ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – ละคร “แรงเงา” กระแสแรง และ ชาวมายันเรียกร้อง หยุดบิดเบือนความจริงปฏิทินมายา

27 ตุลาคม 2012

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 21–27 ตุลาคม 2555

เรื่องแรก แรงสมชื่อสำหรับละครเรื่อง “แรงเงา” ที่ออกอากาศทางไทยทีวีสีช่อง 3 ในวันจันทร์และอังคาร ซึ่งพอถึงเวลาที่ละครออกอากาศ บางคนที่ไม่ได้นั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ก็สามารถรับรู้เรื่องราวของละครได้ทันที เพียงแค่อัพเดทความเคลื่อนไหวบนเฟซบุ๊ก เพราะเป็นละครที่มีกระแสให้คนได้พูดถึงตลอดเวลา ด้วยเนื้อหาความเข้มข้นของบทละคร หรือแม้กระทั่งบทสนทนาที่รุนแรง เริ่มตั้งแต่การนำนักแสดงที่มีเรื่องราวชีวิตจริงคล้ายในละครมารับบทนำ หรือแม้แต่กระทั่ง คำพูดที่เป็นสรรพนามแทนบ้านเล็กบ้านน้อยของคุณสามีว่า “ดอกส้มดอกชมพู” ทำให้เป็นกระแสว่า สรรพนามนี้พาดพิงถึงใครบางคนที่เคยตกเป็นข่าวหรือเปล่า หรือไม่ว่าตัวละครฝาแฝดอย่าง “มุนินทร์” และ “มุตตา” จะทำอะไร ก็เป็นหัวข้อให้โพสต์ในเฟซบุ๊กอยู่ตลอด รวมถึงตัวละครที่ไม่มีอยู่จริงในผู้ชายโลกปัจจุบันอย่าง “วีกิจ”

จนล่าสุด ละครเรื่องแรงเงาไม่เพียงเป็นกระแสให้เม้าท์มอยเพียงเพื่อความบันเทิงหรือการระบายความรู้สึกเท่านั้น แต่กลับถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นทางสังคม เมื่อทาง “มูลนิธิหญิงไทยก้าวไกล” มองว่าเนื้อหาของละครเรื่องนี้จะส่งผลกระทบที่เห็นอย่างชัดเจนในสังคม คือ ไปตอกย้ำค่านิยมเดิมๆ ที่ว่าผู้ชายต้องเป็นใหญ่ในครอบครัว สามารถมีภรรยาได้หลายคน อีกทั้งยังตอกย้ำการแก้ปัญหาของฝ่ายภรรยาโดยการไปตามล่าบรรดาบ้านเล็กบ้านน้อยของสามี แล้วจัดการบีบให้ออกไปจากชีวิต พร้อมทั้งยังมีผลตามมาคือการล้างแค้นของอีกฝ่าย ซึ่งล้วนไม่ใช่ทางออกที่สร้างสรรค์ในสังคม

ทั้งยังมองว่า ปัจจุบัน ละครที่สื่อออกมาในลักษณะนี้มีหลายเรื่อง โดยเนื้อหาวนเวียนอยู่แต่กับการใช้ความรุนแรง ใช้ภาพตบตีกันอย่างเด่นชัด ทั้งที่ความเป็นจริงของสังคมมีเพียงไม่กี่กรณีที่เป็นเช่นนี้ แต่ภาพละครที่สื่อออกมาจะทำให้ดูเหมือนสังคมไทยเป็นแบบนี้ทั้งหมด

ภาพจากละครเรื่องแรงเงา ที่มาภาพ: http//:news.mthai.comheadline-news198510.htmlattachment151143kdi7exsir93g93se

ภาพจากละครเรื่องแรงเงา ที่มาภาพ: http//:news.mthai.comheadline-news198510.htmlattachment151143kdi7exsir93g93se

โดยนายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงไทยก้าวไกล ได้มีการออกมาพูดถึงเรื่องนี้กับสื่อมวลชนต่างๆ พร้อมทั้งฝากไปยังผู้จัด ผู้กำกับละคร และบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงกระทรวงวัฒนธรรม และ กบว.ของช่องว่า ละครไม่ควรมีการสื่อภาพความรุนแรง เช่น การไล่ตบตีกัน โดยเฉพาะช่องที่ออกอากาศ พยายามสื่อตัวเองในการเป็นทีวีเพื่อครอบครัว ทีวีเพื่อสังคม แต่หากสื่อละครลักษณะนี้ออกมา ก็จะขัดแย้งกับสิ่งที่ตัวเองพูด ในเรื่องทางออกระยะสั้นเสนอว่า ควรตรวจสอบมาตรการเรื่องเรตติ้ง เพราะคนดูยังเป็นเยาวชน และละครควรฉายดึกกว่านี้ คือ ตั้งแต่เวลา 22.00 น.ขึ้นไป ซึ่งเป็นเวลาที่เด็กส่วนใหญ่เข้านอนแล้ว ส่วนระยะยาว เรื่องกฎหมายต้องมีมาตรการปฏิรูปสื่อ ซึ่งขยายจากประเด็นละครไปถึงสื่อโฆษณาที่ไม่สร้างสรรค์

ในส่วนของเรื่องเนื้อหาละคร ควรมีการนำเสนอบทบาทหน้าที่ของผู้หญิงไทยในเชิงสร้างสรรค์มุมมองที่ดี เช่น บทบาทความเป็นผู้นำ การเป็นผู้บริหาร ซึ่งประเทศไทยก็มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิง สังคมไทยควรมีละครที่สื่อให้เห็นศักยภาพ ความสามารถของผู้หญิงที่เปลี่ยนแปลงสังคมได้ ไม่ใช่เพียงตอกย้ำภาพพจน์แค่สวยและหุ่นดี เช่นในละครและโฆษณาที่มีอยู่ในปัจจุบัน

“มันก็เกือบทุกเรื่องแหละคะ ระหว่างดำเนินเรื่อง แต่จะมีผลสรุปก็ตอนจบ พอดี คนเลยลืมไปว่าผลของการกระทำ ได้หรือไม่ได้อะไรกลับมา ดีชั่วทำตัว ไม่ทันใจ
ดีนะแค่ตบตี ถ้าชี้นำอย่างอื่นด้วยละก็น่ากลัวกว่านี้อีกถึงจะมีแค่ฉากเดียว เอาเวลาไปดูทางนั้นดีกว่า ทำหน้าที่ต่อไปคะ ถ้าไม่มีใครท้วงติง จะเยอะกว่านี้อีก”

“จะปิดหู ปิดตาเด็กไทยไปถึงไหนคะ ตอนนี้เด็ก เขารู้หมดแล้วคะ ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี แต่จะคิดได้หรือเปล่ามันก็อีกเรื่อง กรุณาอย่าเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ซิคะ สอนให้เขาแยกแยะถูกผิด ให้ได้ดีกว่า”

“เอ่อ… คุณจเด็จคะ ลองไปดูรายการทูไนท์โชว์ ซักหน่อยนะ เค้าบอกว่า มันเป็นละคร ก็คือละคร ทุกอย่างมีผลกระทบหมด ทำอะไรไปก็ได้รับผลแบบนั้น ทุกอย่างมีทั้งด้านขาวด้านเทา อยู่ที่เราจะหยิบด้านไหนไปใช้ตอนไหน คือ ดูละครแล้วย้อนดูตัวเอง ทุกคนก็ต้องรู้ดีอยู่แล้ว ว่าเรื่องไหนดี เรื่องไหนไม่ดี เค้ามีวิจารณญาณในการชมอยู่แล้วนะค่ะ”

“มันไม่ดีนะครับ ความรุนแรง แย่งผัวแย่งเมีย เดี๋ยวเด็กทำตามนะครับ สารคดีสัตว์โลกก็อย่าให้ดูนะครับ สิงโตขย้ำกวาง อี๋ น่ากลัว เดี๋ยวเด็กทำตาม ขย้ำเพื่อนจมเขี้ยวทำไงครับ ตลาดสดอย่าพาเด็กไปนะครับ เดี๋ยวเห็นปลาถูกทุบหัว กลับมาบ้าน เด็กเลียนแบบเอานะครับ”

“เขาดูเพื่อความบันเทิง ดูสนุกๆ คลายเครียด ไม่ใช่ว่าดูแล้วจะเอาไปทำทุกอย่างนะคะ พวกคุณจะเป็นห่วงเด็กสมัยอะไรกันหนักหนา เด็กสมัยนี้มันแรงกว่าในละครอีกค่ะ”

“ผมว่าละครไทยมันมีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มันเป็นสีสันของละคร ที่ต้องการสื่อว่าถ้าทำแบบนี้แล้วผลตอบกลับมาจะเป็นยังไง ซึ่งตอนจบเขาจะสรุปไว้แล้ว ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่สมัยนี้ บทที่เล่นเขา อิน กันมากเกิน คือเล่นให้สมจริง จนดูแล้วเอ่อแรงจริง (มันก็จริง)ถ้าให้ดีผมอยากให้เป็นแบบละครของเกาหลี ไม่รุนแรงไม่หวือหวา จะดีกว่ามั้ยครับ”

เรื่องที่สอง เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอีกแล้ว หลังจากมีคนนำภาพของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ยืนพนมมือในชุดขาว บนฐานพระมหาธาตุ ในระหว่างการเข้าสักการะที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปโพสต์และแชร์ต่อกันในเฟซบุ๊ก

ทำให้หลายคนแสดงความเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและไม่สมควร ไม่มีใครยืนบนฐานเจดีย์ แม้แต่พระสงฆ์ยังไม่ขึ้นไปเหยียบฐานเจดีย์เลย ยกเว้นเสียแต่การขึ้นไปห่มผ้าพระบรมธาตุ อีกทั้งภายในภาพยังเห็นว่า ผู้ติดตามนายกรัฐมนตรีไม่ถอดรองเท้า ซึ่งถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของชาวนครศรีธรรมราชเป็นอย่างมาก

แต่ทั้งนี้ ทางพระเทพวินยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีการออกมาไขข้อกังหาเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า ในสมัยโบราณจะห้ามคนขึ้นมาบริเวณพระธาตุ เพราะบางตำราบอกว่ามีพระธาตุอยู่ด้านล่าง แต่ก็เป็นเรื่องที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ อีกทั้งเมื่อญาติโยมต้องการขึ้นมากราบสักการะ เมื่อมีพิธี “แห่ผ้าขึ้นพระธาตุ” ก็จึงอนุโลมให้เฉพาะคนที่มีผ้าขึ้นมาทำพิธีได้ แต่ระยะหลังมาก็เลยอยากจะให้มีการขอขมาไปด้วย จึงได้ตั้งตู้ทำบุญบริจาคไว้ด้านหน้า ซึ่งการยืนบนขอบฐานพระมหาธาตุนั้นถือว่าไม่ได้เป็นปัญหา เพราะไม่ได้มีเจตนาไปเหยียบย่ำ การขึ้นมาก็เพื่อทำบุญ และหากใครจะห่มผ้าก็ต้องอยู่บนขอบนั้นอยู่แล้วด้วย

ภาพของนายกยิ่งลักษณ์ ยืนบนฐานพระธาตุ ตามที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ที่มาภาพ: http//:www.prachachat.netnews_detail.phpnewsid=1350901129&grpid=03&catid=16&subcatid=1600.jpg

ภาพของนายกยิ่งลักษณ์ ยืนบนฐานพระธาตุ ตามที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ที่มาภาพ: http//:www.prachachat.netnews_detail.phpnewsid=1350901129&grpid=03&catid=16&subcatid=1600.jpg

อีกทั้งทางเว็บไซต์ข่าวสดยังมีการรายงานอ้างอิงว่า มีผู้สืบค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตแล้ว ได้รับคำตอบที่ยืนยันว่าการที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถอดรองเท้าขึ้นไปยืนพนมมือบนฐานพระธาตุนั้นไม่ใช่เรื่องผิดธรรมเนียมแต่อย่างใด ซึ่งเคยมีกรณีเช่นนี้แล้วเมื่อ คณะของนายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระบฏพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยในพิธีจัดให้มีการเปิดกรวยกระทงดอกไม้ ถวายราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมกล่าวถวายผ้าพระบฏ หลังจากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยนายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครศรีธรรมราช ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตุลาการ อัยการ ทหาร ตำรวจ และประชาชน ร่วมริ้วขบวนอัญเชิญผ้าพระบฏพระราชทานแห่รอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ แล้วนำผ้าพระบฏพระราชทานขึ้นห่มโอบรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งในภาพดังกล่าว ผู้ร่วมพิธีได้ขึ้นไปยืนเหยียบบนฐานพระธาตุเช่นกัน

ทำให้กรณีข้อวิพากษ์วิจารณ์นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการโจมตีฝ่ายของที่ไม่ชื่นชอบและจ้องจับผิดการกระทำต่างๆ ของนายกฯ ทั้งที่เรื่องราวไม่ได้เลวร้ายหรือมีผลเสียใดๆ เลย

“คนธรรมดาถือ ศีล 5 ศีล 8 ไม่มีศีลข้อใดห้ามเหยียบฐานพระบรมธาตุครับ แม่แต่ศีล 227 ข้อก็ไม่มีกรรม อยู่ที่เจตนา เมื่อไม่เจตนาก็ไม่มีกรรม หรือมีน้อย พระพุทธรูป หรือ ถาวรวัตถุ มีเพื่อเตือนสติให้คนประพฤติดี ไม่ใช่เพื่อสิ่งวิเศษดลบันดาลได้แต่อย่างใด เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น พระเครื่องห้อยคอแทบจะไม่ศักดิ์สิทธิ์เลย ถ้าผู้หญิงห้อยพระเพราะโดยมากมักจะห้อยอยู่บริเวณหน้าอก ตรงร่องนมนั่นแหละ เพียงแต่เป็นการแสดงออกถึงความนอบน้อมเท่านั้น เรื่องนี้สรุปว่า “ไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดใจคนที่ไม่ชอบ” แค่นั้นแหละ”

“ถ้าพวกคุณเป็นชาวพุทธ ก็อย่าหาว่าเขาจับผิด เพราะการทำแบบเป็นการดูถูกพระพุทธศาสนา ถ้าเป็นประเทศพม่านายกทำอย่างนี้คงจะอยู่ในประเทศไม่ได้ชาวพุทธเขารับไม่ได้”

“มีเหตุผลร้อยแปดพันเก้า ที่จะนำมาอ้างเมื่อต้องการจับผิดใครสักคน เพราะ แค่หายใจเข้าออกก็ผิดแล้วหละ รอดูต่อไปว่าจะมีเรื่องอะไรออกมาอีก”

“สงสารนายกปูจริงๆ ทำอะไรก็โดนว่าตลอดเลย”

“หากทำผิดพลาดหรืออะไร เก็บไว้เป็นประสบการณ์ แล้วแก้ไขใหม่ได้ค่ะ เกลื้อนบนผิวหนัง รักษาได้แน่นอนค่ะ”

“พระมหาธาตุ ผู้หญิงขึ้นไปได้จ้า คือ องค์พระสารีริกธาตุ อยู่บนยอดบนสุดของพระเจดีย์ แต่บางที่ห้ามผู้หญิงและคนทั่วไปเข้าเพราะ องค์พระสารีริกธาตุ ฝังอยู่ใต้พื้นดิน แล้วสร้างพระเจดีย์ครอบไว้”

เรื่องที่สาม เพราะเป็นคำร่ำลือมานาน จนเมื่อถึง ปี ค.ศ. 2012 ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นปีสิ้นโลก อีกทั้งยังมีการไปทำเป็นหนังดังของฝั่งฮอลลีวูด โดยมีหลังฐานอ้างอิงมาจากปฏิทินมายาของชาวเผ่ามายัน ทั้งๆ ที่ไม่สามารถมีใครยืนยันได้ว่า ปฏิทินนี้มีความเท็จจริงแค่ไหน

โดยล่าสุด คงถึงเวลาที่คำร่ำลือนี้คงต้องหมดไปซักที เพราะเมื่อสำนักข่าวต่างประเทศมีการรายงานว่า ชุมชนชาวมายันในกัวเตมาลา ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลและเอกชนหยุดบิดเบือนความจริงและฉวยโอกาสหากินจากปฏิทินมายาเสียที โดยยืนยันว่า “วันสิ้นโลก” ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ เป็นเพียงวันสิ้นสุดรอบปฏิทินของชาวมายันเท่านั้น

เนื่องจากที่ผ่านมามีภาพยนตร์และสารคดีจำนวนมาก ที่แสดงถึงเนื้อหาที่บิดเบือนความเป็นจริงของปฏิทินมายา และตำนานพื้นบ้านของชาวเผ่า พร้อมทั้งยังสร้างความหวาดกลัวให้มนุษย์โลก ด้วยข้อมูลที่ว่าโลกกำลังจะถึงกาลอวสานในวันที่ 21 ธันวาคม ปี ค.ศ. 2012 นี้ โดยอ้างอิงหลักฐานจากการคำนวณในปฏิทินมายา

ภาพประกอบเรื่องราว ที่มาภาพ: http//:board.palungjit.com

ภาพประกอบเรื่องราว ที่มาภาพ: http//:board.palungjit.com

อีกทั้งยังมีการเรียกร้องให้ทบทวนแผนการจัดงานเฉลิมฉลอง “วันสิ้นโลก” ที่ชาวมายันมองว่าเป็นการแสดงออกที่ไม่ให้เกียรติ และเป็นการลบหลู่อารยธรรมของชาวมายัน หลังกระทรวงวัฒนธรรมกัวเตมาลาประกาศเตรียมจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 21 ธันวาคมนี้ ในขณะที่ทางชุมชนชาวมายันจะจัดพิธีศักดิ์สิทธิ์ใน 5 เมืองของกัวเตมาลา จึงขอให้รัฐบาลหันมาให้ความสนับสนุน และประชาสัมพันธ์พิธีโบราณของชาวมายันมากกว่ามุ่งเน้นแต่การโฆษณาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานราว 90,000 คน นอกจากนี้ บรรดาบริษัทท่องเที่ยวหลายแห่งต่างก็พากันนำเสนอแพคเก็จทัวร์ เพื่อนำนักท่องเที่ยวมาร่วมงานในวันที่เชื่อกันว่าเป็น “วันสิ้นโลก” ด้วย

ซึ่งทางด้านนายเฟลิเป โกเมซ ผู้นำชนเผ่ามายัน ได้ออกมาอธิบายว่า วันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ.2012 เป็นเพียงวันสิ้นสุดรอบปฏิทินมายาเท่านั้น มิใช่วันสิ้นโลกตามที่เข้าใจ และชาวมายันก็เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่บนโลกใบนี้ ทั้งกับตัวเอง ครอบครัว และสังคม เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

“นักวิชาการที่ศึกษาจริงๆ เค้าก็ออกมาพูดความจริงนานแล้วว่า เป็นการหมดรอบการบันทึกปฏิทินของบรรพบุรุษ เพื่อรอให้คนรุ่นใหม่ได้มาเขียนต่อ แต่พอดีว่า ชาวมายันผู้คำนวณปฏิทินได้สูญหายไปซะก่อน ก็หมดยุคนั้นจบปฏิทินที่ 2012 พอดี ส่วนรุ่นใหม่ที่ยังอยู่ก็ไม่ได้เขียนต่อ หรือคำนวณนับดาวแบบบรรพบุรุษแล้ว ก็แค่นั้นเอง แต่คนมันเชื่อไปแล้วว่าเป็นการสิ้นสุดของโลก ให้พูดเท่าไหร่คนมันเชื่อมันก็ไม่ยอมรับหรอก”

“หาผลประโยชน์จนถึงทางตันแล้วซินะ ก็มันใกล้จะถึงวันนั้นแล้วอ่ะ ถึงต้องออกมาพูดเพื่อปกป้องตัวเองว่ามันไม่เป็นเรื่องจริง ทำให้กับชาวโลกเข้าใจผิดมาตั้งนาน อยู่ดีๆ มามุขนี้ซะงั้นอ่ะ”

“ไม่เชื่อตั้งแต่แรกแล้ว แล้วยิ่งแบบหนัง 2012 ยังมีคนเชื่ออ่ะ จะเกิดแบบนั้นได้ไง อยู่ๆ ก็ยุบไปเกือบทั้งโลก แล้วยุบหายไปไหน แล้วอยู่ๆ ก็เกิดแผ่นดินใหม่หน้าตาเฉย แต่ก็ยังเห็นมีคนเชื่ออีก”

“เดี๋ยวก็รู้อีกไม่นานเกินรอ มนุษย์โลกทั้งหลาย อีกไม่กี่วันกี่เดือน ทนรออีกหน่อยนะ ชาวโลกเอ๋ย ตัวใครก็ตัวใคร ทางรอดคือ ไปดาวอังคารดีกว่าไหม เพราะมันยังไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลยนี่ ใหญ่กว่าโลกอีกนะ ก็ขนน้ำ ขนต้นไม้ไปซิ ค่อย ๆ ขนไป เดี๋ยวก็ได้อยู่เอง เพราะน้ำท่วมโลกน้ำในโลกมันเยอะไปก็เอาน้ำที่มันมากเกินไปเอาไปไว้ที่ดาวอังคารบ้างก็ได้ เพราะที่ดาวอังคารมันไม่มีอะไรเลย มีแต่ดาวเฉย ๆ หิน ดิน เท่านั้น มีที่ไว้มากมายพอเชียว มนุษย์โลกเอ๋ย”

“ผมไม่กลัววันสิ้นโลก ไม่กลัวว่าวันไหน แต่กลัว น้ำแข็งขั้วโลกละลายหมดมากกว่า เพราะโลกร้อนทุกวัน”

“เชื่อไว้ก็ไม่เห็นแปลก จะได้เร่งทำบุญทำทาน เผื่อเกิดขึ้นจริงๆ อาจจะไม่ถึงกะโลกแตก แต่อาจจะเกิดวินาศภัยใดๆ คนที่คิดดีก็จะเร่งทำบุญทำทาน เผื่อชาติหน้าได้เกิดมาอีกครั้งจะได้มาอยู่ในที่ดีๆ หรือไม่ตายไปก็อยู่ในที่ดีๆ ปัจจุบันเท่าที่ดู ถึงแม้โลกไม่แตก ก็เหมือนจะแตกอยู่แล้ว วุ่นวายกันน่าดู”

เรื่องที่สี่ จากกรณีที่นักศึกษาชาวบราซิล นางสาวคาตาริน่า มิกลิโอรินิ ออกมาประกาศประมูลขายพรหมจรรย์ของตนเอง เพื่อนำเงินมาช่วยพัฒนาชุมชน และซื้อบ้านให้แก่พ่อแม่ของตนเองนั้น ล่าสุด “พรหมจรรย์” ของเธอ ได้รับการประมูลแล้ว โดยทางสำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า ผู้ประมูลไปได้คือหนุ่มชาวญี่ปุ่น นามว่า “นัตสึ” ซึ่งประมูลไปด้วยเงินประมาณ 26 ล้านบาท

ทั้งนี้ การประมูลพรหมจรรย์ของคาตาริน่า เป็นการสมัครเข้าร่วมรายการสารคดี “Virgins Wanted” ของทางออสเตรเลีย ซึ่งเธอสมัครเข้าร่วมรายการเมื่อสองปีที่ผ่านมา โดยเธอมองว่าเรื่องนี้เป็นธุรกิจ ไม่ถือว่าเป็นโสเภณี เพราะเป็นการกระทำเพียงครั้งเดียว และเธอเองก็เป็นผู้หญิงโรแมนติก เชื่อในความรัก การขายพรหมจรรย์ในครั้งนี้ถือเป็นประสบการณ์สำคัญในชีวิตของเธอ เปรียบเสมือนการที่จะถ่ายภาพน่าทึ่งได้ ต้องผ่านประสบการณ์อันโชกโชนก่อน

ทั้งนี้ทางรายการจะพาคาตาริน่าและนัตสึ หนุ่มญี่ปุ่นที่ชนะการประมูล รวมไปถึง อเล็กซานเดอร์ สเตปานอฟ หนุ่มผู้เข้าร่วมรายการอีกคนที่ประมูลขายความบริสุทธิ์ของตัวเอง พร้อมสตรีชาวบราซิลที่ชนะการประมูลพรหมจรรย์ของ อเล็กซานเดอร์ บินไปถ่ายทำสารคดี แต่จะเป็นที่ใดนั้นทางทีมงานไม่สามารถเปิดเผยได้ และทางรายการก็จะสัมภาษณ์ความรู้สึกของผู้เข้าร่วมรายการหลังสูญเสียพรหมจรรย์ แต่จะไม่มีการบันทึกภาพขณะมีเซ็กส์ อีกทั้งผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะต้องสวมถุงยางอนามัย และต้องผ่านการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นด้วย

ที่มาภาพ: http//:www.onlinethailand.nethome

ที่มาภาพ: http//:www.onlinethailand.nethome

“แพงไปนะครับ ดูไม่คุ้มเลย แต่ก็ดีครับ ที่จิตสำนึกทำเพื่อครอบครัว”

“เรื่องธรรมดา คนรวยจะให้ทำไง ปาทิ้งปาขว้างยังได้ ทำไมรวยต้องเอาไปบริจาคเงินเก็หามาเองจะซื้ออะไรบ้าง ก็ไม่ผิดอะไร วันนึงรวยขึ้นมาจะเข้าใจเอง”

“ต้องพรหมจรรย์จริงๆ แน่ครับ เพราะถ้าไม่ใช่พรหมจรรย์เขาคงไม่จ่ายให้แน่ แล้วยังต้องอายไปทั่วโลก เห็นยังครับพรหมจรรย์นั้นมีค่ามากเพียงใด แต่แปลกนะที่สาวไทยยอมเสียพรหมจรรย์ง่ายๆ”

“เป็นกรณีตัวอย่าง ควรเก็บความสาวของตนไว้ เพื่อรอสิ่งที่มีค่าที่สุด”

“ต่างชาติ นี้ก็สรรหา กิจกรรมอะไรแปลกๆ มานำเสนอจังนะ แต่อย่างว่า เรื่องแบบนี้ มันเป็นศิลปะ และอยู่ในจิตสำนึกมนุษย์ทุกคน”

“เห็นได้ชัดว่า “พรหมจรรย์” เป็นของหายากในโลกนี้”

เรื่องที่ห้า เล่นเอาสื่อมวลชนงงไปตามๆ กัน แถมยังได้เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์กันอีกแล้วสำหรับสาว “พลอย เฌอมาลย์” ที่ก่อนหน้านี้ เคยมีกรณีวิวาทะเรื่องค่าตัวกับออร์แกไนซ์ จนตามมาเป็นเรื่องใหญ่โตด้วยการตรวจสอบภาษีของเหล่าศิลปินดารา เพราะล่าสุด สาวพลอย เฌอมาลย์ ได้ชิงหนีนักข่าวในงานแถลงข่าวเปิดผลวิจัยสมุนไพรไทยของ พอล ภัทรพล ที่เจ้าตัวรับงานไว้พร้อมแฟนหนุ่ม นาวิน ต้าร์ ณ โรงพยาบาลปิยะเวท พระราม 9

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อพลอยและนาวิน ต้าร์ เดินทางมาถึงบริเวณงาน สื่อมวลชนต่างกรูเข้าไปเก็บภาพของทั้งคู่ เพราะถือว่าครั้งนี้เป็นการออกงานคู่กันครั้งแรก แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อสาวพลอยเอ่ยปากออกมาว่า “ไหนว่าไม่มีสื่อมาร่วมงาน ไม่เห็นบอกกันล่วงหน้า” แล้วก็รีบเดินเข้าไปในห้องพักพร้อมแฟนหนุ่มและผู้จัดการส่วนตัว หลังจากนั้นก็เดินออกมาเพียงลำพัง ตรงไปที่ลิฟต์และกดลงไปเพียงลำพัง ไม่ให้ใครติดตามลงไปด้วย ทั้งยังพูดว่า “ไปเคลียร์กันเองนะคะ เพราะนี่ไม่ใช่แบบที่ตกลงกันไว้” ซึ่งทางสื่อมวลชนก็สามารถเก็บภาพและเสียงของสาวพลอยไว้ได้เกือบทั้งหมด จนลิฟต์ปิดไป

หลังจากนั้นหนุ่มนาวิน ต้าร์ ก็ออกมาจากห้องพัก พร้อมแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ ด้วยการอยู่ร่วมงานจนจบ พร้อมให้สัมภาษณ์หลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้นว่า ที่สาวพลอยกลับไปก่อนนั้น เป็นการสื่อสารที่ผิดพลาดของการประสานงาน เพราะที่พลอยรับงานนี้ เจ้าตัวรู้แต่เพียงว่าเป็นงานภายใน ไม่ได้มีเชิญสื่อมวลชน พลอยจึงไม่ได้แต่งหน้าทำผมมาอย่างเป็นทางการ แต่พอมาถึง ปรากฏว่ามามีสื่อเยอะ และไม่พร้อมจะออกสื่อด้วยหน้าตาและทรงผมที่ไม่ได้เซต จึงต้องขอกลับบ้านไปก่อน แต่สำหรับตัวหนุ่มนาวิน ต้าร์ เองก็บอกว่า ตนยังทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป เรื่องการติดต่อรับงาน ได้รับการติดต่อผ่านทางผู้จัดการของตนมาว่าจะต้องมาร่วมงานนี้กับพลอย ซึ่งนาวิน ต้าร์ เองก็ไม่ทราบว่าพลอยจะไม่รู้ว่ามีสื่อมวลชน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องซีเรียสอะไร ส่วนทางลูกค้าเองก็มีความเข้าใจว่าเป็นการสื่อสารผิดพลาดด้วย

ที่มาภาพ: http//:www.igossipy.com

ที่มาภาพ: http//:www.igossipy.com

ทั้งนี้ ทางด้าน พอล ภัทรพล ศิลปาจารย์ ในฐานะเจ้าของงาน ก็ได้กล่าวว่า ตนเองไม่ได้ติดใจเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด แถมยังยืนยันว่าจะจ่ายค่าตัวเต็มจำนวนให้กับสาวพลอยอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็คงต้องรอให้สาวพลอยยอมออกมาอธิบายเองทั้งหมด ซึ่งสื่อต่างๆ ก็คิดว่าคงไม่นานเกินไปแน่นอน

“พี่พอล และพี่ต้าร์ แสนดีมากๆ เลย แล้วทำไมพลอยทำตัวไม่ไหวหน้าใครขนาดนี้ ทิ้งให้หนุ่มๆรับผิดชอบแทนทั้งหมด เพราะการไม่ควบคุมสติอารมณ์ของตัวเองเพียงคนเดียว”

“ต้องโทษคนประสานงานนะ เพราะตามคลิป นางก็ไม่ได้แสดงอาการไม่สุภาพอะไร ก็พูดดีๆเพราะการบางครั้งเราอารมณ์ไม่ดีก็อยากอยู่คนเดียวนะ”

“มาเปิดงแถลงข่าว แล้วไม่มีสื่อมาได้ไง อย่างนี้เจ้าของงานก็คงจะไม่เชิญคุณมาหรอก อย่ามาอ้างทำงานด้านนี้มาตั้งนานก็ควรจะรู้ แล้วมาบอกว่าตัวเองเป็นดารานักแสดงอยู่วงการมานาน จากเคยชอบตอนนี้ ไม่ชอบเลย”

“พอลนายแมนมาก พลอยเธอแย่มาก การเป็นดารายังไงก็ต้อเจอนักข่าว มันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ควรจะเข้าใจเจ้าของงานเขาด้วย งานเปิดตัวยังไงก็ต้องมีนักข่าว นายต้าร์ ก็แมนดี แต่ทำไมมีแฟนเป็นคนที่ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเอง กี่ครั้งแล้วที่หล่อนวีนแตกแบบนี้”

“ดารานี่เขาแสดงเก่งนะ กัดฟันพูดแต่ยังยิ้มออก แต่ถ้าเปนพลอยเราคงไม่กล้ารับค่าตัวแล้ว”

“ดีออก ร้ายก้อร้ายให้เห็น ดีก้อดีให้เห็น จริงใจดีออกน้องพลอย ทำอะไรก็ได้แบบนั้น ไม่เห็นต้องแคร์ มีงานมีเงินไม่มีเธอก้อมีที่อยู่เมืองนอกอยู่แล้วได้ข่าวว่าเยอะ”

“ชีวิตจริงของนาง ยิ่งกว่าละครเสียอีก สุดยอด”

เครือข่ายสังคม