ป.ป.ช. สั่่งยึดทรัพย์ “สุพจน์ ทรัพย์ล้อม” เข้าหลวง 64.7 ล้านบาท ร่ำรวยผิดปกติ แจงที่มาไม่ได้ ส่งอัยการภายใน30 วัน

นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม - ที่มา มติชน
นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม – ที่มา น.ส.พ.มติชน

นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาลงมติการไต่สวนนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม กรณีการร่ำรวยผิดปกติว่า คณะกรรมการได้พิจารณาไต่สวนเพื่อพิจารณายึดทรัพย์นายสุพจน์เพิ่มเติม ในส่วนของทรัพย์สินอื่นๆ หลังจากก่อนหน้านี้ได้มีมติยึดเงินสดของกลางที่ถูกปล้นไป 17,553,000 ล้านบาท ทองคำหนัก 10 บาท และรถโฟล์คสวาเก้น 1 คัน มูลค่า 3 ล้านบาทไปแล้ว

ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายสุพจน์ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. จำนวน 36 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 ถึง 22 พฤศจิกายน 2554 โดยนายสุพจน์เข้ารับราชการครั้งแรกวันที่ 5 กันยายน 2520 กรมแรงงาน ได้รับเงินเดือน 1,750 บาท ต่อมาปี พ.ศ.2521 ได้โอนย้ายมาสังกัดกรมทางหลวงกระทรวงคมนาคม และได้เลื่อนตำแหน่งเรื่อยมา จนกระทั่งได้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2552 ทั้งนี้ นายสุพจน์ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2544 ว่า มีทรัพย์สินจำนวน 65,795,587 บาท ซึ่งเป็นจำนวนมากเกินกว่าฐานที่เจ้าหน้าที่รัฐในตำแหน่งดังกล่าวจะพึงมีได้

นายกล้านรงค์กล่าวว่า ทาง ป.ป.ช. จึงให้นายสุพจน์ชี้แจงถึงการได้มาของทรัพย์สินดังกล่าว รวมถึงไต่สวนปากคำพยานบุคคลที่นายสุพจน์กล่าวอ้าง รับฟังได้ว่านายสุพจน์มีรายได้จากทางราชการตั้งแต่เริ่มรับราชการถึงปี 2544 จำนวน 4,980,000 บาทมีรายได้จากการทำงานล่วงเวลากับบริษัทเอกชนระหว่างปี 2525 ถึง 2541 รวม 16 ปี จำนวน 9.6 ล้านบาท รายได้จากงานออกแบบพิเศษ จำนวน 1 ล้านบาท และรายได้เงินกู้จากธนาคาร 5.5 ล้านบาท รวม 21,080,000 บาท ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่านายสุพจน์มีรายได้ไม่สัมพันธ์กับมูลค่าทรัพย์สินจำนวน 65,795,587 บาท

“แม้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวจะได้มาก่อนดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม แต่เห็นได้ว่าเป็นการได้มาในขณะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และยังคงมีการดำรงอยู่จนถึงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งนายสุพจน์ไม่สามารถชี้แจงถึงการได้มาของทรัพย์สินดังกล่าวได้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ว่า นายสุพจน์ร่ำรวยผิดปกติโดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ”

สำหรับมูลค่าทรัพย์สิน 44,185,587 บาท ประกอบด้วย 1. เงินฝากธนาคารพาณิชย์ 4 บัญชี เป็นเงิน 29,625,587 บาท 2. ที่ดิน 6 แปลง และสิ่งปลูกสร้าง 1 หลัง มูลค่า 7,860,000 บาท 3. สิ่งปลูกสร้าง 1 หลัง ได้แก่ ห้องชุดพหลเมทโทร คอนโดมิเนียม ถ.พหลโยธิน กทม. มูลค่า 1.5 ล้านบาท 4. รถเบนซ์ 2 คัน รุ่น อี 230 ทะเบียน 8ษ 3689 และรุ่น ซี 220 ทะเบียน พศ 8388 รวมมูลค่า 5.2 ล้านบาท

นายกล้านรงค์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เมื่อรวมทรัพย์สินที่ ป.ป.ช. มีมติให้ยื่นยึดทรัพย์ก่อนหน้านี้อีก 2 รายการ คือ เงินสดของกลาง 17,553,000 บาท ทองคำหนัก 10 บาท และรถโฟลก์สวาเก้น ทะเบียน ฮต 8822 มูลค่า 3 ล้านบาท รวมแล้วทรัพย์สินของนายสุพจน์ที่ถูกยื่นยึดทรัพย์ทั้งสิ้น 64,738,587 บาท จากนี้ ป.ป.ช. จะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้สั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 80 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 ต่อไป

ส่วนกรณีที่มีผู้กล่าวหายื่นให้ ป.ป.ช. พิจารณาเรื่องการร่ำรวยผิดปกติของนายสุพจน์อีกกรณีหนึ่งนั้น ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้กล่าวหาไม่ได้ชี้ช่องพยานหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายสุพจน์เพิ่มเติม นอกเหนือไปจากหลักฐานที่ ป.ป.ช. ไต่ส่วนข้อเท็จจริงไปแล้ว จึงมีมติไม่รับพิจารณา

ด้านนายวรวิทย์ สุขบุญรอง เลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะคณะอนุกรรมการไต่สวนนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ร่ำรวยผิดปกติ กล่าวว่าหลังจากนี้ ป.ป.ช. จะเร่งสรุปสำนวนและยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดภายใน 30 วัน เพื่อส่งต่อให้ศาลพิจารณายึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

“นายสุพจน์ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งแรกเมื่อปี 2544 สมัยเป็นกรรมการบริษัทการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยว่า มีทรัพย์สิน 65,795,587 บาท และหลังได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงคมนาคมแล้ว ทรัพย์สินไม่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่ง ป.ป.ช. ได้คำนวณรายได้จากการรับราชการและรายได้พิเศษต่างๆ ของนายสุพจน์แล้วได้เพียง 21 ล้านบาทเท่านั้น คำนวณอย่างไรก็ไม่ถึง 65 ล้านบาท”