ประเด็นฮอตในโซเชียลมีเดียรอบสัปดาห์ — ภาพแห่งประวัติศาสตร์ น้ำท่วมหน้าลานพระบรมรูปทรงม้า และ ใช้สุนัขเป็นเหยื่อตกปลาฉลาม

22 กันยายน 2012

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 16–22 ก.ย. 2555

เรื่องแรก เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วโลกโซเชียลมีเดีย หลังมีภาพสุดช็อก!! ที่กลุ่มคนรักสุนัขต่างร่วมกันแชร์และส่งต่อภาพสุนัขที่ถูกนำไปเป็นเหยื่อตกปลาฉลาม เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทาง www.causes.com รายงานว่า มีผู้พบเห็นกลุ่มชาวประมงเชื้อชาติฝรั่งเศส เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ได้ใช้ลูกสุนัขที่ยังมีชีวิตอยู่ อายุประมาณ 6 เดือน เพื่อเป็นเหยื่อล่อปลาฉลามที่เกาะ Reunion Island ในมหาสมุทรอินเดีย เขตปกครองของฝรั่งเศส โดยใช้ตะขอเกี่ยวที่จมูก ปาก และขาไว้ ซึ่งภาพที่ได้เห็นช่างน่าสงสารยิ่งนัก ทำให้บรรดาผู้รักสัตว์ต่างเกิดความไม่พอใจ ถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์เช่นนี้

ข่าวการทารุณกรรมสุนัขดังกล่าว ก็มาเป็นประเด็นสุดฮือฮาในโซเชียลมีเดียของไทย โดยที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ UniDog (Thailand) และ บ้านเจ้าตูบ เชียงใหม่ ได้แชร์ภาพและข้อความ “ช่วยหยุดฝรั่งเศส และชาวประมงเกาะเม็กซิกันใช้สุนัขและลูกแมวสดเป็นเหยื่อล่อปลาฉลาม”

เมื่อมีการแชร์ภาพดังกล่าวออกไป ก็มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่รับไม่ได้กับการกระทำที่เกิดขึ้นนี้

ทางด้านองค์กรพิทักษ์สัตว์ Bardot ได้ออกมายืนยันว่า มีการใช้สัตว์เพื่อเป็นเหยื่อล่อปลาฉลามที่หมู่เกาะ Reunion Island จริง ทั้งนี้ องค์กร Bardot มีการต่อต้านการกระทำที่ผิดศีลธรรมเช่นนี้มานานนับสิบปี แต่ครั้งนี้องค์กรขอรีบเร่งจัดการเรื่องนี้ให้มีผลอย่างเร็วที่สุด เพื่อยุติการกระทำอันโหดร้ายนี้เสียที

ภาพสุนัข ถูกตะขอคล้ายเบ็ดตกปลาเกี่ยวปากไว้ เพื่อเตรียมไปเป็นเหยื่อตกปลาฉลาม ที่มาภาพ: httpnews.impaqmsn.comarticles_hn.aspxid=501625&ch=hn.jpg

ภาพสุนัข ถูกตะขอคล้ายเบ็ดตกปลาเกี่ยวปากไว้ เพื่อเตรียมไปเป็นเหยื่อตกปลาฉลาม ที่มาภาพ: httpnews.impaqmsn.comarticles_hn.aspxid=501625&ch=hn.jpg

กลุ่มผู้รณรงค์ต่อต้านการทารุณกรรมสัตว์ได้ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อรวบรวมรายชื่อเรียกร้องให้เพิ่มโทษการกระทำความผิดจากที่มีการปรับ 5,000 ดอลลาร์ เป็น 1 แสนดอลลาร์ และเพิ่มโทษจากจำคุก 2 ปี เป็น 10 ปี โดยเมื่อมีผู้ร่วมสนับสนุนลงชื่อครบ 9.9 แสนคน จะมีการยื่นรายชื่อทั้งหมดให้รัฐบาลฝรั่งเศส เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ผู้กระทำผิดมีความเกรงกลัวและไม่กล้าทำความผิดมากขึ้น ล่าสุดมีผู้ร่วมลงชื่อแล้วเกือบ 9 แสนคน อีกทั้งยังเพิ่มรางวัลนำจับแก่ผู้ประสงค์ดี 10,000 ดอลลาร์ เพื่อให้ผู้กระทำผิดหรือคิดจะกระทำผิดเกิดการยั้งคิดก่อนทำ

สำหรับใครที่สนใจลงชื่อร่วมต่อต้านการใช้ลูกสุนัขเป็นเหยื่อ สามารถไปลงชื่อได้ที่เว็บนี้ http://www.causes.com เพื่อช่วยชีวิตสุนัขที่ท่านรัก ให้มีชีวิตที่ยืนยาวต่อไป

“มนุษย์คิดว่าตัวเองเลิศเลอมาก ทำร้ายทั้งน้องหมาและปลาฉลาม กฎหมายนี้บังคับใช้ที่ไหนบ้างอะครับ น่าจะใช้ทั่วโลกเลยนะ สู้ๆ นะครับองค์กรต่างๆ”

“มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐจริงหรือ? โลกเราทุกวันนี้ทรัพยากรทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตลดน้อยลงทุกวัน เป็นเพราะฝีมือของมนุษย์ทั้งนั้นเลย”

“ทำไมพวกเขาต้องทารุณสัตว์ นิสัยไม่ดีเลย ไม่ลองคิดดูบ้าง ถ้าคุณเป็นหมาที่เอาตะขอเกี่ยวเองไว้จะเจ็บแค่ไหน มนุษย์อย่างพวกคุณยังทำสัตว์ได้ลงคอใจคอคุณทำด้วยอะไรกัน!!”

“คลิปนานแล้วก็จริงและยาวกว่านี้ มีตอนโยนสุนัขลงทะเลด้วย ใช้ขอเกี่ยวทั้งจมูก ทั้งเท้าของสุนัข เหยื่อตกปลามีหลายชนิด ใช่!! แต่เพราะความวิปริตของมนุษย์สมัยนี้ นอกจากกินเนื้อเขายังไม่พอ ยังทรมานเขาอีก อย่าคิดว่ามนุษย์ประเสริฐทุกคน บางคนราดน้ำมันจุดไฟเผาทั้งเป็น บางคนโยนจากสะพานสูงลงพื้น บางคนเตะอัดในลิฟท์ ฯลฯ ใครทำกรรมใดเขาย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น!!”

“ใช่แล้ว!! “มนุษย์” เป็นภพภูมิที่ทำดีและทำชั่วได้อย่างสูงสุดและต่ำสุดแล้วแต่ใครจะเลือกประพฤติปฏิบัติ”

เรื่องที่สอง หลังมีฝนตกอย่างหนักต่อเนื่องในหลายวันที่ผ่านมา สร้างความหวาดหวั่นให้ชาวกรุงเทพมหานครไม่ใช่น้อย ในโลกโซเชียลมีเดียผู้คนต่างโพสต์รูปภาพและข้อความเกี่ยวกับน้ำท่วมกันทุกวันและทุกเวลาที่ฝนตก โดยเฉพาะเมื่อฝนตกที่ตกหนักๆ ไม่กี่ชั่วโมง ทำให้น้ำท่วมขังในระดับที่สูง การจราจรเป็นอัมพาต ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด

และอีกหนึ่งภาพประวัติศาสตร์ ที่รอบสัปดาห์นี้ผู้คนในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรืออินสตาแกรม มีการพูดถึงและส่งต่อกันมากก็คือ ภาพที่มีน้ำท่วมขังบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อช่วงเย็นของวันอังคารที่ 18 กันยายน 2555 หลังจากที่ฝนกระหน่ำเทลงมาอย่างหนักตั้งแต่ช่วงบ่าย ซึ่งดูแล้วคล้ายภาพกรุงเทพมหานครในอดีตเมื่อปี พ.ศ. 2485 ซึ่งครั้งนั้นเคยถูกน้ำท่วมหนักเช่นกัน

ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อช่วงเย็นของวันอังคารที่ 18 กันยายน 2555 ที่มาภาพ: httpthaiflood.kapook.comview47502.html

ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อช่วงเย็นของวันอังคารที่ 18 กันยายน 2555 ที่มาภาพ: httpthaiflood.kapook.comview47502.html


บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อครั้งน้ำท่วมหนักในปี พ.ศ. 2485 ที่มาภาพ: httpwww.oknation.netblogprint.phpid=143249

บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อครั้งน้ำท่วมหนักในปี พ.ศ. 2485 ที่มาภาพ: httpwww.oknation.netblogprint.phpid=143249

ทั้งนี้ยังส่งผลให้ถนนสายหลักต่างๆ เช่น วิภาวดีรังสิต, พหลโยธิน, พระราม 6, ราชวิถี ฯลฯ มีน้ำท่วมขังสูงประมาณ 15-30 เซนติเมตร หรือสูงประมาณครึ่งล้อรถยนต์ ซึ่งบริเวณที่มีน้ำฝนมากที่สุดได้แก่ ถนนเทเวศร์ เขตดุสิต 107 มิลลิเมตร รองลงมาคือเขตดินแดง ปริมาณฝน 106 มิลลิเมตร และส่งผลให้น้ำท่วมขังในกรุงเทพมหานครรวมทั้งสิ้น 29 จุด ต้องใช้เวลาระบายน้ำนานหลายชั่วโมงกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสงสัยว่า สาเหตุอาจมาจากการที่ไม่ได้ลอกท่อระบายน้ำ และเกิดการอุดตันเนื่องจากมีเศษขยะเข้าไปตกค้าง ทำให้การระบายน้ำเป็นไปได้ช้า

แต่ทางด้านนายจุมพล สำเภาพล รองปลัดกรุงเทพมหานคร ก็ออกมาปฏิเสธว่า การระบายน้ำที่ล่าช้านั้นไม่ได้เป็นเพราะไม่ได้ลอกท่อหรือท่อระบายน้ำอุดตันแต่อย่างใด แต่เกิดจากการที่ชั้นดินทรุดตัวเฉลี่ยปีละ 1-10 เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ จึงส่งผลให้ปากท่อระบายน้ำเคลื่อนตัวและไม่อยู่ในแนวที่ทำให้น้ำไหลผ่านได้สะดวก ส่งผลให้น้ำไหลลงคลองช้าลง จึงเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมขังในหลายพื้นที่

หลังจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน 2555 นายปลอดประสพ สุรัสวดี ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ได้มีการชี้แจงว่า ส่วนตัวเชื่อว่ากรุงเทพมหานครได้ดำเนินการขุดลอกคูคลองและท่อระบายน้ำไปแล้ว แต่ตอบไม่ได้ว่าทำไปแล้วมากน้อยแค่ไหน หรือจุดไหนทำไปแล้วบ้าง

อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครควรจะมีการปรับระบบจัดการน้ำเสียใหม่ เพราะระบบปัจจุบันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับน้ำฝนเป็นหลัก และมีอายุการใช้งานนานมาก จึงจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับระบบบริหารจัดการใหม่ โดยใช้ระบบคลองให้ได้ทั้งหมด เหมือนเมืองรอตเทอร์ดาม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมให้ได้ผล

และยังเสนอแนวคิดการป้องกันน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครว่า น่าจะวางท่อระบายน้ำบนถนน เพื่อช่วยท่อใต้ดินระบายน้ำ และการทำระบบฟลัดเวย์ แต่ก็ยอมรับว่าการทำเช่นนี้อาจสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนบ้าง แต่ก็เพื่อช่วยระบายน้ำ และป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วม นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครควรปรับระบบเล็กระบบน้อยมาเชื่อมกับระบบใหญ่ให้ได้ และชี้แจงทั้งหมดให้ประชาชนทราบด้วยความเข้าใจที่ตรงกันอย่างชัดเจน

“บางที ก่อนจะว่าว่าเป็นไปไม่ได้ ลองคิดกันใหม่ดูก่อนนะครับ กทม. ไม่เคยวางผังเมืองมาก่อน ไม่มีระบบท่อระบายน้ำที่เป็นระบบ ซึ่งท่อที่อยู่ใต้ดินก็เป็นขนาดเล็ก ใครดูหนังต่างประเทศจะเคยเห็นท่อใต้ดินบ้านเขาที่วางระบบ น้ำ-ไฟ-แก๊ส-ระบายน้ำ จะใหญ่ขนาดเดินได้ ครั้นเราจะทำแบบจีนที่เวนคืนที่วางระบบ ไล่คนออกจากพื้นที่เพื่อวางระบบ ก็จะขัดกับประเทศเราที่เป็นดินแดนเสรี (มั้ง?) อีกย่างระบบระบายน้ำเดิม ๆ คืออาศัยการไหลสูงไปต่ำ ซึ่งก็ค่อนข้างช้า แถมถ้าเจอขยะไปอุดดันอีก ถ้าเพิ่มระบบท่อบนดินช่วยสูบแล้วดันน้ำที่ระบายไปอีกแรง ถ้าเจอฝนหนัก ๆ ก็อาจระบายได้เร็วกว่านี้ (ที่เจอมา 1-3 ชั่วโมง รถจึงพอวิ่งได้) อีกทั้งจะมามัวแต่อ้างว่าระบบรับน้ำฝนแค่ 60 มม. เจอฝนหนักก็ลำบาก ก็ต้องบอกว่าไม่ได้คิดเผื่อก็ต้องแก้ไข เพราะวันนี้มีแล้ว 110 มม. อย่าดีแต่ติ หากจะติ ขอช่วยกันเสนอแนวคิดด้วยก็ดีนะครับ”

“วิธีใหม่อะไรกันสารพัด อ้างกันไปมา เอาจริงๆ วิธีน่ะมันดีอยู่แล้ว ที่มันไม่ดีน่ะอยู่ที่คน คนที่ควรจะทำหน้าที่ให้ดี เพราะทำไม่ดีถึงได้เป็นแบบนี้ ปัญหาไม่ใช่วิธีการ แต่มันอยู่ที่ตัวบุคคลต่างหาก!”

“วิธีแก้ที่ดีที่สุด คือ รัฐบาลชุดนี้ลาออกไปเถอะครับ แล้วให้คนที่เค้ามีความสามารถ มากกว่านี้เข้ามาบริหารงานแทน จะดีกว่า”

“ถนนยังไม่พอที่จะให้รถวิ่งแล้วยังจะเอาท่อมาวางบนถนน เอาส่วนไหนคิดครับ ปัญหาซ้ำซากมาก”

“ก็แค่น้ำไหล่ไม่ทันไม่ได้ท่วมเป็นอาทิตย์สักหน่อย ระบบมันวางมาผิดตั้งนานแล้ว คนก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ บ้านตึกก็สร้างกันทุกพื้นที่จะโทษใครได้ น้ำไหลไม่ทันบ้านนอกยังท่วมเลยไม่เห็นมีใครจะไปสนใจ ช่วยกันดีกว่า เป็นประชาชนก็อย่าทิ้งขยะให้ไปอุดท่อ ถ้าช่วยกันจริงปัญหามันก็ไม่เยอะแบบนี้หรอกนะ”

เรื่องที่สาม ถึงกับอึ้งเมื่อได้เห็นภาพถ่ายปริศนาของเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู นายนิรันดร์ สร้างพล หรือหมี อายุ 37 ปี เป็นอาสาสมัครรหัส ฉก. ใต้ 10 ซึ่งได้รับประสบอุบัติเหตุถูกรถชนเสียชีวิต ขณะขี่รถจักรยานยนต์บริเวณบางนา-ตราด กม. 7 ที่หลายคนเชื่อว่าเป็นภาพถ่ายติดวิญญาณของผู้เสียชีวิต เพราะไม่ใส่รองเท้าข้างหนึ่ง เนื่องจากตอนเกิดเหตุรองเท้าอีกข้างหายไป

นายชลอ เสือกระจ่าง พนักงานกู้ภัย รหัสนคร 58 เพื่อนของผู้เสียชีวิต เล่าว่า หลังเกิดเหตุได้นำศพของนายนิรันดร์ มาทำพิธีรดน้ำ ที่ศาลา 1 วัดด่าน ถ.พระราม 3 ซอย 34 ระหว่างทำพิธี นายวาทิต เพียรดี เพื่อนอาสาสมัคร รหัสบางซื่อ 19 ได้ถ่ายภาพคู่กับแท่นวางรูปหน้าศพเก็บไว้เป็นที่ระลึก จึงให้นายนัทธพล ศรีสังข์ อาสาสมัครตัวแทนฐานทุ่งมหาเมฆ นำโทรศัพท์มือถือมาบันทึกภาพให้ ซึ่งนายนัทธพลก็กดชัตเตอร์เอาไว้ 2 ครั้ง

แต่พอภาพดูก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่าภาพที่บันทึกไว้ใบแรกนั้นเป็นปกติทุกอย่าง แต่ภาพใบที่สองปรากฏว่ามีขาของชายปริศนาผู้หนึ่งไปยืนอยู่ด้านหลังแท่นวางรูปหน้าศพ ซึ่งภาพที่เห็นมีเพียงแค่ส่วนขานุ่งกางเกงขายาวสีเขียวแก่ ซึ่งเป็นชุดฟอร์มของมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่ขาข้างซ้ายสวมรองเท้าผ้าใบสีดำ ส่วนที่ขาข้างขวาไม่สวมรองเท้า

ที่มาภาพ: httpnews.sanook.comgallerygallery1143357305636

ที่มาภาพ: httpnews.sanook.comgallerygallery1143357305636

ทำให้หลายคนเชื่อว่าขานั่นคือวิญญาณผู้เสียชีวิตแน่นอน เนื่องจากรูปร่างเท่ากัน และตอนผู้เสียชีวิตประสบเหตุสวมรองเท้าผ้าใบสีดำ และเหลือแค่ข้างซ้ายเท่านั้นที่ติดอยู่กับศพ ส่วนข้างขวาไม่มีใครหาเจอ คาดว่าคงมีรถคันอื่นเหยียบติดล้อไปด้วยนั่นเอง

“ผมว่าทุกคนดูที่เสื้อกู้ภัยดีๆๆนะครับ จะเห็นแขนยื่นออกมาจับมือกับกู้ภัยที่ใส่เสื้อสีขาวครับน่ากลัวมากครับ ผีของจริงครับ เอามือออกมาจากเสื้อตัวเองเพื่อมาจับมือกับเพื่อน”

“ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่ อาจเป็นพลังงานบางอย่าง ที่เราไม่รู้ก็เป็นได้”

“จะสรุปให้ฟังชัดๆ กันเลยครับ ความจริงแล้วไม่ใช่วิญญาณหรือตัดต่อใดๆ ทั้งสิ้นครับ ขาที่เห็นคือขาคนจริงๆ ครับเขาหลบเพื่อที่จะให้ช่างถ่ายรูปถ่ายรูปคนที่ยืนคู่กับรูปภาพคนตายก็เท่านั้นเองครับ กลับกลายว่าเอามาเม้าว่าเป็นวิญญาณของคนตายซะงั้น เรื่องจิงครับ ไปถามคนในงานศพเขาจะรู้ครับผม”

“คนถ่ายภาพ มือนิ่งมาก กด 2 ครั้ง ได้เฟรมเดียวกันแป๊ะ!! ระยะวัตถุ สิ่งของ ด้านซ้าย – ขวา บน – ล่าง เหมือนเท่ากันเลยนะ นับถือๆ….”

“ถ้ามีคนยืนอยู่หัวก็จะเลยรูป เพราะรูปไม่สูงมาก ถ้าเค้าก้มหัวลงขาก็จะตรงไม่ได้ นอกจากพี่เค้าเป็นนักกีฬายิมนาสติก แล้วถ้ามีคนยืนจริงทำไมเห็นขาข้างเดียว อีกข้างเอาไปซ่อนไว้ไหน และภาพถ่ายก็ถ่ายจากกล้องดิจิตอล เคลียร์ภาพดูแล้วก็ไม่ได้เกิดจาการตัดต่อ”

เรื่องที่สี่ ศัลยกรรมเปลี่ยนชีวิต!! เนื่องด้วยปัจจุบันผู้คนให้ความใส่ใจเรื่องความงามกันมากขึ้น ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย จึงทำให้การศัลยกรรมเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมาก เพราะช่วยให้รูปร่างหน้าตาดูดี และยังเสริมบุคลิกภาพให้มีความโดดเด่นและน่าสนใจ

แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะทำการศัลยกรรมแล้วได้รับผลเป็นที่น่าพอใจเสมอไป ที่ผ่านมาก็เห็นแล้วในหลายกรณี ซึ่งล่าสุดเกิดเหตุการณ์ศัลยกรรมที่ไม่คาดฝันกับพริตตี้สาวอายุ 33 ปี “น้องกระแต” น.ส.อาทิตยา เอี่ยมใหญ่ ที่ผ่านมาเธอเป็นเสาหลักของครอบครัวด้วยอาชีพพริตตี้ ที่สร้างรายได้และหาเลี้ยงเธอและครอบครัวมาเสมอ แต่ตอนนี้ศัลยกรรมกลับทำให้เธอต้องกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ทำอะไรไม่ได้นอกจาการลืมตาปรือเท่านั้น

เหตุเกิดจากการที่น้องกระแตไปฉีดคอลลาเจนที่สะโพกกับชายหนุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นหมอ โดยนัดกันไปทำการภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งที่ลาดพร้าว ซอย 101 ไม่มีการเปิดคลินิกเป็นเรื่องเป็นราวแต่อย่างใด ซึ่งหมอศัลยกรรมผู้นี้เป็นหมอที่มีกลุ่มพริตตี้แนะนำมาชื่อว่า “หมอปอป” หรือ นายธนัส ณัฐวีระกุล ซึ่งเป็นเพียงอดีตผู้ช่วยแพทย์ในสถานเสริมความงามแห่งหนึ่ง โดยตกลงฉีดที่ราคา 40,000 บาท ซึ่งไม่สูงเมื่อเทียบกับราคาในคลินิกหรือโรงพยาบาล

แต่เมื่อทันทีที่ได้ฉีดคอลลาเจนลงไปที่สะโพก น้องกระแตก็มีอาการมึนๆ งงๆ และหายใจติดขัด ซึ่งช่วงแรกปอป บอกว่าคือผลข้างเคียงเล็กน้อย แต่ในที่สุดพริตตี้สาวก็เกิดอาการช็อกหมดสติไปเพราะสมองขาดออกซิเจน จนขณะนี้ต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 ด้วยสภาพที่ยังไม่ได้สติ

ซึ่งปอปและเพื่อนของน้องกระแตก็ได้รีบพากันนำตัวส่งโรงพยาบาล จึงทำให้มีภาพของหมอปอปในกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลด้วย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จัดกำลังฝ่ายสืบสวนทำการจับกุมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งปอป ก็ให้การสารภาพว่าได้ลักลอบฉีดสารความงามให้กับพริตตี้และสาวประเภทสองมากกว่า 20 ราย แต่ไม่เคยมีใครได้รับอันตรายแต่อย่างใด ยอมรับว่าที่ลักลอบทำศัลยกรรมเป็นความผิด จึงอยากจะขอโทษผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด

ส่วนทางด้านอีกหนึ่งสาวที่การศัลยกรรมเปลี่ยนชีวิตเธอให้เจิดจรัส คือ “แย้” นนทพร ธีระวัฒนสุข วัย 25 ปี พริตตี้สาวมือวางอันดับหนึ่งของเมืองไทย อีกทั้งยังพบรักจากการศัลยกรรมอีกด้วย

แย้ นนทพร ธีระวัฒนสุข ที่มาภาพ: httpnews.mthai.comgeneral-news191288.htmlattachmentkle

แย้ นนทพร ธีระวัฒนสุข ที่มาภาพ: httpnews.mthai.comgeneral-news191288.htmlattachmentkle

โดยเรื่องราวของน้องแย้ ได้ถูกเล่าผ่านรายการวีไอพี ทางช่อง 9 สาเหตุของการทำศัลยกรรมเนื่องจากหน้าตาเดิมที่แบนกว้าง ไร้มิติ ตาอ้วน ปากหนา ซึ่งที่ผ่านมาแย้ผ่านการศัลยกรรมมาแล้ว 5 ครั้ง จนกระทั่งก้าวเข้ามาในวงการบันเทิงอย่างเต็มตัว และเคยเป็นหนึ่งในพริตตี้ที่มีค่าตัวแพงที่สุดของเมืองไทย เรียกได้ว่ามีงานเข้ามาหาเธอในทุกวัน

เรื่องราวก่อนจะมาสวยได้ขนาดนี้ แย้ต้องแอบทางบ้านไปทำศัลยกรรมกับสถานพยาบาลที่ได้รับการแนะนำ ครั้งแรกเป็นการทำจมูก ก็ได้งานโฆษณาครีมบำรุงผิว ซึ่งการทำจมูกเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจ จากนั้นจึงทำการฉีดโบท็อกซ์หน้าเรียว แล้วทำการแก้จมูกอีกครั้งเพื่อให้มีความโด่งมากขึ้น มีสันมากขึ้น เมื่อหน้าตาเริ่มเซ็กซี่ งานต่างๆ ก็เริ่มเข้ามามากขึ้นตามลำดับ

อีกทั้งยังมีการเสริมหน้าอก โดยบอกคุณหมอว่าให้เอาขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เนื้อเราสามารถรับได้ ซึ่งหลังจากทำหน้าอกก็ได้ไปประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส เข้ารอบ 44 คนสุดท้ายด้วย

การทำศัลยกรรมครั้งต่อไปคือการทำลักยิ้มเพื่อให้หน้าหวาน กรีดตาเอาหนังส่วนเกินออกให้เป็นตา 2 ชั้น เสริมจมูกใหม่เป็นครั้งที่ 3 เพราะปลายรู้สึกค่อนข้างแหลม จึงอยากแก้ไขให้สวยมากขึ้น สันตาสูงขึ้น ปลายจมูกมนลง โดยเอากระดูกหลังหูมาต่อปลายจมูก รวมทั้งทำปากบนเพื่อเป็นการพลิกเส้นทางชีวิต เพราะหลังจากที่ทำศัลยกรรม ชีวิตเธอก็พลิกเข้าสู่เส้นทางสายบันเทิงจนได้ดีจนปัจจุบัน

การศัลยกรรมทั้งหมดที่แย้ทำ ถ้าเป็นคนอื่นๆ คงต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก แต่กับสาวแย้เองนั้น เธอทำฟรีทั้งหมด เพราะการศัลยกรรมทำให้เธอได้พบรักกับหมอศัลยกรรม คุณหมอนพรัตน์ รัตนวราห จนเป็นเพื่อนชายคนสนิทของเธอ

อย่างไรก็ตาม การทำศัลยกรรม หากผิดพลาดอาจได้ผลออกมาไม่เป็นอย่างที่ใจคิด เสี่ยงที่จะเสียโฉมได้ อย่าง ซิลิโคนเหลว พาราฟิน สารที่ฉีดจะไหลเพราะจะใช้สารที่ไม่มีคุณภาพ ทั้งนี้การทำศัลยกรรมก็มีข้อดีข้อเสีย แม้จะศึกษามาดี ความผิดพลาดย่อมมีเสมอ และต้องรับได้กับความผิดพลาด อย่าคาดหวังสูงเกินไปเพราะจะเกิดความเครียดได้

“ทำไมต้องไปฉีดแบบเถื่อนๆ ด้วย ฉีดตามคลีนิกหรือโรงพยาบาลไม่ง่ายกว่าเหรอ แค่ฉีดราคาก็หลักร้อยหลักพันเท่านั้น สนใจของถูกเลยได้ผลไม่ดี ส่วนหมอปอปถ้าเป็นหมอจริงก็ผิดจรรยาบรรณอย่างรุนแรง นอกจากต้องยึดใบประกอบแล้ว อยากให้ติดคุกไปด้วย”

“แม้แต่ตนเอง ยังไม่พอใจใบหน้าแท้ของตนเอง ก็ไม่ได้พิกลพิการจนต้องศัลยกรรมหน้าเลย แต่เอาเถอะ จริตใครจริตมัน ขาดความมั่นใจในตนเอง เลยคิดว่าตนไม่สวย แท้จริงแล้ว น้องไม่ได้ขี้เหร่อะไร แต่แค่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง คนเราหน้าตาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญก็จริง แต่ความดีงามภายใต้ใบหน้า การแต่งกาย มันสำคัญกว่า”

“เค้าทำเพื่ออาชีพการงาน อีกอย่างเค้าทำฟรี ไม่ได้เสียตังค์ แฟนเค้าเป็นศัลยแพทย์ทำให้ ถ้าคุณขี้เหร่แล้วอยากสวยขึ้นมาแล้วแฟนผ่าให้คุณฟรี มีหรือคุณจะไม่ทำ”

“ยังไง เป็นกำลังใจให้ คุณกระแต และครอบครัวหายไวๆ เราก็เคยแพ้ โบท็อกซ์ เหมือนกัน หายใจ ไม่ออก ต้องเข้ารพ. เพื่อขอออกซิเจน และคืนนั้น เกือบตาย เหมือนกัน เข็ดหล่ะ สั่งยาเองให้หมอ ฉีดให้ใครจะทำ ควรทำที่คลีนิค ที่มีแพทย์ เชี่ยวชาญดูนะ”

“เขาถึงว่าสวยแบบง่ายๆ กับสวยแบบมักง่ายไง ถ้าเธอคิดว่าจะทำให้ดี ทำเพื่ออาชีพจริง เธอก็ต้องลงทุน เหมือนกับดารา หรือนางแบบ เขาก็ทำกัน นี่คงเป็นอุทาหรณ์ให้กับคนที่อยากสวย อยากงามอีกเยอะ ไม่ใช่แค่ทำศัลยกรรม หรือฉีดโน่นนิดนี่หน่อยหรอก รวมไปถึงพวกที่ชอบซื้อยาถูกๆ กินเองตามเน็ต หรือร้านค้าทั่วไป บางคนก็อาศัยกินตามเพื่อน เธอสวย ฉันเลยอยากสวย แต่หารู้ไม่ คนเราร่างกายและภูมิมันต่างกัน ใครจะไปรู้เพื่อนกินแล้วถูกกับยา แต่เราอาจจะไม่ถูกกับยาหรือวิตามินนั้นก็ได้ ก็คงรอให้ตายก่อนแล้วกัน คนเรามี 2 คำเวลาเกิดปัญหาคือ “ก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิด” หรือไม่ก็ “ก็เห็นเขาทำแล้วดี” นี่แหล่ะ ปัญหาใหญ่ล่ะ”

เรื่องที่ห้า เป็นกระแสเทรนด์ฮิตมาแรงมาก กับแฟนเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “ตะละแม่ป๊อปคัลเจอร์” (https://www.facebook.com/TalamaePopCulture?ref=stream) ที่นำคำฮิตในกระแสนิยมของวัยรุ่นมาพูดใหม่เป็นภาษาชาววัง จนได้ใจชาวอินเตอร์เน็ต มีผู้เข้ามากดไลค์แฟนเพจเป็นจำนวนมาก

เอกลักษณ์ของแฟนเพจตะละแม่ป๊อปคัลเจอร์ คือการนำคำในกระแสนิยมวัยรุ่นมาพูดใหม่เป็นภาษาชาววังได้อย่างสละสลวย เขียนคู่กับภาพนางบุษบา ทำให้เกิดการทายคำกันอย่างสนุกสนาน จนเป็นที่ถูกใจชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นอย่างยิ่ง จนขณะนี้แฟนเพจดังกล่าวฮอตฮิตมีผู้กดไลค์มากกว่า 30,000 รายเลยทีเดียว

โดยวลียอดฮิต หรือเพลงโด่งดังในหมู่วัยรุ่น ที่ถูกนำมาแปลงเป็นภาษาไทยโบราณ เช่น เชษฐา กังนัมลีลา (Oppa Gangnam Style), ตัวข้าโศกานัก แต่มิพักจะใส่ใจ (เสียใจแต่ไม่แคร์), ประเดี๋ยวพี่จักพาน้องไปเสวยเครื่องใน ใน ใน ในในใน (เดี๋ยวพี่หาไปกินตับ ตับๆๆๆ) เป็นต้น

ภาพในแฟนเพจ ตะละแม่ป๊อปคัลเจอร์ ที่มาภาพ: httpnews.mthai.comgeneral-news191913.html

ภาพในแฟนเพจ ตะละแม่ป๊อปคัลเจอร์ ที่มาภาพ: httpnews.mthai.comgeneral-news191913.html

“ชอบค่ะ เวลาดูละคร แนวไทยๆ ชอบฟัง ภาษาไทยแบบโบราณ แบบที่ชาววังเขาพูดกัน เหมือนเพราะ ละมุน ละไม บอกไม่ถูก และเหมือนเป็นเอกลักษณ์ของไทยงั้นแหละ ชาติไหน ๆ ก็ฟังไม่เข้าใจนอกจากคนไทยเรากันเอง ชอบมากค่ะ อยากรู้ศัพท์ชาววังเยอะๆ ด้วยค่ะ”

“เรื่องของเรื่องคือ ภาษานี่ไม่ใช่ภาษาไทย ไม่ใช่ไทยโบราณ ไม่ใช่ภาษาชาววังด้วย เป็นบาลี สันสกฤต เขมร บลาๆ ยำๆ รวมกัน แล้ว เจ้าของเพจก็ไม่ได้อนุรักษ์ไทย ต้านสก๊อยอะไรด้วย อย่าคิดกันไปเอง ชงกันไปเอง ซิ”

“มุมหนึ่งอาจมองว่านำภาพวาดชั้นครูมาล้อเลียน แต่อีกมุมขอยกนิ้วให้กับใจรักภาษาไทย และนี่คือยุคที่ภาษาไทยใกล้เลือนหาย อนุรักษ์ภาษาไทย แต่อย่างไรก็ต้องพึงระวังการที่จะไม่ไปลบหลู่ชั้นครู”

“เราก็เพิ่งเข้าไปดู ก็ทายคำกันไป ถึงจะยากยังไงก็สนุก ได้ความรู้ ดีกว่าไปปวดหัวกับภาษาสก๊อยตั้งเยอะ”

“น่าชื่นชมนัก เป็นการดีที่เห็นถึงความสำคัญของภาษาโบราณ ของเก่ามักมีคุณค่าทางจิตใจนัก ของบางอย่างควรจะเจริญ แต่บางอย่างก็ควรอนุรักษ์ไว้ มิได้เป็นการเสียหาย การสร้างสรรค์ร่วมอนุรักษ์ภาษาไทยมิได้เป็นเรื่องไร้สาระ แต่อย่างใด”

เครือข่ายสังคม