ธนาคารโลกจัดอันดับประเทศน่าลงทุนปี 2013 ไทยหล่น – สิงคโปร์แชมป์ 7 ปีซ้อน

รายงานผลการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ พ.ศ. 2555: กฎข้อบังคับที่ดีกว่า สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Doing Business 2013: Smarter Regulations for Small and Medium-Size Enterprises)
รายงานผลการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ พ.ศ. 2555: กฎข้อบังคับที่ดีกว่า สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Doing Business 2013: Smarter Regulations for Small and Medium-Size Enterprises)

ธนาคารโลกเผยประเทศไทยอันดับตก ผลการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจประจำปี 2013 จากอันดับที่ 17 ในปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 18 ในปีนี้ พบหลายประเทศทั่วโลกพัฒนาก้าวกระโดด สิงคโปร์ยังครองแชมป์ประเทศน่าลงทุนทำธุรกิจ 7 ปีซ้อน ตามมาด้วยฮ่องกงและนิวซีแลนด์ ชี้ 10 ปัจจัยการให้คะแนน ไทยโดนประเทศอื่นแซงหน้า แต่ยังถือว่าไทยอยู่ในเกณฑ์ดี เป็นประเทศน่าทำธุรกิจใน 20 อันดับแรกของโลก

Doing Business 2013 ของธนาคารโลกคืออะไร

บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศและธนาคารโลกได้ร่วมกันจัดทำรายงานประจำปีเรื่อง รายงานผลการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Doing Business) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 โดยจัดพิมพ์รายงาน Doing Business ประจำปี 2547 เป็นฉบับแรก และฉบับปัจจุบันเป็นฉบับที่ 10

ดัชนีความยากง่ายในการประกอบธุรกิจจะจัดอันดับประเทศจาก 1 ถึง 185 ในปีนี้มีประเทศที่เข้าร่วมการจัดอันเพิ่มขึ้น 2 ประเทศ (183 ประเทศในปี 2012) โดยการจัดอันดับของแต่ละประเทศ จะถูกคำนวณจากค่าเฉลี่ยโดยปรกติของอันดับร้อยละของแต่ละหัวข้อจำนวน 10 หัวข้อ ได้แก่ ความยากง่ายในการเริ่มต้นธุรกิจ การขออนุญาตก่อสร้าง การจดทะเบียนทรัพย์สิน การได้รับสินเชื่อ การคุ้มครองผู้ลงทุน การชำระภาษี การค้าระหว่างประเทศ การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง การปิดกิจการ และสุดท้ายคือ ความยากง่ายในการขอใช้ไฟฟ้า มีวิธีเก็บข้อมูลด้วยการส่งแบบสอบถามเกี่ยวกับการทำธุรกิจของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ไปยังบริษัทกฎหมายและบริษัทบัญชีในประเทศที่ทำการสำรวจ

หัวข้อเหล่านี้อยู่ภายใต้ตัวชี้วัดสองประเภท ประเภทแรก คือ ตัวชี้วัดที่ตรวจสอบเวลาและการเคลื่อนไหว ซึ่งจะประเมินความมีประสิทธิภาพผู้ประกอบการในประเทศที่สามารถดำเนินธุรกรรมให้แล้วเสร็จ โดยปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง อาทิ การจัดตั้งบริษัทและการเชื่อมต่อขอใช้ไฟฟ้า

ตัวชี้วัดประเภทที่สองจะประเมินคุณสมบัติเฉพาะเจาะจงของกฎหมายทางธุรกิจ นำมาบังคับใช้กับกรณีที่ถูกกำหนดเป็นมาตรฐาน เช่น ตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับการคุ้มครองนักลงทุนและการขอสินเชื่อ ทั้งสองกรณีนี้ ประเทศจะได้รับคะแนนสูงขึ้นหากมีกฎหมายการคุ้มครองนักลงทุนและการคุ้มครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน

การจัดอันดับได้ให้ความสำคัญกับกฎหรือระเบียบ ที่บังคับใช้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศใน 11 ขั้นตอนสำคัญของวัฏจักรธุรกิจ เริ่มตั้งแต่การก่อตั้งบริษัท การขออนุญาตก่อสร้าง การเชื่อมต่อไฟฟ้า การจดทะเบียนสินทรัพย์ การขอสินเชื่อ การคุ้มครองนักลงทุน การชำระภาษี การค้าข้ามพรมแดน การบังคับใช้สัญญา การจัดการกับการล้มละลาย ไปจนถึงการจ้างงาน

นอกจากนี้ แม้ว่ารายงาน Doing Business จะช่วยประเมินโครงสร้างทางกฎหมายที่บังคับใช้กับธุรกิจในประเทศในหลายๆ มิติที่สำคัญ แต่ก็ไม่สามารถประเมินสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความสำคัญต่อธุรกิจและนักลงทุน หรือที่มีผลต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศได้ทุกแง่มุม ตัวอย่างเช่น รายงาน Doing Business ไม่ได้มีมาตรวัดด้านความมั่นคง เสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค การทุจริต ทักษะแรงงานของประชากร ความเข้มแข็งขององค์กรหรือสถาบัน หรือคุณภาพของการให้บริการด้านสาธารณูปโภค (ที่นอกเหนือไปจากการให้บริการด้านการค้าข้ามพรมแดนและการขอใช้ไฟฟ้า) ตลอดจนไม่ได้มุ่งเน้นในด้านกฎระเบียบซึ่งเกี่ยวข้องกับการลงทุนจากต่างประเทศ

การจัดอันดับของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในรายงาน Doing Business 2013 – ที่มา: World Bank
การจัดอันดับของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในรายงาน Doing Business 2013 – ที่มา: World Bank

ไทยอันดับหล่นจากที่ 17 มาอยู่ที่ 18 ในปีนี้

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2555 ธนาคารโลก ประเทศไทย ได้เปิดรายงานผลการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ พ.ศ. 2555: กฎข้อบังคับที่ดีกว่า สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Doing Business 2013: Smarter Regulations for Small and Medium-Size Enterprises) จากบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศและธนาคารโลก ซึ่งครอบคลุมผลการศึกษาระหว่างเดือน มิถุนายน 2554 ถึง เดือนมิถุนายน 2555

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ระบุว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎข้อบังคับที่เป็นมิตรและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากที่สุดประเทศหนึ่ง ติดอยู่ใน 20 ลำดับแรกในการจัดอันดับ แต่ลำดับของประเทศไทยลดต่ำลงกว่าปีที่แล้ว 1 อันดับ คือ จากลำดับที่ 17 ในปี 2012 มาอยู่ที่ลำดับ 18 ในปี 2013 เป็นอันดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นรองประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย และอยู่ในอันดับที่ 6 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก

เมื่อพิจารณาตามปัจจัยการให้คะแนนทั้ง 10 ด้าน พบว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาไปอยู่อันดับที่ดีขึ้น 3 ด้าน คือ ด้านการจดทะเบียนทรัพย์สิน ด้านการชำระภาษี และการบังคับข้อตกลงให้เป็นไปตามสัญญา ขณะที่ด้านการการคุ้มครองผู้ลงทุนยังคงอยู่ในอันดับเดิม ส่วนปัจจัยด้านอื่นๆ มีอันดับที่ลดลงจากปีก่อนหน้า

“ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยไม่ได้มีการพัฒนามากขึ้นกว่าปีก่อน แต่อาจเป็นเพราะมีประเทศอื่นที่มีการพัฒนามากกว่าประเทศไทยในปีนี้ โดยประเทศไทยยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แม้ว่าปีที่แล้วจะประสบกับปัญหาอุทกภัย แต่ก็ยังคงรักษาตำแหน่งประเทศน่าลงทุน 20 อันดับแรกไว้ได้ แม้ว่าอันดับจะลดลงจากปีที่แล้ว 1 อันดับ แต่เชื่อว่าจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของนักธุรกิจมานัก เนื่องจากไทยยังอยู่ในตำแหน่งที่ดีอยู่” ดร.กิริฎากล่าว

ด้านนางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา สุทธปรีดา ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ สำนักงาน ก.พ.ร. ระบุว่า ในผลการสำรวจ ประเทศไทยมีการพัฒนาด้านการเริ่มต้นธุรกิจที่ดีขึ้น โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้มีการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย มีการใช้เอกสารและแบบฟอร์มเดียวกัน ทำให้การจดทะเบียนธุรกิจสามารถประหยัดเวลาลงไปได้

“ในด้านการชำระภาษี ในปีนี้ที่การลดรายการภาษีลง จาก 23 รายการ เหลือ 22 รายการ และในปีหน้า ที่รัฐบาลมีนโยบายลดภาษี จะทำให้อันดับของไทยในเรื่องการจัดเก็บภาษีดีขึ้น” นางวรรณพรกล่าว

นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา สุทธปรีดา ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ สำนักงาน ก.พ.ร. และ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย
นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา สุทธปรีดา ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ สำนักงาน ก.พ.ร. และดร. กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย

สิงคโปร์แชมป์ 7 ปีซ้อน

ผลการศึกษาในปีนี้พบว่า สิงคโปร์ยังคงรั้งอันดับหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 7 ในขณะที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงตามมาเป็นลำดับที่ 2 โดยประเทศอื่นๆ ที่ติดอันดับ 10 ประเทศ ได้แก่ นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก นอร์เวย์ สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) จอร์เจีย และออสเตรเลีย ตามลำดับ

โดยประเทศที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดที่สุดจากปีที่ผ่านมา คือ ประเทศโปแลนด์ ที่ขึ้นมาจากอันดับที่ 74 ในปีที่แล้ว มาอยู่ที่อันดับ 55 ในปีนี้ เป็นผลมาจากการพัฒนาด้านการจดทะเบียนทรัพย์สิน จ่ายภาษี การบังคับใช้สัญญา และการแก้ไขกฎหมายล้มละลาย ขณะที่ศรีลังกาเป็นประเทศที่มีการพัฒนาด้านอันดับมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียประจำปีนี้

รายงานความยากง่ายในการประกอบธุรกิจพบว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก 23 ประเทศ ได้ปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกฎข้อบังคับให้เป็นมิตรต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้นตั้งแต่ปี 2548 โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศจีนมีความรุดหน้ามากที่สุดในการปรับปรุงกฎข้อบังคับทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการในประเทศ

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกถึง 11 ประเทศ จาก 24 ประเทศ มีการปรับปรุงข้อบังคับทางธุรกิจในปีที่ผ่านมา

ข้อมูลเพิ่มเติม
เว็บไซต์ Doing Business, ข้อมูลประเทศไทย
รายงานฉบับสมบูรณ์ Doing Business 2013
รายงานฉบับสมบูรณ์ Doing Business 2013 Economy Profile : Thailand