ประเด็นฮอตในโซเชียลมีเดียรอบสัปดาห์ – สภาเดือด “สภาไทยไปมวยโลก” และ วิวาทะโอ๊ค-จิตตนาถ

2 มิถุนายน 2012

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียรอบสัปดาห์ 27 พ.ค. – 2 เม.ย. 2555

ต้อนรับสัปดาห์แห่งพระพุทธศาสานาและวันรณรงค์งดสูบบุหรี่โลก เรียกได้ว่าช่วงสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้า เราจะเห็นทั้งภาครัฐและเอกชนจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนร่วมกันปฏิบัติดีเพื่อตนเองและสังคมกันมากมาย ทั้งนี้ ในปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่าประชาชนต่างใส่ใจในการปฏิบัติธรรมกันเป็นจำนวนมาก ไม่เฉพาะแต่ชาวไทยเท่านั้น ชาวต่างชาติที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาก็เพิ่มจำนวนขึ้นเช่นกัน คล้ายกับว่า เมื่ออยู่ในสังคมปัจจุบัน ผู้คนประสบกับปัญหาที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิตมากมาย ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความขัดแย้งต่างๆ ทำให้ได้ค้นพบว่า ความสุขที่แท้จริงในชีวิตมีอยู่จริงตามหลักธรรมคำสอน ที่พระพุทธองค์ท่านเคยตรัสสั่งสอนมนุษย์เราไว้ในพระไตรปิฎก จึงใส่ใจในการเข้าวัด ปฏิบัติธรรม ทำความดีกันอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าถ้าทุกคนในสังคมมีจิตสำนึกในการคิดดี ทำดี อยู่เสมอ สังคมเราคงพัฒนาและน่าอยู่ขึ้นมากกว่านี้เป็นแน่นอน พุทธ….โธ….. สาธุ!!

มาที่ เรื่องแรก ประจำสัปดาห์นี้ ฮอตร้อนแรงเดือดพล่านกันเลยทีเดียวสำหรับการประชุมสภาฯ ของไทย เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 ในการประชุมอภิปราย พ.ร.บ.ปรองดองที่ทำสภาลุกเป็นไฟ โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ เป็นผู้นำเสนอ ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวเปิดประเด็นว่า แม้ชื่อจะปรองดอง แต่เนื้อหากลับไม่ปรองดองเลย เพราะเหมือนกับว่ารัฐบาลยุคนี้ต้องการสร้าง พ.ร.บ. นี้ขึ้นมาล้มล้างความผิดให้คนเพียงคนเดียวหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ถึงแม้รัฐบาลจะเคยให้คำมั่นว่าจะไม่เสนอจนกว่าจะสานเสวนาและรับฟังความเห็นจากประชาชนเป็นที่เรียบร้อย แต่ล่าสุด อยู่ๆ ก็เสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพียงแต่เปลี่ยนเป็นชื่อเป็น พ.ร.บ.ปรองดอง เพื่อให้เข้าใจว่าเป็นกฎหมายนำไปสู่ความปรองดอง แต่แล้วนำไปสู่ความแตกแยกมากกว่า

จากนั้นก็มีการถกเถียงกันไปมา บรรยากาศภายในห้องประชุมเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ มีการปะทะคารมกันเป็นระยะ ทั้งยังมีคำพูดที่ไม่ไพเราะหลุดออกมาจากปากท่านวุฒิสมาชิกอีกด้วย จนทำให้ต้องมีการพักการประชุมพร้อมกับพักสงบสติอารมณ์ของท่านผู้ทรงเกียรติระหว่างการประชุม แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อการประชุมเริ่มขึ้นอีก บรรยากาศการประชุมกลับวุ่นวายมากขึ้น เมื่อนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ใช้สิทธิ์ประท้วง โดยแสดงความไม่พอใจว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ชอบส่งเสียงโห่ร้องกันขณะที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยพยายามอภิปราย ซึ่งขณะที่นายประชากำลังอภิปรายอยู่นั้น ก็มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ส่งเสียงเป็นระยะๆ ทำให้นายประชาตะโกนขึ้นว่า “โห่ทำ…อะไร” กลางที่ประชุม ทำให้นายสมศักดิ์ขอร้องให้นายประชาถอนคำพูดดังกล่าว ท่ามกลางเสียงการตะโกนด่าตอบโต้กันไปมาของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ จนสุดท้าย นายประชาจึงได้ถอนคำพูดไปในที่สุด

ภาพเหตุการณ์ความวุ่นวายในการประชุมสภา ที่มาภาพ: httphilight.kapook.comview71965

ภาพเหตุการณ์ความวุ่นวายในการประชุมสภา ที่มาภาพ: httphilight.kapook.comview71965

จนเมื่อเวลา 18.00 น. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ตัดบทให้มีการลงมติในญัตติโดยไม่ฟังเสียงคำคัดค้านของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังอภิปรายประท้วง ทำให้บรรยากาศการประชุมระอุขึ้นมาทันที ฝ่ายค้านได้ลุกฮือจากที่นั่ง บางส่วนได้ลุกขึ้นไปล้อมตัวนายสมศักดิ์บนบัลลังก์ โดยมีการยื้อยุดให้นายสมศักดิ์ลงจากบัลลังก์ แต่นายสมศักดิ์ยังคงนั่งต่อไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ขณะที่ ส.ส. ทั้งหมดต่างลุกฮือกันชุลมุน มีการเผชิญหน้ากันระหว่าง ส.ส.พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ท่ามกลางเสียงตะโกนด่าของนายธนาว่า “เผด็จการรัฐสภาหรือ จะทำอย่างนี้หรือ ไอ้ค้อนปลอมตราดูไบ เป็นลูกจ้างของใครหรือเปล่า จะรีบไปไหน พวกผมเป็น ส.ส. ไม่ได้เป็นขี้ข้าของใคร ผมเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย ผมมีสิทธิ์ทำหน้าที่ในรัฐสภา ท่านมีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้”

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความฮือฮาในโซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นอย่างมาก เพราะมีหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อพรรครักประเทศไทย ถ่ายพร้อมบรรยายสภาพในการประชุมสภาของไทยไว้ว่า “หาไม่ได้อีกแล้ว … งานนี้ตำรวจทำงานหนักเลย ประวัติศาสตร์อยู่ในนี้!” และโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กของตนเองที่ใช้ชื่อว่า “ชูวิทย์ I′m No.5 “ จนมีผู้ที่ได้ชมคลิปวิดิโอนี้วิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก พร้อมข้อความแซวไว้ด้วยว่า “สภาไทยไปมวยโลก”

และในการประชุมในวันถัดมา 31 พฤษภาคม 2555 ประธานสภาผู้แทนราษฎรกลับมีมติให้เร่งสรุปการประชุม พ.ร.บ.ปรองดอง นี้ในเช้าวันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้บรรดาผู้เข้าร่วมประชุมอีกฝั่งเป็นจำนวนมาก ถึงขนาด นพ.วรงค์, นายอรรถพร และนายจุมพล ได้พากันขว้างปาเอกสารและหนังสือข้อบังคับการประชุมของเจ้าหน้าที่ที่วางอยู่หน้าบัลลังค์ขึ้นไปยังที่นั่งประธาน จนโดนตัวนายสมศักดิ์บริเวณหน้าอกข้างซ้าย ทำให้นายสมศักดิ์ต้องรีบลุกออกจากบัลลังก์ไปในทันที โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสภากันตัวออกไปยังด้านหลัง ท่ามกลางการขว้างปาเอกสารของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

ต่อมาในวันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน เรื่องราวก็ยังไม่จบ เมื่อมีคลิปวิดีโอที่ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ขณะที่สภาเกิดความวุ่นวาย เผยให้เห็นภาพนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถือโทรศัพท์มือถือถ่ายเหตุการณ์หน้าบัลลังก์ประธานสภา จากนั้นนายธานี เทือกสุบรรณ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้หันมาเห็น ก็วิ่งเข้ามาใช้มือค้ำคอนายจิรายุ จน ส.ส. ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงต้องรีบเข้าห้ามปรามทั้งคู่ และมีนายเก่ง การุณ ที่ออกอาการไม่พอใจการกระทำของนายธานี

จนล่าสุด เหล่าบรรดา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำการล่าชื่อรายชื่อเพื่อถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พ้นเก้าอี้ประธานสภา โดยให้เหตุผลว่า นายสมศักดิ์มีพฤติกรรมไม่เป็นกลางตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง อีกทั้งยังมีท่าทีแข็งกร้าวมาโดยตลอด หากร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติมีการประกาศใช้จะทำให้ประเทศไทยได้รับความเสียหาย และถือเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในชาติ ขอให้ผู้เสนอกฎหมายทบทวนและถอดถอนร่างออกไป ซึ่งขณะนี้ได้เลื่อนการประชุม พ.ร.บ.ปรองดองนี้ออกไปอย่างไม่มีกำหนดแล้ว

“บ้านเมืองของเราคือประเทศไทยมีผู้ปกครองสูงสุดเป็นปราชญ์ราชบัณฑิต คนคงจะคิดไม่ลึกซึ้งกันนั้นได้ ดังนั้น จะต้องใช้สติปัญญาค้นหาความจริงในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยซึ่งเราจะไม่ได้รับการสั่งสอน แต่เป็นการสอนด้วยรูปธรรมจับต้องได้ มีหลักฐานเป็นตำนานสั่งสอนคนไทยและลูกหลานไทย เพียงแต่ว่าจะมีคนสักกี่คนนั้นหนาจะคิดได้ลึกซึ้งและแปลออกมาเป็นเรื่องเป็นราวนั้นได้ เราคนไทยอยู่กับบ้านเมืองที่มีแต่การใช้ความคิดและสติปัญญาสร้างสรรค์ดำรงชาติไทยมาให้ยั่งยืนอยู่ได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องดำเนินรอยตามและจะต้องส่งเสริมให้มีทวีมากๆขึ้นไป เพื่อเป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกันในการสร้างสรรค์ดำรงชาติไทยให้สืบต่อกันไปชั่วลูกหลานไทย”

“สส.รัฐบาลเพื่อไทยไม่มีเรื่องอื่นให้ทำแล้วหรือไงครับ ถึงได้มาสร้างเรื่องความแตกแยกแบบนี้ เจ้านายของพวกคุณคือประชาชนนะครับ โปรดจำระลึกไว้”

“ทำยังงี้ได้ไง แพ้ไม่ยอมแพ้ ก็เพราะคิดกันแบบนี้ไงประเทศชาติถึงเป็นแบบนี้ คิดแต่แพ้ชนะ ไม่ได้คิดว่าเรื่อง “ถูกผิด” ต้องแยกประเด็นกันน่ะ เรื่องการแสดงกริยาในสภากับเรื่อง การเสนอ พ.ร.บ.ปรองดอง เพราะมันคนละเรื่องกัน”

“เราไม่เชื่อถือระบบรัฐสภา เพราะใช้กับประเทศไทยยุคนี้ไม่ได้ เลิกเหอะสภาไทย ผู้ทำ ผู้แทน อย่าหวังพึงระบบรัฐสภา ในยุคนี้ผู้แทนเราคือผู้ทน (ไม่ได้แล้ว)”

“ประธานสภากรุณากลับมาพิจารณาตนเองหน่อยนะคะ ว่าควรจะดำรงตำแหน่งต่อไปหรือจะยุบสภาหรือไม่ ถ้ายังนั่งดำรงตำแหน่งต่อมีแต่จะถอยหลังลงคลอง สงสารประเทศบ้างเถอะ ด้วยความเคารพ”

“ส.ส. ทะเลาะกัน ภาพลักษณ์ประเทศตกต่ำ เศรษฐกิจย่ำแย่ ประชาชนแต่ละฝ่ายออกมาต่อต้านกันและกัน ทุกๆ อย่างเป็นผลมาจากการเมือง ตัวการคือนักการเมืองทั้งนั้น แต่คนที่ตาย ที่เจ็บ ที่เสียหาย และต้องแบกรับของแพงภาวะเศรษฐกิจของประเทศ คือ ประชาชน ไม่ว่าสีไหนชอบใคร แต่นักการเมืองเหล่านั้นก็ไม่สน เพราะพวนเขายังมีเงินมีทองจากการอยู่ หรือนักการเมืองที่มีคดีก็หนีไปต่างประเทศ แต่ประชาชนที่มีคดีต้องติดคุก สุดท้ายคือนักการเมืองทะเลาะกันเพื่อแสวงหาอำนาจให้ตัวเอง ปลุกปั่นประชาชนมาเป็นพวก แต่ถ้าประเทศเสียหาย นักการเมืองก็ยังมีกิน มีใช้ มีเงินหนี แต่ประชาชน อับจน เจอวิกฤตประเทศ ตกงาน ฯลฯ สุดท้าย ถึงเจอวิกฤตแบบไหนก็จะสู้มันต่อไป เพราะผมเป็นคนไทย ผมรักประเทศของผม”

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องต่อเนื่องจากเรื่องแรก เพราะเป็นภาพคลิปวิดีโอความวุ่นวายที่เรียกได้ว่าเป็นศึกชิงบัลลังค์ โดยเป็นการปะทะคารมกันของ ส.ส. ฝ่ายหญิง ที่แตกประเด็นมาจากความวุ่นวายในสภา เพราะเมื่อใดที่บรรดาแม่หญิงเกิดปะทะคารมกันขึ้นมา ความเมามันของคำพูดคำจาย่อมน่าสนในกว่าฝ่ายชายเป็นไหนๆ ถึงขนาดแม่ค้าในตลาดยังนั่งเชียร์กันอย่างเมามันทีเดียว หลังจากที่ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความไม่พอใจนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร อย่างเห็นได้ชัดหลังสั่งพักการประชุม และลุกออกจากเก้าอี้ เดินตรงขึ้นไปบนบัลลังก์ที่ประชุมแล้วยกเก้าอี้จำนวน 3 ตัว ลากเข้าไปหลังฉากสภา ก่อนจะมียื้อแย่งกันเองระหว่าง ส.ส.หญิงพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย โดยระหว่างนั้น น.ส.เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย ได้ปีนข้ามเก้าอี้ยกเท้าหวังจะถีบมาที่ตัว น.ส.รังสิมา โดยมี น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ปรี่เข้าไปร่วมด้วย ทำให้ ส.ส.ชายของพรรคประชาธิปัตย์รีบเข้าไปกันและดึงตัว น.ส.รังสิมาออกมา ขณะนั้นเองเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐสภาก็พยายามเข้ามาห้ามปราม และได้ยืนล้อมนายสมศักดิ์ไว้กว่า 30 นาย หลังจากความวุ่นวายเกิดขึ้นประมาณ 10 นาที นายสมศักดิ์ได้สั่งพักการประชุม 15 นาที

โดย นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อพรรครักประเทศไทย เป็นผู้บันทึกภาพเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ได้ทุกช็อต ซึ่งระหว่างการถ่ายคลิป นายชูวิทย์ได้บอกกับ ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่กำลังอยู่ในอารมณ์ฉุนเฉียวว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพียงแค่อยากบันทึกภาพประวัติศาสตร์เอาไว้เท่านั้น

ที่มาภาพ: http://www.dailynews.co.th

ด้าน น.ส.รังสิมาออกมาเปิดเผยว่า สาเหตุที่ทำเช่นนั้นเพราะเห็นว่าผู้ทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนฯ ทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง หากยังมีเก้าอี้ไว้ตรงนั้นประธานสภาฯ ก็จะกลับมานั่งอีก จึงเข้าไปลากเก้าอี้เปล่าๆ เอาไปไว้ด้านหลัง แต่มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยคือ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย และนางชมภู จันทาทอง ส.ส.หนองคาย กรูเข้ามาแย่งเก้าอี้ไป แต่ก็ไม่ได้เกิดความรุนแรงหรือทำร้ายร่างกายกันแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ที่ทวิตเตอร์ชี้แจงว่า ไม่ได้ถูกตบหรือทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด เพียงแค่ยื้อแย่งเก้าอี้ประธานสภากันเท่านั้น

“ผมดูคลิปแล้วเหนื่อย เหนื่อยผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ส.ส. บางคนก็ทำเป็นเล่นสนุก ส.ส. ทะเลาะเหมือนแม่ค้า ไร้สาระสุดๆ ไม่น่าเชื่อจะเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง หวงมากเก้าอี้ แต่ไม่ห่วงเรื่องศักดิ์ศรีและความมีเกียรติ ตำรวจผู้ดูแลความสงบทำอะไรก็ไม่เป็น ส.ส. สั่งอะไรก็ทำหมด เอาแต่โทษดินโทษฟ้าแบมือขอความช่วยเหลือ ลำบากหน่อยพวกเราจะไปทำอะไรได้ ครั้งนี้คงต่อสู้ครั้งสุดท้าย บางทีบ้านเมืองมันต้องลงไปถึงจุดต่ำสุดก่อน ค่อยกลับมาสูงดั้งเดิมมั้ง”

“คลิปสภาป่วนสภาฯ คนที่ติดตามข่าวก็เห็นกันจะจะ ภาพเสี่ยอ่างที่จับภาพตอนกำลังชุลมุนตุลเกวุ่นวายอยู่นั้น เสี่ยอ่างไม่สนใจอะไร ไม่ช่วยอะไร ไม่ห้าม ทั้งที่ตัวเองเข้าไปอยู่ตรงจุด วิ่งไปเพื่อจับภาพอย่างเดียว หาก ส.ส. ฆ่ากันตายกลางสภาฯ ชูวิทย์ก็ยังคงได้ภาพเด็ดมาโชว์ หากช่วยคุณรังสิมาดึงเก้าอี้ว่าไปอย่าง เสี่ยอ่างท่องแค่ ขอถ่ายคลิปแฉ อย่างเดียว เพราะได้หน้า ได้ชื่อในข่าว เสี่ยอ่างทำดีกว่านี้ หากต่อต้าน พ.ร.บ. ปรองดอง ต่อต้านรัฐบาล เพื่อประโยชน์ส่วนรวม และทำท่าทีจริงจัง โพสต์สโลแกนเหมือนตอนที่หาเสียง จะรีบปรบมือให้ทันที แต่เสี่ยอ่างก็คือเสียอ่าง ไร้ประโยชน์ ไร้สาระ สร้างภาพ เพราะกลัวตกข่าว นึกว่าจะช่วยประเทศชาติได้ ที่ไหนได้เป็นได้แค่จำอวด เสี่ยอ่างสู้หญิงแกร่งอย่างรังสิมาไม่ได้”

“มองข้อดีของชูวิทย์บ้าง ยังงัย ปชช.จะได้มีหลักฐานเด็ดที่จะใช้ปฏิรูปพวกนักกินเมืองชั่วๆๆๆ นับแล้วได้โจรประมาณ 500″

“ประเด็นคือ เราต้องเคารพในศักยภาพทางปัญญาของ ส.ส. ที่แสดงออกแบบนี้นะครับ เราต้องเข้าใจว่าพื้นฐานทางปัญญาในการแก้ปัญหามันต่างกัน เขาเป็น ส.ส. ที่ทำได้เพียงเท่านี้ ถ้าใครจะเลือกเข้าสภาอีกสมัยหน้า ขอร้องเถอะครับ รบกวนใช้เวลา ใช้สติปัญญาพิจารณาถี่ถ้วนนะครับ ขอร้องจากใจจริง โอ้ยยยยยย อายุเท่านี้ จบมาก็ไม่ต่ำ เป็นได้ถึง ส.ส. ทำดีสุดแล้วใช้ไม๊ตัวเอง”

“มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ มีคนยอมรับ ลงคะแนนให้ เป็นที่ยอมรับในสังคม กลับมาทำตัวแบบนี้ น่าอายเด็ก ควรเคารพเสียงส่วนใหญ่ เคารพกติกา ให้โอกาสกันและกัน ตอนนั้น ตอนนี้เขา ตอนต่อไปอาจเป็นเรา แล้วก็ค่อยปรับให้เป็นไปตามเวลาโอกาส สถานการณ์ หรือว่า พวกข้าเท่านั้นถูก พวกข้าเท่านั้นเก่ง คนอื่นผิดหมด แย่หมด เลวหมด ถ้าเป็นอย่างนี้ก็อย่ามีเลือกตั้งเลย อย่ามีสภาเลย (กรุณาอย่าเหมาว่า เผด็จการรัฐสภา เพราะนี่คือประชาธิปไตย ไม่มีใครสั่งซ้ายหันขวาหัน มันอยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคน เคยอยู่พรรคเดียวกันยังแตกกันไปเลย กรุณาให้เกียรติและโอกาสผู้อื่นบ้าง)”

เรื่องที่สาม เนื่องจากเข้าสู่ช่วงเทศกาลเปิดเทอมกันแล้ว บรรดาผู้ปกครองที่รักบุตรหลานทั้งหลาย ก็ต่างเร่งหาเงินเพื่อส่งบุตรหลานที่รักเข้าโรงเรียนดีๆ ดังๆ หวังพื่อให้เขาเติบโตเป็นคนดี เป็นอนาคตที่ดีของชาติ แต่การที่จะได้มาซึ่งสิ่งดีๆ นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระทั่งเรื่องของการศึกษา ซึ่งถือว่าสำคัญมากของสังคมปัจจุบัน ล่าสุด จากกรณีที่กลุ่มผู้ปกครองและนักเรียนได้มาประท้วงพร้อมเรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เร่งตรวจสอบทุจริตการแทรกสิทธิ์นักเรียน และร้องเรียนไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากการที่ไม่ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนดัง เพราะมีการรับแป๊ะเจี๊ยะของผู้บริหารโรงเรียนชั้นนำถึง 23 แห่ง ซึ่งก็มีการตั้งข้อสันนิษฐานว่า อาจผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจ

ทั้งนี้ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นของชาติ (ภตช.) ได้ชี้แจงถึงการตั้งข้อสังเกตดังกล่าวว่า ปัจจุบัน ตนเป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับการทุจริตของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตนจะดำเนินการยื่นเรื่องจนกระทั่งมีการตรวจสอบ สำหรับกรณีแป๊ะเจี๊ยะ ตอนแรกตนไม่ได้ทราบเรื่องมาก่อนที่ผู้ปกครองจะรวมตัวกันไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ ประธานฯ ภตช. หลังจากนั้นตนจึงได้ไปดูเอกสารและรายละเอียดต่างๆ แล้วรู้สึกว่าเป็นจริงตามที่ร้องเรียนมา พล.อ.กิตติศักดิ์ จึงสั่งให้ไปดำเนินการ

สำหรับเรื่องนี้ มีหลักฐานเป็นพยานบุคคลที่ทำให้สามารถเชื่อได้ว่าผู้บริหารโรงเรียน 23 แห่ง มีการรับแป๊ะเจี๊ยะจริง ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนที่พร้อมเป็นพยานในชั้นศาล เนื่องจากประกาศ ป.ป.ช. ใหม่ ซึ่งระบุว่า ใครรู้เรื่องการทุจริตเรียกรับเงินสามารถกันไว้เป็นพยานได้ ไม่ติดคุก แต่หากรู้แล้วไม่ยอมเป็นพยานมีโทษจำคุก 5 ปี และผู้รับสูงสุดมีโทษจำคุกตลอดชีวิต

ที่มาภาพ:  www.newsrama2.comnewstopic-20478.html

ที่มาภาพ: www.newsrama2.comnewstopic-20478.html

นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงข้อมูลรายชื่อนักเรียนของโรงเรียนบดินทรเดชา 15 ห้อง สังเกตได้ว่ามีรายชื่อเด็กนักเรียนคนเดียวซ้ำกัน 2 ห้อง ซึ่งมีเป็น 10 รายชื่อ ในโรงเรียน 30 กว่าแห่ง แสดงให้เห็นว่ามีการแทรกสิทธิ์เอาไว้ให้กับหัวคะแนน เช่น นักการเมือง ข้าราชการระดับสูงที่ฝากเด็กเข้ามาในภายหลัง ซึ่ง ปปง. รับทราบเรื่องนี้แล้ว

ส่วนโรงเรียนสวนกุหลาบนนทบุรี เป็นโรงเรียนที่มีการแข่งขันสูงมากอันดับ 1 ใน จ.นนทบุรี ในปี พ.ศ. 2554 ได้รับเงินบริจาคอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 2 แสนบาท ส่วนปี พ.ศ. 2555 ได้รับเงินบริจาคเป็นจำนวน 66 ล้านบาท ซึ่งถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ เรื่องนี้ควรจะให้ผู้อำนวยการสวนกุหลาบนนท์มาตอบเอง ส่วนนโยบายการรับเด็กเก่า 80 เปอร์เซ็นต์ และเด็กใหม่ 20 เปอร์เซ็นต์นั้น แต่จำนวนห้องของชั้น ม.4 ลดลงไป 2 ห้อง เพราะฉะนั้น จะต้องเอาเด็กเก่าออกไปเยอะขึ้นกว่าเดิม

ต่อเรื่องนี้ แม้ทางด้านนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะออกมายืนยันว่าแต่ละโรงเรียนไม่มีการรับแป๊ะเจี๊ยะแต่อย่างใด เงินที่ได้รับจากผู้ปกครองเป็นเพียงเงินบริจาค แต่สิ่งที่ผู้ปกครองและนักเรียนพบเจอกลับเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่พูด ทำให้เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงเพื่อหาความยุติธรรมให้บรรดาผู้ปกครองและนักเรียนกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในโซเชียลเน็ตเวิร์คก็ยังคงพูดถึงเรื่องนี้และหาทางออกที่ดีที่สุดของการศึกษาไทยอยู่เช่นกัน

“ผมเองก็ไม่เห็นด้วยนะ แต่ผมก็จ่ายให้ลูกเพื่อได้เรียนโรงเรียนดังๆ ต้องยอมรับว่าโรงเรียนดังๆ กับโรงเรียนทั่วๆ ไปมันแตกต่างกันมาก การเรียกเก็บแป๊ะเจี๊ยะมันเป็นที่ปลายเหตุ จะแก้ต้องแก้ที่ต้นเหตุ ต้นทางเริ่มมาไม่ดีปลายทางจะดีได้อย่างไร ถ้าโรงเรียนทั่วไปสอนได้ดีหรือดีกว่าโรงเรียนที่เรียกเก็บแป๊ะเจี๊ยะ ก็คงไม่มีใครยอมเสียแป๊ะเจี๊ยะแน่ หรือถ้าโรงเรียนที่เก็บแป๊ะเจี๊ยะแพงๆ ถ้าสอนไม่ดีก็คงไม่มีนักเรียนเข้าเรียนต่อไปอีกแน่ โรงเรียนที่เรียกเก็บแพงๆ ก็คงมีอะไรดีถึงกล้าเรียกเก็บ และพ่อแม่แต่ละคนที่ยอมจ่ายก็คงเห็นว่ามันคุ้ม ส่วนถ้าไม่อยากจ่ายก็เรียนโรงเรียนทั่วไปก็ได้นิ ถ้าเด็กเรียนเก่งเรียนที่ไหนๆ ก็เก่งได้ ผมก็ไม่อยากจ่ายแป๊ะเจี๊ยะ แต่มันเป็นการซื้อโอกาสให้ลูก ถ้าลูกเรียนจบมาเริ่มต้นที่วันละ 300 บาท หรือเริ่มต้นที่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ คุณอยากให้ลูกคุณเป็นอย่างไหนละ”

“ตอบได้เลยว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการเปิดค่าแป๊ะเจี๊ยะเสรีในระบบการศึกษาสมัยนี้ครับ แต่ปัญหานี้ที่ทำให้คิดต่อถึงปัญหาอีกอย่างที่นำมาซึ่งปัญหาแป๊ะเจี๊ยะ และเป็นปัญหาที่ควรเร่งรีบแก้ไข คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านมาตราฐานการศึกษาของแต่ละสถาบัน เพราะปัญหานี้ทำให้บรรดาผู้ปกครองต่างก็พยายามที่จะแก่งแย่งกันเพื่อพาลูกหลานเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียง นำมาซึ่งการเปิดช่องให้มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะ เพื่อให้ลูกหลานได้เข้าโรงเรียนดัง”

“ตั้งโทษสูงๆ แล้วหมั่นตรวจสอบแล้วก็ยกเลิกระบบรับเด็กในเกรดถึงเข้าเลยเพียงจ่ายแป๊ะเจี๊ยะเป็นให้สอบเข้าใหม่เหมือนเด็กนอก ยุติธรรมดี”

“ทำได้ ถ้าจะแยกห้องแป๊ะเจี๊ยะเพิ่มต่างหาก แต่เด็กหัวไม่ดี สอบเข้าไม่ได้ จ่ายเข้าไปเรียน แล้วถ้ามีระบบสอบตกซ้ำชั้น จะซ้ำกี่ปี หรือจะต้องจ่ายเพื่อเลื่อนชั้นอีกกี่บาท”

“ผอ. เอาเเป๊ะเจี๊ยะไปบำรุงโรงเรียน เอาไปซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ ให้นักเรียนได้ใช้ และได้เงินเข้ากระเป๋าตัวเองด้วย”

“เงินบริจาค เยอะมากไปก็ไม่ดี ควรคิดถึงประชาชนหาเช้ากินค่ำบ้าง อย่าตัดอนาคตเด็กด้วยวิธีนี้ ไม่อย่างนั้นเราอาจไม่มีมันสมองดีๆ มีคุณธรรมไปพัฒนาหรือบริหารประเทศเราได้”

เรื่องที่สี่ เกิดกรณีวิจารณ์ในโซเชียลเน็ตเวิร์คอีกแล้ว เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Fahwanmai Vicky สาวประเภทสองรายหนึ่งได้โพสต์เอกสารจากทางโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ที่ขอส่งตัวเธอไปฝึกสอนที่อื่น เนื่องจากเธอมีพฤตกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ

ทั้งนี้ Fahwanmai Vicky หรือชื่อจริงว่า วิทยา เป็นนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาทัศนศิลป์ ได้ส่งเรื่องขอฝึกสอนวิชาศิลปะกับโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และทางโรงเรียนอุมัติโดยมีข้อตกลงว่าจะต้องแต่งกายเป็นนิสิตชาย มัดผมให้เรียบร้อย และไม่แต่งหน้า ซึ่งเธอก็ปฏิบัติตามทุกอย่างในทุกครั้งที่มาประชุมและทางอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยก็รับรู้ แต่หลังจากเปิดเทอมไม่กี่วัน อาจารย์ท่านอื่นไม่พอใจที่เธอเป็นสาวประเภทสอง โดยให้ความเห็นว่าไม่เป็นสุภาพบุรุษ จึงส่งเรื่องให้ผู้บริหาร ทางผู้ใหญ่คนนี้ก็ตัดบทกับเธอว่า “แค่คุณเบี่ยงเบนทางเพศ คุณก็สอนไม่ได้แล้ว” แม้ว่าอาจารย์จากมหาวิทยาลัยจะเข้าเจรจาแต่ไม่เป็นผล

หลังจากนั้น มีการแสดงข้อความการสัมภาษณ์อาจารย์ผู้หญิงผู้หนึ่งในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้รับการชี้แจงว่า นิสิตชายคนดังกล่าว มีพฤติกรรมแต่งหน้า ทาปาก และนุ่งกระโปรงมาฝึกสอน ทางโรงเรียนไม่ได้มีการกีดกันเรื่องเพศ แต่เพื่อความเหมาะสมในฐานะวิชาชีพครู ก็ควรแต่งกายให้เรียบร้อย สมกับความเป็นครู

โดยข้อมูลของอาจารย์สอดคล้องกับผู้ใช้เว็บไซต์พันทิปรายหนึ่ง ที่อ้างว่าได้ข้อมูลมาจากรุ่นน้องที่เป็นครูที่โรงเรียนนี้ว่า นิสิตชายฝึกสอนคนดังกล่าว ถูกตักเตือนจากอาจารย์ท่านอื่นๆ รวมถึงฝ่ายบริหารเรื่องการแต่งกาย นอกจากนี้ ยังขาดประชุมวันปฐมนิเทศฝึกสอน วันส่งตัว และวันสัมมนาซึ่งมาเพียงช่วงเวลานิดเดียวแล้วก็หายไป

แต่ต่อมา สมาชิกเว็บพันทิปที่ชื่อ “ครูวันใหม่” ได้เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงในกระทู้ “อยากให้เรื่องนี้ถึงผู้บริหารโรงเรียน…” อ้างว่าตนเป็นนิสิตคนที่ถูกส่งตัวกลับมหาวิทยาลัย โดยยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับสถาบัน เป็นเรื่องของทัศนคติเฉพาะบุคคล และยืนยันว่าตลอดระยะเวลาการฝึกสอน ตนใส่ชุดนิสิตชาย ไม่มีการแต่งหน้า ทาแป้งเด็กเล็กน้อย มัดผมเรียบร้อย ตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับอาจารย์ที่สาขาวิชา และอาจารย์หัวหน้าหมวดศิลปะที่โรงเรียนก็ได้เห็นสมควรตกลงตามที่ได้ทำข้อตกลงกับทางมหาวิทยาลัยไว้ข้างต้น โดยยืนยันว่ามีพยานบุคคลชัดเจน

นอกจากนี้ยังมีข้อความกล่าวอีกว่า ตนไม่ต้องการกลับไปสอนที่เดิม เพราะได้ที่ฝึกสอนใหม่แล้ว แต่อยากให้ ผอ. ชี้แจงถึงเหตุผลที่ได้ระบุไว้ในหนังสือที่ต้องชี้แจงต่อสังคม และประชาชน

เอกสารที่ถูกส่งต่อกันในโลกอินเตอร์เน็ต ที่มาภาพ: httpwww.talkystory.comp=35810

เอกสารที่ถูกส่งต่อกันในโลกอินเตอร์เน็ต ที่มาภาพ: httpwww.talkystory.comp=35810

ภาพเอกสารดังกล่าวถูกแชร์ต่อไปทั่วเฟซบุ๊ก และมีผู้นำไปโพสต์ต่อในเว็บไซต์พันทิป จนเกิดการวิจารณ์จากบุคคลทั่วไปรวมทั้งบรรดาสาวประเภทสองที่ต่างไม่เห็นด้วยกับผู้บริหารของโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าเป็นการปิดกั้นโอกาสของคนคนหนึ่งที่มีความสามารถอย่างสิ้นเชิง

“โรงเรียนทำถูกต้องแล้ว เพราะเป็นอำนาจที่จะต้องดูแลเยาวชน คนเป็นครูก็ต้องวางตัวให้เหมาะสม ในการปฏิบัติหน้าที่และแบบอย่างที่ดี”

“หัวโบราณจริงๆ อาจารย์ ที่บ้านไฟฟ้าเข้าถึงหรือยัง เดี๋ยวนี้เขาไปดาวอังคารกันแล้ว ขนาด UFO มาเข้าแถวฉีด botox กันให้เกลื่อน”

“เบี่ยงเบนทางเพศแล้วไง เค้าไม่ใด้ไปฆ่าใครตายนะ ไปดูพวกผู้ชายแท้ๆ บางพวกสิ วันๆ ทำอะไรนอกจากสร้างความเดือดร้อน งานการก็ไม่ทำ จี้ชิงวิ่งราวแมนแบบสุดๆ อ่ะ”

“สามารถเป็นครูได้น่ะค่ะ แต่ต้องทำตามกฏระเบียบของโรงเรียนด้วย ต้องวางตัวเป็นแบบอย่างที่ดีของเยาวชนค่ะ ทางโรงเรียนอุมัติโดยมีข้อตกลงว่าจะต้องแต่งกายเป็นนิสิตชาย มัดผมให้เรียบร้อยและไม่แต่งหน้า ก็แค่ทำตามกฏอ่ะค่ะไม่น่าจะยากจนเกินไปน่ะค่ะ ไม่มีใครกีดกันหรอกค่ะ”

“ถ้าจะบอกว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี กลัวเด็กเอาเยี่ยงอย่าง จะมีเรื่องทางเพศกับเด็กผู้ชาย แล้วไอ้กรณีครูชายข่มขืนนักเรียน ครูสาวได้เสียกับนักเรียนชาย ครูผู้ชายขายยาบ้า ครูผู้หญิงมัวแต่ซื้อหวย แล้วยิ่งช่วงทำผลงานอาจารย์สาม นี่ไม่ต้องถามหานะ ทำผลงานก่อนจ๊ะสอนเด็กทีหลัง”

“ผมมองอย่างงี้นะ คุณอย่าไปมองเเค่สิทธิของสาวประเภท 2 คนนั้นอย่างเดียว คุณต้องมองด้วยว่า โรงเรียนก็มีสิทธิที่จะเลือกเหมือนกันครับ การที่เขาให้เหตุผลว่าต้องการครูที่มีพฤติกรรมเหมาะสมด้วย เพราะนี่คือโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ไม่ใช่เเค่สถานที่ ที่เเค่เอาเด็กเข้ามายัดความรู้อย่างเดียวเหมือนโรงเรียนสอนพิเศษ ดังนั้น ครูจึงควรเหมาะสมในหลายๆ ด้าน เเละที่สำคัญ “ต้องเป็นตัวอย่างในทางที่ถูก” การไม่รับ เพราะเป็นตุ๊ด มันก็เป็นเหตุผลเพราะพฤติกรรมครับ ไม่ใ่ช่ว่าเขาไปเหยียดสีผิว เหยียดชนชั้น ซึ่งนั่นไร้เหตุผลครับ อย่ามองเเต่สิทธิตุ๊ด มองสิทธิโรงเรียนด้วยครับ ทำไมเขาจะเลือกไม่ได้ ทำไมเขาต้องยอมรับใครก็ได้”

เรื่องที่ห้า สงครามน้ำลายสาดกันได้ไม่จบ เมื่อมีประเด็นเกิดขึ้น ก็โต้ตอบกันได้เรื่อยๆ ยิ่งมีอุปกรณ์ในการระบายความคิดอย่างโซเชียลเน็ตเวิร์ค เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และตามบล็อกต่างๆ ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นเรื่องให้โต้ตอบกันได้ยืดยาว อย่างล่าสุด สืบเนื่องจากกรณีที่นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือเอเอสทีวีผู้จัดการ บุตรชายนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ปรองดองหน้ารัฐสภา โดยระบุว่า

“สิ่งที่นายพานทองแท้ ชินวัตร ออกมาเชียร์ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดองเข้าสู่การพิจารณาสภา และยังบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ บิดาของนายพานทองแท้เป็นฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่นั้น พ.ต.ท.ทักษิณเป็นแค่อีแอบ ถ้ายิ่งใหญ่จริงต้องกล้าเสียสละด้วยการกลับมาเข้าคุก เพราะถ้าให้บ้านจันทร์ส่องหล้าโดนเผาบ้าง แล้วมาปรองดองกันจะได้รีบไปเผาเลยก่อน พ.ร.บ.จะออกมา”

และนายจิตตนาถ ยังกล่าวด้วยว่า “สื่ออย่างวอยซ์ทีวีไม่ควรเป็นทีวีที่เสนอข่าวการเมือง ควรเป็นทีวีชวนชิมมากกว่า เพราะนายพานทองแท้ไม่มีตรรกะที่จะออกมาแสดงความเห็นทางคิดเห็นทางการเมือง”

ล่าสุด นายพานทองแท้ ชินวัตร ในฐานะรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ได้ออกมาตอบโต้คำพูดของนายจิตตนาถผ่านเฟซบุ๊ก “Oak Panthongtae Shinawatra” จากกรณีที่นายจิตตนาถได้ปราศรัยโจมตีนายพานทองแท้บนเวทีพันธมิตรหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 ว่า “…สักวันผมจะไล่ให้คุณไปดูดนมแม่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า มันมีแต่ควายที่ตามเฟซบุ๊กคุณครับคุณโอ๊ค”

ที่มาภาพ: httpnews.sanook.comgallerygallery1120927283755

ที่มาภาพ: httpnews.sanook.comgallerygallery1120927283755

โดยโอ๊ค พานทองแท้ ได้โพสต์ข้อความเชือดนิ่มๆ โต้กลับ โดยมีใจความระบุว่า “การเมืองนอกสภารูปแบบนี้แหละครับที่ผมคิดว่าหลายๆ ท่านไม่อยากให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา การด่าทอกันเพียงเพื่อให้เกิดความสะใจโดยที่ไม่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม การก้าวล่วงบุพการีผู้อื่นทั้งๆ ที่เมื่อเทียบกันแล้วก็รุ่นราวคราวเดียวกับมารดาของตนเอง พี่น้องที่ติดตามเฟซบุ๊กของผม ณ ปัจจุบันมีอยู่แค่ประมาณ 3 หมื่นกว่าคนครับ และผมคิดว่าเกือบทั้ง 100% ที่ติดตามก็คือ “คนไทย” เหมือนคุณทั้งนั้นครับ และคนเหล่านั้น เมื่อเขาติดตาม ถ้าเขาเห็นว่าเป็นความคิดเห็นที่น่าจะแชร์ให้สังคมได้รับทราบ เขาก็นำไปลงต่อทางสื่อมวลชนทุกแขนง, ทุกช่อง, ทุกฉบับ ซึ่งก็รวมถึง นสพ.ผู้จัดการและ ASTV ของ “บิดา” คุณด้วยครับ ผมว่าอย่าไปเหมาเลยครับว่า “มีแต่ควาย” เท่านั้นที่ติดตามเฟซบุ๊กผม พูดไปแล้วเข้าตัว เดี๋ยวตายไปตกนรกนะครับ :)”

“หยุดกันซักที พอกันซักที โยนความผิดให้อีกฝ่ายกันเข้าไป ไม่จบ”

“มันแสดงให้เห็นเลยว่า 2 คน ระหว่าง โอ๊ค กับ จิตตนาถ ใครมีวุฒิภาวะทางอารมณ์สูงต่ำกว่ากัน”

“บรรพบุรุษไทยที่เคยเสียสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้มีจนถึงทุกวันนี้ คงจะร้องไห้เสียใจอย่างแน่นอน นี่คือการตอบแทนผืนแผ่นดินไทยหรือครับ มัวทำอะไรกันอยู่ ทะเลาะกันแล้วประเทศเจริญไหมครับ”

“อีกคนหนึ่งพูดจาตรงไปตรงมา อีกคนนึงร้ายลึก เลือกแบบตรงไปตรงมาดีกว่านะ”

“ทะเลาะกันเก่งจริง การเมืองไทยยุคสมัยนี้ ไม่มีเวลามาพัฒนาประเทศแล้วล่ะ มัวแต่ทะเลาะกันเอาความดีเข้าตัวนี้แหละ หมดไปแล้วเป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี”

เครือข่ายสังคม