ประเด็นฮอตในโซเชียลมีเดียรอบสัปดาห์ — ผลการตัดสินมวยสากลสมัครเล่นชาย โอลิมปิก 2012 และสาวประเภทสองแต่งหญิงรับปริญญา

19 สิงหาคม 2012

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ วันที่ 12 – 18 ส.ค. 2555

เรื่องแรกประจำสัปดาห์นี้ ฮอตสุดๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นชาย ครั้งที่ 30 “ลอนดอน 2012” ที่สนามเอ็กเซล ลอนดอน เซาธ์อารีน่า ซึ่งแฟนกีฬาชาวไทยทั่วประเทศต่างเฝ้ารอให้กำลังใจ “แก้ว พงษ์ประยูร” ในการลุ้นเหรียญทองมวย กับ นักชกชาวจีน ซู ชิ หมิง แชมป์เก่าที่ “ปักกิ่งเกมส์” แต่แล้วผลการแข่งขันที่ออกมากลับทำให้คนไทยทั้งประเทศ และผู้ที่รอชมทั้งโลก ต่างพูดได้เป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นการปล้นชัยชนะแบบค้านสายตาคนทั้งโลก ทำให้ แก้ว นักชกคนเก่งของไทย ได้เพียงเหรียญเงินกีฬามวยสากลสมัครเล่นชายในการแข่งขันโอลิมปิกครั้งนี้เท่านั้น แต่ก็ได้ใจคนไทยทั้งประเทศไปเกินร้อยเลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้น แก้วยังกลายเป็นคนดังและรวยไปชั่วข้ามคืน ได้รับเงินอัดฉีดพุ่งถึง 23 ล้านบาทเลยทีเดียว โดยเบื้องต้นได้เงินอัดฉีด 10 ล้านบาทจาก คุณตัน ภาสกรนที เจ้าของชาเขียวแบรนด์ดัง ถึงแม้ว่าจะไม่ถึงเหรียญทองก็ตาม อีกทั้งยังได้คิดยศนายร้อย จากจ่าสิบเอกขึ้นเป็นร้อยตรีแก้ว พงษ์ประยูร อีกด้วย

ที่มาภาพ: httpnews.mthai.comheadline-news182985.html

ที่มาภาพ: httpnews.mthai.comheadline-news182985.html

เมื่อผลการตัดสินออกมา ทีมมวยสากลสมัครเล่นชายของไทยมีการยื่นประท้วงผลการแข่งขันในเวลาต่อมา แต่ทั้งนี้ กฎข้อบังคับของทางไอบา (AIBA) มีการกำหนดในบรรทัดสุดท้ายไว้ว่า หากจะทำการประท้วงในรอบชิงชนะเลิศ จะต้องยื่นภายใน 5 นาทีนับจากลงเวที ซึ่งถือว่าเป็นเวลาอันน้อยนิดเหลือเกิน จึงทำให้ไทยพลาดโอกาสในการประท้วงไป

งานนี้ทำให้ “เสธ.อ้าย” พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ นายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นไทย ถึงกับประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพราะไม่สามารถจัดการอะไรในเรื่องนี้ได้ และให้เหตุผลส่วนหนึ่งว่า “ผมไม่อยากจะทำงานร่วมกับไอบาอีกต่อไปแล้ว” ขณะที่ทางประธานไอบา ( AIBA ) คือ ดร.ชิง โกะ วู กลับบอกว่า พอใจกับผลการตัดสิน ที่ผ่านมามีเพียงแค่ 2 นัดจาก 270 ไฟต์ที่ต้องมีการกลับคำตัดสิน และด้วยการพิจารณาดังกล่าวได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ในเวลานี้ทางไอบามีความโปร่งใส และแน่นอนว่าจะปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ด้านกระแสตอบรับจากแฟนชาวไทย ต่างไม่พอใจกับผลการตัดสิน นอกจากนี้แฟนมวยต่างประเทศยังเข้ามาผสมโรงด้วย โดยเฉพาะสังคมออนไลน์อย่าง เฟซบุ๊กที่โดนถล่มอย่างหนัก โดยการแสดงความเห็นถึงการตัดสินไฟต์ดังกล่าวมากกว่า 2 หมื่นข้อความ พร้อมระบุว่า การที่นักชกไทยถูกปล้นชัยชนะ มาจากการกระทำของไอบา ที่ทำตัวเป็นมาเฟียของวงการมวย และมีผลประโยชน์เรื่องเงินๆ ทองๆ มามีส่วนกับการตัดสิน ซึ่งสื่อต่างประเทศหลายหัวก็ยังเห็นด้วยกับการตัดสินที่ค้านสายตาของผู้ตัดสินในเกมการแข่งขันดังกล่าว

สำหรับเมืองไทยก็มีการเปิดแฟนเพจในเฟซบุ๊ก โดยใช้ชื่อว่า “มั่นใจว่าคนไทยเกินล้านคน “ไม่พอใจคำตัดสินกรรมการมวยสากล โอลิมปิค 2012”″ และมีการโพสภาพล้อเลียนรวมทั้งข่าวสารต่างๆ ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย

“เป็นกำลังใจให้ คุณแก้ว พงษ์ประยูร คุณคือความสุขของคนไทย คุณคือต้นแบบของนักสู้ ที่สู้ตามกติกา ไม่ชกใต้เข็มขัดครับ เป็นกำลังใจให้ครับ ขอให้คุณมีความสุขในสิ่งที่ทำ มีหน้าที่การงานที่ดี มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย และขอให้คุณรักคนไทยด้วยกันมากๆนะครับ”

“ความจริงก็มีการส่งสัญญาณกัน ตั้งแต่ซู ซิ หมิง ที่ออกมาสัมภาษณ์ว่าอยากได้เหรียญทอง ก่อนเลิกชกมวยโอลิมปิค เป็นครั้งสุดท้าย AIBA (ไอบ้า) คณะกรรมการให้คะแนนเลยจัดให้ พร้อมกับเป็นลูกบุญธรรม ประธาน ไอบ้า อีก หนักเข้าไปใหญ่ มีทางเดียวที่จะให้พี่แก้วชนะคือ ชนะ น็อคเอ็า ไปเลย เอาแบบล่วงบนเวที ด้วยการต่อย เข้า 2หมัด เจออาบาคัต อีก 1 หมัดล่วงแน่ ๆๆ แต่ถึงกระนั้น ครบยก กรรมก็ชูมือให้ซู ซิ หมิง อยู่ดีคงจะให้เงินเยอะ มากๆๆๆ ประมาณว่า 1500 ล้านบาทไทยเพื่อแลกกับเหรียญทองสุดอัปยศ”

“การตัดสินของ ไอ้บ้าก็ไม่ต่างจากมาตรฐาน ของระบอบยุติธรรรมไทยหรอกมันเห็น ๆ ชัดกันอยู่”

“ดีใจมากข่าวพี่แก้วมา และคนให้กำลังใจพี่แก้ว เล่นเอาข่าวการเมืองเงียบไปเลย 555+”

“เหรียญทองที่มองไม่เห็น แม้ไม่ได้มาไว้ครอบครอง แต่คนไทยมองเห็นได้ด้วยใจ”

“Aiba ต้องการให้มวยสากลสมัครเล่นบูมที่จีน เพราะผลประโยชน์จะตามมามหาศาล ดังนั้นจึงต้องสร้างนักมวยให้เป็นฮีโร่ของจีน เหรียญทองรุ่นนี้จึงถูกล็อคไว้เรียบร้อย”

“เขาลาออกเพราะนำเหรียญทองกลับประเทศไม่ได้ เลยลาออกเพื่อหลีกทางให้คนที่มีความสามารถมากกว่ามาทำหน้าที่แทนไง ผมว่าเขาลูกผู้ชายดีครับ พูดตรงๆ ดีกว่าฟุตบอลเยอะ”

“เสธอ้าย สมเป็นทหารนักรบ สมชายชาตรี พูดคำไหนคำนั้น นับถือท่านเลย เป็นแบบอย่างที่ดีครับ เด็กๆควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่อีกสมาคม ไม่เคยมีผลงาน ไม่เคยสร้างชื่อเสียง มีแต่ชื่อเสีย แถม ไล่ก็ไม่ไป สมาคมนั้นเด็กๆ อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะคับ”

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากจัดกิจกรรม “คุยสบายๆ กับทักษิณ ชินวัตร” เป็นการพบปะกันระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดง และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์อาหารไทยแลนด์พลาซ่า ถนนฮอลลีวูด เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา

ตามกำหนดการระบุว่า อดีตนายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาถึงสถานที่จัดงานในเวลา 18.00 น. และจะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในเวลา 18.30 น. เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ก่อนจะร่วมประทานอาหารกับบรรดาแขกรับเชิญ และขึ้นเวทีปราศรัยกับกลุ่มเสื้อแดงในลอสแอนเจลิส ณ เวทีชั่วคราวที่สร้างขึ้นบริเวณลานจอดรถของศูนย์อาหารไทยแลนด์พลาซ่า ในเวลา 20.00 น.

ที่มาภาพ: httpwww.manager.co.thLocalViewNews.aspxNewsID=9550000099673

ที่มาภาพ: httpwww.manager.co.thLocalViewNews.aspxNewsID=9550000099673

แต่เมื่อเวลา 17.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในลอสแองเจลิส ได้มีการรวมตัวกันด้วยพลังสามัคคี จำนวน 2 พันคน เพื่อประท้วงขับไล่ จนทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ไม่สามารถเข้างานได้ โดยทางเว็บไซต์ siamtownus ได้รายงานว่า นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีปราศรัยกลุ่มเสื้อแดง ช่วงเวลา 21.00 น. และได้ประกาศว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่สามารถมาร่วมงานได้ แต่จะโฟนอินกับผู้เข้าร่วมฟังปราศรัยแทน ตามคำแนะนำของตำรวจเพื่อความปลอดภัย

“เก่งมากก รักคนไทยที่ไล่ ทักษิณ ประเทศไทยต้องมีชาติไทย ศาสนาพุทธ พระมหากษัตริย์ และประชาชนคนดีเท่านั้น”

“คอยดู สหรัฐอเมริกา จะใหญ่แค่ไหน ก็หนีกรรมไปไม่พ้น นับวันจะสร้างศัตรูไปทั่วโลก ตอนนี้ยิ่งตอกย้ำความเลวของตนเองที่คบทักษิณ รัฐบาลพรรคนี้ ไม่ได้ เข้ามาบริหารประเทศอีกแน่ ประเทศที่เขาเจริญแล้ว เขามีคุณธรรมเขาเกลียดสหรัฐ เขารู้พฤติกรรมของทักษิณ นับเวลาถอยหลังได้เลย อยากให้คนไทยที่เก่งๆ ยื่นเรื่องสหรัฐออกวีซาให้ทักษิณ แถมไม่ส่งตัวมาให้ไทย ให้ศาลโลกตรวจสอบ ว่าจะเป็นยังไง คนไทยไม่โง่พอที่จะให้ สหรัฐยึดประเทศเหมือน หลายๆ ประเทศ ที่ไปทำลายเขามาแล้ว ไปยุให้ประเทศเขาแตกแยก เมื่อจะได้ เอาทรัพยากร เพื่อเอาผลประโยชน์มาใส่ตัวเอง”

“คนที่ไปประท้วงทั้งทักษิณและอเมริกานั้นเขาไม่ได้ประท้วงกฏหมายอเมริกา แต่เพราะคนที่ออกวีซ่าให้ทักษิณนั้นทำผิดกฏหมายอเมริกาเขาถึงประท้วง กฏหมายอเมริกาให้สิทธิมนุษย์ชนทุกคนไม่ว่าต่างชาติหรืออเมริกันมีสิทธิเท่าเทียมกันสามารถประท้วงได้โดยสงบ คุณเข้ามาในเว็บนี้ก็ดีแล้วจะได้มีโอกาสเรียนรู้ประชาธิปไตรที่ถูกต้องคืออะไร ไม่ใช่เหมือนอย่างที่เสื้อแดงทำ ไม่พอใจก็เผา”

“ใครทำผิดกฎหมายของประเทศใดก็ต้องถูกจำคุกที่นั่น กฏหมายไทยห้ามดูหมิ่นพระมหากษัตร เข้าประเทศไทยก็ต้องเข้าคุก ทักษิณเป็นอาชญากรของโลกเข้าประเทศไหนก็ต้องเข้าคุกที่นั่น กฏหมายอเมริกาห้ามอาชญากรและผู้ละเมิดสิทธิเสรีภาพของมนุษยชนเข้าประเทศ”

“จะบอกให้นะครับ ว่าพวกเค้าทำเพื่ออะไร เค้าเรียกว่า จุดยืน ครับ ยืนเพื่อนเรียกร้องความถูกต้อง เรียกร้องความจริง จะอยู่จุดไหนของโลกก็ไม่เสียชาติเกิดครับ พวกคุณทำถูกแล้ว ออกมาเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ที่อาจจะไม่มีโอกาสได้แสดงเรียกร้องความถูกต้องให้โลกได้รับรู้”

เรื่องที่สาม ฮือฮาโด่งดัง และสร้างความหวังให้สาวประเภทสองกันมากเลยทีเดียว สำหรับกรณีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดโอกาสให้นักศึกษาชายแต่งกายแบบหญิงเข้ารับปริญญาบัตรได้ หากมีใบรับรองแพทย์วินิจฉัยว่าจิตใจตรงข้ามกับเพศแท้ และอะลุ้มอล่วยให้เป็นรายๆ ไปนั้น พร้อมให้เหตุผลว่า ปัจจุบันสังคมเปิดกว้างและเห็นใจนักศึกษากลุ่มนี้ ที่เหมือนผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัด แต่ต้องอยู่ในระเบียบที่กำหนดและความเหมาะสม

โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นจาก นายบารมี พานิช หรือ เด่นจันทร์ ยื่นเรื่องแสดงความจำนง พร้อมกับใบรับรองแพทย์ ยืนยันว่าจิตใจตรงข้ามกับเพศแท้ ที่เหมือนผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัด ทั้งนี้จะต้องอยู่ในระเบียบที่กำหนดและความเหมาะสม ซึ่งเรื่องนี้ เด่นจันทร์เปิดเผยว่า มีความมุ่งมั่นวางแผนตั้งแต่เข้าเรียนปี 1 ว่าจะต้องแต่งกายเป็นบัณฑิตหญิงให้ได้ในวันแห่งความสำเร็จในชีวิต โดยให้เหตุผลว่าการรับพระราชทานปริญญาบัตร เป็นเกียรติ เป็นศักดิ์ศรี ของนักศึกษาในวันที่จบการศึกษา สำหรับตนนั้น หากไม่ได้แต่งหญิงมันเจ็บปวด เพราะที่ผ่านมาเราดำเนินชีวิตเป็นผู้หญิงทั้งหมด เราไม่ได้ฝืนตัวเอง หากต้องตัดผม แต่งชาย มันกระทบกระเทือนจิตใจ เราจึงมาหาวิธีการที่เหมาะสม และไม่ทำให้เดือดร้อน เราให้เกียรติมหาวิทยาลัย ไม่หลอกตัวเอง บนพื้นฐานของความถูกต้อง ตามระเบียบของมหาวิทยาลัยอย่างเคร่งครัด

นายบารมี  หรือ เด่นจันทร์ พานิช ที่มาภาพ: httphilight.kapook.comview75061

นายบารมี หรือ เด่นจันทร์ พานิช ที่มาภาพ: httphilight.kapook.comview75061

อีกทั้งเธอยังบอกอีกว่า ใจเป็นหญิงมาตลอด แต่รู้สึกว่าเป็นลูกชายของพ่อกับแม่ หลังจากนี้ก็จะทำหน้าที่ลูกชาย คือ จะบวชทดแทนบุญคุณ นี่เป็นความใฝ่ฝัน ตั้งใจวางแผนไว้นานแล้ว เพื่อผู้มีพระคุณทุกคน

จึงเกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดจึงคิดจะบวชได้ แต่รับปริญญาจึงไม่ยอมที่จะแต่งเป็นชาย เด่นจันทร์จึงตอบว่า การรับปริญญาบัตรเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว เขาส่งเสียเราจนจบ อยากจะทำวันนั้นให้ดีที่สุด ทำตนเองมีความสุขด้วยตามเพศสภาพ แต่ส่วนเรื่องการบวชนั้นจะอนุญาตให้บวชหรือไม่ตนไม่ทราบ เป็นเพียงความตั้งใจเท่านั้น

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำหนดพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาประจำปีการศึกษา 2554 ในวันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2555 ส่วนวันซ้อมใหญ่คือ วันที่ 25 สิงหาคม 2555

“ร้อยละ 99 ของความคิดเห็น เค้าลงความเห็นว่าคุณบารมีไม่สมควรบวชนะครับเพราะมันผิดธรรมวินัยบวชไปก็ไม่ได้บุญหรอกครับ ในเมื่อคุณเลือกแล้วที่จะเป็นหญิง หากยังดื้อรั้นที่จะบวช อันดับแรกคุณก็จะได้บาปจากการผิดศีลในข้อ 4 มุสาวาทาฯ ตอนพระอุปชาถามว่าท่านเป็นบุรุษหรือไม่ แล้วจะเอาบุญจากไหนมาให้พ่อแม่ครับ ตัวเองยังไม่รอด”

“ถ้าจะทำดีไม่จำเป็นต้องบวชครับ เป็นคนดีของสังคม เป็นคนดีของพ่อแม่ ทำดีไม่ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ประเสริฐ ทดแทนคุณพ่อแม่ได้แล้วครับ เดียวไปบวชเดียวจะมีปัญหา ครหานินทาอีก”

“เตรียมการจะแต่งหญิงเข้ารับปริญญาก่อนเข้าเรียนปี 1 อีก เตรียมการใหญ่ไว้นานและดีจริงๆ แถมตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องแต่งหญิงเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรให้ได้เพราะเป็นความภาคภูมิใจสูงสุด แต่ไม่มีคอมมอนเซนส์เลยว่าเกิดมาในสูติบัตรแพทย์ก็ระบุว่าเด็กชายมาแต่ต้นแล้ว แม้เจ้าตัวจะมีความคิดและแสดงออกเป็นเฉกเช่นผู้หญิงก็เถอะ ถ้าเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อตัวเองจาก “นาย” เป็น “นางสาว” ได้ก่อน ค่อยว่ากัน ในชีวิตจริงการแต่งหญิงหรือแสดงออกว่าตนเป็นผู้หญิงสังคมเปิดกว้างยอมรับก็จริง แต่ในการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรก็ต้องปฏิบัติตัวให้เหมาะสมกับกาละเทศะ เพราะคุณก็ได้ตั้งใจอยู่ก่อนแล้วว่าอยากจะเข้ารับปริญญาและลงทะเบียนฝึกซ้อมแล้ว นั่นหมายความว่าคุณพร้อมที่จะทำตามกฎระเบียบและเงื่อนไขในการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรแล้ว แต่นี่คุณมาเรียกร้องในสิ่งที่ไม่ได้รับการยกเว้นมาก่อน ไม่มีมหาวิทยาลัยในอนุญาตให้แต่งกายในลักษณะนี้ ต้องแต่งเป็น”

“ไม่เห็นด้วยเลย ไม่เข้าใจเด็กสมัยนี้เหมือนกัน คือไม่ว่าถ้าคุณจะเป็นเพศที่ 3 แต่การรับปริญญามันเป็นเกียรติสูงสุดของชีวิต ตั้งแต่คุณเรียนหนังสือมาทุกอย่างมันมีกฎมีระเบียบของมัน จนถึงขั้นตอนสุดท้ายของการศึกษามันก็มีกฎมีระเบียบที่ควรทำตาม “อย่าแหกกฎ” และเมื่อคุณจบไปแล้ว คุณจะไปทำอะไรก็ตามไม่มีใครว่าคุณหรอก เพราะฉะนั้นควรทำทุกอย่างให้อยู่ในกรอบ ในระเบียบที่มันควรจะเป็น เพราะถ้าแค่นี้คุณยังแหกออกมา แล้วต่อไปประเทศชาติ ทุกคนคงจะแหกกฎกันหมด”

“เรื่องรับปริญญาถ้าสำนักพระราชวังไม่ว่าอะไร จะซีเรียสไปทำไม ส่วนเรื่องบวชพระ ผมว่าอย่าเลย ลองไปคุยกับทางวัดดู เปลี่ยนเป็นบวชชีแทนจะเหมาะกว่ารึเปล่า? บวชชีรักษาศีลเท่าพระ ได้อานิสงฆ์เหมือนกัน”

เรื่องที่สี่ เทคโนโลยีที่ก้าวไกล แต่ไร้ซึ่งสติปัญญายั้งคิด สร้างเรื่องราวให้ได้ถูกประณามอีกแล้ว เมื่อมีการโพสต์รูปองค์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ผู้ก่อสร้างจังหวัดเชียงราย มากว่า 750 ปี และเป็นที่เคารพนับถือของชาวจังหวัดเชียงราย และในต่างจังหวัดอย่างมาก โดยรูปดังกล่าวได้นำภาพมาทำการตัดแต่งและใส่รูป “มือไลค์” ลงไปบริเวณพระหัตถ์ข้างซ้ายที่ถือมีดดาบ ซึ่งชาวไซเบอร์ของเชียงรายต้องการเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบที่มาของการกระทำดังกล่าว และเขียนด่าประณามคนที่ทำเช่นนี้ อีกทั้งยังมีการกดแชร์ส่งต่อกันเพื่อร่วมประณามในการกระทำ ซึ่งถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่งอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังทำการเปลี่ยนพระนามของพระองค์ ซึ่งดูแล้ว ไม่สมควรอย่างยิ่ง โดยการพยายามสืบค้นที่มาพบว่า เป็นชื่อเฟซบุ๊กที่มีชื่อ “ไลค์ดะแห่งประเทศไทย” ในหน้าดังกล่าวยังมีรูปบุคคลจำนวนมากที่ถูกตัดแต่งรูปมือไลค์ รวมถึงรูปวาดพระพุทธเจ้ารวมอยู่ด้วย

“บ่นับถือก็บ่ต้องมาลบหลู่สิ่งตี้คนอื่นเขานับถือก่ะ”

“บางครั้งผมก็รู้สึกว่า คนไทย เป็นพวกยึดมั่นถือมั่น มากไปหน่อย ไม่ค่อยปล่อยวาง ถือโน้นถือนี่ จะทำอะไรก็ผิดหมด ลบหลู่หมด สำหรับผมนะครับ ใครมาด่าพระพุทธเจ้าให้ผมฟัง ผมยังเฉยๆ เลย ใครมาด่าพ่อด่าแม่ผม ผมก็ยังเฉยเลย ใครมาด่าผม ผมก็ยังเฉยเลย ไม่ใช่เพราะผมหูหนวกหรอกครับ แต่เป็นเพราะผมคิดว่า ดีหรือไม่ดี อยู่ที่ตัวเรา ถ้าเราดีจริง สิ่งที่เขาด่า ก็ไม่จริง ก็ไม่ต้องไปถือสาอะไร กับสิ่งที่ไม่จริง ถ้าเราไม่ดีจริง ก็สมควรถูกด่า ไม่เห็นต้องไปโกรธเขา”

“ตัดต่อเอารูปมือไลค์ของเฟซบุ๊คไปใส่แล้วผิดตรงไหนเหรอ จากรูปก็ไม่เห็นว่าจะเป็นการลบหลู่หรือดูหมิ่นอะไรตรงไหน แล้วไม่เหมาะสมอย่างไรขอเหตุผลหน่อย ไม่ใช่บอกแต่ว่าไม่เหมาะสมๆ แล้วจะรู้ไหมว่าไม่เหมาะสมเพราะอะไร”

“มันไม่ได้จัดว่าเป็นเรื่องเลวร้ายอะไรนะ แต่มันเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ไม่ควรทำมากกว่าค่ะ”

“ใช้เทคโนโลยีเก่งครับ แต่ไม่รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ เสียดายเงินทองที่พ่อแม่ส่งเสียให้เรียนคึกคะนองไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอย่าเล่นกับความรู้สึกและศรัทธาของมนุษย์เลยนะ”

เรื่องที่ห้า เป็นการเปิดเผยค่าใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับโลโก้ของสินค้าแบรนด์ดังทั่วโลกจาก เว็บไซต์สต๊อค โลโกส์ ต้องถึงกับอึ้ง เพราะบางแบรนด์ไม่มีค่าใช้จ่าย และบางแบรนด์ก็มีค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่บาท แต่บางแบรนด์ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงมากเช่นกัน

1. โคคา-โคลา : 0 ดอลลาร์ โลโก้ออกแบบโดย แฟรงค์ เอ็ม. โรบินสัน ซึ่งเป็นนักบัญชี และคู่สมรสของผู้ก่อตั้งโค้กเมื่อปี 2429 ซึ่งโรบินสัน เป็นคนเสนอชื่อโคคา-โคลา และคิดว่า ตัวอักษร “C” 2 ตัวควรจะดูดีในโฆษณา เขาต้องการสร้างโลโก้ที่ไม่ซ้ำกับใคร และทดลองเขียนชื่อบริษัทด้วยตัวเขียนแบบสเปนเซอเรียน ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเครื่องพิมพ์ดีด

2. กูเกิล : 0 ดอลลาร์ โลโก้แบบดั้งเดิมนั้น ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล เซอร์เกย์ บริน เป็นผู้ออกแบบเมื่อปี 2541 โดยใช้โปรแกรมกราฟิกฟรี ชื่อ จีไอเอ็มพี หลังจากนั้น รูธ เคดาร์ เพื่อนของบริน และลาร์รี่ เพจจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นำเอาไปปรับเป็นโลโก้กูเกิลในยุคต่างๆ จนถึงปัจจุบัน

3. ทวิตเตอร์ : 15 ดอลลาร์ (ราว 450 บาท) โดยซื้อสิทธิของ “นกทวิตเตอร์” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบันจากเว็บไซต์ไอสต็อคโฟโต้ ในราคา 15 ดอลลาร์เท่านั้น ศิลปินเจ้าของผลงานนกทวิตเตอร์ คือไซม่อน อ๊อกเลย์ ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น

4. ไนกี้ : 35 ดอลลาร์ (ราว 1,050 บาท) ผู้ร่วมก่อตั้งไนกี้ ฟิล ไนท์ ซื้อโลโก้มาจากนักศึกษาทางด้านกราฟิกดีไซน์ คาโรลิน เดวิดสัน เมื่อปี 2514 โดยเสนอให้เธอชั่วโมงละ 2 ดอลลาร์ เพื่อออกแบบตาราง กราฟ และโลโก้

5. เอ็นรอน : 33,000 ดอลลาร์ (ราว 99,000 บาท) เอ็นรอน จ่าย 33,000 ดอลลาร์ให้พอล แรนด์ กราฟิกดีไซเนอร์ชื่อดังชาวอเมริกัน ที่ได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งวงการกราฟิกดีไซน์” ออกแบบโลโก้เอ็นรอนในช่วงทศวรรษ 1990

6. กีฬาโอลิมปิก 2012 ที่ลอนดอน : 625,000 ดอลลาร์ (ราว 18.75 ล้านบาท) คณะกรรมการจัดการโอลิมปิก 2012 จ่ายเงินกว่า 18.75 ล้านบาท ออกแแบบโดย โวล์ฟฟ์ โอลินส์ เมื่อปี 2550 โลโก้นี้ถูกวิจารณ์ว่าเทอะทะเกินไป และดูๆ ไปแล้วคล้ายกับลิซ่า ซิมสัน ตัวการ์ตูนในเดอะซิมสัน กำลังทำรักด้วยปาก

7. เป๊บซี่ : 1 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 30 ล้านบาท) อาร์เนลล์ กรุ๊ป ออกแบบโลโก้ให้เป๊บซี่ใหม่เมื่อปี 2551 เว็บไซต์สต๊อค โลโกส์ ระบุว่า ราคาดังกล่าวเป็นแพคเก็จที่รวมถึงการทำแบรนดิ้งทั้งหมดให้กับเป๊บซี่

8. บีบีซี : 1.8 ล้านดอลลาร์ (ราว 54 ล้านบาท) เมื่อปี 2540 บีบีซีเปลี่ยนโลโก้ของบริษัทจากอักษรตัวเอียงและสีด่างมาเป็นตัวหนังสือกิลล์ แซนส์ แบบเรียบง่าย

9. บีพี : 211 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6,330 ล้านบาท) เว็บไซต์สต๊อค โลโกส์ ระบุว่า บีพีใช้เงินราว 6,330 ล้านบาท ในการออกแบบโลโก้ของบริษัทเมื่อปี 2551 ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2544 บริษัทโฆษณา โอกิลวี่ แอนด์ มาเธอร์ ช่วยบีพีเปลี่ยนภาพลักษณ์ โลโก้ รวมถึงแท็กไลน์ของเว็บไซต์ ซึ่งอธิบายพันธกิจของบริษัท และความแตกต่างจากคู่แข่ง

ข้อมูลจาก http://news.hatyaiok.com/?p=148347

“โลโก้บางอันนี้ค้ากำไรเกินควรรึป่าว อย่าง BBC ราคาตั้ง 54 ล้าน คิดนานไหมเนี่ย โลโก้แบบนี้”

“เห็นโลโก้ BBC แล้วอยากทำแจกแทนเลย”

“เอาเงินไปกระตุ้นพนักงานดึงเอาไอเดียมาใช้จะดีกว่า พอดีผมซื้อที่คุณภาพของสินค้าและบริการไม่ใช่ซื้อเพราะโลโก้ นะครับ”

“BBC ขอ 1 แสน พอ ออกแบบใครก็ทำได้ ส่วนโอลิมปิคเยอะไป 18 ล้าน เอาไปให้ ดูง่ายไปเปล่า”

“อะไร คือการตัดสินใจเลือกอะไร แล้วทำไมต้องจ่ายแพงๆ แบบไม่มีเหตุผล และหาความสวยงามไม่ได้”

Comments are closed.

เครือข่ายสังคม