องค์การค้าของ สกสค. เปิดโต๊ะเจรจา เร่งจ่ายเงินเคลียร์หนี้ 2 บริษัท 55 ล้านบาท

นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)
นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา

จากการที่สำนักข่าวไทยพับลิก้านำเสนอข่าวกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภายในองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ทั้งกรณีการขายที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีและกรณีการขายตำราเรียนให้ครอบครัวข่าว 3 ไม่เป็นไปตามระเบียบองค์การค้าของ สกสค. จนกระทั่งคณะกรรมการ สกสค. มีคำสั่งย้ายนายสันติภาพ อินทรพัฒน์ ผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. มาช่วยราชการที่ สกสค. พร้อมแต่งตั้งให้นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการ สกสค. เป็นรักษาการผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.

ล่าสุด สหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาตรวจสอบพบว่า ความผิดปกติกรณีองค์การค้าฯ เร่งจ่ายเงินชำระหนี้ให้กับบริษัท โลยัลคอมแพเนียนส์ และบริษัท 2020 เวิลด์มีเดีย เป็นวงเงิน 55 ล้านบาท

แหล่งข่าวจากสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาเปิดเผยว่า หลังจากที่บอร์ด สกสค. แต่งตั้งนายบำเหน็จเป็นรักษาการผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555 องค์การค้าของ สกสค. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการไกล่เกลี่ยขึ้นมาเจรจากับเจ้าหนี้ 2 รายที่องค์การค้าของ สกศค. เป็นฝ่ายแพ้คดี ต้องชดใช้หนี้มูลค่า 55 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. บริษัท โลยัลคอมแพเนียนส์ มูลหนี้ 15 ล้านบาท และ 2. บริษัท 2020 เวิลด์มีเดีย มูลหนี้ 40 ล้านบาท

หลังจากคณะกรรมการไกล่เกลี่ยเจรจาประนอมหนี้จนได้ข้อยุติ วันที่ 21 มิถุนายน 2555 องค์การค้าของ สกสค. นำเงินไปชำระหนี้เป็นงวดแรกให้กับ 2 บริษัท 30 ล้านบาท งวดที่ 2 อีก 20 ล้านบาท ชำระเงินวันที่ 2 กรกฏาคม 2555 และที่เหลืออีก 5 ล้านบาทจ่ายเป็นงวดสุดท้าย

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า กรณีองค์การค้าฯ เร่งนำเงินไปชำระหนี้ให้ 2 บริษัท มีประเด็นที่พนักงานองค์การค้าฯ ตั้งเป็นข้อสังเกตุไว้หลายประเด็น ดังนี้

ประการแรก องค์การค้าฯ มีหนี้สะสมคงค้างอยู่เป็นจำนวนมาก และมีภาระค่าใช้จ่ายอย่างอื่นมากมาย เช่น ค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินชดเชยให้กับพนักงาน 200 คนที่ประสงค์จะลาออกตามโครงการเกษียณก่อนกำหนด เหตุใดองค์การค้าฯ ถึงต้องรีบเร่งนำเงินไปใช้หนี้ให้กับ 2 บริษัท ทำไมไม่เจรจายืดระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ให้ยาวกว่านี้ งวดแรกกับงวดที่ 2 ใช้เวลาห่างกันเพียงแค่ 10 วัน องค์การค้าฯ นำเงินไปชำระหนี้แล้วกว่า 90% ของมูลหนี้

ประการที่ 2 คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2542 ทั้ง 2 คดีได้ผ่านการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการไปแล้ว และองค์การค้าฯ ได้นำผลการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการไปฟ้องศาลแพ่ง เพื่อขอให้เพิกถอนผลการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ และเจรจากันใหม่

ปรากฏว่ากรณีของบริษัท โลยัลคอมแพเนียนส์ หลังจากผ่านการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการแล้ว องค์การค้าฯ ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ผลคือศาลชั้นต้นไม่รับคำร้อง ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง และศาลฎีกายกฟ้อง กรณีนี้ถือว่าคดีเป็นที่สิ้นสุด องค์การค้าฯ ต้องจ่ายเงินให้บริษัท โลยัลคอมแพเนียนส์ 15 ล้านบาท

แต่ในกรณีของบริษัท 2020 เวิลด์มีเดีย มูลหนี้ 40 ล้านบาท คดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ องค์การค้าฯ ได้นำผลการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการไปฟ้องศาลแพ่งเหมือนกรณีแรก ศาลชั้นต้นยกฟ้อง วันที่ 13 มกราคม 2555 องค์การค้าได้จึงทำเรื่องขออุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลก็ยังไม่ได้ตัดสิน

“จากกรณีศาลฎีกาไม่รับฟ้องคดีบริษัท โลยัลคอมแพเนียนส์ องค์การค้าฯ คาดว่าคดีบริษัท 2020 เวิลด์มีเดีย อาจจะแพ้เหมือนคดีของบริษัท โลยัลคอมแพเนียนส์ องค์การค้าฯ นำทั้ง 2 คดีส่งให้คณะกรรมการไกล่เกลี่ยเจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้ 2 ราย เพื่อขอประนอมหนี้ผ่อนชำระหนี้ไม่เกิน 5 งวด” แหล่งข่าวกล่าว

คณะกรรมการไกล่เกลี่ยส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจาจนได้ข้อยุติว่า องค์การค้าฯ ต้องผ่อนชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ทั้ง 2 รายไม่เกิน 3 งวด กล่าวคือ งวดแรก 30 ล้านบาท, งวดที่สอง 20 ล้านบาท และงวดสุดท้าย 5 ล้านบาท ทั้งนี้ คดีบริษัท 2020 เวิลด์มีเดีย ยังอยู่ในระหว่างการอุทธรณ์ต่อศาล ควรต่อสู้คดีจนถึงชั้นศาลฎีกาก่อน และองค์การค้าฯ มีอำนาจถอนเรื่องออกจากศาลแพ่งได้หรือไม่

ประการที่ 3 หนังสือมอบอำนาจทั่วไปที่คณะกรรมการ สกสค. มอบอำนาจให้นายเกษม กลั่นยิ่ง เลขาธิการ สกสค. และนายเกษมมอบอำนาจส่งต่อไปให้นายบำเหน็จ ดำเนินการคือ 1. มอบอำนาจให้รักษาการผู้อำนวยการองค์การค้าฯ ดำเนินคดีกับบุคคล หรือนิติบุคคลที่กระทำผิดเฉพาะคดีอาญาเท่านั้น โดยมอบหมายให้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ ถอนคำร้องทุกข์ ยอมความตามกฏหมาย เป็นต้น (หนังสือมอบอำนาจทั่วไป)

2. มอบอำนาจให้ดำเนินคดีทั้งในทางแพ่งและอาญา อาทิเช่น ดำเนินคดีแพ่งที่สืบเนื่องมาจากคดีอาญา มอบอำนาจให้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา ยื่นขอเฉลี่ยหนี้ในคดีล้มละลาย คดีแพ่ง หรือยื่นคำร้องใดๆ หากดูตามหนังสือมอบอำนาจทั่วไปแล้ว กรณีของบริษัท 2020 เวิลด์มีเดีย เป็นคดีแพ่ง น่าจะเข้าข่ายข้อ 2. ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีข้อความตอนใด มอบอำนาจให้องค์การค้าฯ ไปถอนคำร้องทุกข์ หรือยอมความตามกฏหมาย เหมือนข้อ 1. ดังนั้น ในกรณีของบริษัท 2020 เวิลด์มีเดีย ที่กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีทางแพ่ง องค์การค้าฯ ไม่น่าจะมีอำนาจยอมความ หรือแต่งตั้งกรรมการไกล่เกลี่ยหนี้ ซึ่งเรื่องนี้ โดยหลักการแล้ว ควรจะต้องทำเรื่องขออนุมัติบอร์ด สกสค. ก่อนที่จะจ่ายเงินให้เจ้าหนี้

ประการสุดท้าย เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่อง “ธุระปกติ” คำว่า “ธุระปกติ” หมายความว่าเป็นรายการใช้จ่ายเงินที่ทราบล่วงหน้าว่าจะต้องจ่ายเงินค่าอะไร ตามกระบวนการต้องขอตั้งงบประมาณ เตรียมเงินไว้ใช้จ่ายในรายการนั้นๆ กรณีนี้ถือเป็น “ธุระปกติ” แต่ทั้ง 2 คดี ไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้ว่าศาลจะตัดสินเมื่อไหร่ จึงไม่น่าใช่กรณี “ธุระปกติ” ตามระเบียบของทางราชการทั่วไป หลังจากที่ศาลตัดสินให้จ่ายเงินชำระหนี้ ฝ่ายบริหารจัดการต้องทำเรื่องขออนุมัติงบประมาณเสนอคณะกรรมการ สกสค. ก่อนนำเงินไปชำระหนี้ เพราะไม่ใช่กรณีที่เป็นธุระปกติ

3 ก.ค.55 ตั้ง ผอ.สกสค. คนใหม่แทน “สันติภาพ”

นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ อดีตผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกศค.
นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ อดีตผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกศค.

หลังจากที่คณะกรรมการสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (บอร์ดของ สกสค.) มีคำสั่งย้ายนายสันติภาพ อินทรพัฒน์ อดีตผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. มาช่วยราชการที่ สกสค. ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 พร้อมกับแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีการขายที่ดินองค์การค้าของ สกสค. จังหวัดสุราษฎร์ธานี และคดีขายหนังสือและอุปกรณ์การเรียนให้ครอบครัวข่าว 3

สหภาพแรงงานขององค์การค้าคุรุสภา ได้นำคำสั่งดังกล่าวไปร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยขอให้ดีเอสไอเข้ามาตรวจสอบการปฎิบัติหน้าที่ของอดีตผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. ทั้งกรณีการขายที่ดินจังหวัดสุราษร์ธานีและการขายหนังสือเรียนให้ครอบครัวข่าว 3 ว่าอาจจะไม่เป็นไปตามระเบียบขององค์การค้าของสกสค.

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 สำนักคดีอาญาพิเศษ 2 ได้สรุปผลการสอบเท็จจริงเสนอนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อส่งเรื่องดังกล่าวนี้ส่งให้ ป.ป.ช. และกระทรวงศึกษาธิการรับไปดำเนินการต่อ (“ดีเอสไอ” ชงผลสอบ “ผอ.องค์การค้าของ สกสค.” ส่ง ป.ป.ช. – กระทรวงศึกษาธิการ”)

ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2555 นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ มายื่นใบลาออก พร้อมกับแนบสำเนาหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอยุติเรื่องกรณีที่นายสันติภาพถูกกล่าวหาทั้ง 2 คดีมาแสดงต่อบอร์ด สกสค. โดยให้เหตุผลว่าต้องไปดูแลการจัดงานแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นนานาชาติ

น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ฐานะประธานคณกรรมการ สกศค.
น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ฐานะประธานคณกรรมการ สกศค.

วันที่ 7 มิถุนายน 2555 บอร์ด สกสค. ที่มี น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานฯ อนุมัติให้นายสันติภาพลาออกตามที่ร้องขอ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้บอร์ด สกสค. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีการขายที่ดินจังหวัดสุราษฏร์ธานี ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ จึงขอสงวนสิทธิ์ในการลงโทษ และเรียกร้องค่าเสียหาย หากพบว่ามีการกระทำความผิด

นอกจากนี้ น.ส.ศศิธารายังได้แต่งตั้งนายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา ผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. คนใหม่ แทนนายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รักษาการผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.

ทั้งนี้เนื่องจากนายบำเหน็จจะหมดวาระรองเลขาธิการ สกสค. วันที่ 3 กรกฏาคม 2555 หากบอร์ด สกสค. ไม่แต่งตั้งให้นายบำเหน็จกลับเข้ามานั่งเป็นรองหรือเลขาธิการ สกสค. ภายในวันที่ 3 กรกฏาคมนี้ จะมีผลทำให้นายบำเหน็จต้องพ้นออกจากตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกศค. ตามไปด้วย