจผิดว่าดัชนีเป็นตัวสะท้อนการทำงานของนักการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้สามารถนำผลต่างๆ ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในการรับมือแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันของประเทศไทยได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันจึงจำเป็นอย่างยิ่ง

ผลการจัดอันดับดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index–CPI) ปี 2012
ผลการจัดอันดับดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index–CPI) ปี 2012

ข้อควรรู้ข้อแรก ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันคืออะไร

ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน หรือ Corruption Perceptions Index–CPI เป็นดัชนีแสดงถึงการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อการคอร์รัปชันของ “ภาครัฐ (Public Sector)” ในประเทศ คำว่าภาครัฐในที่นี้มีความหมายรวมไปถึงหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจต่างๆ โดยกลุ่มตัวอย่างมีฐานข้อมูลมาจากผู้เชี่ยวชาญและนักธุรกิจที่อาศัยอยู่ในประเทศที่ทำการสำรวจ รวมไปถึงสถาบัน หน่วยงานวิจัย และองค์กรอิสระที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก

องค์กรความโปร่งใสสากลได้ให้ความหมายของคำว่า “คอร์รัปชัน” (Corruption) ไว้ว่า หมายถึง การใช้อำนาจที่ได้มาโดยหน้าที่ในการหาประโยชน์ส่วนตัว โดยองค์กรความโปร่งใสสากลได้ระบุถึงกรณีต่างๆ ที่จะสามารถเกิดขึ้นในการคอร์รัปชันของภาครัฐได้ ดังนี้

การคอร์รัปชันขนาดใหญ่ (Grand corruption) – เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงเพื่อบิดเบือนนโยบายหรือใช้อำนาจรัฐในทางมิชอบ เพื่อให้ผู้นำหรือผู้บริหารประเทศได้รับผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรของชาติ

การคอร์รัปชันขนาดเล็ก (Petty corruption) – เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐระดับกลางและระดับล่างต่อประชาชนทั่วไป โดยการใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายในทางมิชอบ

การติดสินบน (Bribery) – เป็นการเสนอ การให้ หรือสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์ ทั้งในรูปของเงิน สิ่งของ และสิ่งตอบแทนต่างๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เกิดการทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี

การยักยอก (Embezzlement) – คือการที่พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ในองค์กร นำเงินหรือสิ่งของที่ได้รับมอบหมายให้ใช้ในราชการ มาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อกิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง

การอุปถัมภ์ (Patronage) – เป็นรูปแบบหนึ่งของการเล่นพรรคเล่นพวก ด้วยการคัดเลือกบุคคลจากสายสัมพันธ์ทางการเมือง (connection) เพื่อเข้ามาทำงานหรือเพื่อให้รับผลประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงคุณสมบัติและความเหมาะสม

การเลือกที่รักมักที่ชัง (Nepotism) – เป็นรูปแบบหนึ่งของการเล่นพรรคเล่นพวก โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐจะใช้อำนาจที่มีในการให้ผลประโยชน์หรือให้หน้าที่การงานแก่เพื่อน ครอบครัว หรือบุคคลใกล้ชิด โดยไม่คำนึงถึงคุณสมบัติและความเหมาะสม

ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of interest) – คือการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม

องค์กรความโปร่งใสสากล (Transparency International – TI)
องค์กรความโปร่งใสสากล (Transparency International – TI)

ข้อควรรู้ข้อที่สอง องค์กรความโปร่งใสสากลคืออะไร

องค์กรความโปร่งใสสากล (Transparency International–TI) ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 มีสถานะเป็นองค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ ทำหน้าที่ในการต่อสู้กับการทุจริตและคอร์รัปชันทุกรูปแบบเพื่อกำจัดให้หมดไป ด้วยการแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เคลื่อนไหว และสร้างความตระหนักรู้ถึงผลเสียของการคอร์รัปชัน

องค์กรความโปร่งใสสากลมีเครือข่ายอยู่ในประเทศต่างๆ กว่า 90 ประเทศทั่วโลก เพื่อเผยแพร่และให้ข้อมูลในการต่อต้านการคอร์รัปชันแก่ประชาชนในประเทศนั้นๆ โดยมีการเคลื่อนไหวทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเรียกร้องการเลือกตั้งที่เป็นธรรม การบริหารจัดการ และการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่โปร่งใส โดยมีเครื่องมือและเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ในการต่อสู่กับคอร์รัปชันที่มาจากระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับสากล

ปัจจุบันองค์กรความโปร่งใสสากลมีเครื่องมือ หรือดัชนีที่สำคัญในการชี้วัดการคอร์รัปชันในระดับโลก 5 ตัวด้วยกันคือ ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index–CPI), เครื่องชี้วัดการคอร์รัปชันทั่วโลก (Global Corruption Barometer–GCB), ดัชนีการติดสินบน (Bribe Payers Index–BPI), ผลสำรวจการคอร์รัปชันของโลก (Global Corruption Report–GCR ), ผลสำรวจความโปร่งใสทางการเงิน (Promoting Revenue Transparency Project) และผลสำรวจการต่อต้านคอร์รัปชัน (Transparency in Reporting on Anti-Corruption–TRAC)

ข้อควรรู้ข้อที่สาม ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน 2012 คิดอย่างไร

ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน คำนวณโดยใช้ข้อมูลครอบคลุมแหล่งข้อมูล 13 แห่ง ที่จัดโดยสถาบันที่มีชื่อเสียง 13 สถาบัน ที่ครอบคลุมจำนวนประเทศที่ประเมินแตกต่างกันไป โดยข้อมูลทั้งหมดเป็นการประเมินภาพรวมของการคอร์รัปชันในภาครัฐ ซึ่งดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน 2012 นั้น เป็นการนำข้อมูลและผลสำรวจที่มีการเผยแพร่ในช่วงสองปีที่ผ่านมามาประเมิน

ผลสำรวจของแหล่งข้อมูลดังกล่าวรวมตั้งแต่ การรู้เห็นเรื่องการคอร์รัปชันของผู้ที่อาศัยอยู่ภายในประเทศ ไปจนถึงการรับรู้ของผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ภายนอกประเทศ โดยมีแหล่งที่มาสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ เป็นข้อมูลที่มาจากผลสำรวจของภาคธุรกิจ และข้อมูลที่มาจากนักวิเคราะห์ความเสี่ยง หรือผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรระหว่างประเทศ ที่เป็นผู้ประเมินผลข้อมูล จากนั้นจึงนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาแปลงเป็นค่ามาตรฐานที่มีสเกลเท่ากันคือ 100 คะแนน แล้วจึงนำมาจัดอันดับ

ข้อควรรู้ข้อสี่ แหล่งข้อมูลทั้งหมดที่ใช้ในการประเมินดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน 2012

แหล่งข้อมูลที่มาจากนักวิเคราะห์ความเสี่ยง หรือผู้เชี่ยวชาญจากองค์การระหว่างประเทศมี 13 แห่ง ประกอบด้วย

1. การจัดอันดับธรรมาภิบาลของธนาคารพัฒนาแอฟริกา: African Development Bank Governance Ratings 2011 (AFDB)

2. ดัชนีธรรมาภิบาลด้านความยั่งยืนของมูลนิธิเบอร์เทลสแมนน์: Bertelsmann Foundation Sustainable Governance Indicators 2011 (BF_SGI)

3. ดัชนีการปฏิรูปของมูลนิธิเบอร์เทลสแมนน์ : Bertelsmann Foundation Transformation Index 2012 (BF_BTI)

4. การประเมินความเสี่ยงรายประเทศของอีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต : Economist Intelligence Unit Country Risk Assessment (EIU)

5. รายงานการปฏิรูปรายประเทศของฟรีดอม เฮ้าส์: Freedom House Nations in Transit 2012 (FH)

6. การจัดอันดับความเสี่ยงรายประเทศของโกลบอล อินไซต์: Global Insight Country Risk Ratings (GI)

7. รายงานอันดับความสามารถในการแข่งขันของสถาบันเพื่อการพัฒนาผู้บริหารสากล: IMD World Competitiveness Yearbook 2012 (IMD)

8. รายงานความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมืองประจำปี 2012 ของเอเชียน อินเทลลิเจนซ์: Political and Economic Risk Consultancy Asian Intelligence 2012 (PERC)

9. รายงานทิศทางความเสี่ยงรายประเทศของโพลิติคัล ริสก์ เซอร์วิสเซส: Political Risk Services International Country Risk Guide (ICRG)

10. ผลการจัดอันดับสินบนขององค์กรเพื่อความโปร่งใสสากล:Transparency International Bribe Payers Survey 2011 (TI)

11. การประเมินผลงานรายประเทศและศักยภาพของสถาบัน: World Bank–Country Policy and Institutional Assessment 2011 (WB)

12. ผลสำรวจความเห็นผู้บริหารจากเวิลด์ อีโคโนมิกส์ ฟอรั่ม 2012: World Economic Forum Executive Opinion Survey 2012 (WEF)

13. ดัชนีเปรียบเทียบหลักนิติรัฐของเวิลด์ จัสติส โปรเจ็กต์: World Justice Project Rule of Law Index (WJP)

โดยการเข้าประเมินของกลุ่มตัวอย่างในแต่องค์กร จะครอบคลุมเฉพาะประเทศที่อยู่ในข่ายความรับผิดชอบและความถนัดขององค์กร เช่น การจัดอันดับธรรมาภิบาลของธนาคารพัฒนาแอฟริกา (AFDB) จะประเมินเฉพาะประเทศในภูมิภาคแอฟริกา ดังนั้น ในแต่ละประเทศจะมีจำนวนข้อมูลอ้างอิงที่ได้จากการประเมินไม่เท่ากัน ส่วนคำถามและการให้คะแนนนั้นก็มีความแตกต่างกันตามลักษณะขององค์กรที่เข้าไปสำรวจ เช่น องค์กรประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐศาสตร์ (Economist Intelligence Unit Country Risk Assessment) จะมีคำถามเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสของภาครัฐในการใช้จ่ายงบประมาณ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ หรือความสามารถในการตรวจสอบนักการเมืองระดับสูงของประเทศนั้นๆ โดยให้คะแนนตามความถี่ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือดัชนีการติดสินบน (Transparency International Bribe Payers Survey) จะมีคำถามต่อกลุ่มตัวอย่างว่า “ในความเห็นของคุณ เป็นเรื่องปกติแค่ไหนที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะเรียกหรือรับสินบน” และมีการให้คะแนนตามความถี่ที่พบ

ข้อควรรู้ข้อที่ห้า ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันของประเทศไทยในปี 2012 เป็นอย่างไร

ผลการจัดอันดับดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันของประเทศไทยในปี 2012 พบว่า ประเทศไทยได้ 37 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อยู่อันดับที่ 88 จากการจัดอันดับทั้งหมด 183 ประเทศทั่วโลก ร่วมกับประเทศอื่นๆ อีก 4 ประเทศคือ มาลาวี โมร็อกโก ซูรินาเม สวาซิแลนด์ และแซมเบีย โดยการประเมินประเทศไทย ใช้แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องจำนวน 8 แหล่งข้อมูล

เมื่อพิจารณาจากแหล่งข้อมูล พบว่า องค์กรที่ให้คะแนนประเทศไทยต่ำสุดจากแหล่งข้อมูลทั้งหมด 8 แห่ง คือ Political Risk Services International Country Risk Guide–ICRG ให้ประเทศไทย 31 คะแนน โดยการสำรวจของ ICRG มุ่งเน้นไปที่ การคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในระบบการเมือง การเรียกหรือรับสินบน และการเล่นพรรคเล่นพวกที่เกิดขึ้นในระบบอุปถัมภ์ ส่วนแหล่งข้อมูลที่ให้คะแนนประเทศไทยสูงสุดคือ ดัชนีการปฏิรูปของมูลนิธิเบอร์เทลสแมนน์ : Bertelsmann Foundation Transformation Index 2012 (BF_BTI) ให้ประเทศไทย 45 คะแนน โดยผลการสำรวจดัชนีการปฏิรูปของมูลนิธิเบอร์เทลสแมนน์ เกิดจากการไปถามกลุ่มตัวอย่างถึงความถี่ในการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะโดนลงโทษจากการทุจริต หรือการมีกลไกในการตรวจสอบภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ

ข้อควรรู้ข้อที่หก ในอดีตที่ผ่านมา ประเทศไทยมีดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันเป็นอย่างไร

ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันเริ่มต้นการจัดอันดับครั้งแรกในปี 1998 ประเทศไทยได้ถูกรวมเข้าในการจัดอันดับตั้งแต่ครั้งแรกด้วย คะแนนต่ำสุด–สูงสุด เป็นช่วงคะแนนที่เกิดจากการให้คะแนนของแหล่งข้อมูล ก่อนจะนำค่าทั้งหมดมาประมวลผลเป็นดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันค่าเดียว

ข้อควรรู้ข้อที่เจ็ด จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันเพิ่มขึ้น

การศึกษากรณีตัวอย่างของประเทศที่มีคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันสูง เป็นบทเรียนที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการช่วยพัฒนาประเทศไทยให้มีดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันเพิ่มขึ้น โดยพบว่าประเทศที่มีดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันสูงสุด 3 อันดับแรก คือ นิวซีแลนด์ เดนมาร์ก และฟินแลนด์ ทั้ง 3 ประเทศ ล้วนมีระบบการเข้าถึงข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ มีกลไกการตรวจสอบภาครัฐที่เข้มแข็ง

โดยอีกสิ่งที่เหมือนกันคือ มีการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ และมีการวางรากฐานต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชันมาอย่างยาวนาน ตัวอย่างในปี 1766 ขณะที่หลายประเทศยังไม่รู้ว่าความโปร่งใสคืออะไร แต่สวีเดนกลับเป็นประเทศแรกที่มีการออกกฎหมายให้สาธารณชนสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือเอกสารสำคัญทางราชการได้ตั้งแต่ตอนนั้น

อีกด้านหนึ่ง จากการศึกษาขององค์กรความโปร่งใสสากลได้พบว่า ทั้ง 3 ประเทศนี้ เป็นประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยและมีสื่อมวลชนที่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นสูง โดยพบว่า ความเป็นประชาธิปไตยและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่เพิ่มขึ้น มีความสัมพันธ์กับปัญหาคอร์รัปชันที่ลดลง นอกจากนั้น ทั้ง 3 ประเทศ ยังมีจีดีพีต่อหัวของประชากรสูง มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้ต่ำ มีอัตรารู้หนังสือเกือบ 100 % มีการให้ความสำคัญกับประเด็นทางสิทธิมนุษยชน เช่น ความเท่าเทียมกันทางเพศ และเสรีภาพของข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกในการสร้างความโปร่งใสของภาครัฐ การมีภาคประชาสังคมที่เข้ามามีส่วนร่วม ล้วนเป็นกลไกสำคัญที่จะสร้างให้เกิดความโปร่งใส ดังตัวอย่างของประเทศสวีเดน ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลได้ หรือประเทศเดนมาร์กที่บังคับให้รัฐมนตรีทุกคนต้องเปิดเผยค่าใช้จ่ายรายเดือนทุกอย่าง รวมไปถึงค่าเดินทางและค่าของขวัญที่ซื้อให้ผู้อื่น

ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนในการทำให้ประเทศเหล่านี้จัดการรับมือกับปัญหาคอร์รัปชันได้ดีคือ ในประเทศต้องมีภาคประชาชนที่มีส่วนร่วมในการจับตาสอดส่องการทำงานของภาครัฐ และมีหน่วยงานของรัฐที่มีความโปร่งใส สามารถเปิดเผยข้อมูลให้องค์กรอื่นๆ ตรวจสอบได้นั่นเอง

  • พลอย

    แก้ไขย่อหน้าที่สองด้วยค่ะ “ส่วนอันดับหล่นมาอยู่ที่ 88 ของโลก ร่วมกับประเทศมาลาวี โมร็อกโก ซูรินาเม สวิสเซอร์แลนด์ และแซมเบีย”
    ไม่น่าจะใช่สวิสเซอร์แลนด์นะคะ แต่เป็นสวาซิแลนด์ (ดูจากตารางในภาพ มันคือ Swaziland ค่ะ ไม่ใช่ Switzerland เพราะสวิตฯอยู่อันดับที่หกนะ)

    • info@thaipublica.org

      ขออภัยและขอบคุณค่ะ

      • พลอย

        เยี่ยมเลยค่ะ แก้เร็วมากๆ
        มีอีกที่นะ ตรง”ข้อควรรู้ข้อที่ห้า” แหะๆ โทษทีค่ะ บอกทีละอัน เพิ่งเห็นเหมือนกัน

  • เพชร นางาม

    การที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจะทราบข้อมูลทุกภาคส่วนควรเพิ่มช่องทางใ้ห้กับประชาชน