จริงหรือที่มูลค่าการประมูลคลื่น 3G ของไทยเหมาะสมแล้วเมื่อเทียบกับต่างประเทศ?

29 ตุลาคม 2012

พรเทพ เบญญาอภิกุล
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz (คลื่น 3G) โดยสำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ผ่านพ้นไปประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว โดยผลการประมูลคลื่นความถี่ทั้ง 9 ชุดคลื่น สร้างรายรับให้กับรัฐ 41,625 ล้านบาท สูงกว่าราคาตั้งต้นที่ กสทช. ตั้งไว้ที่ 40,500 ล้านบาท (4,500 ล้านบาทต่อชุดคลื่น x 9 ชุดคลื่น) ประมาณ 2.8% แต่ยังต่ำกว่ามูลค่าประมาณการรายรับ 57,960 ล้านบาทที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ซึ่งสำนักงาน กสทช. มอบหมายให้ไปศึกษา) คำนวณเอาไว้ถึง 16,335 ล้านบาท หรือประมาณ 27.2% ซึ่งผลการประมูลที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ที่หลากหลายและกว้างขวางในสังคม ในประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดมีประเด็นหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุด คือความเหมาะสมของรายรับการประมูลเมื่อเทียบกับต่างประเทศ

หากพิจารณาตามหลักการทางเศรษฐศาสตร์ ราคาที่เหมาะสมคือราคาที่สะท้อนต้นทุนค่าเสียโอกาสของการนำคลื่นความถี่ไปสร้างประโยชน์ในทางอื่น หรือโดยผู้ประกอบการรายอื่น ดังนั้นถ้าหากการประมูลมีการแข่งขันที่ดี การสู้ราคาในการประมูลจะส่งผลให้ราคาที่ผู้ชนะเสนอสะท้อนต้นทุนค่าเสียโอกาสของคลื่นความถี่ ในกรณีที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าการประมูลจะไม่มีการแข่งขันดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ราคาการประมูลจะไม่สะท้อนถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสของการใช้คลื่นความถี่เนื่องจากผู้ประกอบการไม่จำเป็นที่จะต้องแข่งขันกันเสนอราคา และ กสทช. จำเป็นที่จะต้องตั้งราคาที่เหมาะสมเองผ่านการกำหนดราคาตั้งต้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าเพราะอะไรงานศึกษาของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ จึงมีความสำคัญ จากงานศึกษาชิ้นดังกล่าวคณะผู้วิจัยประมาณการรายรับที่ควรจะได้รับจากการประมูลที่ 6,440 ล้านบาท ต่อ 1 ชุดคลื่นความถี่ 5 MHz หรือ 0.64 เหรียญสหรัฐฯต่อ 1 MHz ต่อประชากร 1 คน (USD/MHz/Population)

อย่างไรก็ดีภายหลังการประมูล รายรับที่ได้รับต่ำกว่ารายรับที่ประมาณการที่ระบุในงานศึกษาของคณะวิจัยจากเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ อย่างมาก เนื่องจากการตั้งราคาตั้งต้นที่ลดลงมาถึง 30% ประกอบกับการไม่มีการแข่งขันในการประมูลทำให้ราคาที่ได้เพิ่มขึ้นจากราคาตั้งต้นเพียงเล็กน้อย ซึ่งคิดเป็น 0.46 USD/MHz/population

ภายหลังการประมูล ผู้ประกอบการซึ่งเข้าร่วมประมูลรายหนึ่งได้ออกมาให้ความเห็นผ่านรายการโทรทัศน์ โดยให้ข้อมูลว่าราคาการประมูลของประเทศไทยเป็นราคาที่สูงพอสมควรและเหมาะสมแล้ว ซึ่งหากเทียบกับต่างประเทศ ประเทศไทยมีรายรับจากการประมูลสูงที่สุดในประเทศอาเซียน พร้อมทั้งยกข้อมูลราคาการประมูลของประเทศต่างๆ ได้แก่ (หน่วยเป็น USD/MHz/population) เกาหลีใต้ (ปี 2011) ที่ 0.40,เยอรมัน (ปี 2010) ที่ 0.28, เม็กซิโก (ปี 2010) ที่ 0.15, สิงคโปร์ (ปี 2010) ที่ 0.08, อินโดนีเซีย (ปี2006) ที่ 0.04 และมาเลเซีย (ปี 2006) ที่ 0.03 (ดูภาพประกอบ) ตัวเลขชุดเดียวกันนี้ยังถูกกล่าวอ้างถึงในบทความทางหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษแห่งหนึ่ง ซึ่งเขียนโดยที่ปรึกษาของ กสทช. อีกด้วย ผู้เขียนมีข้อสังเกตเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างและตัวเลขต่างๆ ดังนี้

1. ตัวเลขที่ยกมาเป็นเพียงการเลือกประเทศบางประเทศ (7-9 ประเทศ) และตัวแปรบางตัวมาสนับสนุนคำกล่าวอ้างเท่านั้น ในขณะที่การศึกษาของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่คำนวณราคาตั้งต้นที่ 0.64 เหรียญสหรัฐฯต่อ 1MHz ต่อประชากร 1 คน ใช้ข้อมูลจำนวนประเทศที่ครอบคลุมกว่า และคำนึงถึงปัจจัยที่ผู้ประกอบการยกมา เช่น ระยะเวลาของใบอนุญาต ขนาดเศรษฐกิจ ปีที่ทำการประมูล ไว้ทั้งหมดแล้ว โดยงานศึกษาดังกล่าวใช้ข้อมูลการประมูลจากต่างประเทศทั้งหมด 17 ประเทศ รวมทั้งสิ้น 69 ใบอนุญาต ด้วยวิธีทางเศรษฐมิติ ซึ่งเป็นวิธีการหาค่าประมาณการมูลค่าคลื่น 3G ของไทยโดยคำนึงถึงปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ซึ่งคณะผู้วิจัยได้รวมปัจจัยต่างๆ ของแต่ละประเทศเอาไว้ในการพิจารณากำหนดมูลค่าคลื่นไว้อย่างหลากหลาย เช่น ขนาดของเศรษฐกิจ จำนวนประชากร รายได้ต่อหัว ระยะเวลาของใบอนุญาต ความหนาแน่นของประชากร รวมถึงช่วงปีที่ประมูลว่ามีกระแสการตื่นตัวของเทคโนโลยี 3G หรือไม่ ดังนั้นผลการประมาณการ 6,440 ล้านบาทต่อชุดคลื่น 5 MHz จึงถือว่าเป็นมูลค่าที่สมเหตุผลเมื่อคำนึงถึงปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ และมีความน่าเชื่อถือกว่าการยกตัวเลขของประเทศเพียงบางประเทศมาเปรียบเทียบโดยไร้หลักเกณฑ์ที่เป็นวิชาการมาสนับสนุน

2. ตัวเลขที่ผู้ประกอบการกล่าวอ้างในส่วนของประเทศสิงคโปร์และอินโดนีเซีย มีความคลาดเคลื่อน ซึ่งจำเป็นต้องขยายความเพื่อมิให้เกิดความเข้าใจผิด ในกรณีของประเทศสิงคโปร์ การประมูลในปี 2010 เป็นการออกใบอนุญาตคลื่น 3G เป็นครั้งที่ 2 หลังจากมีการประมูลรอบแรกไปแล้วในปี 2001 ซึ่งการประมูลในรอบนี้มีคลื่นที่ได้รับการจัดสรรทั้งสิ้น 15 MHz แบ่งออกเป็น 3 ชุด ชุดละ 5 MHz โดยรัฐบาลสิงคโปร์ตั้งราคาตั้งต้นอยู่ที่ 20 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อ 1 ชุดคลื่น หรือคิดเป็น 15.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ดูเอกสารอ้างอิง 1.หัวข้อที่ 8 สำหรับข้อมูลราคาตั้งต้น) โดยผู้ประมูลมีทั้งสิ้น 3 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ประกอบการรายเดิม ผลการประมูลปรากฏว่าราคาสุดท้ายเท่ากับราคาตั้งต้น ซึ่งคิดเป็น 0.61 USD ต่อ MHz ต่อประชากร (15.4 ล้านเหรียญ/5MHz/ประชากร 5.08 ล้านคน) ซึ่งสูงกว่าไทย และมิใช่ 0.08 ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด

ในกรณีของอินโดนีเซีย วิธีการประมูลจะแตกต่างไปเล็กน้อย กล่าวคือรัฐบาลอนุญาตให้ผู้ประกอบการผ่อนชำระเงินค่าประมูลได้ตลอดอายุใบอนุญาต โดยผู้เข้าประมูลจะทำการ เสนอราคาผ่อนชำระต่อปี ไม่ใช่ราคารวมที่จ่าย โดยผู้ชนะการประมูลต้องชำระเงิน 2 เท่าของราคาที่ตนเสนอในปีแรก และชำระเงินในอัตราคงที่ทุกปีเท่ากับราคาที่ผู้ชนะรายสุดท้ายเสนอตลอดอายุใบอนุญาต 10 ปี การคิดมูลค่าจะต้องรวมค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการต้องชำระคงที่ตลอดอายุใบอนุญาตในราคาประมูลด้วย เนื่องจากต้นทุนที่ชำระในส่วนนี้ทั้งหมดเป็นมูลค่าที่กำหนดโดยวิธีการประมูลและไม่ขึ้นอยู่กับรายได้ประกอบการ ดังนั้นจะไม่ใช่ส่วนแบ่งของรายได้และควรรวมอยู่ในราคาประมูล เพียงแต่ว่ารัฐอนุญาตให้ผ่อนจ่ายเท่านั้น

ในขณะที่การเก็บค่าธรรมเนียมตามสัดส่วนของรายได้ก็ยังมีอยู่ตามปกติและแยกออกมาต่างหาก(เช่น Universal Service Obligation ประมาณ 0.75% ของรายได้) ฉะนั้นแล้ว ถ้าใช้เพียงแต่ตัวเลขที่เอกชนเสนอตามข้อมูลที่ที่ปรึกษา กสทช. ใช้กล่าวอ้าง จะทำให้มูลค่าลดลงจากความเป็นจริงถึง 10 เท่า แท้ที่จริงแล้วตัวเลขมูลค่าคลื่นจากการประมูลในกรณีของอินโดนีเซียควรจะอยู่ที่ประมาณ 0.4-0.5 USD/MHz/population ซึ่งถือว่ามีผลลัพธ์ที่ดีเมื่อเทียบกับประเทศที่มีรายได้ต่ำ มีลักษณะเป็นเกาะ และใบอนุญาตมีอายุเพียง 10 ปี (ดูเอกสารอ้างอิง 2. สำหรับวิธีการประมูลของอินโดนีเซียและราคาเป็น USD/MHz/population)

3. ประเทศต่างๆ ที่ผู้ประกอบการนำมากล่าวอ้างส่วนใหญ่ เช่น เกาหลีใต้ เยอรมัน และสิงคโปร์ เป็นข้อมูลของการจัดสรรใบอนุญาตรอบที่ 2 นั่นคือประเทศเหล่านี้มีการให้ใบอนุญาตคลื่น 2.1 GHz รอบใหญ่มาแล้ว การประมูลในรอบหลังเป็นการประมูลใบอนุญาตที่เหลืออยู่เพื่อวัตถุประสงค์ในการเพิ่มการแข่งขันของรายใหม่ หรือเพิ่มคลื่นให้เพียงพอต่อการให้บริการ ซึ่งการประมูลรอบหลังนี้มูลค่าคลื่นย่อมต่ำกว่าการประมูลรอบแรก เพราะตลาดเริ่มมีการอิ่มตัว อุปสงค์ของการใช้ 3G ส่วนใหญ่ถูกตอบสนองไปแล้วอีกทั้งส่วนแบ่งการตลาดของผู้ประกอบการรายเดิมก็สูงอยู่แล้ว จึงเป็นการยากสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้าไปแข่งขันและทำให้โอกาสของการทำกำไรต่ำลง การแข่งขันและราคาตั้งต้นจึงจำเป็นที่จะต้องกำหนดไว้ต่ำ

ในกรณีของประเทศเกาหลีใต้ปี 2011 วัตถุประสงค์สำคัญคือการเพิ่มการแข่งขันในการให้บริการ (ดูเอกสารอ้างอิง 3. หน้า 55) เนื่องจากก่อนหน้านี่ผู้ให้บริการ 3G ในคลื่น 2.1 GHz ผูกขาดอยู่เพียง 2 ราย ซึ่งเป็น 2 รายใหญ่ที่สุดในตลาด โดยทั้ง 2 รายได้รับการจัดสรรคลื่น 2.1 GHz มาก่อนหน้าแล้ว แต่รัฐต้องการเพิ่มผู้เล่นรายใหม่ในตลาด จึงจัดการประมูลใบอนุญาตเพิ่มอีก 1 ใบ โดยไม่อนุญาตให้เจ้าตลาดทั้งสองรายเข้าร่วมประมูล (ดูเอกสารอ้างอิง 5. หน้า 3) ซึ่งแน่นอนว่าการเข้ามาแข่งกับเจ้าตลาดรายใหญ่ที่ให้บริการอยู่แล้วย่อมทำให้มูลค่าใบอนุญาตใบนี้มีค่อนข้างต่ำเนื่องจากรายใหม่จะต้องแข่งกับเจ้าตลาดรายใหญ่ที่มีฐานลูกค้ามากและตลาดค่อนข้างอิ่มตัว รัฐบาลย่อมต้องตั้งราคาจูงใจให้ต่ำลง ซึ่งสุดท้ายก็มีผู้เข้าร่วมประมูลเพียงรายเดียวและได้ใบอนุญาตไปในราคาตั้งต้น

ในกรณีของสิงคโปร์ปี 2010 รัฐต้องการเพิ่มศักยภาพการให้บริการ จึงนำคลื่นอีก 15 MHz ที่ไม่ได้ถูกจัดสรรเมื่อครั้งการประมูลรอบแรกในปี 2001 มาประมูล และอนุญาตให้ผู้ประกอบการรายเดิมร่วมประมูลได้ ซึ่งส่งผลทำให้ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่สนใจ แม้ว่าราคาตั้งต้นที่รัฐตั้งจะต่ำกว่าราคาตั้งต้นในครั้งที่ประมูลรอบแรกเมื่อปี 2001 ประมาณ 40% (ราคาตั้งต้นปี 2010 อยู่ที่ 20 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อ 5 MHz ในขณะที่ราคาตั้งต้นในปี 2001 อยู่ที่ 100 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 15 MHz) โดยผู้ประกอบการรายเดิมทั้ง 3 รายชนะการประมูลรายละ 5MHz ในราคาตั้งต้น

4. ประเทศมาเลเซียไม่ได้ใช้วิธีการประมูล แต่ใช้การให้ใบอนุญาตด้วยการคัดเลือกบริษัทที่เหมาะสม (Beauty Contest) ในราคาที่รัฐกำหนด ซึ่งเป็นวิธีที่ขาดความโปร่งใส ดังนั้นจึงไม่สามารถเปรียบเทียบมูลค่ากับวิธีการประมูลได้ (ดูเอกสารอ้างอิง 8. ส่วนที่ 1 ข้อที่ 1 สำหรับวิธีการจัดสรรคลื่นแบบคัดเลือก) นอกจากนี้การออกใบอนุญาตในปี 2006 ยังเป็นการออกใบอนุญาต 3G รอบที่ 2 หลังจากได้ออกใบอนุญาตในรอบแรกไปแล้วเมื่อปี 2001 ด้วยวิธีคัดเลือกบริษัทที่เหมาะสม

จะเห็นได้ว่าข้อมูลที่นำเสนอผ่านสื่อนั้นมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความจริง และเป็นการจงใจอ้างอิงเฉพาะผลการประมูลในกลุ่มประเทศเพียงไม่กี่ประเทศเพื่อสนับสนุนคำกล่าวอ้าง แตกต่างจากงานศึกษาที่ใช้เทคนิคการประมาณค่าที่มีความเป็นวิชาการของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างที่มากกว่า และคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่ผู้ประกอบการได้นำมากล่าวอ้างทั้งหมดในการประมาณมูลค่าแล้ว ซึ่งในท้ายที่สุด ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนก็คือ ราคาสุดท้ายของการประมูลของไทยต่ำกว่าราคาที่ได้จากการประมาณการอย่างเป็นวิชาการจากหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจาก กสทช. เอง และต่ำกว่าราคาเฉลี่ยของประเทศต่างๆ ที่ประมูลก่อนหน้ามากถึงเกือบ 30%

เอกสารอ้างอิง

เอกสารอ้างอิง 1: “3G Spectrum Rights (2010) Auction: Information Memorandum.”

เอกสารอ้างอิง 2 : Loso Judijanto (2006) “Conducting Auction for Allocating Frequency of ITM-2000: The Case of Indonesia”, ITU/BDT Regional Seminar on Mobile and Fixed Wireless Access for Broadband Applications for the Arab Region 2006

เอกสารอ้างอิง 3: KCC Annual Report 2011. Korea Communications Commission.

เอกสารอ้างอิง 4: “Korean operators fight for spectrums”

เอกสารอ้างอิง 5: Lee, Hyeongjik; Seol, Seong-ho; Kweon, SooCheon (2012): An event study of the first telecommunications spectrum auction in Korea and “the winner’s curse”, 23rd European Regional Conference of the International Telecommunication Society, Vienna, Austria, 1-4 July 2012

เอกสารอ้างอิง 6: “THIRD GENERATION MOBILE COMMUNICATIONS SPECTRUM RIGHTS.”

เอกสารอ้างอิง 7: “3G Spectrum Rights (2010) Auction.”

เอกสารอ้างอิง 8: เอกสารเชิญชวนยื่นซองเข้าร่วมการคัดเลือก

เอกสารอ้างอิง 9: Mahdaliza, Sevia and MohdAriff Bin Arifin(2008), “3G Telecommunication Technology in Malaysia.”, inAbu SahmahMohd. Supa’at, SeviaMahdalizaIdrus, Fatimah Mohamad.edsWireless communication technology in Malaysia, UTM Press.

  • จากรูปที่นำเสนอตรงที่เขียนว่า “ไม่ใช่การออกใบอนุญาต 2.1 GHz ครั้งแรก มีผู้ให้บริการ 3G บนคลื่น 2.1 GHz อยู่แล้ว” น่าจะชี้ลูกศรมาที่ประเทศไทยด้วยนะครับ เพราะก่อนการประมูลครั้งนี้ TOT ก็ได้รับสิทธิในการให้บริการ 3G บนคลื่น 2.1 GHz (จำนวนแบนด์วิธ 15 MHz) แล้วเช่นกัน

  • Terasphere

    ใช่ครับ เห็นด้วยกับคุณ kanin เพราะไทยเองก็มีผู้ให้บริการบนคลื่น 2.1 GHz มาแล้วครับ

  • Anonymous

    ความเห็นส่วนตัวครับ
    ประเทศไทยมี ผู้ให้บริการ 3G มาก่อนเหมือนกันก็จริง แต่ผู้เล่นเป็นรายเล็ก (ส่วนแบ่งตลาดมือถือของ TOT ถึง 2% ไหมนี่?) และเพิ่งเปิดบริการไม่นาน ส่วนประเทศอื่นที่ยกมาเช่น เยอรมันและเกาหลีนั้น มีการประมูล 3G ก่อนหน้าเป็น 10 ปี และมีผู้ประกอบกา่รเป็นผู้เล่นรายใหญ่ ตลาดแทบจะเต็มแล้ว จึงเอามาเทียบกันไม่ได้

  • Abc

    ในกรณีของไทย คลื่นความถี่ที่ประมูลเป็นแบบ paired MHz ดั้งนั้นการหา price per MHz pop ต้องหารสองอีกทีนึง
    ราคาที่คณะเศรษฐศาสตร์ประเมินจะอยู่ที่ 0.32 usd ต่อ mhz/pop

  • Rang

    ไอ่ที่ให้ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ซึ่งสำนักงาน กสทช. มอบหมายให้ไปศึกษา) คำนวณเอาไว้ถึง 16,335 นั่นน่ะ เค้าศึกษาไว้ปีำำไหน แล้วตอนนี้มันปีไหนครับ 3G ถือว่าล้าหลังไปแล้วครับ ตอนนี้ประเทศอื่นเค้าใช้ 4G 5G ไปแล้วครับ

  • น่าสนใจและวิเคราะห์ได้ดีครับ
    กลัวแต่ กสทช. กทค. จะไม่ยอมมาตอบโจทย์

  • นายสิทธิพลเมือง

    ผมมีความเห็นตามส่วนต่างๆของบทความดังนี้
    1. ประเด็นที่ 1
    บทความกล่าวว่า “หากพิจารณาตามหลักการทางเศรษฐศาสตร์ ราคาที่เหมาะสมคือราคาที่สะท้อนต้นทุนค่าเสียโอกาสของการนำคลื่นความถี่ไปสร้างประโยชน์ในทางอื่น หรือโดยผู้ประกอบการรายอื่น”
    ——————
    ความเห็น: คลื่นความถี่ไม่มีอยู่จริงและไม่มีต้นทุน และหากไม่ประมูล ก็จะไม่มีการให้บริการใดๆ ซึ่งคุณค่าของคลื่นความถี่จะเท่ากับ 0 และเท่ากับ 0 มาหลายสิบปีแล้ว การประมูลและนำออกมาใช้จึงคุ้มค่ากว่า มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจมากกว่า (efficient) ส่วนราคาประมูลควรจะเป็นเท่าใดนั้น หากใช้ตามที่คุณกล่าวมานี้ ก็เท่ากับว่าจะต้องสะท้อนค่าเสียโอกาสของการนำคลื่นความถี่ไปสร้างประโยชน์ในทางอื่น ….มันคือประโยชน์อะไรครับ?. เพราะมัน ?ไม่มี?ประโยชน์อื่นครับ คลื่นความถี่มันไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงเรื่องสมมุติครับ ที่เขาอนุญาตกันมันเป็นเพียงการ ?อนุญาตให้ใช้เครื่องและอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ? และ ?อนุญาตได้เฉพาะ 3G? ครับ ทำอย่างอื่นไม่ได้ ดังนั้น การประมูลที่ให้ราคา efficient คือ ราคาตลาดครับ เพราะราคาตลาดคือราคาสูงสุดที่ผู้ชนะการประมูลสามารถมอบให้ ซึ่งผู้นั้น (น่าจะ) เป็นผู้นำคลื่นไปใช้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสังคมนั่นเอง….ตามทฤษฎีการประมูล
    ————————————————-
    2. ประเด็นที่ 2 บทความกล่าว่า
    ดังนั้นถ้าหากการประมูลมีการแข่งขันที่ดี การสู้ราคาในการประมูลจะส่งผลให้ราคาที่ผู้ชนะเสนอสะท้อนต้นทุนค่าเสียโอกาสของคลื่นความถี่ ในกรณีที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าการประมูลจะไม่มีการแข่งขันดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ราคาการประมูลจะไม่สะท้อนถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสของการใช้คลื่นความถี่เนื่องจากผู้ประกอบการไม่จำเป็นที่จะต้องแข่งขันกันเสนอราคา
    ความเห็น ในการประมูลคลื่นความถี่ 3G อุปมาคือ รัฐเป็นผู้ขายคลื่น อุปทานคือใบอนุญาต 3ใบ เท่ากับอุปสงค์คือ ผู้ประกอบการ 3 รายรายละ 1 ใบ ทำให้ไม่มีการแข่งขันราคาให้สูง ?ตามใจ? ผู้ขายคือ รัฐ ผู้เขียนบทความนี้เห็นว่าการขายของเช่นนี้ ถือว่าไม่มีประสิทธิภาพเพราะไม่สะท้อนต้นทุนค่าเสียโอกาสของคลื่นความถี่
    ผมมีความเห็นต่าง เพราะความเห็นของเจ้าของบทความนั้น น่าจะไม่สอดรับกับกฎตลาด เพราะแสดงว่า หากผมมีเงิน 10 บาท ไปซื้อสินค้า A (เช่นคลื่นความถี่) ในตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ (Perfect Competition) ซึ่งมีอุปทานสูงมากหรือไม่จำกัด (เหมือนกรณีการประมูลคลื่น 3G นี้ที่มีอุปทานมากกว่าหรือเท่ากับอุปสงค์) ทำให้มีอุปทานสินค้า A (คลื่นความถี่) พอสำหรับอุปสงค์ทุกราย ราคาที่ได้รับจะได้เท่ากับ marginal cost (1 บาท) อย่างนี้ก็แสดงว่าตลาดแข่งขันสมบูรณ์สำหรับสินค้า A เป็นตลาดที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือครับ เพราะไม่มีการแข่งขันด้านราคามาจากทางผู้ซื้อ อันนี้น่าจะขัดกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์นะครับ ในเมื่ออุปทานมีมากกว่าอุปสงค์หรือพอดีกัน น่าจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งดีมาก เพราะทรัพยากรได้รับการจัดสรรเต็มที่ และที่จริงแล้ว ไม่มีตลาดใดที่มีประสิทธิภาพมากไปกว่าตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ที่อุปทานมีมากกว่าอุปสงค์และราคาเท่ากับ marginal cost (หรือเราจะบอกครับว่าราคา marginal cost ไม่สะท้อนต้นทุนค่าเสียโอกาสในการนำสินค้า A ไปทำอย่างอื่น???? การพูดเช่นนี้น่าจะขัดกับกฎเศรษฐศาสตร์นะครับ) ดังนั้น การที่อุปทานมีเพียงพอสำหรับอุปสงค์ไม่ได้หมายความว่าสินค้า A หรือคลื่นความถี่ ได้รับการจัดสรรต่ำกว่าประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ

    3. ประเด็นที่ 3 บทความกล่าวว่า

    “และ กสทช. จำเป็นที่จะต้องตั้งราคาที่เหมาะสมเองผ่านการกำหนดราคาตั้งต้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าเพราะอะไรงานศึกษาของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ จึงมีความสำคัญ จากงานศึกษาชิ้นดังกล่าวคณะผู้วิจัยประมาณการรายรับที่ควรจะได้รับจากการประมูลที่ 6,440 ล้านบาท ต่อ 1 ชุดคลื่นความถี่ 5 MHz หรือ 0.64 เหรียญสหรัฐฯต่อ 1 MHz ต่อประชากร 1 คน (USD/MHz/Population)”
    ————————-
    ความเห็น การนำ ?ราคาประเมิน? มากำหนดเป็นราคาตั้งต้น ไม่ตรงตามหลักวิชาครับ ไม่ควรจะทำเช่นนั้น และคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาฯก็ไม่ได้แนะนำให้ทำเช่นนั้น เพราะคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาเห็นว่า ?หากภาครัฐให้ความสำคัญต่อรายรับจากการประมูลพอสมควรเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผู้ให้บริการซึ่งมีจำนวนไม่มาก สัดส่วนของราคาเริ่มต้นต่อมูลค่าคลื่นความถี่ไม่ควรต่ำกว่า 0.67…? ซึ่งหมายความว่าราคาเริ่มต้นการประมูลหรือราคาขั้นต่ำควรอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 4,314.8 ล้านบาทต่อชุด ดังนั้น กสทช. จึงได้กำหนดราคาเริ่มต้นหรือราคาขั้นต่ำที่ 4,500 ล้านบาทต่อชุด ซึ่งมากกว่าราคาขั้นต่ำที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ให้ความเห็นไว้
    อีกทั้งยังต้องตีความในทางกลับกันว่า หากภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญต่อรายรับจากการประมูล…มากนักเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ของผู้บริโภค ราคาขั้นต่ำก็ควรจะลดลงไปอีกด้วยซ้ำ

    และการที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำหนดเช่นนี้ ก็ได้คำนึงถึงจำนวนผู้ให้บริการแล้วว่ามี ?ไม่มากนัก?

    4. ประเด็นที่ 4 บทความกล่าวว่า

    อย่างไรก็ดีภายหลังการประมูล รายรับที่ได้รับต่ำกว่ารายรับที่ประมาณการที่ระบุในงานศึกษาของคณะวิจัยจากเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ อย่างมาก เนื่องจากการตั้งราคาตั้งต้นที่ลดลงมาถึง 30% ประกอบกับการไม่มีการแข่งขันในการประมูลทำให้ราคาที่ได้เพิ่มขึ้นจากราคาตั้งต้นเพียงเล็กน้อย ซึ่งคิดเป็น 0.46 USD/MHz/population

    ภายหลังการประมูล ผู้ประกอบการซึ่งเข้าร่วมประมูลรายหนึ่งได้ออกมาให้ความเห็นผ่านรายการโทรทัศน์ โดยให้ข้อมูลว่าราคาการประมูลของประเทศไทยเป็นราคาที่สูงพอสมควรและเหมาะสมแล้ว ซึ่งหากเทียบกับต่างประเทศ ประเทศไทยมีรายรับจากการประมูลสูงที่สุดในประเทศอาเซียน พร้อมทั้งยกข้อมูลราคาการประมูลของประเทศต่างๆ ได้แก่ (หน่วยเป็น USD/MHz/population) เกาหลีใต้ (ปี 2011) ที่ 0.40,เยอรมัน (ปี 2010) ที่ 0.28, เม็กซิโก (ปี 2010) ที่ 0.15, สิงคโปร์ (ปี 2010) ที่ 0.08, อินโดนีเซีย (ปี2006) ที่ 0.04 และมาเลเซีย (ปี 2006) ที่ 0.03 (ดูภาพประกอบ) ตัวเลขชุดเดียวกันนี้ยังถูกกล่าวอ้างถึงในบทความทางหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษแห่งหนึ่ง ซึ่งเขียนโดยที่ปรึกษาของ กสทช. อีกด้วย ผู้เขียนมีข้อสังเกตเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างและตัวเลขต่างๆ ดังนี้
    1. ตัวเลขที่ยกมาเป็นเพียงการเลือกประเทศบางประเทศ (7-9 ประเทศ) และตัวแปรบางตัวมาสนับสนุนคำกล่าวอ้างเท่านั้น ในขณะที่การศึกษาของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่คำนวณราคาตั้งต้นที่ 0.64 เหรียญสหรัฐฯต่อ 1MHz ต่อประชากร 1 คน ใช้ข้อมูลจำนวนประเทศที่ครอบคลุมกว่า และคำนึงถึงปัจจัยที่ผู้ประกอบการยกมา เช่น ระยะเวลาของใบอนุญาต ขนาดเศรษฐกิจ ปีที่ทำการประมูล ไว้ทั้งหมดแล้ว โดยงานศึกษาดังกล่าวใช้ข้อมูลการประมูลจากต่างประเทศทั้งหมด 17 ประเทศ รวมทั้งสิ้น 69 ใบอนุญาต ด้วยวิธีทางเศรษฐมิติ ซึ่งเป็นวิธีการหาค่าประมาณการมูลค่าคลื่น 3G ของไทยโดยคำนึงถึงปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ซึ่งคณะผู้วิจัยได้รวมปัจจัยต่างๆ ของแต่ละประเทศเอาไว้ในการพิจารณากำหนดมูลค่าคลื่นไว้อย่างหลากหลาย เช่น ขนาดของเศรษฐกิจ จำนวนประชากร รายได้ต่อหัว ระยะเวลาของใบอนุญาต ความหนาแน่นของประชากร รวมถึงช่วงปีที่ประมูลว่ามีกระแสการตื่นตัวของเทคโนโลยี 3G หรือไม่ ดังนั้นผลการประมาณการ 6,440 ล้านบาทต่อชุดคลื่น 5 MHz จึงถือว่าเป็นมูลค่าที่สมเหตุผลเมื่อคำนึงถึงปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ และมีความน่าเชื่อถือกว่าการยกตัวเลขของประเทศเพียงบางประเทศมาเปรียบเทียบโดยไร้หลักเกณฑ์ที่เป็นวิชาการมาสนับสนุน
    ————————-
    ความเห็น ตรงนี้ไม่มีประเด็นครับ เพราะเราไม่ได้มีปัญหาที่ราคาประเมิน แต่มีการถกเถียงกันที่ราคาตั้งต้น ซึ่งเป็นคนละเรื่อง โปรดดูข้างบน

    5. ประเด็นที่ 5 บทความกล่าวว่า

    2. ตัวเลขที่ผู้ประกอบการกล่าวอ้างในส่วนของประเทศสิงคโปร์และอินโดนีเซีย มีความคลาดเคลื่อน ซึ่งจำเป็นต้องขยายความเพื่อมิให้เกิดความเข้าใจผิด ในกรณีของประเทศสิงคโปร์ การประมูลในปี 2010 เป็นการออกใบอนุญาตคลื่น 3G เป็นครั้งที่ 2 หลังจากมีการประมูลรอบแรกไปแล้วในปี 2001 ซึ่งการประมูลในรอบนี้มีคลื่นที่ได้รับการจัดสรรทั้งสิ้น 15 MHz แบ่งออกเป็น 3 ชุด ชุดละ 5 MHz โดยรัฐบาลสิงคโปร์ตั้งราคาตั้งต้นอยู่ที่ 20 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อ 1 ชุดคลื่น หรือคิดเป็น 15.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ดูเอกสารอ้างอิง 1.หัวข้อที่ 8 สำหรับข้อมูลราคาตั้งต้น) โดยผู้ประมูลมีทั้งสิ้น 3 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ประกอบการรายเดิม ผลการประมูลปรากฏว่าราคาสุดท้ายเท่ากับราคาตั้งต้น ซึ่งคิดเป็น 0.61 USD ต่อ MHz ต่อประชากร (15.4 ล้านเหรียญ/5MHz/ประชากร 5.08 ล้านคน) ซึ่งสูงกว่าไทย และมิใช่ 0.08 ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด
    ——————-
    ความเห็น การประมูลในสิงคโปร์ ราคาสุดท้ายกับเท่ากับราคาตั้งต้น ซึ่งก็เหมือนกับไทย คือไม่มีการแข่งขันแย่งกันซื้อคลื่นฯ และราคาตั้งต้นของสิงคโปร์ ก็ไม่ได้นำ ?ราคาประเมินคลื่น? ที่เกิดจากการคำนวณ มาตั้ง แต่เป็นการเทียบจากราคาประมูลในครั้งแรก

    6. ประเด็นที่ 6 บทความกล่าวว่า

    ในกรณีของอินโดนีเซีย วิธีการประมูลจะแตกต่างไปเล็กน้อย กล่าวคือรัฐบาลอนุญาตให้ผู้ประกอบการผ่อนชำระเงินค่าประมูลได้ตลอดอายุใบอนุญาต โดยผู้เข้าประมูลจะทำการ เสนอราคาผ่อนชำระต่อปี ไม่ใช่ราคารวมที่จ่าย โดยผู้ชนะการประมูลต้องชำระเงิน 2 เท่าของราคาที่ตนเสนอในปีแรก และชำระเงินในอัตราคงที่ทุกปีเท่ากับราคาที่ผู้ชนะรายสุดท้ายเสนอตลอดอายุใบอนุญาต 10 ปี การคิดมูลค่าจะต้องรวมค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการต้องชำระคงที่ตลอดอายุใบอนุญาตในราคาประมูลด้วย เนื่องจากต้นทุนที่ชำระในส่วนนี้ทั้งหมดเป็นมูลค่าที่กำหนดโดยวิธีการประมูลและไม่ขึ้นอยู่กับรายได้ประกอบการ ดังนั้นจะไม่ใช่ส่วนแบ่งของรายได้และควรรวมอยู่ในราคาประมูล เพียงแต่ว่ารัฐอนุญาตให้ผ่อนจ่ายเท่านั้น

    ในขณะที่การเก็บค่าธรรมเนียมตามสัดส่วนของรายได้ก็ยังมีอยู่ตามปกติและแยกออกมาต่างหาก(เช่น Universal Service Obligation ประมาณ 0.75% ของรายได้) ฉะนั้นแล้ว ถ้าใช้เพียงแต่ตัวเลขที่เอกชนเสนอตามข้อมูลที่ที่ปรึกษา กสทช. ใช้กล่าวอ้าง จะทำให้มูลค่าลดลงจากความเป็นจริงถึง 10 เท่า แท้ที่จริงแล้วตัวเลขมูลค่าคลื่นจากการประมูลในกรณีของอินโดนีเซียควรจะอยู่ที่ประมาณ 0.4-0.5 USD/MHz/population ซึ่งถือว่ามีผลลัพธ์ที่ดีเมื่อเทียบกับประเทศที่มีรายได้ต่ำ มีลักษณะเป็นเกาะ และใบอนุญาตมีอายุเพียง 10 ปี (ดูเอกสารอ้างอิง 2. สำหรับวิธีการประมูลของอินโดนีเซียและราคาเป็น USD/MHz/population)

    3. ประเทศต่างๆ ที่ผู้ประกอบการนำมากล่าวอ้างส่วนใหญ่ เช่น เกาหลีใต้ เยอรมัน และสิงคโปร์ เป็นข้อมูลของการจัดสรรใบอนุญาตรอบที่ 2 นั่นคือประเทศเหล่านี้มีการให้ใบอนุญาตคลื่น 2.1 GHz รอบใหญ่มาแล้ว การประมูลในรอบหลังเป็นการประมูลใบอนุญาตที่เหลืออยู่เพื่อวัตถุประสงค์ในการเพิ่มการแข่งขันของรายใหม่ หรือเพิ่มคลื่นให้เพียงพอต่อการให้บริการ ซึ่งการประมูลรอบหลังนี้มูลค่าคลื่นย่อมต่ำกว่าการประมูลรอบแรก เพราะตลาดเริ่มมีการอิ่มตัว อุปสงค์ของการใช้ 3G ส่วนใหญ่ถูกตอบสนองไปแล้วอีกทั้งส่วนแบ่งการตลาดของผู้ประกอบการรายเดิมก็สูงอยู่แล้ว จึงเป็นการยากสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้าไปแข่งขันและทำให้โอกาสของการทำกำไรต่ำลง การแข่งขันและราคาตั้งต้นจึงจำเป็นที่จะต้องกำหนดไว้ต่ำ

    ในกรณีของประเทศเกาหลีใต้ปี 2011 วัตถุประสงค์สำคัญคือการเพิ่มการแข่งขันในการให้บริการ (ดูเอกสารอ้างอิง 3. หน้า 55) เนื่องจากก่อนหน้านี่ผู้ให้บริการ 3G ในคลื่น 2.1 GHz ผูกขาดอยู่เพียง 2 ราย ซึ่งเป็น 2 รายใหญ่ที่สุดในตลาด โดยทั้ง 2 รายได้รับการจัดสรรคลื่น 2.1 GHz มาก่อนหน้าแล้ว แต่รัฐต้องการเพิ่มผู้เล่นรายใหม่ในตลาด จึงจัดการประมูลใบอนุญาตเพิ่มอีก 1 ใบ โดยไม่อนุญาตให้เจ้าตลาดทั้งสองรายเข้าร่วมประมูล (ดูเอกสารอ้างอิง 5. หน้า 3) ซึ่งแน่นอนว่าการเข้ามาแข่งกับเจ้าตลาดรายใหญ่ที่ให้บริการอยู่แล้วย่อมทำให้มูลค่าใบอนุญาตใบนี้มีค่อนข้างต่ำเนื่องจากรายใหม่จะต้องแข่งกับเจ้าตลาดรายใหญ่ที่มีฐานลูกค้ามากและตลาดค่อนข้างอิ่มตัว รัฐบาลย่อมต้องตั้งราคาจูงใจให้ต่ำลง ซึ่งสุดท้ายก็มีผู้เข้าร่วมประมูลเพียงรายเดียวและได้ใบอนุญาตไปในราคาตั้งต้น
    ———–
    ความเห็น การตั้งราคาต่ำในเกาหลีใต้นั้น เพื่อลดอุปสรรคการเข้าตลาด เพราะเหตุใด กสทช จึงนำนโยบายเดียวมาใช้ไม่ได้ในประเทศไทยไม่ได้ ผมเห็นว่าน่าจะนำมาใช้ได้ (และแม้ต่อมาจะปรากฏว่า ถึงแม้ตั้งราคา 4500 ล้านบาทแล้ว ก็ยังไม่มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาอยู่ดี ก็ต้องถือเป็นเรื่องของสภาพตลาดและบรรยากาศการลงทุน เช่น รัฐประหาร การเมืองฯลฯ) แต่ถ้ากำหนดให้สูงกว่า 4500 ล้านบาท ก็ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง เป็นอุปสรรคการเข้าตลาดมากขึ้นไปอีก

    7. ประเด็นที่ 7 บทความกล่าวว่า
    ในกรณีของสิงคโปร์ปี 2010 รัฐต้องการเพิ่มศักยภาพการให้บริการ จึงนำคลื่นอีก 15 MHz ที่ไม่ได้ถูกจัดสรรเมื่อครั้งการประมูลรอบแรกในปี 2001 มาประมูล และอนุญาตให้ผู้ประกอบการรายเดิมร่วมประมูลได้ ซึ่งส่งผลทำให้ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่สนใจ แม้ว่าราคาตั้งต้นที่รัฐตั้งจะต่ำกว่าราคาตั้งต้นในครั้งที่ประมูลรอบแรกเมื่อปี 2001 ประมาณ 40% (ราคาตั้งต้นปี 2010 อยู่ที่ 20 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อ 5 MHz ในขณะที่ราคาตั้งต้นในปี 2001 อยู่ที่ 100 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 15 MHz) โดยผู้ประกอบการรายเดิมทั้ง 3 รายชนะการประมูลรายละ 5MHz ในราคาตั้งต้น
    4. ประเทศมาเลเซียไม่ได้ใช้วิธีการประมูล แต่ใช้การให้ใบอนุญาตด้วยการคัดเลือกบริษัทที่เหมาะสม (Beauty Contest) ในราคาที่รัฐกำหนด ซึ่งเป็นวิธีที่ขาดความโปร่งใส ดังนั้นจึงไม่สามารถเปรียบเทียบมูลค่ากับวิธีการประมูลได้ (ดูเอกสารอ้างอิง 8. ส่วนที่ 1 ข้อที่ 1 สำหรับวิธีการจัดสรรคลื่นแบบคัดเลือก) นอกจากนี้การออกใบอนุญาตในปี 2006 ยังเป็นการออกใบอนุญาต 3G รอบที่ 2 หลังจากได้ออกใบอนุญาตในรอบแรกไปแล้วเมื่อปี 2001 ด้วยวิธีคัดเลือกบริษัทที่เหมาะสม

    ——————-

    ความเห็น ผมเข้าใจว่าผู้เขียนบทความเห็นว่าราคาที่เหมาะสมอย่างน้อยต้องเท่ากับราคาประเมินตามที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาให้ความเห็นไว้ เพราะผู้เขีนยกล่าวว่า ? กสทช. จำเป็นที่จะต้องตั้งราคาที่เหมาะสมเองผ่านการกำหนดราคาตั้งต้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าเพราะอะไรงานศึกษาของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ จึงมีความสำคัญ จากงานศึกษาชิ้นดังกล่าวคณะผู้วิจัยประมาณการรายรับที่ควรจะได้รับจากการประมูลที่ 6,440 ล้านบาท ต่อ 1 ชุด? ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ประเด็นก็คือ ราคาที่เหมาะสม อย่างน้อยควรจะเป็นเท่าใด ในเมื่อประเทศมาเลเซีย (แม้จะใช้ beauty contest) เห็นว่าราคาที่เหมาะสมนั้น น้อยกว่าประเทศไทยมาก ก็ควรจะนำมาพิจารณาด้วย เราควรจะศึกษาเหตุผลที่มาเลเซียไม่เรียกเก็บค่าใบอนุญาตสูงๆเพื่อเป็นความรู้ มากกว่าจะกล่าวว่าไม่ต้องไปพิจารณาเพราะใช้วิธีการต่างจากเราหรือคิดต่างจากเรา

    8. ประเด็นที่ 8 บทความกล่าวว่า

    จะเห็นได้ว่าข้อมูลที่นำเสนอผ่านสื่อนั้นมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความจริง และเป็นการจงใจอ้างอิงเฉพาะผลการประมูลในกลุ่มประเทศเพียงไม่กี่ประเทศเพื่อสนับสนุนคำกล่าวอ้าง แตกต่างจากงานศึกษาที่ใช้เทคนิคการประมาณค่าที่มีความเป็นวิชาการของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างที่มากกว่า และคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่ผู้ประกอบการได้นำมากล่าวอ้างทั้งหมดในการประมาณมูลค่าแล้ว ซึ่งในท้ายที่สุด ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนก็คือ ราคาสุดท้ายของการประมูลของไทยต่ำกว่าราคาที่ได้จากการประมาณการอย่างเป็นวิชาการจากหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจาก กสทช. เอง และต่ำกว่าราคาเฉลี่ยของประเทศต่างๆ ที่ประมูลก่อนหน้ามากถึงเกือบ 30%

    ————————

    ความเห็น เมื่อผู้เขียนบทความกล่าวว่า ?แตกต่างจากงานศึกษาที่ใช้เทคนิคการประมาณค่าที่มีความเป็นวิชาการของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างที่มากกว่า และคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่ผู้ประกอบการได้นำมากล่าวอ้างทั้งหมดในการประมาณมูลค่าแล้ว? ก็ควรจะกล่าวด้วยว่า คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯไม่แนะนำให้นำราคาประเมินที่ตนเองกำหนดไว้ มาตั้งเป็นราคาตั้งต้น โดยเห็นว่าราคาตั้งต้นควรอยู่ที่ 4,314.8 ล้านบาทต่อชุด เท่านั้น และการกำหนดังกล่าว ก็เป็นกรณีที่ ?หากภาครัฐให้ความสำคัญต่อรายรับจากการประมูลพอสมควรเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ของผู้บริโภค? และคำนึงว่า ?ผู้ให้บริการซึ่งมีจำนวนไม่มาก? แล้ว ดังนั้น เท่ากับว่าหากภาครัฐเห็นแก่ประโยชน์ผู้บริโภคมากกว่ารายรับจากการประมูล ราคาตั้งต้น ก็จะน้อยกว่า 4,314.8 ล้านบาท ได้อีก และหากมีผู้ให้บริการมาร่วมประมูลมากราย ราคาตั้งต้น ก็ต่ำกว่านั้นได้อีก

  • CDC_jiew

    ไม่มีใครเห็นด้วยกับบทความนี้เลยครับ ดูเหมือนบทความจะมองมุมเดียวและในมุมที่มองก็ยัง ไม่ครบถ้วน และไม่หลากหลาย ขาดหลักวิชา