“ผู้นำโกง” – ตามล่าขุมทรัพย์ผู้นำอาหรับ” (3)

3 ธันวาคม 2012

รายงานโดย : อิสรนันท์

“เกิดเป็นนักการเมืองจริงแท้แสนลำบาก จะได้ยากโหยหิวเพราะศรีภริยาจอมฉ้อฉล” เป็นแน่แท้ ทุภาษิตบทนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริงมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว ไม่ต้องอื่นใด ดูอย่างพลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย อดีตบุรุษเหล็กแห่งลุ่มน้ำอิรวดี ที่เคยเปรยเมื่อไม่กี่ปีมานี้ว่าอยากจะถอดหัวโขนทิ้ง เพราะแสนจะเหน็ดเหนื่อยกับการกุมบังเหียนประเทศมานาน 18 ปี แต่ก็ทำไม่ได้เพราะนางจ่าย จ๋าย ศรีภริยาเอก ซึ่งน่าจะเป็นสตรีที่ร่ำรวยที่สุดในแดนอิรวดี (ดูได้จากการทุ่มเงินราว 11 ล้านบาท จัดงานแต่งงานลูกสาวคนเล็กเมื่อปี 2549) ได้คัดค้านเสียงแข็ง กะจะให้รับใช้ชาติจนตายคาตำแหน่ง ในท้ายที่สุด พลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย ก็ได้พักสมใจอยาก เมื่อกระแสประชาธิปไตยมาแรง กดดันจนต้องยอมให้มีการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยแบบพม่าๆ และนำมาซึ่งการเปิดประตูประเทศในเวลาต่อมา

หรืออย่างอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์ ซึ่งตรอมใจตายที่ฮาวายหลังถูกนางสิงห์เหล็ก คอรีย์ อากีโน นำพลังประชาชนขับไล่ คนที่ยังสุขสบายจนทุกวันนี้ก็คือนางอิเมลดา มาร์กอส เจ้าแม่แห่งความหรูหราฟุ่มเฟือยตัวจริงที่โลกไม่มีวันลืมจากหลักฐานรองเท้าสุดหรูกว่าพันคู่ ที่เธอทิ้งไว้ที่ทำเนียบมากันยังระหว่างเตลิดหนีจากฟิลิปปินส์

ประธานาธิบดี เบน อาลี แห่งตูนีเซีย และนางไลลา ทราเบลซี ภรรยา ที่มาภาพ : http://www.bsnnews.com

ประธานาธิบดี เบน อาลี แห่งตูนีเซีย และนางไลลา ทราเบลซี ภรรยา ที่มาภาพ : http://www.bsnnews.com

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งแดนอาหรับราตรี ที่ตกกระป๋องเป็นรายแรกระหว่างการปฏิวัติดอกมะลิ หรืออาหรับสปริง อันเนื่องจากความโลภไม่มีที่สิ้นสุดก็คือ นางไลลา ทราเบลซี วัย 53 ปี เจ้าของสมญา “มารี อ็องตัวแน็ตแห่งตูนีเซีย” หรือ “อีเมลดา มาร์กอส แห่งโลกอาหรับ” ภริยาคนที่สองของอดีตประธานาธิบดีเบน อาลี แห่งตูนีเซีย ซึ่งมีอายุห่างกันถึง 20 ปี ผู้กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลกในชั่วข้ามคืน เมื่อหนังสือพิมพ์เลอมงด์แห่งแดนคอนยัค ฝรั่งเศส อ้างคำเปิดเผยของหน่วยข่าวกรองฝรั่งเศสว่า ก่อนหน้าที่นายเบน อาลี จะหลบหนีไปลี้ภัยที่ซาอุดีอาระเบียนั้น นางไลลาได้แอบสั่งการให้นายตาอูฟิก บักการ์ ผู้ว่าการธนาคารกลางตูนิเซีย ส่งมอบทองคำแท่งน้ำหนักรวม 1.5 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 35 ล้านปอนด์ (ราว 1,750 ล้านบาท) หรือราว 1 ใน 4 ของทองคำสำรองของประเทศ โดยในตอนแรก ผู้ว่าการธนาคารกลางได้ยืนกรานปฏิเสธไม่ยอมทำตามคำสั่งนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมมอบทองคำ 1.5 ตัน ให้แต่โดยดี หลังจากนายเบน อาลี ได้ออกปากสั่งการเองให้ตามคำร้องขอของนางไลลา

เมื่อแอบขนทองคำหนัก 1.5 ตัน ออกไปเก็บไว้ในต่างประเทศสมความปรารถนา เพื่อเป็นทุนสำหรับการเสพย์สุขกับชีวิตในยามต้องลี้ภัยในต่างประเทศ เพิ่มเติมจากทรัพย์สินกว่าแสนล้านบาทที่แอบนำไปฝากไว้ในบัญชีลับธนาคารฝรั่งเศสแล้ว นางไลลาก็บินตรงไปที่ดูไบก่อน จากนั้นจึงค่อยเดินทางไปสมทบกับนายเบน อาลี ที่นครเจดดาห์ ประเทศซาอุฯ

อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางตูนีเซียได้แถลงปฏิเสธข่าวนี้ว่าไม่มีมูลความจริง แต่ก็ยากที่จะมีใครเชื่อถ้อยแถลงนี้ ในเมื่อทุกคนต่างรู้ดีถึงสรรพคุณของอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งผู้นี้ แค่ฉายาว่า “อิเมลดา มาร์กอส แห่งโลกอาหรับ” ก็เป็นเครื่องรับประกันรสนิยมว่าสุดหรูเริดมากเพียงใด ทั้งๆ ที่อาชีพเดิมเป็นแค่ช่างทำผมฐานะปานกลางคนหนึ่ง ก่อนจะจับพลัดจับผลูมาแต่งงานเป็นภรรยาคนที่ 2 ของนายเบน อาลี ท้ายสุด นายตาอูฟิก บักการ์ ก็ประกาศลาออกโดยไม่ให้เหตุผลใดๆ

ความเป็น “อิเมลดา มาร์กอส แห่งโลกอาหรับ” ของนางไลลาเห็นได้ชัดจากการที่เธอชอบรถสปอร์ตหรูราคาแพงจนมีไว้ประดับบารมีหลายคัน ไม่นับรวมการครอบครองคฤหาสน์หรูกว่า 50 หลัง อีกทั้งยังชอบเดินทางไปที่ดูไบเพื่อชอปปิ้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็ใช้เงินหลายแสนปอนด์ ขณะเดียวกันก็บ่มเพาะนิสัยมือเติบให้กับลูกหลานทุกคน โดยไม่สนใจว่าประชาชนจะอดอยากมากเพียงใด

เว็บจอมแฉวิกิลีกส์อ้างรายงานลับของนักการทูตสหรัฐในกรุงตูนีสว่า นางเนสรีน ลูกสาววัย 24 ปี ของนายเบน อาลี กับนางไลลา ได้ใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวขนอาหารสุดหรูไปที่คฤหาสน์หรูริมชายหาดของเธอ ขณะที่นายโมฮัมเหม็ด ซาเคอร์ เอล มาเตรี สามีเพลย์บอย เจ้าของธุรกิจผูกขาดมากมาย ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นทายาทการเมืองของนายเบน อาลี สมัยยังเรืองอำนาจสุดๆ ได้เลี้ยงเสือตัวหนึ่งชื่อปาชาด้วยเนื้อชั้นดี

หลักฐานที่บรรยายถึงความฟุ้งเฟ้อของครอบครัวหมายเลขหนึ่งของตูนีเซียได้ดีที่สุดชิ้นหนึ่งก็คือ โทรเลขลับหลายฉบับที่นายโรเบิร์ต เอฟ. โกเดซ ทูตสหรัฐประจำตูนิเซีย ได้รายงานให้กระทรวงต่างประเทศในกรุงวอชิงตันทราบ แล้วเว็บจอมแฉวิกิลีกส์นำมาเปิดโปงเมื่อปีที่แล้ว โทรเลขลับฉบับหนึ่งได้พรรณนาถึงงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่คฤหาสน์สุดหรูของนายอัล มาเตรี ซึ่งนายโกเดซได้รับเทียบเชิญให้ไปร่วมงานเลี้ยงด้วยว่า นอกจากจะขับกล่อมด้วยเสียงคลื่นทะเล และเสียงคำรามของเจ้าปาชาแล้ว ของหวานสำหรับล้างปากอย่างไอศกรีมและโยเกิร์ตแช่แข็ง ก็นำเข้ามาจากเมืองโทรเปซในฝรั่งเศส

ว่ากันว่า มื้ออาหารสุดหรูนี้มีแขกประจำ คือนายอูเด ซัดดัม ลูกชายของอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน แห่งอิรัก สมัยที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ ยกกำลังไปล้มรัฐบาล ก่อนจะจับกุมขณะหลบหนีแล้วประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ

หลังจากรัฐบาลนายเบน อาลี ถูกประชาชนโค่นล้มแล้ว นางเนสรีน ซึ่งมีฉายาเดียวกับแม่คือ “มารี อ็องตัวแน็ต” และนายมาเตรี ผู้เป็นสามี ก็ได้บินไปที่กาตาร์หมายจะขอลี้ภัย แต่รัฐบาลกาตาร์ปฏิเสธไม่ยอมให้เข้าประเทศ จึงต้องบินไปหลบภัยที่ฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคม โดยไปพักที่ห้องสวีตหรูใกล้ๆ กับดิสนีย์แลนด์ปารีส ซึ่งคิดค่าเช่าคืนละ 300 ปอนด์ พร้อมกับไลลา น้องสาวของนางเนสรีน เจ้าของสมญาว่า “ผู้สำเร็จราชการแห่งคาร์เธจ” เนื่องจากมีอำนาจอยู่เบื้องหลังบัลลังก์การเมือง อีกทั้งพิสมัยแต่รถสุดหรูและบ้านหลังใหญ่ๆ โดยมีกองทัพคนรับใช้และองครักษ์ตามไปเป็นขบวน

ในตอนแรก ทั้งนายเบน อาลี และนางไลลา เตรียมบินไปสมทบด้วยหมายจะอยู่พร้อมหน้าเป็นครอบครัวใหญ่อีกครั้ง แต่ทางการฝรั่งเศสไม่ยอมให้เข้าประเทศ นายเบน อาลี และนางไลลาจึงจำยอมหนีไปลี้ภัยที่ซาอุดีอาระเบียแทน

เพราะความโลภและความฟุ้งเฟ้อของนางไลลาและคนในตระกูล “ทราเบลซี” ทำให้เธอและคนในตระกูลทราเบลซีตกเป็นเป้าหมายใหญ่ของการประท้วง ซึ่งไม่ได้พุ่งเป้าหมายหลักไปที่การล้มล้างรัฐบาลนายเบน อาลี แต่ต้องการจะโค่นล้มมหาอาณาจักรธุรกิจของตระกูลของนางไลลามากกว่า และเพียงแค่วันเดียวที่นายเบน อาลี หนีออกจากตูนีเซีย คฤหาสน์หลายแห่งและธุรกิจต่างๆ ที่เป็นของนางไลลาถูกปล้นหรือถูกเผาราบจากฝีมือของม็อบที่เต็มไปด้วยอารมณ์โกรธแค้น รวมไปถึงการเผาสาขาของธนาคารซีย์ตูนา ธนาคารอิสลามแห่งแรกของตูนีเซีย ในกรุงตูนิส ที่ก่อตั้งโดยนายมาเตรี ลูกเขย เช่นเดียวกับรถยนต์หลายยี่ห้ออาทิ เกีย เฟียต และพอร์ช ที่นายมาเตรีเป็นตัวแทนจำหน่าย ก็ถูกเผาเช่นกัน

นอกจากนี้ การปล้นสะดมยังลามไปที่บ้านเรือนและทรัพย์สินของครอบครัวตระกูลเบน อาลี รวมไปถึงการบุกเข้าไปเผาบ้านพักริมทะเลของหลานชายนายเบน อาลี ฝูงม็อบผู้บ้าคลั่งยังได้ฉกฉวยทรัพย์สินมีค่าติดไม้ติดมือกลับไปบ้าน อาทิ เฟอร์นิเจอร์หรู แอร์คอนดิชัน โทรทัศน์ และทรัพย์สินอีกหลายอย่าง ที่ผู้ประท้วงมองว่าคนตระกูลนี้ปล้นมาจากชาวตูนิเซียตลอดช่วง 23 ปีที่นายเบน อาลีเรืองอำนาจ

(อ่านต่อตอนต่อไป)