ป.ป.ช. โต้เอแบคโพลล์สำรวจทัศนคติคนไทยต่อการทุจริต ชี้นำค่านิยมที่ผิดให้คนไทย

14 กันยายน 2012

ข่าวประชาสัมพันธ์สำนักงาน ป.ป.ช.

ตามที่มีโพลสำรวจความคิดเห็นของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ สำรวจความเห็นเกี่ยวกับทัศนคติของสังคมไทยต่อการทุจริต และเผยแพร่ผลสำรวจเป็นระยะนั้น สำนักงาน ป.ป.ช. ขอชี้แจงเพื่อความเข้าใจอันดีเกี่ยวกับผลสำรวจดังกล่าวต่อไปนี้ คือ:

1. สังเกตได้ว่า ผลการสำรวจนี้จะประกาศในช่วงที่มีการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตโดยกลุ่มต่างๆ ในสังคม เอแบคโพลจะพบว่า แนวโน้มทัศนคติของคนไทยคือการยอมรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริต แต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ ล่าสุดได้ประกาศว่า การยอมรับได้เพิ่มสูงถึงร้อยละ 65.8

2. เมื่อพิจารณาวิธีและแบบสำรวจแล้ว พบว่าผู้จัดทำได้ตั้งคำถามว่า “ถ้ามีการทุจริต แต่ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดี และตัวท่านเองก็ได้ประโยชน์ ท่านยอมรับการทุจริตได้หรือไม่” คำถามในลักษณะนี้เรียกว่าเป็นคำถามนำ ซึ่งนักวิจัยมืออาชีพจะหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด การถามคำถามแบบนี้ จึงแสดงถึงความไม่รับผิดชอบ ขาดจรรยาบรรณในวิชาชีพ ของผู้วิจัย หากตั้งคำถามอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นคำถามนำเช่นกันว่า “ในแต่ละปี งบประมาณแผ่นดินสูญหายไปจำนวนมหาศาล ไปเข้ากระเป๋าคนทุจริต ทำให้ขาดงบประมาณเพื่อพัฒนาสังคม พัฒนาสุขภาพ การศึกษา มาตรฐานความปลอดภัยในสังคม ฯลฯ ท่านยอมรับการทุจริตได้หรือไม่” ก็คงจะได้คำตอบที่ตรงกันข้าม การตั้งคำถามนำเป็นการขัดจรรยาบรรณข้อที่ว่า การดำเนินงานวิจัยจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมและหลักวิชาการที่เหมาะสม และต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและต่องานที่ทำ ผลสำรวจนี้จึงขาดความน่าเชื่อถือในสายตาของนักวิจัยมืออาชีพ

3. ในเรื่องของการเผยแพร่ โพลนี้มีลักษณะที่เป็นผลลบกับสังคม ทำให้คนยอมจำนนกับการทุจริตและความชั่ว ขัดกับจรรยาบรรณที่ว่า นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ ในการเผยแพร่ผลงานวิจัยในทางสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคม

อนึ่ง งานสำรวจของสถาบันอื่น เช่น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เรื่อง “คนไทย กับปัญหาคอร์รัปชัน” ซึ่งพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 76.63) มองว่าปัญหาการคอร์รัปชันเป็นเรื่องสำคัญ และระบุว่าการคอร์รัปชันเป็นปัญหาต่อประเทศชาติ และยืนยันพร้อมจะแจ้งหากพบเบาะแสการคอร์รัปชัน เป็นการสำรวจที่น่าเชื่อถือ เพราะมีการตั้งคำถามกลางๆ ว่าคิดเห็นอย่างไร และยังถามเหตุผลต่อไปด้วย โดยพบว่า ประชาชนร้อยละ 72.11 ระบุว่า ปัญหาการคอร์รัปชันส่งผลกระทบต่อตนเอง เพราะเป็นการนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้ในทางที่ไม่โปร่งใส ประชาชนร้อยละ 27.89 เห็นว่าไม่มีผลกระทบ เพราะไม่เดือดร้อนมาถึงตนเองและไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย

ส่วนด้านผลกระทบ จากปัญหาการคอร์รัปชันต่อประเทศชาติ พบว่า ประชาชนร้อยละ 98.45 ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวมีผลกระทบต่อประเทศชาติ เพราะทำให้ประเทศพัฒนาล่าช้า ไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร รวมทั้งทำให้ประเทศล่มจมมีเพียงร้อยละ 1.55 เท่านั้น ที่ระบุว่าไม่มีผลกระทบต่อประเทศชาติ เพราะเป็นเรื่องปกติ

นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 86.78 ระบุว่า การคอร์รัปชันเป็นปัญหาต่อประเทศชาติในระดับมากถึงมากที่สุด ท้ายสุด ประชาชนร้อยละ 59.67 ระบุว่า จะแจ้งเบาะแสหากพบเห็นการคอร์รัปชัน แต่อาจยังมีความเข้าใจผิดเรื่องช่องทางการแจ้ง คือ ร้อยละ 39.89 จะแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ รองลงมา ร้อยละ 19.83 แจ้งกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และร้อยละ 13.64 แจ้งกับกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน

ทั้งนี้ หากยังคงมีการสำรวจความคิดเห็นที่มีลักษณะชี้นำคนในสังคม ให้เห็นด้วยและยอมรับการทุจริตหากตัวเองได้รับประโยชน์ด้วยนั้น ถือว่าเป็นการสร้างค่านิยมที่ผิดต่อสังคม จะสร้างความสับสนให้กับคนทุกระดับที่เห็นว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ใครๆ ก็ทำกัน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบผลเสียหายต่อชาติบ้านเมือง

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม