คำตัดพ้อ “ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” วัน “สภาไพร่” สะกด “112 ริกเตอร์” บีฟอร์ช็อค! จาก “เสมา 1”

เคยประกาศตัวเป็น “นักวิชาการทวนกระแสที่ไม่รับใช้อำนาจรัฐ” ในยุครัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรี

เคยปวารณาตนไม่ไว้ใจนักการเมือง ทว่าเมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว-กระดานอำนาจพลิกกลับ นักประวัติศาสตร์การเมืองแถวหน้านาม “ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็หลุดปากฝากความหวังว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี และ “2 หัวขบวนไพร่” ซึ่งผ่านนาทีเป็นนาทีตาย-อยู่ในสมรภูมิต่อสู้มายาวนาน จะไม่เป็น “วัวลืมตีน”

แต่แล้ว “เขา” ก็ต้อง “อกหัก” จาก “ผู้มีอำนาจ” อีกครั้ง เมื่อได้รับ “ข่าวร้ายข้ามทวีป” จากพรรค-พวกที่ไทยในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า “ตอนนี้สภาเขี่ยร่างแก้ไขมาตรา 112 [ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ. …] ทิ้งแล้ว”

บังเอิญเช้าวันนั้น “เขา” อยู่กับ “ธงชัย วินิจจะกุล” ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประวัติศาสตร์ไทย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน ประเทศสหรัฐฯ

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางการเมืองไทยจากอดีตถึงอนาคต” แก่นักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัยวิสคอนซินฯ
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางการเมืองไทยจากอดีตถึงอนาคต” แก่นักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัยวิสคอนซินฯ

บังเอิญค่ำวันนั้น “เขา” มีคิวบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางการเมืองไทยจากอดีตถึงอนาคต” แก่นักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัยวิสคอนซินฯ และประชาชนผู้สนใจร่วมรับฟัง

จึงมีทั้งการ “เปิดอก” และ “คำปรับทุกข์” หลุดจากปาก “หัวหอก” ในวันที่ถูก “หัก” เป็นบางช่วงบางตอน

“ผมก็คุยกับธงชัย เมื่อเราได้ข่าวนี้เมื่อเช้าก็ผิดหวัง ผมเป็น 1 ในคน 3 หมื่นคนที่เซ็นชื่อ แล้วเอาไปยื่นที่รัฐสภาเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2555 ก่อนจะมาอเมริกา เราก็ได้ชื่อนักวิชาการชั้นนำเยอะมาก ได้นักเขียน ได้กวีรุ่นใหม่ รวมถึงนักวิชาการต่างประเทศที่อาจารย์ธงชัยมีส่วนร่วมหามาด้วย ก็รณรงค์กัน ก็ต้องพูดว่าผิดหวังที่รัฐสภาจำหน่ายอันนี้ไป วันที่เราไปยื่น เขาให้รองประธานสภา (นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ) กับ ส.ส. บางท่านมารับ บอกว่าอาจต้องใช้เวลาตรวจสอบรายชื่อว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งกระบวนการจะใช้เวลา 4-5 เดือน อยู่ดีๆ ก็ได้ข่าวว่าเขาจำหน่ายไปแล้ว ดังนั้นต้องบอกว่าผิดหวัง”

“ชาญวิทย์” ย้ำคำว่า “ผิดหวัง” เป็นหนที่ 3 ก่อนตั้งคำถามดังๆ ถึงผู้มีอำนาจในฝ่ายนิติบัญญัติ

ด้วยเพราะก่อนหน้านี้ “คณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112” หรือ “ครก. 112” โดย “วรเจตน์ ภาคีรัตน์” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเปรียบปรากฏการณ์ “112 ริกเตอร์” ที่มีประชาชน 30,383 ชีวิตร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าเป็นความพยายามของ “สามัญชน” ในการลุกขึ้น “ยืนตรง”

แต่การณ์ที่ปรากฏกลับเป็นภาพ “300 เสียงในสภา” ของ “รัฐบาลไพร่” นั่งนิ่ง ขณะที่บางส่วนวอล์คเอาท์ไปแล้ว?

“สิ่งที่ผมสงสัยคือ กระบวนการนี้ทำเหมือนกับบริหารราชการตามปกติ ไม่เข้าข่ายก็ตกไป ผมก็ถามว่าไอ้ที่บอกว่าไม่เข้าข่ายเนี่ย ใครเป็นคนบอก ประธานสภาคนเดียวหรือ หรือว่ากรรมการ หรือว่าสภา เพราะถ้าถามในแง่ความชอบธรรมในการจำหน่ายเนี่ย มันมีหรือ ในเมื่อเราทำตามกระบวนการในรัฐธรรมนูญ มีคนลงนาม มีหลักฐานถูกต้องทุกอย่าง ส่งไป 3 หมื่นคน ทำไมเราไม่ได้รับโอกาสให้ไปชี้แจงเลยว่าทำไมเราต้องทำอย่างนี้ เหมือนกับส่งไปก็ดองเอาไว้พักหนึ่ง แล้วก็บอกไม่เอาแล้ว รู้สึกว่ามันง่ายเกินไปนะ ถ้าจะบอกว่านี่เป็นการบริหารบ้านเมืองในฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายรัฐสภา”

เมื่อ “ฉากต่อไป” ไม่เป็นดังคาด จุดเริ่มในการปฏิรูปสถาบันไม่ถูกตั้งต้น ทำให้ “ชาญวิทย์” ปักใจเชื่อว่า จุดเปลี่ยนถูกกำหนดจาก “หลังฉาก”

“ผมมองว่า เฮ้ย! นี่มันเกี้ยเซี้ยนี่หว่า ก็พยายามจะเดาๆ อยู่เหมือนกันว่ามันเกี้ยเซี้ย ตัวแทนของอำนาจใหม่บารมีใหม่ต้องการจะเกี้ยเซี้ยกับอำนาจเก่าและบารมีเก่า ผมคิดว่ามันจะจบลงด้วยการที่คนระดับข้างบนๆ เนี่ยเขาตกลงกัน แล้วก็รักษาผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ข้างล่างก็ไม่ได้ ก็รับเคราะห์รับกรรมไป คนอย่างอากงก็ต้องรับเคราะห์รับกรรมไป แต่ข้างบนเขาก็ตกลงกันแล้ว ในแง่นี้แปลว่าอะไร ถ้าจะพูดว่าหากเราเห็นพ้องต้องกันในการผลักดันให้เกิดประชาธิปไตยในบ้านเรา ก็ต้องอดทนทำงานต่อไป ก็ต้องผลักไป”

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

“ผมอยากจะพูดอย่างที่ชอบพูดบ่อยๆ ถ้าเผื่อเราทำให้สถาบันประชาธิปไตยขัดแย้งกับสถาบันกษัตริย์ อันนั้นแหละคืออันตรายของทั้งสถาบันกษัตริย์และอันตรายต่อทั้งสังคมด้วย คือ เราต้องพัฒนาให้สถาบันประชาธิปไตยกับสถาบันกษัตริย์ไปพร้อมกัน ไม่ใช่เอามาชนกัน ปัจจุบันผมคิดว่าคนจำนวนไม่น้อยเลย บางคนด้วยความไม่เข้าใจ บางคนด้วยผลประโยชน์ ก็ใช้สถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง อันนี้อันตราย สิ่งที่เกิดขึ้นประมาณปี 2548 ผมคิดว่าเรื่องนี้จะถูกโหนมาก ศัพท์ทั่วๆ ไปเขาบอกว่า “โหนเจ้า” คือใช้สถาบันกษัตริย์ในแง่ของการกำจัดและจำกัดศัตรูทางการเมืองของตัวเอง อันนี้เป็นอันตรายมากๆ”

นอกจากภาวะ “โหนเจ้า” ปฏิเสธไม่ได้ว่าต่างฝ่ายต่าง “โหนประชาธิปไตย” จึงน่าสนใจว่า “ศัตรูของประชาธิปไตย” ในทัศนะ “ชาญวิทย์” คือใคร?

“คือคนที่ไม่เชื่อมั่น และไม่ได้ผลประโยชน์จากประชาธิปไตย” เขาตอบทันควัน ก่อนจำแนกออกเป็น 3 ขา

ขาแรก คือ เครือข่ายราชสำนักที่ได้ผลประโยชน์จากการอ้างและอิงสถาบันกษัตริย์

ขาที่สอง คือ บางส่วนของกองทัพ

และขาสุดท้าย คือ ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ

“กองทัพสามารถพลิกไปเป็นกองทัพประชาธิปไตยก็ได้ หรือพลิกไปเป็นกองทัพของฝ่ายตรงข้าม หรืออประชาธิปไตยก็ได้ เราต้องไม่ลืมว่ามีนายทหารที่เราสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าเป็นนักประชาธิปไตย เช่น พระยาพหลพลพยุหเสนา (นายกรัฐมนตรีคนที่ 2) เป็นคนที่น่าจะเอาขึ้นมานั่งศึกษากันใหม่ คือ ท่านก็มีอนุสาวรีย์ยืนอยู่เงียบๆ ที่จังหวัดกาญจนบุรี อะไรทำนองนั้น เหมือนอาจารย์ปรีดี (พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 7) ก็มีอนุสาวรีย์นั่งอยู่เงียบๆ ในธรรมศาสตร์ ไม่มีใครเห็น ผมคิดว่าในแง่นี้กองทัพก็มีสิทธิจะเป็นประชาธิปไตยได้”

“ส่วนคนชั้นกลางที่มีการศึกษาสูง หรือค่อนข้างสูง โดยเฉพาะที่อยู่ในกรุงเทพฯ อันนี้ก็มีจำนวนไม่น้อยเลยที่เป็นศัตรูของประชาธิปไตย ผมชอบสังเกตทางด้านชนชั้น วรรณะ ผิวพรรณ (หัวเราะ) คนที่มีปัญหามากๆ เลยเกี่ยวกับความรักชาติผิดปกติ อย่างกรณีปราสาทพระวิหารเนี่ย ส่วนใหญ่จะเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ถ้าคนที่อยู่สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ไม่ค่อยมีปัญหานะ เชื่อไหม ลองสังเกตดูสิครับ ยกเว้นคุณไปสร้างให้เขามีปัญหา ดังนั้น คนชั้นกลางในกรุงเทพฯ เป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้ในแง่ของความเป็นประชาธิปไตยเท่าไร ต้องมาปรับความคิดความเข้าใจกันใหม่ บางทีเราคิดว่าเราสร้างคนชั้นกลางได้เยอะ การศึกษาดี ฐานะดี จะมีความเป็นประชาธิปไตย แต่มันก็ไม่เสมอไป คนชั้นกลางในกรุงเทพฯ เป็นคนที่น่าเป็นห่วงมาก”

อีกคำถามถูกโยนขึ้นกลางวง 80 ปีหลังเปลี่ยนระบอบการปกครองจาก “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” สู่ “ประชาธิปไตย” เวลาผ่านไป แต่เหตุใดประชาธิปไตยถึงไม่ก้าวหน้า?

อาจารย์ประวัติศาสตร์ยืนยันไม่มีการปฏิวัติที่ไหนในโลกทำให้เกิดประชาธิปไตย หรือจบทุกอย่างลงได้ในวันนั้นปีนั้น พลางยกตัวอย่างการปฏิวัติอเมริกา ที่แม้ประกาศสถาปนาชาติได้ในปี ค.ศ. 1776 (พ.ศ. 2319) แต่หลังจากนั้นยังมีสงครามกลางเมืองและการต่อสู้ตามมาอีกหลายระลอก

“ผมเชื่อว่าการปฏิวัติในประเทศไทยก็แบบเดียวกันนะ จากปี พ.ศ. 2475 มากระทั่งปี พ.ศ. 2555 มันกี่ปีแล้วล่ะ 80 ปี ผมคิดว่ามันจะมีกระบวนการที่ยาวมาก มันไม่จบนะ และพวกคุณจะได้เห็นการต่อสู้แบบไม่เคยมีมาก่อน 14 ตุลาคม 2516 มา 6 ตุลาคม 2519 มาพฤษภาคม 2535 มาพฤษภาคม 2553 ผมว่ามันเปลี่ยน มันลงไปถึงระดับที่ล่างและ ไกลมากๆ แต่ก่อนอย่างดีก็บนถนนราชดำเนิน เดี๋ยวนี้มันย้ายไปราชประสงค์ และก็ย้ายไปอีกไกลมากๆ ผมว่ามันกำลังน่าสนใจ”

น่าสนใจถึงขั้นลากเอาเจ้าตัวให้กลับไปขุด-คุ้ย-ค้นวิทยานิพนธ์ หนังสือ ตำรา และบทความเก่าๆ ที่เคยเขียนไว้เกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ขึ้นมาทบทวนความรู้ใหม่

โดยเฉพาะเมื่อได้รับ “คำขอ” ที่ยากต่อการปฏิเสธจาก “อำมาตย์” ใน “รัฐบาลไพร่”!

“เมื่อ 2-3 วันนี้ ผมเปิดอีเมล์มา ก็มีอีเมล์ 1 อีเมล์ที่ค่อนข้างจะแปลกใจ ก็คือคุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการคนใหม่ มีจดหมายถึงผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ผมนับถือ ผู้ใหญ่คนนั้นก็สั่งให้คนอีเมล์มาถึงผม บอกให้เสนอชื่อหนังสือมา 5 ชื่อ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปฏิวัติ 2475 เออ อันนี้น่าสนใจนะ ผมว่าหมอนี่เล่นเป็นนะ สงสัยนะ มันเล่นกับวงวิชาการนี่หว่า ก็น่าสนใจ ผมก็เลยส่งให้ ดร.ธงชัย (วินิจจะกูล) ตามระเบียบนะฮะ ให้อาจารย์ธงชัยเสนอกลับมา แล้วก็ส่งไปเรื่อยๆ ใช้ความเป็น ส.ว. เป็นคนสูงวัย ส่งไปเรื่อยๆ ว่าจะคัดกี่เล่มส่งไปให้ท่านรัฐมนตรี”

ถือเป็น “บีฟอร์ช็อค” จาก “เสมา 1” ก่อน “สภาไพร่” จะลงมือสะกดปรากฏการณ์ “112 ริกเตอร์” จึงน่าสนใจว่ารัฐบาลจะใช้ประโยชน์อะไรจาก “คนในอดีต” และ “ประวัติศาสตร์หน้าเก่า”

อย่างไรก็ตาม “ชาญวิทย์” เห็นว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น หาได้เป็นปัญหาทางชนชั้นไม่ เพราะถ้าไล่ส่วนผสมใน “เสื้อเหลือง” และ “เสื้อแดง” จะพบความคล้ายคลึงทั้งด้านฐานะ การแต่งกาย กระทั่งยานพาหนะที่ใช้

“ผมชอบแอบไปดู ราชดำเนินผมก็ไปดูบ่อยๆ ราชประสงค์ผมก็ไปดูบ่อยๆ เอาเข้าจริงมันไม่ใช่ล่ะ มันคลาส (ชนชั้น) เดียวกันเยอะเลยนะ เพียงแต่ว่าถ้าเราดูฐานะของแดงจะเป็นคนชนบทเยอะ และคนที่ผิวพรรณคล้ำ ส่วนการศึกษาน่าจะไม่ใช่การศึกษาระดับกลางหรือสูง แต่ใช้ชนชั้นเคาะไม่ได้กับความขัดแย้งนี้ มันอาจจะใช่บางส่วน แต่รวมๆ แล้วไม่ใช่ อย่างคนที่ขัดแย้งกันน่ะ ถามว่าระหว่างคุณสนธิ (ลิ้มทองกุล) กับคุณทักษิณ (ชินวัตร) ชนชั้นเดียวกันไหม ชนชั้นเดียวกัน ถ้าดูกลุ่ม แต่อันนี้ต้องขอนักรัฐศาสตร์หรือนักเศรษฐศาสตร์ช่วยในการมอง”

ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ “แว่นสายตา” ของ “นักวิชาการวัย 70 ปี” มองเห็นแต่ภาพความผิดเพี้ยนในสังคมจากการที่ “ปัญญาชน” ไม่เล่นบทปัญญาชน แต่หันไปแสดงบทนักการเมือง

จากการที่ “กวี” ไม่เล่นบทกวี เพราะขาดสุนทรีย์ในหัวใจ

จากการที่ “ผู้คน” มองทุกสรรพสิ่งเป็นเพียง 2 สี 2 ด้าน ไม่ขาวก็ดำ ไม่ดีก็ชั่ว

ที่สำคัญคือมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดระหว่างสงคราม 2 ขั้วอำนาจ

“ถ้าบ้านเมืองยังเป็นพิษ การเมืองเป็นพิษ มีสงครามที่คนอื่นก่อ ผมก็อาจจะมาขอลี้ภัยที่วิสคอนซิน” คือคำกล่าวทีเล่นจริงของ “ชาญวิทย์” ขณะทักทายนักศึกษาในช่วงต้น ทว่ากลายเป็นปมที่ย้อนกลับมาเป็นคำถามในช่วงท้ายถึงการรับบท “หัวหอก” ท้าทายอำนาจที่มีการดำรงอยู่อย่างยาวนานของไทย

เคยคิดบ้างหรือไม่ว่า คนชื่อ “ชาญวิทย์” จะถูกบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์อย่างไร?

“ประวัติศาสตร์จะบันทึกผมว่าอย่างไร ก็ต้องเป็นนักประวัติศาสตร์ที่จะบันทึก ผมก็ไม่รู้นะ… อันนั้นไม่ใช่ปัญหาของผม ตอนนั้นผมก็ไปแล้ว เราก็ไม่รู้แล้ว!!!”

รายงานพิเศษโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ