ความในใจ “ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” วันสุดท้ายที่การบินไทยถึงพนักงาน 25,000 คน

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ที่มาภาพ: http://www.matichon.co.th
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ที่มาภาพ: http://www.matichon.co.th

ข่าวแจก – เอกสารนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ส่งอีเมล์ถึงพนักงานการบินไทย

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ส่งสารถึงพนักงานการบินไทยกว่า 25,000 คน ทางอีเมล์ก่อนจะพ้นวาระในวันนี้ (20 มิถุนายน 2555) หลังจากที่ได้มีคำสั่งล้มเลิกการชี้แจงกับพนักงานการบินไทยที่กำหนดจะมีขึ้นในช่วงบ่าย

นายปิยสวัสดิ์เปิดเผยว่า หลังจากที่มารับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน 2 วัน ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่มีความสุข และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับพนักงานการบินไทยเก่งๆ และที่เป็นคนดีจำนวนมาก แม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยพอสมควร แต่ก็รู้สึกภูมิใจที่ได้บริหารงานให้การบินไทยกลับมามีผลประกอบการที่ดี มีการบริหารแบบธรรมาภิบาล และที่สำคัญคือ พนักงานการบินไทยได้ให้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย มั่นใจจากรากฐานที่ได้สร้างไว้ ทำให้ปีนี้การบินไทยสามารถมีกำไรได้ตามเป้า 6,000 ล้านบาท แต่เป็นห่วงเรื่องการแทรกแซงการบริหารงาน จากคณะกรรมการบริษัทเช่นในอดีต

เป้าหมายกำไรสำหรับปี 2555 ที่ตั้งไว้ที่ 6,000 ล้านบาท น่าจะทำได้โดยไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันลดลงสู่ระดับที่ต่ำกว่าต้นปีถึง 20-25 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล นั่นหมายถึงถ้าราคาน้ำมันอยู่ในระดับปัจจุบันจนถึงสิ้นปี จะสามารถประหยัดค่าน้ำมันได้กว่าเดือนละ 800 ล้านบาทโดยเฉลี่ยตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2555 เป็นต้นไปเทียบกับในช่วงต้นปี ฉะนั้น ถ้าบริหารจัดการให้ดี น่าจะมีกำไรก่อนอัตราแลกเปลี่ยน 6,000 ล้านบาท โดยยังสามารถจ่ายโบนัสพนักงานได้ 3 เดือน

ผลประกอบการไตรมาสแรกที่ประกาศออกมาแล้ว การบินไทยมีกำไร 3,645 ล้านบาท (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำไรจากการดำเนินการ) และผลประกอบการเดือนเมษายน 2555 ก็ถือว่าอยู่ในระดับดีภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ยากลำบากอย่างยิ่งในการทำธุรกิจ ในขณะที่สายการบินชั้นนำหลายแห่งประสบภาวะขาดทุนในไตรมาสแรกของปี 2555 เช่น สิงคโปร์แอร์ไลน์ โคเรียนแอร์ ลุฟธันซ่า เป็นต้น และแม้แต่สายการบินในประเทศจีนที่กำไรดีมาตลอดก็มีกำไรลดลงมาก และน้อยกว่าการบินไทยเสียอีก

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่การบินไทยกลับมามีกำไรในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ก็คือ มาตรการลดค่าใช้จ่ายทุกด้านที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพบริการ ในขณะเดียวกันก็ยังมีปัจจัยบวกอื่นๆ อาทิ จำนวนผู้โดยสารก็เพิ่มขึ้นมาก ดังจะเห็นได้ว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 9.4 เมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราการขนส่งผู้โดยสาร หรือ Cabin Factor อยู่ในระดับเฉลี่ย 78.3% ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ และสูงถึง 71.7% ในเดือนพฤษภาคม 2555 ซึ่งปกติคือเดือนที่แย่ที่สุดของปี

ส่วนในช่วง 17 วันแรกของเดือนมิถุนายนปีนี้จำนวนผู้โดยสารก็เพิ่มขึ้นถึง 20.3% เทียบกับในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว จึงมั่นใจว่าในแง่จำนวนผู้โดยสารและ Cabin Factor แล้ว ไตรมาสสองของปีนี้จะเป็นไตรมาสสองที่ดีที่สุดในรอบ 5 ปี ทั้งๆ ที่การแข่งขันสูงมากและเศรษฐกิจยุโรปค่อนข้างซบเซา

“ผมว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกอย่างในบริษัทฯ กำลังเดินไปได้ดีทีเดียว ฐานะการเงินของบริษัทมีความแข็งแกร่งขึ้นมามาก จากผลประกอบการของบริษัทที่ขาดทุนกว่า 21,000 ล้านบาทในปี 2551 และในรอบ 9 เดือนของปีบัญชี 2552 ขาดทุนต่อเนื่องอีก 1,569 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้จากที่มีหนี้สินต่อทุนสูงถึง 3 เท่ากว่า จนขณะนี้บริษัทมีหนี้สินต่อทุนเหลือเพียง 2 เท่า เป็นผลมาจากผลประกอบการที่ค่อนข้างดี การเพิ่มทุนในปี 2553 และการจัดหาเงินกู้อย่างเพียงพอในเงื่อนไขที่ต้องถือว่าดีมาก แม้ว่าในปี 2554 บริษัทจะขาดทุน ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 40 จากปี 2553 และปัญหาน้ำท่วมซึ่งถือว่าเป็นภัยพิบัติที่มีผลกระทบต่อบริษัทที่รุนแรงที่สุดที่เคยมีมา”

“ในช่วงที่ผมอยู่การบินไทย เราได้จัดหาเครื่องบินใหม่ 52 ลำโดยทั้งการซื้อและการเช่าระยะยาว และยังมีการเช่าระยะสั้นอีก 6 ลำ ซึ่งทำให้คุณภาพผลิตภัณฑ์ของบินไทยดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อรวมกับเครื่องบินที่มีการสั่งซื้อก่อนหน้านี้อีก 6 ลำ (คือ A380) จะทำให้มีเครื่องบินใหม่เข้ามาในฝูงบินของการบินไทยในช่วง 2555 – 2560 ถึง 58 ลำ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่ฝูงบินของการบินไทยจะเพิ่มขึ้น และอายุเฉลี่ยของฝูงบินจะลดลงจาก 11-12 ปีในช่วงสองปีที่ผ่านมา เหลือประมาณ 8 ปีในอีกห้าปีข้างหน้า ประสิทธิภาพของฝูงบินจะดีขึ้นมาก เพราะเครื่องบินใหม่มีประสิทธิภาพการใช้น้ำมันดีกว่าเครื่องบินเก่าประมาณ 20% และน้ำมันคือ 40% ของต้นทุนของเรา ดังนั้น เครื่องบินใหม่จึงมีต้นทุนน้ำมันต่ำกว่าเครื่องบินเก่าประมาณ 8% เป็นอย่างน้อย ในขณะที่ margin ของธุรกิจการบินอยู่ในระดับ 3% เท่านั้น”

เครื่องบินใหม่ที่ทยอยเข้ามานี้รวมถึงเครื่องบิน New Generation B787 ลำแรกในปี 2557 ในขณะเดียวกันการปรับปรุงที่นั่งและระบบ Inflight Entertainment (IFE) ในเครื่องบินเก่า 20 ลำ ซึ่งจะเสร็จเรียบร้อยทั้งหมดภายในปีนี้ จะทำให้คุณภาพผลิตภัณฑ์ของการบินไทยอยู่ในระดับดีอย่างสม่ำเสมอภายในสิ้นปีนี้

โดยจากการตั้งเป้าของแผน TG 100 การบินไทยจะเป็นสายการบินอันดับ 1 ใน 5 ของโลกและ 1 ใน 3 ของเอเซีย ซึ่งก็ได้บรรลุเป้าหมายแรกแล้ว โดย Skytrax ปรับอันดับของการบินไทยขึ้นมาจากที่ 10 ในปี 2552 ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินงานในปี 2551 มาสู่อันดับที่ 9 ในปี 2553 และอันดับที่ 5 ในปี 2554 และนิตยสาร Business traveller ได้จัดลำดับเป็นที่ 2 ของโลกและเอเชีย การเป็นสายการบิน 5 ดาวจึงอยู่แค่เอื้อมมือ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ Skytrax แจ้งมาว่า จากการปลด DD ทำให้การพิจารณาการปรับอันดับเป็นสายการบิน 5 ดาวถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด

นายปิยสวัสดิ์กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่เป็นห่วงการบินไทยอีกอย่างหลังจากนี้คือ ธรรมาภิบาลในการบริหารงาน เพราะในช่วงที่ตนเป็น DD ระบบการบริหารงานเปลี่ยนไปจากอดีตมากพอสมควร จากการที่คณะกรรมการบริษัทเคยเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการในหลายๆ เรื่อง แต่ในช่วงที่ตนเข้ามาเป็น DD ฝ่ายบริหารทำหน้าที่ในการบริหารงานอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับบริษัทที่มีหลักธรรมาภิบาลที่ดีที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ คณะกรรมการบริษัททำหน้าที่กำหนดนโยบายและกลยุทธ์ ในกรณีการโยกย้ายแต่งตั้งก็เฉพาะระดับรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (EVP) เท่านั้นที่ต้องเสนอคณะกรรมการบริษัทอนุมัติ อำนาจในการอนุมัติของฝ่ายบริหารเพิ่มขึ้นมาก มิฉะนั้นเรื่องจำนวนมากต้องนำเสนอคณะกรรมการ ซึ่งถ้าคณะกรรมการตัดสินใจอะไรที่ผิด ผลก็ตกอยู่กับพนักงาน เช่น การซื้อ A345 เมื่อหลายปีก่อนเป็นตัวอย่างที่ดี และการหาผู้โดยสารให้เพียงพอสำหรับ A380 ที่กำลังจะเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง แม้แต่สิงคโปร์แอร์ไลน์ก็มีปัญหาค่อนข้างมาก

“หากคณะกรรมการบริษัทจะเข้ามาล้วงลูกเหมือนในอดีต ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้นจากมติบอร์ดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2555 เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายว่าตั้งแต่ระดับ Director AA KK EA ต้องเข้าบอร์ดหมด ซึ่งเท่ากับว่าการบินไทยกำลังกลับไปสู่ยุคเดิมของการวิ่งเต้นอย่างที่สุดและการนั่งรอฟังคำสั่งจากข้างบน”