ประเด็นฮอตในโซเชียลมีเดียรอบสัปดาห์ – การรวมพลังต่อต้านข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ และจับผิดเวิร์คพอยท์ (อีกแล้ว)

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 15-21 กรกฎาคม 2555

เรื่องแรก สำหรับสัปดาห์นี้ สร้างความตื่นตระหนกกรณีปลานับแสนตัวตายเกลื่อนริมเขื่อนลำตะคอง เส้นทางผ่านเข้าสู่จังหวัดนครราชสีมา โดยส่งกลิ่นเหม็นลอยฟุ้งทั่วทั้งเขื่อนและบริเวณโดยรอบเป็นระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร โดยเบื้องต้นมีการคาดเดาว่าปลาอาจขาดออกซิเจนเฉียบพลัน เพราะจากการสำรวจพบว่ามีน้ำมันเครื่องเจือปนอยู่ในน้ำ ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงเชื่อว่า น่าจะมาจากโรงงานผลิตน้ำแข็งหลอด ซึ่งตั้งอยู่หลังเดอะมอลล์ โคราช
ผลการตรวจสอบเป็นไปตามที่ชาวบ้านคาดเดา โรงงานผลิตน้ำแข็ง หจก. โคราชไอซ์ (เจ้าของเดียวกับ หจก. มิตรภาพอุตสาหกรรมนครราชสีมา) ผู้ผลิตน้ำแข็งยี่ห้อ เอ็ม.พี. โดย นางสมฤดี หริตวร เป็นเจ้าของ ได้มีการซ่อมบำรุงและแก้ไขเครื่องจักร ทำให้แอมโมเนียปนเปื้อนลงไปในแม่น้ำลำตะคอง จนสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอยู่ได้

ปลาตายนับแสนตัว ที่เขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ที่มาภาพ: httpsport.sanook.comgallerygallery1130086
ปลาตายนับแสนตัว ที่เขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ที่มาภาพ: httpsport.sanook.comgallerygallery1130086

จากการตรวจโรงงานพบความผิด 3 ข้อ คือ 1. ทางโรงงานมีเพียงบ่อเก็บกักน้ำที่เกิดจากการล้างพื้นซึ่งมีการปนเปื้อนน้ำมัน ทำให้บ่อเก็บกักไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะดักไขมันหรือน้ำมัน ก่อนที่จะทำการระบายออกจากโรงงาน

2. มีการนำน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วไปจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งตามกฎหมาย น้ำมันเครื่องใช้แล้วถือเป็นสิ่งปฏิกูลที่ไม่ใช้แล้ว การจะนำออกนอกโรงงานต้องขออนุญาตก่อน

และ 3. ประเด็นหลักที่อาจเป็นสาเหตุของปลาตาย คือ การบำรุงรักษาเครื่องจักรที่ใช้ในการทำความเย็นนั้นมีสารแอมโมเนีย และมีการปนเปื้อนของน้ำที่ใช้ในการดูดจับแอมโมเนีย ปล่อยลงสู่แม่น้ำลำคลอง สารแอมโมเนียที่ปนเปื้อนในน้ำจะทำให้ออกซิเจนลดต่ำลงจนทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่ไม่ได้

ประเด็นที่ 3 นี้ ทางการสั่งให้ทางโรงงานผลิตน้ำแข็งหยุดประกอบกิจการโรงงานชั่วคราว เพื่อดำเนินการแก้ไขด้วยการจัดทำแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักร ตรวจสอบความปลอดภัยของเครื่องจักร โดยเฉพาะเครื่องจักรที่ใช้แอมโมเนียเป็นสารทำความเย็น รวมทั้งจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานให้ได้มาตรฐาน และแจ้งทางราชการให้ทราบภายใน 30 วัน หากดำเนินการแก้ไขก่อน 30 วัน และผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่แล้ว ก็เปิดดำเนินกิจการได้

แต่ถ้าไม่แล้วเสร็จภายใน 30 วันก็จะมีมาตรการขั้นต่อไป เช่น อาจใช้มาตรา 39 คือ สั่งปิดกิจการ หรือเพิกถอนใบอนุญาต คาดว่าระยะเวลา 30 วันน่าจะเพียงพอต่อการแก้ไขเรื่องต่างๆ ได้ทัน

ปลาที่ตายทั้งหมดมีประมาณ 1.5 ตัน ทางเทศบาลนครนครราชสีมาได้นำไปหมักเป็นไบโอก๊าซหรือก๊าซธรรมชาติ และเอาก๊าซชีวภาพไปผลิตไฟฟ้าตามระบบการกำจัดขยะ

ล่าสุด นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายชวน ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายชุมพล ชีวะประภานันท์ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยชาวจังหวัดนครราชสีมา ได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาชนิดต่างๆ เช่น ปลาตะเพียน ปลาค้าว ปลาเนื้ออ่อน กว่า 300,000 ตัว ลงสู่ลำน้ำลำตะคอง หวังเพื่อเป็นการฟื้นชีวิตปลาในลำตะคองให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิม โดยพันธุ์ปลาทั้งหมดนั้นสำนักงานประมงจังหวัดนครราชสีมาเป็นผู้จัดหามาปล่อย ซึ่งได้รับบริจาคพ่อแม่พันธุ์ปลาตะเพียนจากวัดต่างๆ ในจังหวัดนครราชสีมา ตามโครงการแบ่งปันพันธุ์ปลาหลานย่าโม

“ความมักง่ายของโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งทำลายธรรมชาติ นิเวศวิทยา สิ่งแวดล้อม ผลพวงที่ตามมา โรคระบาด น้ำเป็นพิษ อากาศเป็นพิษ อาหารเป็นพิษ คนที่รับกรรม คือประชาชนชาวบ้านทั่วไป สิ่งที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลรับรู้ แต่ไม่คิดแก้ไข กฎหมายสังคมอ่อนแอ คดีอาชญากรรมมากมาย ปัญหาอีกหลายอย่าง ต้องแก้กฎหมายให้เด็ดขาด ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ปกป้องชีวิตมนุษย์ คือสิ่งที่ต้องรีบทำ ไม่ใช่เอาเวลาจ้องไปแก้อย่างอื่น ถ้าบอกอาสามาเพื่อทำงานให้ประชาชน ก็ควรทำให้ประชาชน ไม่ใช่ทำเพื่อพรรคพวกตัวเอง”

“โรงงานเน่าพวกนี้ต้องถูกปรับเป็นล้านมันถึงจะเข็ด ทำปลาตายทำลายอาชีพคนจน ทำคนอื่นดมกลิ่นเหม็นเน่า ทำลายสิ่งแวดล้อม โทษหนักต้องประหารชีวิตคนสั่งปล่อยน้ำเสียลงน้ำ”

“อบต จะตัดสินยังไงก็เรื่องของเขาล่ะน่ะ แต่หวังว่าเลือกตั้งครั้งต่อไป ชาวบ้านคงหูสว่างขึ้น คงไม่เลือก พวกที่เห็นแก่เงิน มากกว่าสิ่งแวดล้อมมาอีก อบต.เป็นใหญ่ แต่ใครเล่าเลือกท่านมา ก็ชาวบ้านเองนั้นล่ะ”

“จ่ายเงินเรื่องจบ แต่ว่า สิ่งแวดล้อมไม่จบเพราะต้องใช้เงินหลายล้านในการบำบัดและฟื้นฟูสภาพ ต้องล้างสารพิษทั้งทางดินและในน้ำต้องนำพันธุ์ปลามาปล่อยคืน และต้องตรวจหาการปนเปื้อนของสารสะสมในน้ำใต้ดินด้วย เมืองนอกถ้าถึงขนาดนี้ปิดสถานเดียวเพราะค่าใช้จ่ายในการนำสิ่งแวดล้อมคืนกลับมาสูงมาก และค่าปรับโรงงานจ่ายรวดไม่มีละเว้นให้ลอยนวล”

“คนที่เป็นต้นเหตุแห่งในครั้งนี้คงจะได้รับบาปกรรมมหันต์เพราะสัตว์ทุกตัวล้วนมีจิตวิญญาณกลัวตายและรักชีวิต ต่างก็ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของชีวิตทั้งนั้น แต่เขาผู้มีความโลภเห็นแก่ตัวคิดไม่คิดถึงบาปอกุศลกรรมนี้ไม่งั้นคงไม่ทำทุกอย่างเพื่อเอารัดเอาเปรียบคนอื่น แต่โดยธรรมชาติผลชาติก็ย่อมมีอยู่หนีไม่พ้น”

เรื่องที่สอง ของสัปดาห์นี้ เป็นเรื่องที่ชาวสังคมออนไลน์เดือดเลือดขึ้นหน้ากันเป็นจำนวนมาก กับการที่มีกระแสข้อความที่เข้าข่ายการหมิ่นพระบรมเดชาดานุภาพสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเรื่องนี้สืบเรื่องมายาวนาน ตั้งแต่กรณีของ “อากง” จนมีการแบ่งฝ่ายกัน ถกเถียงถึงบทลงโทษของการกระทำที่เข้าข่ายการหมิ่นพระบรมเดชาดานุภาพเช่นนี้ ลามไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นเรื่องเป็นราวอยู่ในการประชุมสภาไทยในปัจจุบัน

โดยในสัปดาห์นี้ สังคมโซเชียลเน็ตเวิร์กของเรามีการรณรงค์การกระทำในเรื่องนี้กันมาก เพราะไม่ว่าจะใน เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม หรือเว็บบอร์ดต่างๆ สามารถใช้เป็นพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นกันได้อย่างอิสระ จนเกิดการปะทะ แบ่งฝ่ายกันของผู้ที่พอใจและไม่พอใจ ในข้อความที่มีการโพสต์ลงไป ซึ่งผู้โพสต์ไม่ว่าจะเจตนาหรือว่าไม่มีเจตนาก็ตาม แต่การเผยแพร่ข้อความดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อย่างชัดเจน ถึงจะเขียนไปแล้วลบ ก็ยังถือว่าผิดกฎหมายอยู่ดี

หลายๆ เว็บบอร์ด และโซเชียลเน็ตเวิร์ค จึงมีการเตือน และแชร์ข้อความต่อต้านกันอย่างมากมาย ถึงการโพสต์ข้อความหรือรูปภาพใดๆ ให้พิจารณาให้ดี เพราะการตามหาตัวผู้กระทำความผิดหรือตามจับตัวไปดำเนินคดีเป็นเรื่องที่ดำเนินการได้ไม่ยากและมีโทษสูงมาก

ตอนนี้ก็ได้มีการตั้งเป็นแฟนเพจในเฟซบุ๊ก โดยใช้ชื่อว่ารวมคนไทยช่วยกัน “กดแจ้งรายงาน” เพจหมิ่นในหลวงเพราะ “เรารักในหลวง”เพื่อเป็นการร่วมรณรงค์ เป็นหูเป็นตา และต่อต้านการกระทำดังกล่าว ต่อสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของประชาชนชาวไทย ให้หมดสิ้นไปด้วย

ที่มาภาพ: httpswww.facebook.comDelete.verge.of.theKing.Page
ที่มาภาพ: httpswww.facebook.comDelete.verge.of.theKing.Page

อีกทั้งทางคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย เปิดตัวเว็บไซต์ ไทยฮอตไลน์ www.thaihotline.org และสายด่วนแจ้งเหตุพบเว็บไซต์ไม่เหมาะสม โทร. 0-2642-7033 เพื่อใช้เป็นช่องทางในการรับแจ้งเหตุ เมื่อพบเว็บไซต์ที่มีการเผยแพร่ข้อมูลไม่เหมาะสมในด้านต่างๆ อาทิ มีเนื้อหาที่เข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง สื่อลามกอนาจาร การพนันรวมถึงการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งการแจ้งเหตุพบเว็บไซต์ไม่เหมาะสมทุกประเภทนั้น สามารถแจ้งไปได้ที่เว็บไซต์ไทยฮอตไลน์ หรือสายด่วน 0-2642-7033 ตลอด 24 ชั่วโมง

“ช่วยกันเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่คู่กับประเทศไทยสืบไป ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทยสืบไป”

“ขบวนการพวกนี้มีอีกหลายเว็บมากมาย อยู่ทุกหย่อมหญ้า ทั้ง facebook ,Hi5 ,Radio online , Rapidshare เว็บฝากไฟล์ก็ยังไม่เว้น ฆ่าไม่ตาย พอโดนบล็อคก็อวตาร มาในชื่อใหม่ทันที เอาข้อมูลจริงมาเป็นแกนหลัก แล้วโป๊ะข้อมูลเท็จเข้าไป ข้อมูลเท็จเพียงบรรทัดเดียวก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องอื่นได้เลย ถ้าได้เข้าไปอ่านแล้วจะเห็นชัดเจนเลยว่ามันทำเป็นขบวนการ พวกนี้เขาคงเสียใจที่เกิดเป็นคนไทยหละมั้ง..”

“ยอมไม่ได้จริงๆ ทำไมเป็นคนทรราชต่อแผ่นดินตัวเองไปได้ พระเจ้าอยู่หัวเป็นพ่อแห่งแผ่นดิน เรารักท่าน ท่านทำเพื่อประชาชน ไม่มีท่างที่ท่านจะ ทำร้ายประชาชนที่ท่านรัก ไม่งั้นท่านจะทำโครงการต่างๆ มาเพื่อใคร ถ้าไม่ใช่ประชาชน แล้วทำไมต้องทำร้ายท่าน โดยการปรารภกันแบบนี้ คนที่ทำได้ต้องเป็นคนที่ไม่มีความรักในพ่อแม่ของตนเอง ไม่รู้จักคุณคน อย่ามาว่าพระพ่อหลวงของเรานะ ออกไปซะจากเมืองไทยแห่งนี้ อย่ามาอยู่ในเมืองไทยให้รกพื้นที่ประเทศไทย ออกไปอย่ามาทำให้คนไทยต้องแตกแยก”

“แล้วทำไมไม่มีการจัดการที่เด็ดขาดต่อบุคคลที่หมิ่นเบื้องสูงซักที รออะไรครับ พวกนี้พากันว่า”ในหลวง”อยู่ไม่เห็นมีการปราบปรามไม่มีการหาความเด็ดขาดมาจัดการ หรือหน่วยงานไหนที่ออกมารับผิดชอบ แล้วจะพากันออกมาจัดการตอนไหนครับ”

“บุญกุศลใดที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ ตั้งแต่อดีตชาติ จนถึงปัจจุบันขอถวายเป็นเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระพลานามัยสมบูรณ์ เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของประชาชนชาวไทยตลอดไป ขอบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวช่วยปกป้องประเทศไทยอยู่รอดปลอดภัยจากคนที่คิดร้ายต่อประเทศชาติ ขอความสงบสุขกลับมาดังเดิม ข้าพเจ้าจะปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คอรัปชั่น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลอีกทางหนึ่งด้วย”

“ขอโมทนาบุญ สาธุกับทุกท่านที่ได้นำเสนอเรื่องราวดีๆ ทั้งนี้ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกรวมไปถึงบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญเพียรสร้างมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จงส่งผลคุ้มครององค์ในหลวงให้ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ หายจากอาการประชวรได้โดยไว ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ”

เรื่องที่สาม เป็นช่วงที่มีการระบาดหนักของโรคมือ เท้า ปาก ในเด็กนักเรียนอนุบาลและประถม ไม่เพียงแต่ในประเทศไทย ลามไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและจีน ทำเอาบรรดาผู้ปกครองต่างกังวลว่าลูกหลานของตัวเองจะตกเป็นเหยื่อของเชื้อไวรัสซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคนี้ หลายโรงเรียนระดับชั้นประถมต้นก็ประกาศปิดชั่วคราวเพื่อเป็นการหยุดการระบาดของโรคในระยะนี้ อีกทั้งเป็นการหารือร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางการแก้ปัญหาของโรคระบาดนี้

สำหรับสถานการณ์โรคมือ เท้า ปาก ที่พบในประเทศไทย ถือว่ายังไม่เป็นอันตรายและรุนแรงเหมือนกับที่พบในประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่มีอยู่แล้วและไม่ได้กลายพันธุ์ จึงไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต มั่นใจว่า ทาง กทม. สามารถควบคุมสถานการณ์ของโรคได้

โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีโรงเรียนสังกัด กทม., สพฐ. และเอกชน พบเด็กติดเชื้อโรคมือ เท้า ปาก ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมจนถึงปัจจุบัน พบว่ามีการปิดโรงเรียนและทำความสะอาดเพื่อป้องกันโรคจำนวน 22 โรงเรียน เปิดเรียนได้ปกติแล้ว 19 โรงเรียน ขณะนี้มีโรงเรียนที่กำลังปิดอยู่เพื่อทำความสะอาด 3 โรงเรียน คือ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขตปทุมวัน ปิดวันที่ 17-22 กรกฎาคม โรงเรียนอนุบาลใจดี เขตสวนหลวง ปิดวันที่ 16-22 กรกฎาคม และโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ปิดเรียน 18-23 กรกฎาคม ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับโรคมือ เท้า ปาก ได้ที่กองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย โทร. 0-2354-1836

นอกจากนี้ทางสำนักงานเขต สำนักสิ่งแวดล้อม และสำนักอนามัย ร่วมมือกันลงพื้นที่ดูแลความสะอาดเครื่องเล่นทุกชนิด ทั้งในโรงเรียนและห้างสรรพสินค้า และแนะนำผู้ปกครองไม่ควรนำบุตรหลานเข้าไปเล่นเครื่องเล่นสาธารณะในที่ที่มีเด็กเล่นกันเป็นจำนวนมากในระยะนี้ และขอให้ดูแลความสะอาดสุขอนามัยของบุตรหลานด้วย คาดว่า 1-2 เดือนโรคมือเท้าปากจะค่อยๆ ลดลง

ล่าสุด โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยมีหนังสือถึงผู้ปกครองนักเรียน แจ้งหยุดเรียนหลังพบการแพร่ระบาดของโรคมือ เท้า ปาก ในนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ตามเกณฑ์ของกองควบคุมโรค สำนักอนามัยและการแพทย์ กรุงเทพมหานคร จึงประกาศหยุดการเรียนการสอนในระดับชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้นทั้งหมด ในวันที่ 19 – 20 กรกฎาคม 2555 เพื่อดำเนินมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคมือ เท้า ปาก และทำความสะอาดล้างและอบห้องเรียน และอาคารเรียนทั้งหมด โดยให้นักเรียนกลับมาเรียนตามปกติ ในวันที่ 23 กรกฎาคม ขณะที่ขอให้ผู้ปกครองดูแลบุตรหลาน หากมีอาการป่วย พบมีเม็ดใสในปาก ที่เท้า หรือ มือ ให้รีบพาไปพบแพทย์ และแจ้งให้โรงเรียนทราบ และส่วนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ยังมีการเรียนการสอนตามปกติ

“ป้องกันโดยการล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ทำไงก็ได้ให้สะอาดไว้ดีที่สุด พกเจลล้างมือแห้งก็ได้ เวลาไปไหนมาไหน แบบไม่ต้องล้างน้ำ ยิ่งในห้างนะ ยิ่งต้องระวัง เชื้อโรคมาก”

“พบเชื้อ 73 แห่ง สั่งปิด 18 แห่ง แทนที่จะสั่งปิดหมดทุกที่พบเชื้อ หรือจะรอให้มันติดกันทั้งโรงเรียนก่อนแล้วค่อยปิด แทนที่จะป้องกันไว้ก่อน แต่นี่กลับไม่ป้องกัน เอาแต่จะมาแก้ ก็คงเหมือนกับที่คอยจะแก้ให้ป่วนไปซะทุกอย่างละมั้ง”

“บอกแต่สั่งปิด 18 แห่ง แต่ทำไมไม่บอกชื่อโรงเรียน หรือผู้ใหญ่จำชื่อโรงเรียนไม่ได้ หรือมั่วแต่ทำอะไรอยู่ครับ ผมดูหลายเว็ปแล้วไม่มีชื่อโรงเรียนซักที่เลย”

“มองดูจากสถานะการณ์แล้วผมว่ามันไม่ธรรมดาแล้วหละครับโรคนี้ มันเป็นเรื่องระดับชาติแล้วนะครับ ผู้เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานต้องออกมาชี้แจงกันอย่างตรงไป ตรงมา ต้องเอาความจริงมาพูดกัน เพื่อจะได้ไม่สายเกินไป ในการป้องกัน และดูแลรักษา”

“ปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองช่างมากมายนัก ประชาชนตาดำๆ ต้องผจญชะตากรรมที่มากมาย ที่พอมีเงิน ก็พอผ่านไปได้ แต่ที่ไม่ค่อยมี ต้องดิ้นรนกันอย่างถึงที่สุด แต่รัฐบาลผู้มีอำนาจในการตัดสิ้นใจ แก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นของบ้านเมือง กลับเอาเวลาไปเถียงกัน เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อใครบ้างคนอยู่ได้ ประชาชนมีปัญหาเดือดร้อนอีกตั้งมากมายรออยู่นะครับ”

เรื่องที่สี่ ยังเป็นกระแสให้จับผิดได้ตลอดกับรายการของบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จํากัด ที่ล่าสุดทางเว็บไซต์ “พลังจิต” ได้จับพิรุธรายการคนอวดผี ช่วงล่าท้าผี ด้วยการบันทึกภาพหน้าจอภายในบ้านร้างต่างๆ ที่รายการได้ไปถ่ายทำ โดยมีข้อน่าสงสัยว่า ทำไมบ้านร้างในแต่ละตอนถึงมีลักษณะคล้ายกันเป็นอย่างมากจนน่าประหลาดใจ

ภาพจากคลิปช่วงล่าท้าผี ออกอากาศ 30 พฤษภาคม 2555 เป็นเรื่องเกี่ยวกับบ้านร้างของคุณตาคุณยายที่ถูกกลุ่มวัยรุ่นเข้าไปฆ่าตายทั้งคู่แล้วชิงทรัพย์ ช่วงอาจารย์ชื่อดังสำรวจบ้าน

ขณะที่ภาพจากคลิปช่วงล่าท้าผีออกอากาศ 5 ตุลาคม 2554 เป็นเรื่องเกี่ยวกับบ้านร้างของสามีภรรยา โดยสามีฆ่ารัดคอภรรยาแล้วตัวเองก็ฆ่าตัวตายตาม เป็นตอนผู้ปฏิบัติภารกิจกำลังเดินเข้าบ้าน

จับพิรุธล่าท้าผี ใช้บ้านซ้ำ สภาพแวดล้อมเหมือนกันมาก แต่เนื้อเรื่องของบ้านไปคนละเรื่องเลย
จับพิรุธล่าท้าผี ใช้บ้านซ้ำ สภาพแวดล้อมเหมือนกันมาก แต่เนื้อเรื่องของบ้านไปคนละเรื่องเลย

ภาพจากคลิปช่วงล่าท้าผีออกอากาศ 30 พฤษภาคม 2555 เป็นเรื่องเกี่ยวกับบ้านร้างของคุณตาคุณยายที่ถูกกลุ่มวัยรุ่นเข้าไปฆ่าตายทั้งคู่แล้วชิงทรัพย์ (สังเกตเสาข้างราวบันได)

ภาพจากคลิปช่วงล่าท้าผีออกอากาศ 5 ตุลาคม 2554 เป็นเรื่องเกี่ยวกับบ้านร้างของสามีภรรยา โดยสามีฆ่ารัดคอภรรยาแล้วตัวเองก็ฆ่าตัวตายตาม (สังเกตเสาข้างราวบันได)

สังเกตเสาข้างราวบันได
สังเกตเสาข้างราวบันได

ภาพจากคลิปช่วงล่าท้าผีออกอากาศ 30 พฤษภาคม 2555 เป็นเรื่องเกี่ยวกับบ้านร้างของคุณตาคุณยายที่ถูกกลุ่มวัยรุ่นเข้าไปฆ่าตายทั้งคู่แล้วชิงทรัพย์ (สังเกตวงกลมสีแดงและลักษณะขอบปูน)

ภาพจากคลิปช่วงล่าท้าผีออกอากาศ 5 ตุลาคม 2554 เป็นเรื่องเกี่ยวกับบ้านร้างของสามีภรรยา โดยสามีฆ่ารัดคอภรรยาแล้วตัวเองก็ฆ่าตัวตายตาม (สังเกตวงกลมสีแดงและลักษณะขอบปูน)

ที่มาภาพ : httpnews.tlcthai.comentertainment38074.html
ที่มาภาพ : httpnews.tlcthai.comentertainment38074.html

“คนหลอกอะมันน่ากลัวกว่าผีซะอีกเพราะผีมันไม่ทำอารัยเลย แต่คนก็ชอบพิสูจน์กัน ผีอ่ะมีจริงแต่คนกับผีมันอยู่คนละพรหมชาติกันคนนั่นละ ที่ไปกวนเค้าก่อน น่ากลัวกว่าผีมั้ยล่ะ”

“ผมดู 2 ช่วงพอคับ ช่วงคลิป นี่ไม่ได้ดูเอาความกลัวน่ะ(เอาฮา 555+) อีกช่วง ศูนย์บรรเทาทุกข์ผี นี่ดูเอาเป็นความรู้คับ ส่วนช่วงล่าท้าผี แฟนผมบอกว่า ช่วง นมอวดผี เพราะสาวๆ มาแต่ล่ะคนนี่….. ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบช่วงนี้อยู่แระไม่ใช่ไม่เชื่อน่ะคับแต่บางทีมันดูเกินจริงไปนิดนึง เอาช่วงล่าท้าผีไปดู ฉันไปค้างคืนกะซูปตาร์ ดีก่า แฟนผมชอบ..อิอิ”

“ไม่รู้รึไงว่าเป็นรายการเรียลลิตี้สร้างขึ้นมาเพื่อเรียกเรทติ้งคนดู คิดว่าใครเค้าจะหาบ้านที่มีคนตาย ได้เยอะขนาดนั้น แต่ละคดีอุกฉกรรจ์ทั้งนั้นแล้วไหนล่ะหนังสือพิมพ์ประจำท้องที่ก็ไม่มี เรื่องมันเฟคอ่ะ ตอนเรื่องเล่าเหมือนกันคิดหน่อยดิว่าทำไมผี ต้องมาเข้าตอนอัดเทปด้วย มีหรอ 3-2-1 แอคชั่นปุปผีเข้าปัป ไม่มีเค้าสร้างมาเพื่อความบันเทิงและเรียกเรทติ้ง เหมือนดูหนังผีแหละอย่าคิดมาก”

“เพิ่งรู้กันหรือจ๊ะ ดูครั้งแรกที่ออกอากาศก็รู้แล้วจ้า ว่าจัดฉาก ก็เลยไม่ดูอีกเลย”

“โลกจริงหรือโลกมายาก็ไม่ต่างกันหรอก โดนหลอกเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับเราว่าจะคล้อยตามสักแค่ไหน”

และเรื่องสุดท้าย เรื่องที่ห้า เป็นเรื่องของการสืบหาตัวคนร้ายฆ่าเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวชิรธรรมสาธิต หรือ “น้องเบิร์ด” ด.ช.อรรถสิทธิ์ ลีเลิศยุทธ์ ที่เสียชีวิตปริศนาภายในคอนโดที่อาศัยอยู่กับยาย เบื้องต้นทางครอบครัวและตำรวจทราบแต่เพียงว่า น้องเบิร์ดมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนที่โรงเรียน จนถูกผลักตกบันได และอาจารย์ฝ่ายปกครองก็ได้เรียกผู้ปกครองของทั้งสองฝ่ายไปพบ แต่เมื่อผู้เป็นมารดา คือ น.ส.วราภรณ์ คำแสน ไปที่โรงเรียนตามเวลานัดหมาย กลับพบยาย คือ นางสมจิตร จำปาดี ถือกระเป๋าหนังสือไปรอลูกชายหน้าโรงเรียน โดยไม่พบน้องเบิร์ดแต่อย่างใด จึงสอบถามจากยายก็ได้ทราบว่า หลังจากที่ยายได้ว่ากล่าวตักเตือนน้องเบิร์ดซ้ำอีก น้องเบิร์ดก็ออกจากห้องไปโดยที่ไม่ได้เอาโทรศัพท์หรือทรัพย์สินอะไรออกไปด้วย ทางยายก็พยายามตามหาแต่ไม่เจอตัว จนกระทั่งมีแม่บ้านของอาคารติดต่อมาว่าพบศพน้องเบิร์ดถูกฆ่าตายที่บันไดหนีไฟ ตามร่างกายพบบาดแผลถูกของแข็งทุบที่คิ้วซ้าย ศีรษะด้านหลัง คอ และท้ายทอย จนเขียวช้ำ

จนเมื่อทางตำรวจได้ทำการชันสูตรพลิกศพ และทำการสอบสวนคนรอบข้างถึงเหตุการณ์นี้ รวมถึงนางสมจิตร จำปาดี ผู้เป็นยายที่ทางตำรวจเชิญมาสอบสวนอยู่หลายชั่วโมง จนในที่สุดก็ได้คำตอบที่น่าตกใจ เมื่อนางสมจิตรยอมรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือใช้ไม้ตีหลานจนเสียชีวิต โดยอ้างว่าหลานชายของตนมีพฤติกรรมก้าวร้าว และเคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันหลายครั้ง

โดยในวันเกิดเหตุมีปากเสียงเรื่องที่น้องเบิร์ดไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับเพื่อนร่วมชั้น จนถูกเรียกผู้ปกครองไปพบ และน้องเบิร์ด ก็มีท่าทางพยายามจะเข้ามาทำร้ายตน ทำให้ผู้เป็นยายต้องป้องกันตัวด้วยการใช้ไม้ตี ไม่ได้คิดว่าหลานจะเสียชีวิต และไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด จากนั้นรู้สึกกลัวความผิดจนทำอะไรไม่ถูก จึงนำศพมาทิ้งที่บันไดหนีไฟ จนกระทั่งมีคนมาพบศพของหลานชาย ซึ่งนางสมจิตรบอกว่าตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก และยอมรับผิดทุกอย่าง ขอชดใช้กรรมที่ก่อไว้

ขณะที่ น.ส.วราภรณ์ ผู้เป็นมารดาของน้องเบิร์ด และลูกสาวของนางสมจิตร ร้องไห้เสียใจด้วยอาการเศร้าโศกตลอดเวลา และกล่าวว่าตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก ความรู้สึกเหมือนคนตายทั้งเป็น ที่ต้องเสียทั้งลูกและมารดาต้องมาติดคุก และยิ่งเมื่อได้ยินว่ามารดาของตนรับสารภาพว่าเป็นคนฆ่าน้องเบิร์ดก็รู้สึกช็อกมาก ตนก็ได้จุดธูปไหว้ดวงวิญญาณลูกชาย ว่าอย่าโกรธยายที่กระทำเรื่องดังกล่าวเลย และตอนนี้ก็เป็นห่วงมารดา เนื่องจากนางสมจิตรป่วยเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยเรื่องนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี โดยประวัติของ นางสมจิตร จำปาดี ก่อนหน้านี้เคยต้องโทษคดีฆ่าคนตาย 1 ครั้ง ติดคุกอยู่ประมาณเกือบ 1 ปี

“สภาพครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ บางครอบครัวในปัจจุบัน เป็นต้นเหตุของความรุนแรง”

“ฆ่าคนไม่ใช่การแก้ปัญหา ศึกษาหรือไม่ศึกษามันไม่น่าจะใช่ สิ่งเหล่านี้อยู่ที่จิตใจและความรู้สึก คนเรียนสูงๆมีการศึกษาเป็นฆาตรกรก็ถมเถไป ยายคนนี้ควรได้รับการรักษาทางประสาททางจิต มากกว่า”

“แม่ก็ทิ้งลูกให้อยู่กะยาย แล้วตัวเองก็อยู่กับสามีใหม่..ยายก็สติไม่คงเส้นคงวา ก็รู้ ๆ อยู่ เศร้า”

“ถ้าเราเป็นแม่ของน้องเบิร์ด เราคงเป็นช็อคสุดขีดอ่ะ แม่แท้ๆ ของตัวเอง ฆ่าลูก เจ็บปวดยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น
1.สอนคนต้องสอนและปลูกฝังตั้งแต่เด็ก มานั่งสอนตอนโตมันไม่ฟังแล้ว2.คนเป็นผู้ใหญ่สั่งสอนลูกหลานต้องมีสติ ต้องคิดว่าเราเคยเป็นเด็กมาก่อน แล้วสมัยนี้มีสิ่งยั่วยุมากมาย ต้องตามให้ทัน ไม่ใช่มัวแต่ ห้าม ห้าม ห้าม!!!”

“เรื่องนี้ ต้องท่องให้ขึ้นใจว่า เวลาโกรธ เวลาที่ทะเลาะกัน ให้เดินหนีจากตรงนั้นไปดูหนังสักเรื่อง (ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง) ความโกรธ ก็จะหายไปหรือลดน้อยลง จนกว่าจะใจสงบ จึงค่อยกลับไป เรื่องเศร้าก็จะไม่เกิด ท่องให้ขึ้นใจ ยามไม่สบายใจ ไปดูหนังในโรงภาพยนตร์สักเรื่อง เพื่อให้เวลารักษาใจตัวเอง”

“เป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจเป็นอย่างมาก ขออย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้กับสังคมไทยอีกเลยนะ”

  • ข้อมูลชัดดีผมชอบ