ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์ชี้ แนวโน้มธุรกิจกวดวิชายังโตไม่หยุด ปัจจุบันทั้งระบบมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท

18 กรกฎาคม 2012

ข่าวแจก-ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์

ธุรกิจบริการ “การศึกษา” ทั้งประเภทศึกษาในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด และนโยบายภาครัฐส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างธุรกิจการศึกษา โดยหน่วยงานกำกับทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ แต่จะแตกต่างกันไปตามระดับการศึกษา ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวทำให้นโยบายของภาครัฐส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำธุรกิจและโครงสร้างของธุรกิจการศึกษาไทย

ผลกระทบดังกล่าวไม่เพียงกระทบในเชิงของหลักสูตรการศึกษาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีข้อจำกัดบางอย่างที่เป็นรายละเอียดในเรื่องของทรัพย์สินและบัญชี เช่น พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ระบุไว้ว่า ผลกำไรที่ได้จากการดำเนินกิจการของโรงเรียนในระบบในแต่ละปี ให้คณะกรรมการบริหารจัดสรรให้แก่ผู้รับใบอนุญาตได้ไม่เกิน 40% นอกนั้นต้องสะสมเข้ากองทุนตามกำหนด เป็นต้น

นอกจากนี้ นโยบายการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ที่มีการปรับปรุงวิธีการโดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับมัธยมในโรงเรียนมากขึ้น ก็ยังไม่สามารถลดการกวดวิชาของนักเรียนได้ แต่กลับกลายเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนกวดวิชามากขึ้น เพราะการสอบคัดเลือกระบบใหม่นั้นมีการสอบหลายครั้ง จึงยิ่งส่งผลให้ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชามีบทบาทต่อการศึกษาไทยมากขึ้นอีก

โรงเรียนกวดวิชามีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก แต่เนื่องจากตลาดมีลักษณะกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ประกอบกับการเน้นใช้เทคโนโลยี ส่งผลให้ผู้ครองตลาดอยู่แล้วในปัจจุบันจะยิ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย และธุรกิจรายใหม่จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดได้ยาก ทั้งนี้ต่างจังหวัดอาจจะเป็นตลาดที่น่าสนใจมากกว่าในกรุงเทพฯ

โดยรายได้ของโรงเรียนกวดวิชาทั้งระบบในปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท จากจำนวนนักเรียนกว่า 400,000 คน และยังมีแนวโน้มขยายตัวสูงในอนาคตข้างหน้า ปัจจุบันสัดส่วนต่อจำนวนนักเรียนในระบบยังไม่สูงมากนัก โดยหากเทียบกับจำนวนนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาทั้งหมด จะพบว่ามีสัดส่วนผู้เรียนกวดวิชาเพียงประมาณ 11% แต่ถ้าเทียบกับเฉพาะจำนวนนักเรียนในระดับมัธยมปลายก็จะมีสัดส่วนผู้เรียนกวดวิชาประมาณ 32% ซึ่งยังถือว่าค่อนข้างน้อย หากเทียบกับสถิติในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น มีสัดส่วนผู้เรียนกวดวิชาในระดับมัธยมปลายประมาณ 70% และเกาหลีใต้มีสัดส่วนดังกล่าวประมาณ 59% สะท้อนให้เห็นศักยภาพในการเติบโตได้อีกมากในภาวะการแข่งขันด้านการศึกษาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทยปัจจุบัน

การศึกษานอกระบบประเภท ร.ร.กวดวิชาในกรุงเทพฯ ขยายตัวเร็วกว่าความต้องการ

การศึกษานอกระบบประเภท ร.ร.กวดวิชาในกรุงเทพฯ ขยายตัวเร็วกว่าความต้องการ
ที่มา: การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ ไม่ใช่โรงเรียนกวดวิชาทุกรายที่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากธุรกิจใหม่จะเข้ามาแข่งขันได้ค่อนข้างยาก เพราะโรงเรียนที่ได้รับการยอมรับจากนักเรียนจนกลายเป็นโรงเรียนชื่อดังมีไม่กี่ราย อาทิ โรงเรียนกวดวิชาเคมี อ.อุ๊ (อาจารย์อุ๊), บ้านคำนวณ, โอพลัส, กวดวิชาสัญญา, จีเอสซี, เดอะเบรน, แอพพลายฟิสิกส์, นีโอฟิสิกส์, อาจารย์เจี๋ย, อาจารย์สมัยวิทยา, Access, ติวเตอร์ อาจารย์ปิง และ Pinnacle ซึ่งมีส่วนแบ่งในตลาดถึง 70-80% และยังคงมีข้อได้เปรียบมากขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในการถ่ายทอดทางวิดีโอ ส่งผลให้ขยายตลาดได้มากขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ หากมองโอกาสในการเติบโตของโรงเรียนกวดวิชาแล้วจะพบว่า ตลาดต่างจังหวัดยังมีศักยภาพในการเติบโตได้มากกว่า เพราะจำนวนนักเรียนที่ต้องการเรียนยังคงเพิ่มขึ้นสูง โดยในช่วงปี 2547-2552 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวและเพิ่มขึ้นมากกว่าจำนวนโรงเรียนกวดวิชาที่เปิดกิจการ ในขณะที่ในกรุงเทพฯ นั้น จำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเพียง 6% ขณะที่จำนวนโรงเรียนเพิ่มขึ้นประมาณ 17%

นอกจากโรงเรียนกวดวิชาแล้ว โรงเรียนนอกระบบที่สอนวิชาชีพต่างๆ เช่น สอนทำอาหาร สอนดนตรี ร้องเพลง คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก จากจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูง สวนทางกับจำนวนโรงเรียนที่ลดลง จากการวิเคราะห์แนวทางเดียวกับโรงเรียนกวดวิชาในข้างต้นพบว่า จำนวนนักเรียนที่สนใจเรียนวิชาชีพต่างๆ มีจำนวนเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก อีกทั้งอัตราการเพิ่มขึ้นของนักเรียนในภูมิภาคสูงกว่าของกรุงเทพฯ และโรงเรียนที่เปิดสอนเริ่มมีการขยายตัวในตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น แม้จำนวนโรงเรียนที่สอนวิชาชีพเหล่านี้โดยรวมมีจำนวนลดลง

ที่มา: การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ

อย่างไรก็ตาม จำนวนโรงเรียนที่ลดลงจะเป็นกลุ่มที่มีความต้องการเรียนน้อยลงโดยธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนสอนพิมพ์ดีด เนื่องจากในปัจจุบันประชาชนมีความคุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์ตั้งแต่วัยเด็ก ส่งผลให้มีความสามารถในการใช้แป้นพิมพ์โดยอัตโนมัติ อีกทั้งโลกธุรกิจปัจจุบันมีการใช้พิมพ์ดีดน้อยลงมาก

ขณะที่ธุรกิจบริการสอนภาษาจะได้รับความนิยมมากขึ้นหลังจากเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะตลาดแรงงานจะมีการแข่งขันสูงขึ้น ในขณะที่มีการพูดกันมากว่าคนไทยมีทักษะด้านภาษาน้อยกว่าหลายๆ ประเทศในอาเซียน การเพิ่มทักษะภาษาจึงมีแนวโน้มที่จะทวีความสำคัญมากขึ้น

หากเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียนด้วยกัน อันดับขีดความสามารถด้านการศึกษาของไทยอยู่ที่ 6 รองจากสิงคโปร์, มาเลเซีย, บรูไน, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และถ้าเปรียบเทียบในทวีปเอเชียในภาพรวมแล้ว ทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยอยู่อันดับที่ 43 ขณะที่สิงคโปร์อันดับที่ 6 ฟิลิปปินส์อันดับที่ 16 มาเลเซียอันดับที่ 23 และอินโดนีเซียที่ 42

จากการสอบถามบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งที่มีฐานการผลิตอยู่ในประเทศไทย ให้ความเห็นว่า จุดแข็งของแรงงานไทยนั้นคือเรื่องทักษะและความสามารถในการทำงาน แต่ปัญหาหลักที่กำลังเกิดขึ้นและส่งผลให้คนไทยเติบโตในหน้าที่การงานได้ยากคือเรื่องการสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะทักษะการฟังซึ่งเชื่อว่าสำคัญกว่าการพูดด้วยซ้ำ และหากไม่พัฒนาจะนำไปสู่ภาวะที่บริษัทข้ามชาติไม่อยากจ้างแรงงานไทย แต่เลือกที่จะดึงดูดแรงงานจากประเทศอื่นในอาเซียน เมื่อมีการเปิดเสรีด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานมากขึ้น

อย่างไรก็ตามรายงานวิจัยระบุว่า ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาควรค้นหาจุดเด่นและสร้างความแตกต่างในการเข้าสู่ตลาด เพราะโครงสร้างธุรกิจโรงเรียนกวดวิชามีลักษณะกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาดที่ทำให้ธุรกิจที่เข้ามาใหม่เติบโตได้ยาก

นอกจากนี้ควรคำนึงถึงตลาดที่เป็นคนในกลุ่ม Generation Y-Z ซึ่งมีการติดต่อสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียค่อนข้างมาก ความแตกต่างและจุดเด่นของธุรกิจจะทำให้เกิดการบอกต่อซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่สำคัญ การเริ่มหรือขยายธุรกิจตามหัวเมืองต่างๆ (urbanization) อาจจะเป็นจุดเริ่มที่ดี เพราะยังมีความต้องการอยู่มาก และยังมีการแข่งขันไม่สูงนัก

วิธาน เจริญผล (vithan.charoenphon@scb.co.th)
EIC | Economic Intelligence Center

เครือข่ายสังคม