ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – สื่อต่างชาติแซว “สายตาหวานเยิ้ม” ของ 2 ผู้นำ และ ม็อบ “เสธ.อ้าย” ล้มล้างรัฐบาล?

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 18-25 พฤศจิกายน 2555

เรื่องแรก ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา เดินทางมาเยือนประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 ซึ่งการเยือนกลุ่มประเทศอาเซียนในครั้งนี้ มีนัยยะทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศภายในภูมิภาค ทางด้านความร่วมมือ ผลประโยชน์ทางการค้า ความมั่นคง และการถ่วงดุลอำนาจกับประเทศจีน เป็นหลัก

การมาเยือนเมืองไทยครั้งนี้ เกิดเป็นกระแสที่ทั่วโลกจับตามอง อย่างเว็บไซต์เดลี่เมล์ของประเทศอังกฤษ ที่ทำหน้าที่รายงานความเคลื่อนไหวของผู้นำประเทศมหาอำนาจ โดยมีการนำเสนอภาพผู้นำทั้ง 2 ประเทศ คือ โอบามาและยิ่งลักษณ์ ขณะพูดคุยส่งสายตาให้กัน โดยเอาไปแซวจนเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ว่า การส่งสายตาหวานระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ นับว่าเป็นรูปแบบใหม่ของเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

และยังมีการบรรยายใต้ภาพต่างๆ อาทิ โอบามาดูมีความสุขและหัวเราะกับนายกฯ ไทย ระหว่างทานอาหารค่ำ, มีการแลกเปลี่ยนสายตาขี้เล่นตลอดเวลาระหว่างการพบปะ

นอกจากนี้ยังมีผู้ทำคลิปวิดีโอในแบบแอนิเมชันในเว็บไซต์ยูทูบ ล้อเลียนความสัมพันธ์ของผู้นำ 2 ประเทศ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการดูถูกหญิงไทยและประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งตามการให้ข้อมูลของผู้ที่ติดตาม มีการระบุว่า สมาชิกยูทูบที่ใช้ชื่อว่า NMAWorldEdition มักจะทำคลิปล้อเลียนคนดังระดับโลกเป็นประจำ และกรณีนี้ก็เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์จริงๆ ทำให้เกิดคลิปนี้ขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ทำการถอดคลิปดังกล่าวออกจากเว็บไซต์ยูทูบ และดำเนินคดีกับผู้ที่จัดทำ เพราะถือเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของผู้หญิงไทยและประเทศไทย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดถึงวัฒนธรรมอันดีของไทยได้

ที่มาภาพ: http://www.matichon.co.thnews_detail.phpnewsid=1353306699&grpid=01&catid=&subcatid=
ที่มาภาพ: http://www.matichon.co.thnews_detail.phpnewsid=1353306699&grpid=01&catid=&subcatid=

นอกจากนี้ รายงานข่าวการเยือนเมืองไทยของผู้นำสหรัฐในครั้งนี้ ยังระบุถึงภารกิจอื่นอีกด้วยว่า โอบามาพร้อมกับนางฮิลลารี คลินตันได้ไปเยือนวัดโพธิ์ หนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงระดับโลกของไทย และเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทย

โดยหลังจากที่ประธานาธิบดีโอบามามาเยือนไทยเป็นที่เรียบร้อย ได้เดินทางต่อไปยังประเทศพม่า เพื่อพบปะกับนางออง ซาน ซูจี ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมอีก เพราะโอบามาจูบแก้มและโอบกอดนางออง ซาน ซูจี ต่อหน้าสาธารณชนเพื่อเป็นการทักทาย จนเว็บไซต์อินเตอร์เนชันแนล บิสซิเนส ไทมส์ ได้นำเสนอบทความเรื่อง “โอบามา ซูจี และจุมพิตต้องห้าม” เช่นกัน

“ท่านนายกหญิงคนแรกของประเทศไทย มีความสวย และมีเสน่ห์ตามธรรมชาติของผู้หญิงไทย ทำให้ใครได้ พบปะพูดคุยด้วยมีความรู้สึกอบอุ่นและประทับใจ ทำให้ ชาวต่างชาติได้เข้าใจถึงความสุภาพอ่อนน้อมสวยงาม ของผู้หญิงไทย ทำให้การเจรจาเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นที่ประทับใจ ของทุกฝ่าย ตัวเราเองเป็นคนไทยก็พลอยยินดีในความ เป็นผู้นำของนายกยิ่งลักษณ์ ที่สามารถนำพาประเทศ สู่สายตาชาวโลกได้อย่างสง่างาม ขอปรบมือดังๆให้”

“คุณจะไปทำแบบนี้กับใครก็เป็นเรื่องส่วนตัวแต่การกระทำในฐานะนายกของประเทศไทย มันทำให้ต่างชาติเขาคิดไปถึงเรื่องอย่างว่า แล้วต่างชาติที่เห็นภาพข่าวเขาก็คิดเหมือนๆกันคุณห้ามความคิดเขาไม่ได้หรอกต้นเหตุมันเกิดจากการทำตัวเกินงาม ส่วนคลิปนี้มันเอามาต่อเติมเสียจนน่าเกลียดกว่าเดิม ไม่สนับสนุนเช่นกัน”

“น่าละอายจิงๆ กับคนที่หยิบเอาข่าวแบบนี้มาเล่น ถึงผมจะไม่ชอบนายกคนนี้ แต่ผมก็ถือว่าเค้าก็เปนสัญลักษณ์ของผู้หญิงไทยคนนึงทำแบบนี้ต่างชาติ จะคิดว่าผู้หญิงไทยต้องเป็นแบบนี้ทุกคน ไม่สร้างสรรค์เลยนะ”

“ถ้าคุณ สนใจการเมือง เปิดดูข่าวหลายๆ สำนัก แล้วคุณ จะรู้ว่า นายกก็ไม่เหมาะสมจริงๆ ที่วางตัวแบบนั้น ส่วนเรื่องคลิปในยูปทูป ของไต้หวั่นฯ ก็เล่นแรงไปหน่อย ที่เอารูปธงชาติไทย ไปประกอบเรื่อง ทำให้ เข้าใจผิดคิดว่า คนไทยทุกคน จะเป็นแบบคุณยิ่งลักษณ์”

“พวกสื่อก็เกินไป นี่คือการทักทายของฝรั่งที่นับถือกันแบบเพื่อนสนิทหรือคนกันเองโดยใช้แก้มแนบกัน บางทีก็ 1ข้าง หรือ 2ข้าง สำหรับชายทักหญิงแต่ถ้าไม่สนิทเขาก็แค่ทักทายและจับมือตามปกติ โอบามาเขาอาจคิดว่าอ่อง ซาน ซู จิ นั้นเติบโตในอังกฤษและสามีของเธอก็เป็นชาวอังกฤษ เขาเลยทักทายแบบที่เห็น เพื่อนชาวเบลเยี่ยมของเรานั้นแนบ 3ครั้งด้วยซ้าย ซ้าย ขวา ซ้าย เขาก็แค่ต้องการสื่อให้รู้ว่าเขาเป็นเพื่อนเท่านั้นเอง คิดมากไปได้”

“หากเราได้เข้าใจวัฒนธรรมต่างชาติโดยลึกซึ้งแล้ว การกอด การชนแก้ม หอมแก้ม เป็นการแสดงความรู้สึก ในเชิงบวก มิตรภาพ มิได้สื่อไปในทางชู้สาว หรือ ไม่เหมาะสมแต่อย่างใด ที่ประเทศหนึ่งในยุโรป เค้าชนแก้มกัน แล้วก็ชนระหว่าง ชายกับหญิง และ โดยเฉพาะสำหรับคนที่รู้สึกดีต่อกัน สนิทกัน รู้สึกในทางบวก เค้ามักจะชนแก้มกันเป็นพิเศษ ซึ่งอาจจะไม่ได้ชนแก้มกับเพื่อนทุกคน การให้เกียรติหญิง จะออกไปทางการบริการ ให้ผู้หญิงก่อน ในทุกสถานการณ์ที่ชายสามารถสละให้ได้ เช่น การเปิดประตู ใช่แต่จะเปิดให้แก่ภารยา หรือ แฟนตนเอง แต่เค้าก็จะเปิดให้หญิงคนอื่นทีเดินต่อจากคนของเค้า ทำใจกว้างๆดีกว่า โลกเราไร้พรมแดน”

เรื่องที่สอง สร้างความวิตกให้คนไทยอีกแล้ว เมื่อโหราจารย์ชื่อดังหลายท่านของไทยระบุว่า เดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ เป็นเดือนที่ไม่เหมาะกับการจัดงานมงคลหรืองานใหญ่ทางการเมืองใดๆ เพราะจะไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีวันเสาร์ 5 วัน และวันอาทิตย์ 5 วัน โดยหลายสำนักข่าวรายงานถึงบทสัมภาษณ์ของโหราจารย์ชื่อดังไว้หลายท่าน อาทิ

นายเก่งกาจ จงใจพระ ประธานชมรมโหราศาสตร์ ที่กล่าวว่า 5 เสาร์ 5 อาทิตย์ สำหรับเดือนธันวาคมเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่เดือนธันวาคมก็จะมีเหตุการณ์คือแผ่นดินไหว แต่ในวันที่ 12 ธันวาคม หรือวันที่ 21 ธันวาคม คงไม่ใช่วันสิ้นโลก แต่ห่วงวันที่ 12 ธันวาคมมากกว่า ราหูจะยกในวันที่ 10 ธันวาคม จะเป็นเลขอาถรรพ์ 12/12/2012 จะเกิดแผ่นดินไหวแถวประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง อย่างเช่น ประเทศพม่าและอินโดนีเซีย เป็นพายุที่รุนแรง

อย่างเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน เกิดสุริยคราสไปแล้ว และวันที่ 28 พฤศจิกายน จะเกิดจันทรุปราคา บ้านเมืองจะมีปัญหา มีแต่เรื่องไม่ดีเกิดขึ้น แผ่นดิน ไฟไหม้ คือห้ามจัดงานมงคล หน้า 7 วัน หลัง 7 วัน เดือนนี้ไปถึงเดือนหน้าทำอะไรในหลายๆ เรื่องไม่ดี จะไปรบทัพจับศึกไม่ประสบความสำเร็จ พอถึงเดือนมกราคม ก็จะเป็นเดือนที่ดี ทำอะไรก็ดีทั้งหมด

ด้านนายอรรถวิโรจน์ ศรีตุลา กล่าวว่า ในเดือนธันวาคมนี้ เป็นช่วงดวงเมืองรวมทั้งดวงโลกกำลังดับ แย่ที่สุดในเรื่องของการจัดงานหรือกิจกรรม จะไม่ดี เกิดความปั่นป่วน และคนในราศีตุลย์ ราศีเมษ จะรับเคราะห์มากกว่าราศีอื่น หากอยากจะจัดงานมงคลก็ต้องหลังวันที่ 15 ธันวาคมไปแล้ว ส่วนในเดือนมกราคม เป็นเดือนที่ฤกษ์ดีมากจะจัดตั้งอะไรก็สำเร็จ โดยเฉพาะงานทางด้านการบริหาร

สำหรับนายภิญโญ พงษ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ กล่าวว่า การที่มี 5 เสาร์ 5 อาทิตย์ ก็จะตีความไปตามความของพระเสาร์กับพระอาทิตย์ เป็นการหมุนเวียนไปตามปฏิทินสากล ก็เป็นไปได้ว่านานๆ จะเกิดสักครั้งหนึ่ง เดือนธันวาคมนี้จะเกิดแผ่นดินไหว ประเทศไทยต้องระวัง ในวันที่ 28 พฤศจิกายน เกิดในราศีพฤษภ เป็นวันเพ็ญเดือนสิบสองพอดี ราหูจะโคจรมาอยู่ตรงวันนี้ใช้เวลา 18 ปี เรื่องการจะบอกถึงเรื่องทางการเมือง ทางการปกครอง และผู้นำ เรื่องจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึก ก็ต้องเกิดสุริยุปราคา แต่ผ่านไปแล้วเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน แต่ในวันที่ 28 พฤศจิกายน จันทรุปราคา ก็จะมีเรื่องยุ่งๆ ไปตามเรื่องตามราว

อีกทั้งนายวิมุติ วสะหลาย กรรมการฝ่ายวิชาการ สมาคมดาราศาสตร์ไทย กล่าวว่า การที่มีวันเสาร์ อาทิตย์ และวันจันทร์ ถึง 5 ครั้งในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ว่า ตามหลักการดาราศาสตร์แล้ว เรื่องนี้ไม่มีหลักวิชาการอะไร และไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะหากเดือนไหนที่เริ่มต้นวันที่ 1 เป็นวันเสาร์ และเดือนนั้นมี 31 วัน เดือนนั้นก็จะมีวันเสาร์ อาทิตย์ และวันจันทร์ อย่างละ 5 วัน เป็นเรื่องธรรมดา

“ผมไม่ขอพูดถึงการตีความในแง่อื่นๆ เพราะเป็นเรื่องความเชื่อส่วนตัว แต่จากการตรวจสอบสถิติแล้ว การที่มีวันเสาร์ อาทิตย์ และวันจันทร์ อย่างละ 5 วัน ภายในเดือนเดียวกันนั้นเกิดขึ้นทุกปีเฉลี่ยปีละ 1 ครั้ง ปีไหนที่ไม่มีน่าจะแปลกกว่า หากไปดูปฏิทินล่วงหน้าจะพบว่า ปี 2557 จะมีลักษณะแบบนี้ในเดือนมีนาคม ปี 2558 มีในเดือนสิงหาคม ปี 2559 มีในเดือนตุลาคม ปี 2560 มี ในเดือนกรกฎาคม และปี 2561 มีในเดือนธันวาคม เว้นปี 2556 ไม่มี แต่ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องแปลก” นายวิมุติกล่าว

ภาพประกอบเรื่อง ที่มาภาพ: http://www.springnewstv.tvthnews8-13245.html
ภาพประกอบเรื่อง ที่มาภาพ: http://www.springnewstv.tvthnews8-13245.html

อย่างไรก็ตาม ยังมีการรายงานข่าวที่ยิ่งสร้างความหวาดหวั่นเกี่ยวกับเรื่องแผ่นดินไหวให้น่าเชื่อถือขึ้นไปอีก เมื่อสำนักข่าวเอ็นเอชเคของญี่ปุ่นรายงานข่าวว่า ศาสตราจารย์โทรุ มัสซึซาวา ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว จากมหาวิทยาลัยโทโฮคุ ประเทศญี่ปุ่น มีการคาดการณ์ว่า อาจจะเกิดแผ่นดินไหวขึ้นบนโลกด้วยความรุนแรงสูงสุดถึง 10 ริกเตอร์ ซึ่งจะสร้างความเสียหายมหาศาล มากยิ่งกว่าเหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปีที่ผ่านมาถึง 32 เท่า แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีการยืนยันที่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นจริง และบอกว่าเป็นเพียงแค่คาดการณ์ถึงความน่าจะเป็น เพื่อการเตรียมรับมือในอนาคต เพราะทุกสิ่งอยู่เหนือความคาดหมาย

พร้อมทั้งยังยกตัวอย่าง ว่าถ้ารอยเลื่อนเปลือกโลกที่มีความยาว 8,800 กิโลเมตร เคลื่อนตัวไปเพียง 20 เมตร จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 10 ริกเตอร์ แผ่นดินจะสั่นสะเทือนเป็นเวลา 20 นาที ไปถึง 1 ชั่วโมง และทำให้เกิดสึนามิตามมาเป็นเวลาหลายวัน

“12/12/12 ถ้าเอาเลขมาบวกกันก็เป็น 1+2=3 ก็จะเป็น 3/3/3 แล้ว 3+3+3 ก็จะเท่ากับ 9 แล้วเลข 9 เป็นเลขมงคลมิใช่รึ?? ถ้ากลับมาคิดในแง่ดีนะ”

“แปลกตรงไหนครับ เดือนธันวาคมมี 31 วัน แล้ว 1 สัปดาห์มี 7 วัน ถ้าไม่มีวันที่เป็น 5 วัน 3 ครั้งในเดือนสิครับ ถึงเป็นเรื่องแปลกประหลาด หนักแน่นกันหน่อยครับ อย่าให้ใครมาชี้นํา มีเหตุผลได้ไหมครับ ถ้ายังจิตตกอยู่แบบนี้ จะถูกชักจูงไปได้ง่ายนะครับพี่น้อง”

“อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดนั้นแหละครับ ไม่ต้องไปพะวงอะไรกันให้มากมายนักเลย เกิดมามันก็ต้องมีดับไป เป็นเรื่องธรรมชาติที่สุดแล้ว เราเป็นเพียงฝุ่นละออง”

“ปีที่แล้วก็ทำนายว่าจะเกิดสึนามิ จนฉุดการท่องเที่ยวจมดิ่ง รายได้สูญหายหลายพันล้าน เบื่ออ่ะ เลิกทำนายได้ป่ะคะ พอทำนายผิดก็ไม่รับผิดชอบอะไรกับคำพูดเลย มาทำนายผลบอลให้ถูกก่อนเถอะทีมไหนจะชนะ”

“โลกไม่แตกสูญสลายหรอก แต่อาจจะเขย่าล้างสิ่งโสโครกออกจากโลก เพราะพระพุทธเจ้าบอกพุทธอยู่ถีง 5000 ปี แต่กี่งพุทธกาลจะมีภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่”

“ถ้าถ้าหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงๆ ขอให้พระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองคุณนะคะ”

“เมื่อมีสิงหนึ่งไม่ดีเกิดขึ้นหลายๆ อย่าง ก็จะมีเรื่องดีๆ เป็นการหักล้างกันด้วยนะ มันก็เป็นแค่กฏความน่าจะเป็นทั่วๆไป แล้วแต่ใครจะมีไหวพริบนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์เท่านั้นแหละ”

เรื่องที่สาม เป็นข่าวชอคในโลกโซเชียลกันเลยทีเดียว เมื่อมีการรายงานข่าวจากนายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ แฉถึงความเสื่อมโทรมของสังคมไทย ที่มีการเปิด “ซ่องสัตว์” ไว้ให้ผู้ชายบำบัดความใคร่กับสัตว์เพศเมีย

โดยหลังจากที่มีการเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าว รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 ได้มีการรายงานข่าวจากการที่ได้ตรวจสอบเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ที่มีการตั้งกระทู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ที่หลากหลาย อีกทั้งยังมีภาพการมีเพศสัมพันธ์กับสุนัขให้เห็นชัดเจน ทั้งมนุษย์ผู้ชายกับสุนัขเพศเมีย และมนุษย์ผู้หญิงกับสุนัขเพศผู้ จนบางรายตั้งกระทู้ประกาศหาคู่นอนให้กับสุนัขของตัวเอง โดยลงหมายเลขโทรศัพท์ไว้ติดต่ออย่างชัดเจน ซึ่งตามรายงานข่าวในรายการ ผู้สื่อข่าวได้มีการโทรศัพท์ไปยังเบอร์ที่ให้ไว้ และทำทีท่าว่าสนใจและมีรสนิยมทางเพศดังกล่าว จึงได้ทราบข้อมูลว่า เรื่องนี้มีการทำกันเป็นธุรกิจ โดยคอยจัดหาผู้ที่มีรสนิยมการมีเพศสัมพันธ์กับสุนัขแบบเดียวกันเป็นกลุ่ม ซึ่งก็มีทีมงานคอยอำนวยความสะดวกตามสถานที่และจังหวัดต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมพิทักษ์สัตว์ได้มีการพิจารณาร่างเสนอ พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่าน จะถือเป็นกฎหมายฉบับแรกในประเทศไทย ที่กล่าวถึงการป้องกันการทารุณกรรมและการดูแลสัตว์ สามารถช่วยชีวิตสัตว์ได้เพิ่มมากขึ้นและครอบคลุมสัตว์ทุกประเภท ทั้งสัตว์เลี้ยง สัตว์จรจัด สัตว์ป่า สัตว์ทดลอง นอกจากนี้ยังมีความเห็นครอบคลุมถึงเรื่องการทอดทิ้งสัตว์เลี้ยง โดยจะมีการเสนอเพิ่มโทษปรับจากเดิมที่อยู่แค่หลักร้อยหลักพันเป็นหลักหมื่น รวมถึงให้มีโทษอาญาจำคุกตามมาเหมือนในต่างประเทศ ที่จะให้ตำรวจเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องการค้าสัตว์ ทารุณกรรมสัตว์ อาทิ การเอามีดไล่ฟันสุนัขและแมวจรจัด ที่จะมีบทลงโทษอย่างหนัก รวมถึงการทำซ่องสัตว์ ก็ถือเป็นการกักขังสัตว์ด้วย

“เมืองไทยอะไรก็ช้าซะเหลือเกิน ต่างประเทศกฎหมายเค้ามีไปนานแล้ว ถึงอย่างไรก็ดีใจที่ได้ออกกฎหมายนี้ออกมา เพราะใครที่ทำอะไรก็ควรได้รับโทษอย่างนั้น ขอให้ประหารชีวิตพวกนี้ไปเลย ขังสิบปียี่สิบปี และห้ามเลี้ยงสัตว์ไม่ว่าชนิดใดก็ตามตลอดชีวิต ทำได้ยังไงกับสัตว์เลี้ยง”

“อ่านแล้วช่างอนาถใจเหลือเกิน นี่เหรอมนุษย์ (เดรัจฉาน) สมสู่ได้แม้กับสัตว์ ช่างไม่ละอายใจตัวเองเลย”

“ไม่สะอาด ติดเชื้อ เสี่ยงโรค สกปรก ขยะแขยง อ่านแล้วแทบไม่อยากเชื่อ นี้เรื่องจริงเหรอเนี่ย เมืองพุทธ รับไม่ได้อย่างแรง”

“ขอให้กฎหมายป้องกันการทารุณกรรมและการดูแลสัตว์ ออกมาไวๆด้วยเถิด อยากจะให้โทษหนักๆโดยเฉพาะพวกค้าหมาแมวเพื่อฆ่า และพวกที่ทำร้ายสัตว์ต่างๆ มันต้องได้รับโทษหนักๆเหมือนเมืองนอก ประหารชีวิต ติดคุกไปเลย”

“สมควรลงโทษให้หนักๆพวกทารุณสัตว์ควรรวมถึงเปลี่ยนวิธีการฆ่าสัตว์เพื่อนำมาบริโภค เปลี่ยนจากการเอาฆ้อนทุบหัววัว แล้วเอามีดแทง เปลี่ยนมาฉีดยาสลบแล้วค่อยทำการฆ่าจะดีกว่ามั้ย”

“มีเหรอ มั่วหรือเปล่า สังคมไทยวิปริตขนาดนี้เชียวหรือ ข้อมูลจริงไหมนี่ ไม่อยากเชื่อเลย”

“มนุษย์เรา ยกย่องตัวเองว่าเป็นสัตว์ที่ประเสริฐที่สุดในโลก แต่ลองดูเอาเถอะค่ะ แต่ละสิ่งที่มนุษย์อย่างเราๆ ทำกับสัตว์ร่วมโลกชนิดอื่นๆ”

เรื่องที่สี่ กรณีการปะทะคารมของผู้สื่อข่าวฝีปากกล้าจากช่อง 7 นางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ที่มักจะยิงคำถามใส่แหล่งข่าวอย่างตรงไปตรงมา โดยก่อนหน้านี้เคยมีกรณีที่ทำให้เกิดการปะทะคารมอย่างดุเดือดกับรองนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จนถึงขั้นที่รองนายกรัฐมนตรีบอกว่า จากนี้ไปจะไม่ให้สัมภาษณ์หากมีนางสาวสมจิตต์อยู่ในวงสัมภาษณ์นั้น เพราะไม่อยากทะเลาะด้วย

สมจิตต์  นวเครือสุนทร ที่มาภาพ: http://www.oknation.netblogprint.phpid=743956
สมจิตต์ นวเครือสุนทร ที่มาภาพ: http://www.oknation.netblogprint.phpid=743956

ขณะที่ “สมจิตต์” ก็ยังคงตั้งคำถามในเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า “Mata Vayu” ต่อไป พร้อมทั้งลงท้ายข้อความฝากถึง ร.ต.อ.เฉลิม ด้วยประโยคที่ทำให้ชาวโซเชียลให้ความสนใจมากว่า “ท้ายนี้หนูกราบขอบพระคุณที่ครั้งหนึ่งท่านเคยเข้าใจการทำหน้าที่สื่อมวลชนของหนูแม้ว่าในวันนี้ความคิดท่าจะเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ตาม และขอย้ำอีกครั้งนะคะว่า เราไม่ใช่ศัตรูกัน อย่าผลักหนูไปอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลยนะคะ บ้านเมืองเราแตกแยกมามากพอแล้ว ประชาชน 15 ล้านเสียงที่เลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามา ก็หวังที่จะให้พวกท่านช่วยสมานบาดแผลแผ่นดิน สร้างสุข สบายทุกข์ ไม่ใช่แบ่งแยกคนไทย”

อีกทั้งล่าสุด นางสาวสมจิตต์ก็ได้มีการเขียนข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ฝากคำถามถึงนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกี่ยวกับเรื่องการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมและการออก พ.ร.บ.มั่นคงอีก โดยใช้ข้อความขึ้นต้นของเนื้อหาที่ว่า “ขอสามคำถามถึงนายกรัฐมนตรีผ่านเฟซบุ๊ก และอยากทราบว่า เพื่อน ๆ มีสามคำถามไหนที่อยากถามนายกฯ มากที่สุด”

ทำให้เรื่องราวของนักข่าวสาวฝีปากกล้าคนนี้ยังคงเป็นที่สนใจว่า หลังจากมีการโพสต์ข้อความดังกล่าวไปแล้ว ฝ่ายผู้ถูกตั้งคำถามจะมีคำตอบใดออกมา และจะเกิดเป็นศึกการปะทะคารมกันต่ออีกหรือไม่ อีกทั้งเรื่องราวจะจบลงเช่นไร ยังเป็นประเด็นให้หลายคนยังติดตามต่อไป

“คุณบอกว่าคุณเป็นคนตรง ถามตรงๆ และคิดว่าประชาชนก็อยากรู้ความจริงเช่นกัน ใช่ แต่ถ้าเขายืนยันจะไม่ตอบหรือหลีกเลี่ยงหรือจะโกหกหรือจะอะไรก็แล้วแต่ คุณก็ไม่สามารถไปทำอะไรหรือบังคับให้เขาพูดความจริงได้ จริงไหม ถามคำถามพื้นๆเถอะครับ จะได้ไม่เป็นประเด็น”

“ฝีปากกล้า ที่ไหน จะพาตัวเองเดือดร้อนนะ ไปตั้งคำถาม ยุแยงตะแคงรั่ว ปั่นป่วนในเฟส สมควรโดนคนว่า แล้วทำไมไม่ตั้งคำถามที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายหันมาสามัคคีกันดีกว่า”

“หนูสมจิตต์ นวเครือสุนทร อย่าตีโพยตีพายไปเลยนะหนูตามท่านเฉลิมว่าหนู “ฝักใฝ่ประชาธิปัตย์” นั้นน่ะถูกต้องแล้ว เพราะพฤติกรรมของหนูมันแสดงออกชัดเจนว่า”ฝักใฝ่ประชาธิปัตย์”จริงๆ”

“ให้คุณสมจิตต์ไปเป็นนักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลเงาก็หมดเรื่องและ ปชช.จะได้รู้ว่ารัฐบาลเงาทำอะไรบ้างเพื่อความเจริญของประเทศชาติและประชาชน”

“ฟังคุณสัมภาษณ์รองนายกแล้ว มันดีถึงพริกถึงขิงดีต้องอย่างงี้สิ เพราะนักข่าวสมัยนี้หาดียากโดนเขาเอาเงินปิดปากกันหมด ถ้านักข่าวทุกคนเหมือนคุณประเทศชาติจะเจริญ เพราะอำนาจเงินตัวเดียวที่ทำให้ประเทศชาติย่ำแย่ คนดีๆก็เปลี่ยนไปไม่กล้าทำอะไร ไม่กล้าแม้แต่จะปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ดูทีวีแล้วเบื่อมากเลย เมื่อไหร่จะมีคนที่กล้าหาญมาช่วยประเทศไทย”

“นี่แหละ นักสื่อสารเพื่อมวลชนตัวจริง ขอให้คุณสมจิตทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถต่อไป คุณทำได้อย่างดีแล้ว สู้ สู้ค่ะ”

เรื่องที่ห้า สำหรับเสาร์-อาทิตย์นี้ มีการประกาศการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของ “กลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม” โดยมีแกนนำคือ เสธ.อ้าย-พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งแม้แกนนำจะมีการยืนยันว่าการชุมนุมจะเป็นไปอย่างสงบ ไม่มีความรุนแรง ไม่ยืดเยื้อบานปลาย และไม่มีการเดินขบวนไปในที่ต่างๆ โดยมีการประสานงานระหว่างตำรวจกับการ์ด อพส. เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย แต่หลายฝ่ายก็ยังมีความกังวลว่า อาจมีมือที่สามยั่วยุให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นจนบานปลาย และอาจต้องใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงออกมาใช้ควบคุม

ทั้งนี้ เสธ.อ้ายได้มีการประกาศชัดว่า หากมีผู้ร่วมชุมนุมมาก การชุมนุมก็อาจจะต้องมีต่อไปอีก 2 ถึง 3 วัน แต่หากเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน ผู้ชุมนุมมาไม่ถึง 5 หมื่นคน ก็จะยุติการชุมนุมในทันที

ทำให้เรื่องนี้เป็นที่สนใจของคอการเมืองชาวโซเชียลเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นม็อบการเมืองที่เรื้อรังแล้ว ความเสียหายและความรุนแรงต่างๆ อาจตามมา และที่สำคัญ การปิดถนน หลีกเลี่ยงใช้เส้นทาง ก็จะสร้างความยากลำบากในการเดินทางพักผ่อนวันหยุดเสาร์–อาทิตย์ ให้กับคนกรุงเทพมหานครไม่ใช่น้อย

ที่มาภาพ: http://hilight.kapook.comview78779
ที่มาภาพ: http://hilight.kapook.comview78779

“ธุรกิจใหม่สุดของโลกครับ เกิดขึ้นที่ไทยเป็นประเทศเเรก อาชีพรับจัดม็อบ เงินงาม โกงคล่อง ตรวจสอบยาก มาเเค่สามพัน ก็บอกซะว่ามาสามเเสน ให้ม็อบชูป้ายโบกธงเยอะๆ เข้าไว้ให้ดูว่อนไปหมด เเค่นี้ก็นับยากเเล้ว”

“ถ้ารัฐบาลใช้คนดีๆ ทำงาน รมต.กระทรวงต่างๆ ปัญหาไม่เกิดแน่ แต่นี่ ดูเลขาน่ะครับ เจ๋งดอกจิก ณัฐวุติ จตุพร และอีกหลายคน ที่ไม่น่ามาทำงาน คนในพรรคเพื่อไทยดีๆ มีอีกเยอะ ทำไมไม่เลือกให้ทำงาน”

“ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องในกรณีนี้โดยที่ศาลได้พิจารณาแล้ว อ้างว่าไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นี้แหละประเทศไทยประชาธิปไตย ยัดไส้เผด็จการ”

“ตำรวจตรวจเข้ม ตอนที่เสื้อแดงเผาบ้านเผาเมืองทำไมตำรวจปล่อยให้มันขนอาวุธเข้าไปทั้งไม้ มีด ยางรถยนต์ เราเป็นคนหนึ่งที่ต้องหาหมอที่โรงพยาบาลจุฬา ก่อนวันนัดปรากฎว่า เสื้อแดงบุกโรงพยาบาล แต่วันรุ่งขึ้นเราก็เสี่ยงลองไปเพราะกลัวผิดนัด ปรากฎว่าที่ตึก ภปร ปิดให้บริการ (ให้ติดต่อมาวันหลัง) เราเลยกลับบ้าน ขากลับเดินผ่านป้อมปราการของเสื้อแดงตรงแยกโรงพยาลจุฬาเห็นป้อมสูงท่วมหัว มีทั้งยางรถยนต์ ไม้ไผ่เหลาแหลม เหมือนหนังสมเด็จพระนเรศวร แต่หนักว่าเพราะสูงร่วม 2 เมตร ยาวรอบสวนลุมตั้งแต่ถนนพระราม 4 ไปยังถนนราชดำริ ถามว่าตำรวจปล่อยให้ม็อบขนกันเข้าไปได้ยังไง? หรือ 2 มาตราฐาน?”

“สาเหตุความวุ่นวายต่อเนื่องกันมา ก่อนหน้านี้ประเทศไทยสงบสุข ประชาชนไม่แบ่งแยกไม่แบ่งสี เพราะเกิดจากคนคนเดียวเท่านั้นเอง”

“การที่คนหมู่มาก เลือกท่านมาเป็นนายกหญิง ก็ไม่ได้หมายความว่า ท่าน เป็นผู้ชนะที่บริสุทธิ์ สิ่งที่เป็นจริง ไม่ใช่ใครเลือกใคร มันอยู่ผลงานที่ท่านทำมากกว่า หากท่านไม่สามารถทำในสิ่งที่ทำเกินความสามารถท่านได้ ท่านก็สมควร พิจารณาตนเอง ไม่ใช่ยึดติด เพราะเสียงมากอะไรเลย มันไม่ใช่ความถูกต้อง หากท่านเป็นผู้นำที่ดี ท่านลองมองผูนำ ที่ผ่านมาซิ เขาลาออกถ้าเขาไม่สามารถนำประเทศได้ เอามาเป็นตัวอย่าง ปัญหาก็จบ”