ประเด็นฮอตในโซเชียลมีเดียรอบสัปดาห์ — มหาเศรษฐีฮ่องกงประกาศหาคู่ให้ลูกสาว และ เบเกิ้ล เฮด สุดฮิตในวัยรุ่นญี่ปุ่น

30 กันยายน 2012

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 23–29 ก.ย. 2555

เรื่องแรก เป็นกระแสให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันอีก สำหรับบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) จากที่ก่อนหน้านี้รายการของบริษัทอย่างรายการ “Thailand Got Talent” และรายการ “คนอวดผี” สร้างกระแสให้ผู้ชมวิจารณ์ในแง่ลบกันไปแล้ว ล่าสุดรายการ “ชิงช้าสวรรค์” ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ทุกวันเสาร์ เวลา 16.30-18.00 น. ถูกผู้ชมและชาวเน็ตต่างพากันประณามว่า รายการกำลังเรียกเรตติ้งจากเรื่องเศร้าของคนในเรื่องความตาย !!

เพราะเทปรายการที่ออกอากาศเมื่อเย็นวันเสาร์ที่ 22 กันยายน ที่ผ่านมา นำเสนอเรื่องราวของน้องออม หนึ่งในผู้เข้าประกวดร้องเพลงในรายการที่แพ้การแข่งขัน แต่หลังจากนั้น พิธีกรได้มีการพูดคุยในเชิงชี้นำให้น้องออมพูดคุยกับแม่ของเธอที่มาร่วมชมการแข่งขัน ซึ่งแม่ของน้องออมก็ได้บอกกับน้องออมกลางรายการว่า คุณพ่อได้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งก็ทำให้น้องออมถึงกับร้องไห้โฮและทรุดลงไปกองกับพื้นทันที พร้อมทั้งยังบอกอีกว่าแม่ของน้องออมเก็บเรื่องนี้ไว้รอจนการแข่งขันเสร็จสิ้น และพิธีกรก็มีการพูดเสริมว่า วันที่อัดเทปรายการคือวันเกิดของแม่น้องออม ซึ่งก็ยิ่งสร้างความดราม่าให้มากขึ้นไปอีก ทั้งยังเชิญชวนผู้ชมในห้องส่งให้ร่วมลุกขึ้นยืนไว้อาลัยกับเรื่องดังกล่าว

ภาพขณะที่คุณแม่บอกน้องออมเรื่องการเสียชีวิตของคุณพ่อ

ภาพขณะที่คุณแม่บอกน้องออมเรื่องการเสียชีวิตของคุณพ่อ

ที่มาภาพ: http://www.judzeed.com

ที่มาภาพ: http://www.judzeed.com

ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า นี่อาจเป็นการเขียนสคริปต์ก็เป็นได้ เพราะต่อมารายการก็มีการตามไปเก็บภาพการมอบเงินช่วยเหลืองานศพ และบรรยากาศภายในงานที่น้องออมสวมชุดดำร้องเพลงในงาน ซึ่งมองแล้วรายการดูตั้งใจที่จะเสนอภาพที่น่าสงสารของน้องออมออกมา ตั้งแต่แพ้การแข่งขันจนกระทั่งเรื่องการสูญเสียผู้เป็นพ่อ อีกทั้งในแฟนเพจเฟซบุ๊กของรายการยังมีการโพสต์ข้อความให้ร่วมแสดงความเสียใจและให้กำลังใจน้องออมด้วย ทำให้ผู้ที่ตั้งข้อสังเกตมองว่าเป็นการเรียกเรตติ้งให้รายการอย่างต่อเนื่องตามขั้นตอน

“ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ขนาดมีคนตายอยู่ป่านนี้ สามีแท้ๆ พ่อแท้ๆ ยังทิ้งไปงานบันเทิงได้ รายการชิงช้าสวรรค์ถือว่าเป็นรายการบันเทิงนะ ก็ไม่ควรที่จะไปหรอก จะเป็นกำลังใจอะไรนักหนา ก็ว่าติดธุระสำคัญของครอบครัวลูกจะไม่เข้าใจบ้างหรือ ถ้าไม่เข้าใจก็แย่ล่ะ ถ้าไม่อยากให้ลูกทิ้งกิจกรรมนี้ พอแข่งเสร็จถึงค่อยบอกก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทิ้งคนตายมานั่งเชียร์เขาเล่นดนตรี สนุกสนานอย่างนี้หรอก”

“วันนั้นได้ดูพอดีค่ะ ร้องไห้ตามเลย สงสารและเห็นใจมาก เท่าที่ดูคงจะไม่ใช่การเรียกเรตติ้งอะไรหรอกค่ะ อย่าคิดมากเรย ถ้าน้องออมรู้ข่าวและคนในวงรู้ข่าวก่อน จะมีกำลังใจในการแข่งขันไหม น่ายกย่องแม่ด้วยนะที่เก็บอาการได้ดีขนาดนั้น”

“เข้าใจว่าทางรายการไม่ได้เรียกเรตติ้ง แต่พิธีกรคือโน้ต เชิญยิ้ม พูดย้ำถามย้ำอยู่นั้นแหละสงสารน้องเค้า พิธีกรเหมือนพยายามจะเค้นน้ำตาน้องมาเรื่อยๆ พอเถอะ อย่าทำอย่านี้เลย แค่พูดว่าแสดงความเสียใจก็พอแล้ว ไม่ต้องเน้นย้ำอยู่นั่นแหละ”

“คิดมากไปป่าวเนี่ย เค้าไม่เอาความตายมาเรียกเรตติ้งหรอก แม่ไม่บอกก่อนเพราะกลัวน้องจะร้องเพลงได้ไม่เต็มที่ แล้วมาบอกตอนประกาศผลแล้ว ไร้สาระน่ะคนที่ไปด่าเค้าเนี่ย มีสติกันหน่อย พี่น้องชาวไทย ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวน้องออมด้วยค่ะ”

“ก่อนอื่นต้องเสียใจกับน้องและครอบครัวคะ แต่ขอตำหนิทางรายการจริงๆ ที่ฉวยโอกาส เอาเรื่องการตายมาตอกย้ำ แต่มันไม่เนียนนะคะ ไม่เป็นธรรมชาติเลยคะ”

“เป็นอย่างนี้กันไง สังคมถึงได้แตกแยก ต่างคนต่างเชื่อในความคิดตัวเอง ไม่เคยคิดก่อนเลยว่ามันจริงหรือไม่จริง ไม่แปลกใจเลยที่มีเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง เพราะแต่ละคนมักจะมองในสิ่งที่ตัวเองต้องการ จะถูกหรือผิดไม่รู้ไม่สนรู้ แค่ชอบเป็นพอ”

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องราวการตามสืบคดีความต่อเนื่องจากกรณีที่นายสว่าง นุ่มจุ้ย ชาวจังหวัดเพชรบุรี ออกตามหาลูกชายและลูกสะใภ้ คือ นายสามารถ นุ่มจุ้ย และนางสาวอรสา เกิดทรัพย์ ที่หายตัวไปนานถึง 3 ปี และเมื่อสืบสาวราวเรื่องกันไปสักระยะ ก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ทำให้เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ เมื่อผู้ต้องหาในการหายตัวไปครั้งนี้เป็นถึงอายุรแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ชื่อว่า พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ

โดยหลังจากที่มีการแจ้งความและพบเบาะแส ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ทำการตรวจค้นบริเวณบ้านและพื้นที่ไร่สัปปะรดของ หมอสุพัฒน์ ปรากฏว่ามีโครงกระดูกฝังอยู่ถึง 3 ศพ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการสอบสวนนายกะลา คนงานชาวพม่าที่ทำงานในไร่มากว่า 18 ปี ที่มีอาการพิการแขนขวาขาด ขาก็เดินได้ไม่ปกติ อีกทั้งมีอาการหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา

นายกะลาให้การว่า ที่ผ่านมา ตนพบเห็นเรื่องร้ายๆ มาตลอด และเมื่อ 2 ปีก่อนก็เคยมีคนถูกยิงตายในไร่แห่งนี้ และยังมีการบังคับให้คนงานกินยาพิษจนตาย ก่อนจะนำศพใส่ถุงปุ๋ยไปฝังในไร่อีก ตนเองก็เคยคิดจะหนีออกจากไร่เช่นกัน แต่ก็ถูกกดดันและขู่ฆ่าอยู่เป็นประจำ ทำให้เกิดความหวาดกลัว

หลังจากนั้น ทางตำรวจก็ได้นำชิ้นส่วนโครงกระดูกที่ขุดพบส่งให้เจ้าหน้าที่วิทยาการเขต 7 เพื่อนำไปตรวจสอบดีเอ็นเอว่าตรงกับ 2 สามีภรรยาที่หายตัวไปหรือไม่ โดยผลการตรวจพบว่า โครงกระดูกทั้งหมดไม่ตรงกับตัวอย่างดีเอ็นเอของนายสามารถและนางสาวอรษา ที่นำมาเปรียบเทียบ ทั้งที่ทางด้านบิดาของนายสามารถยืนยันว่าเป็นศพของนายสามารถ เนื่องจากจำเสื้อผ้าที่ติดกับโครงกระดูกศพได้ รวมทั้งร่องรอยบิ่นของฟันก็ตรงกัน จึงได้ประสานไปยังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ว่าจะขอพบแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ในวันจันทร์ที่ 1 ตุลาคมนี้ เวลา 10.00 น. เพื่อต้องการให้หมอพรทิพย์นำโครงกระดูกทั้งหมดมาตรวจดีเอ็นเอใหม่ เพราะเชื่อว่ากระดูกที่พบดังกล่าวเป็นของลูกชายคือนายสามารถ นุ่มจุ้ย รวมอยู่ด้วย

โดยเรื่องนี้ นายสว่างกล่าวว่า เมื่อย้อนไปนึกถึงคำพูดของหมอสุพัฒน์ที่เคยกล่าวไว้ ตอนที่ตนโทรไปถามเรื่องลูกชายแต่ได้รับการปฏิเสธ และมีการข่มขู่ให้ระวังตัว ขอให้หยุดการเปิดโปงเรื่องนี้ เพื่อที่จะได้ไม่เดือดร้อน พร้อมยังบอกอีกว่าเขามีพวกมาก ตนไม่มีทางทำอะไรเขาได้ โดยนิสัยส่วนตัวแล้วหมอสุพัฒน์เป็นคนที่ชอบเที่ยวป่า เคยมาชวนตนไปด้วย ซึ่งตนไปร่วมด้วยแค่ครั้งเดียว โดยเอาปืนไปล่าสัตว์ป่า แล้วเอามาแล่เนื้อ ชอบไปเที่ยวล่าสัตว์ป่าในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กับกลุ่ม สจ.คนดังคนหนึ่งในพื้นที่กุยบุรีและปราณบุรีอยู่เป็นประจำ

หลังจากที่รับแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว ทางตำรวจได้เข้าควบคุมตัวหมอสุพัฒน์ไว้ดำเนินคดี เนื่องจากเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจมาก

นางถนิม แม่ของหมอสุพัฒน์ ที่พูดถึงลูกชายว่าเป็นคนอกตัญญู ที่มาภาพ: http://news.tlcthai.comnews53538.html

นางถนิม แม่ของหมอสุพัฒน์ ที่พูดถึงลูกชายว่าเป็นคนอกตัญญู ที่มาภาพ: http://news.tlcthai.comnews53538.html

ทั้งนี้ ในโลกออนไลน์ก็มีการตอกย้ำความโหดร้ายของหมอสุพัฒน์อีกครั้ง เมื่อมีคลิปวิดิโอที่ได้รับการยืนยันจากนายสุเทพ เลาหะวัฒนะ พี่ชายของหมอสุพัฒน์ ว่าเป็นคลิปของมารดาของตนเองที่น้องสาวเป็นคนถ่ายไว้ และนำขึ้น Youtube ความยาว 2.10 นาที ใช้ชื่อคลิปว่า นางถนิม พูดถึงหมอสุพัฒน์ โพสต์โดย คุณ bajobinka โดยในคลิปเป็นเสียงของหญิงชรา ซึ่งฟังได้ไม่ชัดเจนนัก แต่พอจะจับใจความได้ว่า “ถ้ามีคนขอซื้อบ้านก็คงขาย ให้มันไปอยู่ที่ไหนก็ตามใจมัน แต่มันฆ่าแม่แน่ ถ้าคิดขายบ้านมัน มันไม่มีที่อยู่ มันคิดฆ่าแม่แน่ ไอ้ตั้วใจร้ายมาก มันไม่ได้รักแม่เลย เลี้ยงมันมา ให้เงินมันตั้งแยะ อกตัญญูและบาปกรรม ทุกวันนี้ก็เห็นแล้ว กรรมเวรมันได้รับแล้ว มันขอเงินแม่ก็ให้ทุกที แม่มีน้อยก็ให้น้อย แต่ถ้าไม่มีเลยก็จะเอาค่าเช่าจากญี่ปุ่นให้มัน ญี่ปุ่นเขาให้เงินเป็นปี ไม่ได้เป็นเดือน มันไปขอเงินจากเขา เขาไม่ให้ แม่ไม่ได้สั่งเลยนะแต่เขาไม่ให้ มันก็ไปโกรธเขาที่ไม่ให้เงินมัน เขาบอกจะให้กับแม่เพราะแม่เป็นคนให้เขาเช่า มันก็จะไปไล่เขาออก”

โดยล่าสุด มีการนำเสนอข่าวเพิ่มเติมว่า นายสว่าง นุ่มจุ้ย บิดาของนายสามารถ นุ่มจุ้ย ได้รับจดหมายลึกลับที่ไม่ระบุชื่อผู้ส่งจากกรุงเทพมหานคร มีข้อความพิมพ์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์เขียนว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา ผู้ส่งจดหมายได้สื่อสารกับวิญญาณของนายสามารถและนางสาวอรษา ซึ่งทั้งสองคนบอกว่าถูกหมอและพวก รวม 4 คน ทำการฆาตกรรม สาเหตุเพราะขัดผลประโยชน์บางอย่างที่นายสามารถไม่ได้เล่าให้ฟัง และอีกไม่นานเรื่องทั้งหมดจะถูกเปิดเผย และในจดหมายยังระบุด้วยว่า ศพของนายสามารถและนางสาวอรษาอยู่ในบริเวณไร่ ใกล้กับกอไผ่ที่ขุดพบศพอื่น ส่วนดวงวิญญาณยังอยู่ในบริเวณที่ขุดเจอ จึงขอให้พ่อแม่นิมนต์พระไปเรียกดวงวิญญาณทั้งสองออกไปจากที่ตรงนั้น พร้อมกับระบุว่า ทั้งสองคนรู้สึกเป็นห่วงลูกมาก ขอให้พ่อแม่ช่วยดูแลลูกของพวกเขาด้วย

คดีนี้ มีข้อมูลเพิ่มเติมต่อเนื่องขึ้นทุกวัน และยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ก็เป็นคดีที่มีการสืบความจริงอย่างต่อเนื่อง ก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไปถึงข้อสรุปว่าจะเป็นเช่นไร แต่ในตอนนี้ ชาวเน็ตส่วนมากต่างพากันตัดสินไปแล้วว่าหมอสุพัฒน์คือคนที่มีจิตใจโหดร้าย อารมณ์ร้อน รวมทั้งเป็นฆาตกร ที่เลือดเย็น

“ในกรณีนี้น่าสงสัยมาก เพราะชุดที่สวมใส่ตอนพบโครงกระดูก แจ้งชัดว่าเป็นผู้สูญหาย พ่อ-พี่-ลูก จำได้และบอกตรงกัน และ ถ้าหมอบริสุทธิ จะหนีก่อนทำไม โครงกระดูกมีการสับเปลี่ยนหรือไม่ เพราะ ตำรวจเก็บ และ ส่ง นิติ ตำรวจเอง (โครงหาง่ายมากจากศพไร้ญาติ ตรวจสอบอายุ ลักษณะ ให้ใกล้เคียงมีเป็นพัน มูลนิธิแจ้งหมดว่าอยู่ตรงไหน หามาเปลี่ยนหมูมาก) เจ้าทุกข์พลาดเรื่องการเก็บหลักฐาน รูปถ่าย ลักษณะการพบ อย่าไว้ใจตำรวจทุกขบวนการ”

“หมอสติปัญญาเก่งและนิ่งมาก ไม่สะทกสะท้าน แต่ที่ต้องตอบให้ได้คือแล้วศพใคร ทำไมรถของผู้สูญหายไปอยู่ในบ้าน ทำไมพยานบุคคลไปชี้จุดของศพได้อย่างถูกต้อง ฯลฯ”

“เอาคนที่ติดต่อวิญญาณได้ ไปช่วยหาสิ อย่างน้อยถ้าหาเจอก็ทำให้ตำรวจสรุปคดีได้เร็วขึ้นและจะได้ดำเนินคดี กับหมอใจร้ายเร็วๆ ดีหากันเองทั่วๆไปบริเวณไร่ อาจจะเจอแต่ช้า เพราะให้ช่วยแค่หาศพให้เจอ ไม่เอามาช่วยตัดสินคดี คดีก็ต้องว่าไปตามหลักฐานและพิสูจน์กันทางวิทยาศาสตร์ต่อไป”

“หมอคนนี้ ไม่ธรรมดา โอกาสติดคุกมีน้อย ฆ่าคนตายในประเทศไทย ถ้ามีเงิน มียศ ได้ประกันตัว ได้อุทธรณ์ คดียืดยาว และพ้นผิดเมื่อแก่ตาย แต่ถ้าเป็นคนจน ติดคุกตั้งแต่จับตัวได้ นี่แหละ ความจริง”

“มีจดหมายมาแบบนี้น่าสนใจนะครับ บางทีคนที่รู้จริงก็ไม่อยากออกมาบอกตรงๆ เพราะอาจจะยุ่งยากหลายเรื่อง , ต้องคอยตอบคำถาม,อาจขึ้นโรงขึ้นศาลเป็นพยานฯ คิดว่าอีกไม่นานคงพบศพ 2 สามีภรรยาคู่นี้อย่างแน่นอนครับ”

“การก่อกรรมต่างวาระ ต่างเวลา ต่างสถานที่ ล้วนแต่เป็นกรรมเก่าทั้งนั้น อาจเป็นการก่อกรรมกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว ก็ไม่รู้น่ะเพราะดูตัวเอง ไม่เคยคิดร้ายและไม่เคยให้ร้ายใคร แต่เขากลับให้ร้ายกับเรา โกหกเรา คอยที่จะเอาเปรียบเรา ก็เลยไปหาหมอดู เขาบอกว่าชาติก่อนเราทำกรรมกับเขาไว้คือเอาเปรียบเขากดขี่ข่มเหงสารพัดชาตินี้ก็เลยรับใช้กรรมไป ก็จริงน่ะชาตินี้อยากได้อะไรก็ไม่ได้ เคยขออะไรต่อมิอะไรกับผู้ใหญ่ก็ไม่เคยได้ ก็เลยปลงแล้วหละ ในชาตอนี้จะไม่เอารัดเอาเปรียบจะอยู่อย่างสงบ ขอภพหน้าอย่าได้เกิดอีกเลย”

เรื่องที่สาม เป็นที่ฮือฮาปนหวาดเสียวของชาวโซเชียลมีเดีย เมื่อได้เห็นภาพกลุ่มวัยรุ่นญี่ปุ่นหลายคน ที่หน้าผากบวมนูนและมีรอยบุ๋มตรงกลาง คล้ายเป็นโรคร้าย แต่นั่นคือกระแสแฟชั่นของกลุ่มคนที่ชื่นชอบโมดิฟายร่างกายตนเองในประเทศญี่ปุ่น ที่เรียกว่า “เบเกิลเฮด” (Bagel Head) เป็นการฉีดน้ำเกลือเข้าหน้าผากประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อให้บวมเหมือนขนมปังเบเกิล จากนั้นใช้นิ้วหัวแม่มือกดไปตรงกลางก้อนเนื้อที่บวมขึ้นมา ก็จะได้แฟชั่นเบเกิลเฮด คล้ายโดนัท อยู่บนหน้าผาก ซึ่งน้ำเกลือจะอยู่ 16-24 ชั่วโมง หลังจากนั้นร่างกายจะดูดซับน้ำเกลือจนรอยนูนจางหายไป

การฉีดน้ำเกลือเข้าทางหน้าผากที่ฮิตในหมู่วัยรุ่นญี่ปุ่น ที่มาภาพ: http://www.toptenthailand.com2012topten-news-info.phpcate_id=3&nid=583

การฉีดน้ำเกลือเข้าทางหน้าผากที่ฮิตในหมู่วัยรุ่นญี่ปุ่น ที่มาภาพ: http://www.toptenthailand.com2012topten-news-info.phpcate_id=3&nid=583

สำหรับผู้ริเริ่มเทรนด์ “เบเกิลเฮด” นี้คือ เรียวอิจิ เคโระ มาเอดะ ช่างภาพและผู้สื่อข่าวที่คลั่งไคล้การทำสารคดีแนวอันเดอร์กราวด์เกี่ยวกับเทรนด์การโมดิฟายร่างกายของพวกวัยรุ่น ซึ่งเขาให้สัมภาษณ์ว่า พบเทรนด์นี้ที่โตรอนโต ประเทศแคนาดา ในงานที่มีชื่อว่า ม็อดคอน (Modcon) ในปี 1999 ซึ่งเป็นการรวมตัวของพวกที่โมดิฟายร่างกายกันแบบสุดๆ และเขาได้พบกับ เจอโรม ที่เป็นผู้บุกเบิกการฉีดน้ำเกลือเข้าร่างกายให้ผิดรูปผิดร่างหรือแปลกประหลาด ก่อนจะนำเทรนด์นี้เข้าไปในญี่ปุ่น และตั้งทีมงานเพื่อฉีดน้ำเกลือให้วัยรุ่นมาตั้งแต่ปี 2550 นอกจากนี้ ยังมีการจัดงานปาร์ตี้น้ำเกลือ ปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้พวกเบเกิลเฮดไปร่วมสังสรรค์กัน ซึ่งการฉีดน้ำเกลือจะฉีดเข้าส่วนไหนของร่างกายก็ได้ มีบางคนใจถึงสุดขีด ถึงขั้นฉีดเข้าที่บริเวณอัณฑะของตัวเอง

ทั้งนี้ เมื่อภาพของแฟชั่นเบเกิลเฮดเผยแพร่ออกไป หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสถาบันโรคผิวหนังหรือกรมการแพทย์ ต่างเกรงว่าวัยรุ่นไทยจะฮิตกระแสนี้ตามไปด้วย แม้ผู้ริเริ่มจากญี่ปุ่นจะยืนยันมาแล้วว่าไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เพราะร่างกายจะดูดซับน้ำเกลือไปเอง แต่ทั้งนี้ยังคงต้องห่วงในเรื่องของการติดเชื้อ เพราะบริเวณที่ฉีดน้ำเกลือเข้าไปเป็นชั้นกล้ามเนื้อบริเวณหน้าผาก มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อคล้ายฟองน้ำ ซึ่งมีความบางและติดกับหนังกะโหลก เป็นจุดที่มีความโป่งพองง่าย อันตราย เสี่ยงต่อการเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และหากอุปกรณ์ไม่สะอาด เก็บรักษาไม่ดี อาจเกิดการติดเชื้อตามมาด้วย โดยเฉพาะบริเวณคาเวอร์นัสไซนัส ซึ่งเป็นแอ่งเลือดดำใต้สมอง มีเส้นประสาทสมองจำนวนมาก ถ้าติดเชื้อบริเวณนี้จะทำให้เกิดโรคคาเวอร์นัสไซนัสธรอมโบซิส ส่งผลให้ตาเหล่ได้ จึงไม่ควรทำเลียนแบบแม้การฉีดจะมีผลชั่วคราวก็ตาม

“ต่อให้ดารา สวยๆ ในเมืองไทยทำแบบนี้ ผมเจอก็วิ่งหนีล่ะครับ ไม่เข้าใจว่าทำเพื่ออะไร”

“ทำไปได้ยังไง ดูช้ำเลือด ช้ำหนอง เหมือนอักเสบอยู่แบบนั้นอ่ะ ไม่หายซักที อีกหน่อยคงเอาค้อนทุบให้ปูด สะใจดี”

“เสียวมากและก็น่าเกลียดพิลึกจริงหน้าตาอยู่ดีๆ ไม่ชอบแต่อยากเป็นสัปหลาด น่าเกลียดอ่ะ”

“พวกเดียวกับพวกวัยรุ่นที่เจาะหู รูใหญ่ ยักษ์ ให้หนูวิ่งกระโดดผ่านได้ ไม่ได้นึกถึงตอนตัวเองแก่ เลยหรือยังไง ว่ามันจะอยู่ในสภาพไหน คงหย่อนๆ เหี่ยวๆ เหมือนถุงไข่ไดโนเสาร์อะ”

“อยากให้เป็นตัวของตัวเองเถิด อย่าไปเลียนแบบใครเลย ทำให้เขามาเลียนแบบเราบ้างจะได้ไหม อย่าไปตามแบบใครเลย ตัวอย่างที่ดีก็ควรเลียนแบบ”

“แม่คลอดออกมาแล้วลูกหัวเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิด พ่อแม่เครียดแย่เลย แต่นี่เกิดมาดี ทุกอย่าง สมประกอบ แต่ลูกอยากทำให้ร่างกายเหมือนคน พิการ คิดได้เนอะ”

“ระวังนะ คนไทยชอบเลียนแบบ ระวังจะเดินหัวปูดกันทั่วสยาม”

เรื่องที่สี่ กลายเป็นเรื่องที่บรรดาหนุ่มๆ ทั่วโลกต่างให้ความสนใจกันมากเลยทีเดียว เมื่อมหาเศรษฐีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชาวฮ่องกง วัย 76 ปี “นายซีซีล เชา” ได้ประกาศผ่านสื่อเพื่อหาลูกเขยให้ลูกสาววัย 33 ปี “จีจี้ เชา” ที่มีรสนิยมรักร่วมเพศ และเคยมีแฟนเป็นทอมซึ่งคบหาดูใจกันมาเป็นระยะเวลานานหลายปี โดยนายซีซีลได้ระบุคุณสมบัติของว่าที่ลูกเขยในอนาคตไว้ว่า ไม่จำกัดว่าลูกเขยจะเป็นคนรวยหรือคนจน แต่ที่สำคัญจะต้องเป็นคนที่มีจิตใจดี มีเมตตา โอบอ้อมอารี และชายหนุ่มคนนั้นต้องสามารถพิชิตใจจีจี้จนเธอยอมรับและเข้าพิธีแต่งงานด้วย แล้วเขาจะจ่ายเงินรางวัลให้ทันทีถึง 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณเกือบ 2,000 ล้านบาท รวมทั้งยังมีเงินก้นถุงให้ทำธุรกิจอีกจำนวนหนึ่งด้วย

ล่าสุด จีจี้ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตอนนี้มีหนุ่มๆ จากทั่วทุกมุมโลกที่พร้อมใจมายื่นใบสมัคร ทั้งแนบภาพนู้ด ส่งสถานะการเงินให้ดู และเสนอตัวจีบในช่องทางต่างๆ ทวิตเตอร์ ยูทูบ เฟซบุ๊ก ฯลฯ มากมายกว่า 1,500 คน

การประกาศหาคู่ให้จากบิดาในครั้งนี้ จีจี้บอกว่าเธอซาบซึ้งใจกับการกระทำของบิดาของเธอไม่ใช่น้อย เพราะที่ผ่านมาบิดาเลี้ยงดูเธอเหมือนเป็นเพื่อน ซึ่งไม่เคยกดดันอะไรเธอเลย การกระทำในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและยอมทุ่มเทของบิดาที่มีให้ และเชื่อว่าบิดาของเธอทำเรื่องนี้ลงไปเพราะรักเธอมาก ไม่อยากให้เธอถูกมองว่าแปลกแยกในสังคม เพียงเพราะไม่ได้แต่งงานกับผู้ชายเหมือนคนทั่วไป อีกทั้งยังแสดงความเห็นว่าแผนการของบิดาเป็นเรื่องที่น่าสนุก และไม่รู้สึกกังวลอะไรหากว่าพบคนที่เหมาะสมและทำให้เธอรักได้จริงๆ

นายซีซีล เชา และลูกสาว จีจี้ เชา ที่มาภาพ: http://paow007.wordpress.com

นายซีซีล เชา และลูกสาว จีจี้ เชา ที่มาภาพ: http://paow007.wordpress.com

สำหรับจีจี้ เชา ลูกสาวของนายซีซีล เชา จบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ปัจจุบันเธอทำงานเป็นผู้อำนวยการบริหารของบริษัท Cheuk Nang ของพ่อเธอเอง รูปร่างหน้าตาดี มีความสามารถ นอกจากนี้ยังเป็นคนใจกว้างและอุทิศตัวช่วยเหลือสังคม

“จะเป็นเพศไหน ไม่เห็นสำคัญ ขอแค่เป็นคนดี ก็ประเสริฐแล้ว สมัยนี้ เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี มีน้ำใจ ยากยิ่กว่าการเลี้ยงให้เป็นชายแท้หญิงแท้”

“ความรักมันไม่ใช่เรื่องผิดธรรมชาติหรอกค่ะ ไม่ว่าจะเพศไหนๆ ก็รักกันได้ มันเป็นสิ่งสวยงาม แต่ธรรมชาติของมนุษย์ของผู้หญิงมันต้องคู่กะผู้ชายเพื่อสืบพันธ์และในการขยายพันธ์ของมนุษย์มันก็ต้องมี SEX เป็นส่วนประกอบ ใช่ใหมค่ะ”

“สมัยนี้คนอยากจะรวยทางอ้อมทำไหมเยอะอย่างนี้ แต่เชื่อว่ามีแต่คนฝันกลางวันชัวร์!!”

“ไม่อยากให้คุณพ่อทำเช่นนี้ จะทำให้คุณลูกสาวได้พบกับคนที่เห็นเงินและหน้าตาของลูกสาวเป็นสิ่งแรก กรุณาให้โอกาสคุณลูกได้เลือกในสิ่งที่พิจารณาด้วยสติปัญญาของตนเอง เพื่อความสุขในวันข้างหน้าทั้งชีวิต”

“ตาคนนี้ นี่ต้องการโฆษณาธุรกิจแบบไม่ต้องเสียตังค์อ่ะ เอาเงินสองพันล้านมาล่อใจ แต่เชื่อเหอะเขาคงดีดลูกคิดรางแก้วดูแล้ว ไม่มีคนไหนเปลี่ยนลูกสาวเขาได้แน่นอน เพราะฉะนั้นเงินสองพันล้านที่อ่อยไว้ ไม่มีวันกระเด็น มันเป็นเรื่องธุรกิจ พวกข้างล่างก็ด่ากันไป ของผู้ชายดี เจ๋ง ไม่มีใครเทียบเท่า หรือเรื่องของจริงของปลอมอะไรสารพัดจะมาอวดอ้าง”

“ความรักนั้นย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุ 2 ประการ คือ เคยอยู่กินกันมาแต่ชาติก่อน และได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชาตินี้ เหมือนดอกบัวเกิดได้เพราะอาศัยน้ำกับเปือกตม ”

“จะไปพบรักแท้ได้ยังไง ในเมื่อมีเงินเป็นตัวล่อ ผู้ชายที่เข้ามาก็หวังเงินทั้งนั้นแหละคะ”

เรื่องที่ห้า ล่าสุดมีเชื้อไวรัสตัวใหม่คล้าย “โรคซาร์ส” (SARS: Severe Acute Respiratory Syndrome) เกิดขึ้น พบแล้วในผู้ป่วย 2 ราย ทำให้องค์การอนามัยโลก หรือ ฮู (WHO) ต้องออกมาแถลงการณ์ว่า ได้รับรายงานจากองค์การสาธารณสุขแห่งประเทศอังกฤษว่า พบผู้ป่วยชาย 1 ราย เป็นชาวกาตาร์ อายุ 49 ปี ป่วยเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 ด้วยอาการโรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน และไตวาย โดยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่าเป็นเชื้อไวรัสในตระกูลโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ซึ่งเป็นเชื้อตระกูลเดียวกับเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือโรคซาร์ส

เชื้อที่พบในผู้ป่วยรายนี้ เหมือนกับเชื้อที่ตรวจพบในผู้ป่วยชาวซาอุดีอาระเบียวัย 60 ปี ที่เสียชีวิตมาก่อนหน้านี้ แต่เชื้อดังกล่าวยังไม่น่าจะติดต่อจากคนสู่คนได้โดยง่าย อีกทั้งญาติของผู้ป่วยและพยาบาลผู้ดูแลก็ยังไม่มีใครติดเชื้อจากโรคนี้ แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด รวมทั้งทางองค์การอนามัยโลกก็มีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าใจเชื้อไวรัสนี้ให้ชัดเจน

ข่าวของเชื้อไวรัสตัวนี้สร้างความตื่นตระหนกให้ผู้คนทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ที่กระทรวงสาธารณสุขได้แจ้งเตือนหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศที่เกี่ยวข้องให้รับทราบ เพื่อระวังและป้องกันการเข้ามาของเชื้อโรค รวมถึงติดตามความคืบหน้าของเชื้อโรคชนิดนี้ เพราะก่อนหน้านี้ในปี พ.ศ. 2546 เคยพบการระบาดของโรคซาร์สมาแล้ว ซึ่งเวลานั้นประเทศไทยพบผู้ป่วย 1 ราย แต่เป็นผู้ป่วยที่เดินทางมาจากต่างประเทศ อีกทั้งโชคดีที่ไม่มีการแพร่ระบาดในประเทศไทย

แต่ถึงอย่างไร ทางกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคของไทย ก็ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวดูแลสุขอนามัยตนเอง โดยหมั่นล้างมือฟอกสบู่บ่อยๆ หลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ที่มีผู้คนแออัด ไม่คลุกคลีกับคนป่วยเป็นไข้หวัด หากมีอาการไอจาม เป็นหวัด ให้ใส่ผ้าปิดปากปิดจมูก เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปติดคนอื่น ส่วนผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ หากมีอาการป่วยเหมือนไข้หวัด และหลังนอนพัก 2 วันแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ไข้ไม่ลดลง ก็ควรไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทางแก่แพทย์ผู้ให้การรักษาด้วย

“ฉันเชื่อว่าโรคนี่กำลังจะเกิดขึ้นจริง เพราะฉันมีความรู้สึกว่ามันกำลังมา ปัจจุบัน เชื้อโรคเยอะมากจริงๆ ไม่เชื่อคอยดูกันต่อไป”

“โรคซาร์สมันก็แค่ธรรมดาๆ ตายรวมกันแค่ 800 คน เอง ลองมาดูโรคแบบไทย บ้างสิ เช่น โรคสงกรานต์ โรคปีใหม่ เอามารวมๆ กันก็ตายเฉียด 1000 คน ทุกปี”

“สงสัยโลกมันกำลังปรับตัว มันคงกำจัดสิ่งมีชีวิตที่ไร้ประโยชน์บนโลกนี้ออกไปบ้าง และคงเริ่มนับหนึ่งใหม่เพื่อให้มันได้ฟื้นตัวหลังจากแบกรับภาระมานาน”

“โลกเราน่ากลัวขึ้นทุกวัน ทั้งเชื้อโรค เชื้อไวรัส อุทกภัย ต่างๆ รวมถึงความแตกแยกกันของคน มีเพิ่มมากขึ้น นี้แหละนะ มนุษย์โลก เกิดมายังไงก็ต้องตาย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หมั่นทำความดีกันไว้ดีกว่า เวลาของการมีชีวิตอยู่ จะได้รื่นรมย์มากขึ้น”

“อันตรายนะคะ สมัยนี้ ยังไงการล้างมือบ่อยๆ หมั่นรักษาความสะอาดออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมความเครียด เป็นเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด สำหรับร่างกายแล้ว”

เครือข่ายสังคม