กสิกรไทยเผย นักลงทุนรายใหญ่ลงทุนในอาเซียนกว่า 400 โครงการ มูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท

ข่าวแจก – ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

นายวศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
นายวศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

นายวศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 2555 ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายของปีนี้ ทางธนาคารมองว่ายังคงมีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ต้องคอยจับตามองอย่างใกล้ชิด อาทิ เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง และอาจมีการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการสนับสนุนประเทศในโซนยุโรป ซึ่งอาจทำให้ยูโรโซนสั่นคลอนได้อีกครั้ง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นไปอย่างเชื่องช้าและมีแนวโน้มเปราะบางมากขึ้น ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนตัวลงในช่วงปลายปีนี้ไปจนถึงปีหน้า

ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจนำเข้าส่งออกควรปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อหลีกเลี่ยงส่วนต่างของกำไรที่อาจจะลดลง อีกทั้งการรวมตัวของประชาคมอาเซียนที่จะมีการปรับลดอัตราภาษีในปีหน้า ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวรับมือการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นอีกขั้นหนึ่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกษตรและสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายของภาครัฐและเอกชนภายในประเทศจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย ที่ช่วยลดผลกระทบในเชิงลบจากปัจจัยภายนอกได้

ในส่วนของการลงทุนในต่างประเทศของผู้ประกอบการรายใหญ่ มีโครงการที่ต้องการไปลงทุนและไปลงทุนแล้วรวมกว่า 400 โครงการ ประเมินเป็นมูลค่ารวมได้กว่า 1.5 ล้านล้านบาท โดยส่วนใหญ่ไปลงทุนในประเทศกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) และอินโดนีเซีย อุตสาหกรรมหลักที่ไปลงทุน ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป วัสดุก่อสร้าง ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี โดยจากการศึกษาของทางธนาคารพบว่า ประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตด้วยปัจจัยแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศ ได้แก่ ประเทศพม่า เวียดนาม และอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในต่างประเทศยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการทำการค้ากับประเทศดังกล่าวระยะหนึ่งก่อน เพื่อทำความเข้าใจตลาดก่อนที่จะลงทุนกับประเทศนั้นๆ ทั้งนี้ จากการทำความเข้าใจธุรกิจและความต้องการของลูกค้าในเชิงลึก ธนาคารกสิกรไทยมีความพร้อมในการให้บริการและสนับสนุนการค้าการลงทุนและการจับคู่ธุรกิจ (business matching) แก่ผู้ประกอบการไทย เพื่อให้เติบโตในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

นายวศินกล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว ทางสายงานธุรกิจลูกค้าบรรษัท ธนาคารกสิกรไทย ได้มีแผนรองรับและเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์อยู่แล้ว ตั้งเป้าสินเชื่อคงค้างสิ้นปีเติบโตที่ประมาณ 8% หรือใกล้คียงกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ และตั้งเป้าเติบโตค่าธรรมเนียมประมาณ 10-12% โดยธนาคารจะมุ่งเน้นกลยุทธ์การบุกตลาดต่างจังหวัด (urbanization) ที่เป็นหัวเมืองหลัก เช่น นครราชสีมา อุดรธานี ขอนแก่น ซึ่งเป็นจังหวัดสำคัญในการเชื่อมต่อการค้าการลงทุนของการค้าชายแดนและประชาคมอาเซียน

สำหรับผลประกอบการของสายงานธุรกิจลูกค้าบรรษัทในครึ่งปีแรก มียอดสินเชื่อคงค้างที่ 368,000 ล้านบาท โดยสามารถสร้างการเติบโตที่รายได้จากค่าธรรมเนียมและรายได้ดอกเบี้ยที่ไม่ได้มาจากสินเชื่อประมาณ 18% ทำให้รายได้โดยรวมเติบโตจากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน 13%

ทั้งนี้ ในครึ่งปีแรกมีโครงการสำคัญคือ การให้สินเชื่อโครงการในอุตสาหกรรมพลังงานที่มีมูลค่าโครงการรวมประมาณ 84,000 ล้านบาท และการให้สินเชื่อแก่โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ต่างจังหวัด รวมถึงการให้บริการแก่ธุรกิจค้าปลีกในด้านการบริหารเงินสด ที่สะท้อนการมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจที่เติบโตในตลาดต่างจังหวัด หรือ urbanization อย่างเป็นรูปธรรมของธนาคาร