จุดสตาร์ท “สุวัจน์” – จุดสต็อป “เนวิน” วันสิ้นเสียงนกหวีดเรียก 111 คืนสนาม

2 มิถุนายน 2012

นายเนวิน ชิดชอบ

นายเนวิน ชิดชอบ

“…ต่อไปนี้ไม่มีเนวินในโลกของอำนาจและการเมือง…พอ” เนวิน ชิดชอบ

เสียงนกหวีดที่ดังขึ้นในวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 คือสัญญาณปลดปล่อย “สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ไทยรักไทย (ทรท.)” พ้นโทษแบนการเมือง 5 ปี

หลายคนเริ่ม “วอร์มอัพ” ประกาศตัวล่วงหน้าว่าต้องการหวนคืน “สนามการเมือง” พร้อมหาช่องเบียดประชิดคนสกุล “ชินวัตร”

ขณะที่หลายคนยังรอดูจังหวะ เพราะตระหนักใน “ปัจจัย” ที่เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งราคาที่ไม่ได้พุ่งปรี๊ดเหมือนครั้งเก่า

ทั้งสมรรถนะการเมืองที่โรยราตามเวลาห่างร้างจากอำนาจ

ทั้งเพื่อนร่วมทีม “ฝ่ายบริหารชุดซี” ที่ถูกวิจารณ์ว่าฝีไม้ลายมือเทียบเท่า “ตัวสำรองของทีมสำรอง”

ยังไม่รวม “ประชาชน-คนดู” ที่มอง “นักการเมืองอาชีพ” ด้วยสายตาเหยียดมากกว่ายกย่อง

จึงถือเป็นเรื่องยากสำหรับ “ผู้เล่นทีมเอ-ผู้ฝึกสอน-ผู้จัดการทีม” ที่คิดจะเบียดคิว-ขอกลับมาเป็น “ผู้เล่น” อีกครั้ง

โดยเฉพาะในภาวะที่ “เจ้าของทีม” อาจไม่เต็มใจนัก

ก่อนเสียงนกหวีดจะดังขึ้น “ไทยพับลิก้า” มีโอกาสสนทนากับ 2 นักการเมือง “ตัวจี๊ด” ที่ย้ายไปชุบตัว-กบดานใน “สนามกีฬา” ระหว่าง “เว้นวรรคการเมือง”

อะไรทำให้คนอย่าง “เนวิน ชิดชอบ” แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่วันนี้มีตำแหน่ง “ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” เข็ดขยาด “สนามการเมือง” ถึงขั้นเปรียบเปรยว่าเป็น “นรก”

อะไรคือแผนไปต่อของชายชื่อ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” แกนนำพรรคชาติพัฒนา (ชพ.) และ “นายกลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทยฯ”

จากบรรทัดนี้คือคำอธิบายความต่อการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตพวกเขา…

“ตอนนี้ชีวิตได้อยู่ที่ชอบๆ แล้ว ทำไมต้องดิ้นรนกลับไปทำให้ตัวเองเป็นทุกข์อีก” เนวินเปิดฉากพูดถึงอนาคตทางการเมืองของตนหลังพ้นโทษแบน

ไม่มีใครคาดคิดว่า “จุดเริ่มต้นทางการกีฬา” จะกลายเป็น “จุดจบทางการเมือง” ของ “ชายวัย 55 ปี” ผู้ผูกขาดเก้าอี้ ส.ส.บุรีรัมย์ และ ส.ส.บัญชีรายชื่อมาถึง 7 สมัย รวม 20 ปี ผ่านการเป็นรัฐมนตรีมา 4 กระทรวง รวม 6 สมัย พ่วงเครดิตแกนนำกลุ่ม 16, หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน, คนในตำนานแก๊งออฟโฟร์ภาคไทย ฯลฯ

เวลา 2 ปีเศษใน “นิว ไอ-โมบาย สเตเดี้ยม” ของทีมปราสาทสายฟ้า ทำให้ “เนวิน” ไม่คิดหวนคืน “สนามการเมือง” ที่เขาหายใจรดมาถึง 26 ปี

“ผมไม่สนุกกับการเมืองแล้ว เมื่อก่อนคือโง่อยู่ แต่ตอนนี้ไม่โง่แล้ว” เขากล่าวยิ้มๆ

ก่อนเล่าต่อว่า เวลาในแต่ละวันของตนถูกใช้ไปกับ “ฟุตบอล” ร้อยละ 70 ส่วนที่เหลือร้อยละ 30 สนุกกับความเร็ว-แรงในการบิดมอเตอร์ไซด์ “บิ๊กไบค์” คันงาม

ไม่มี “โรงแรมหรู” บังคับให้สวมใส่ “ชุดสูท” ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน มีแต่เสื้อทีมบุรีรัมย์ฯ กางเกงขาสั้น รองเท้าผ้าใบ และบิ๊กไบค์คู่ใจพาเขาตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ

เป็นช่วงที่ “เนวิน” บอกว่า “ได้กลับมายืนด้วยขาของตัวเอง”

“ตอนเล่นการเมือง ผมไม่เคยมีความสุขเท่า 2-3 ปีนี้ ไปไหนก็มีคนยกมือไหว้ ต้อนรับเราด้วยความจริงใจ ไม่ใช่เพราะความเกรงกลัว แต่ละวันมีคนเอาเงินมาให้ไม่รู้เท่าไหร่ มาเข้าคิวซื้อบัตร ซื้อเสื้อ ฯลฯ ผิดกับการเมืองที่มีแต่ต้องเอาเงินไปให้เขา ตลอดชีวิตการเมืองผมเอางบมาลงที่บุรีรัมย์ตั้งเท่าไร ไม่มีใครจำได้ แต่เดี๋ยวนี้ไปไหน มีแต่คนมาขอถ่ายรูป เพราะเราทำให้เขามีความสุข ในแต่ละแมตซ์ ผมต้องยืนถ่ายรูปกับแฟนคลับไม่ต่ำกว่าชั่วโมงเลยนะ ความสุขแบบนี้คือความสุขที่แท้จริง จะหาได้ที่ไหนล่ะ”

“ผมถึงบอกไงว่าผมเจอที่ชอบๆ แล้ว ทำไมต้องรอตายก่อนแล้วค่อยไป หือ…? ใครมีเวรมีกรรมก็ไปใช้ต่อ แต่ผมหมดเวรหมดกรรมแล้ว”

จริงอยู่ที่ “สนามการเมือง” และ “สนามกีฬา” ล้วนเป็น “พื้นที่แห่งการแข่งขัน” ทว่าในทัศนะของ “เนวิน” เล็งเห็นความต่าง

“การต่อสู้ทางกีฬานำมาซึ่งความสุขและความหวังของคนอื่น แต่เกมต่อสู้ทางการเมืองเป็นไปเพื่อผลประโยชน์และอำนาจส่วนตน”

ปีก่อน “เนวิน” ในฐานะประธานสโมสรบุรีรัมย์ฯ พาทีมคว้า 3 แชมป์

ปีก่อน “เนวิน” ในฐานะแกนนำ ภท. พาพรรค-พวก-เพื่อนเนวิน เข้าวินเป็น “พรรคอันดับ 3” ในการเลือกตั้งทั่วไปล่าสุด ตามที่ประกาศไว้

ปีนี้ “เนวิน” เผยความตั้งใจในการรักษาแชมป์พรีเมียร์ลีกของทีมปราสาทสายฟ้าฯ และยึดครองถ้วยอีก 5 ปี

ทว่าปีนี้ “เนวิน” กลับไม่มีเป้าหมายทางการเมือง ไม่แม้แต่จะคิด

ตรงกันข้าม เขาสำทับหนักแน่นว่า “จะไม่รับตำแหน่งทางการเมือง ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรคใดๆ”

ภารกิจ “เนวิน” หลังสิ้นเสียงนกหวีดปล่อยตัวสมาชิก 111 จึงไม่ใช่การดูแลนักการเมืองในสังกัด ภท. 34 ชีวิต หากแต่เป็นการดูแลนักค้าแข้ง 30 คน รวมถึงอุปการะเด็กๆ ในสถาบันฝึกสอนฟุตบอลของเขาราว 200 คน

ปณิธานส่วนตนของ “ปีศาจน้ำเงินในแดนอีสานใต้” อาจทำให้ลูกพรรค-หัวคะแนน-แฟนการเมืองบางส่วนรู้สึกใจหาย แต่เจ้าตัวเชื่อว่าลึกๆ แล้วน่าจะมี “ลูกทีม” จำนวนไม่น้อยดีใจกับการตัดสินใจของ “ลูกพี่”

เพราะนั่นหมายถึงการหมด 1 คู่แข่งขันสำคัญที่จะมายื้อยุดอำนาจ-วาสนา-บารมี

“ถ้าใครอยากเจอผม มาเจอที่สนามฟุตบอล แต่ไม่คุยเรื่องการเมืองนะ ต่อไปนี้ไม่มีเนวินในโลกของอำนาจและการเมือง พอ เข้าใจไหมว่าพอ” เขากล่าวทิ้งท้าย พร้อมทุ่มน้ำหนักในหางเสียง

แผนไปต่อ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ”

“…ถ้าเกมเสิร์ฟแพ้เมื่อไรคือเจ๊งทันที ดังนั้นการแพ้-ชนะทางการเมือง ถ้าเปรียบเป็นเทนนิสเนี่ย เรื่องเล็กๆ เรื่องง่ายๆ บางเรื่อง ถ้าไม่ระมัดระวังก็ไปได้…”

ขณะที่ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ไม่กล้าประกาศชัดแบบ “เนวิน” ว่าจะไม่หวนคืนวิถีการเมือง

ส่วนหนึ่งอย่างที่รับรู้กันว่า “สุวัจน์” ไม่เคยหยุดกิจวัตรการเมืองตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

เขายังเป็นผู้มีบารมีนอกพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา (รช.) พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (ชพน.) และล่าสุด พรรคชาติพัฒนา (ชพ.) และทำให้พรรคการเมืองเหล่านี้ไม่เคยพลาดโอกาสเข้าร่วมรัฐบาล

“ตอนนี้ผมมีความสุขกับการกีฬาอยู่แล้ว วันนี้ไม่ได้เล่นการเมือง ก็มาช่วยทำกลไกขับเคลื่อนสังคม ให้คนดูกีฬา คนเล่นกีฬา เพราะนักกีฬาจะเป็นคนใจดี ไม่อิจฉาใคร ไม่พยาบาทใคร มีวินัย มีทีมเวิร์ค นี่คือคุณสมบัติที่สังคมต้องการในปัจจุบัน ซึ่งในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา สังคมตื่นตัวเรื่องกีฬามาก นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าได้ทำประโยชน์ให้ประเทศแม้ไม่ได้เป็นนักการเมือง ดังนั้นจึงไม่ได้หมายความว่าเมื่อบ้านเลขที่ 111 พ้นมาแล้วผมต้องกลับมามีตำแหน่งทางการเมือง แต่ผมจะทำอะไรก็ได้ที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศ”

“ถ้าไม่กลับเข้าการเมืองก็ไปทำกีฬา จัดกีฬาใหญ่ๆ เพื่อให้โลกรู้จักเมืองไทย โดยเอากีฬามาสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศ ซึ่งหลัง 31 พฤษภาคม มันจะมีอะไรที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ลงเล่นเองก็เป็นที่ปรึกษา ช่วยกันออกมาให้ข้อคิดได้สะดวกใจขึ้น”

เมื่อให้เปรียบ “การเมือง” เป็น “เทนนิส” เขาเห็นประเด็นที่ถูกตีโต้กันไปมา ยังวนเวียนกับเรื่องเดิมๆ

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

“เทนนิสเนี่ย ใครที่บอลอยู่ในมือแล้วเป็นคนเสิร์ฟก็ถือว่าเป็นคนได้เปรียบ แต่ถ้าเกมเสิร์ฟถูกเบรกเมื่อไรแพ้ทุกที ถ้าเปรียบเทนนิสเป็นการเมืองมันคล้ายๆ กันนะ เกมเสิร์ฟเป็นของใครคนนั้นได้เปรียบ วันนี้ถามว่าเกมเสิร์ฟเป็นของใคร ก็ต้องเป็นของรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลคงจะได้เปรียบ ถ้าเกมเสิร์ฟแพ้เมื่อไรคือเจ๊งทันที ดังนั้นการแพ้-ชนะทางการเมือง ถ้าเปรียบเป็นเทนนิสเนี่ย เรื่องเล็กๆ เรื่องง่ายๆ บางเรื่องถ้าไม่ระมัดระวังก็ไปได้ เหมือนเทนนิส ตีออกแค่เซนติเมตรเดียวก็แพ้แล้ว”

ในแต่ละปีจะมีการแข่งขันเทนนิสรายการใหญ่ของโลกอยู่ 4 แกรนด์สแลม ประกอบด้วย เฟรนซ์โอเพ่น, วิมเบิลตัน, ยูเอสโอเพ่น และออสเตรเลียนโอเพ่น ทำให้ “สุวัจน์” นึกสนุกกับการติดตามว่ารัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะอยู่ครบเทอมหรือไม่

“ถ้าอยู่ได้ครบ 4 ปี ถือว่าได้แกรนด์สแลมป์ วันนี้ยังไม่มีนักเทนนิสไหนได้แกรนด์สแลม ถ้าจะนับ เขาต้องนับสมัยเดียวกัน ไม่นับข้ามสมัย ดังนั้น ถ้าใครชนะแกรนด์สแลมนี่ยิ่งใหญ่ รัฐบาลก็เหมือนกัน หากอยู่ได้ครบ 4 ปี”

“สุวัจน์” เคยทำนายว่า “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” มีโอกาสอยู่ครบเทอม ด้วย 2 ปัจจัย คือ 1. เป็นพรรคที่ได้เสียงเกินครึ่ง และ 2. บุคลิกของนายกฯ เป็นบุคลิกที่ไม่หาเรื่องใคร ไม่ตอบโต้ประเด็นทางการเมือง ทำให้ปลอดภัย นอกจากนี้ความเป็นผู้หญิงยังทำให้ได้เปรียบ และได้รับความปรารถนาดีจากแฟนคลับ

ทว่านั่นคือข้อวิเคราะห์ก่อนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ…. จะถูกชงเข้าสภา และก่อน “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)” จะปลุก “กองชังเสื้อเหลือง” ให้ลุกขึ้นมาต่อต้าน “รัฐบาลน้องสาว”

แม้ขณะนั้น “สุวัจน์” จะขึ้น “เอ็นเทนนิส” รอ โดยบอกว่า “คนเราก็ต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา เบสิค (พื้นฐาน) ก็ต้องเตรียมมาส่วนหนึ่ง เมื่อพร้อมแล้วจะนำมาใช้หรือไม่ ก็อีกเรื่องหนึ่ง”

แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มไม่แน่นอน เมื่อสิ่งแวดล้อมเริ่มไม่อำนวยต่อการหวนคืนสนามการเมือง จึงต้องจับตาดูต่อไปว่า “สุวัจน์” จะลงสนามการเมืองด้วยตนเอง

หรือส่งแร็คเก็ตไม้ให้ผู้อื่นเล่นแทน!!!

เครือข่ายสังคม