ประเด็นฮอตในโซเชียลมีเดียรอบสัปดาห์ – สาวเสียงทรงพลัง กิ๊ก วารุณี ไทยแลนด์ก็อตทาเลนท์ และ ท่าทางล้อเลียนจ่าประสิทธิ์ของมาร์ค

9 มิถุนายน 2012

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 3 – 9 มิถุนายน 2555

เริ่มกันที่ เรื่องแรก ดังเป็นพลุแตกทันทีสำหรับ “สาวกิ๊ก วารุณี สุวรรณรักษ์” วัย 32 หลังจากที่แจ้งเกิดกับการร้องเพลง “What’s Up (What’s Going On)” ของศิลปิน “โฟร์ นัน บลอนด์ส (4 Non Blondes)” ในรอบออดิชั่นของรายการ “ไทยแลนด์ก็อตทาเลนท์ ซีซั่น 2″ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กลายเป็นคนที่สังคมให้ความสนใจและพูดถึงมากที่สุดจากความโด่งดังเพียงข้ามคืน เพราะไม่เพียงแต่เสียงร้องที่ทรงพลังสามารถสะกดผู้ชมและกรรมการทั้ง 3 คนได้อย่างน่ามหัศจรรย์ สำเนียงภาษาอังกฤษที่เธอร้องก็เหมือนกับเจ้าของภาษาอย่างไม่ผิดเพี้ยน หลังจากโชว์ของกิ๊ก วารุณี จบลง ชาวเน็ตต่างนำคลิปวิดีโอการแสดงโชว์ครั้งนี้ของเธอไปเผยแพร่ในโชเชียลเน็ตเวิร์ก จนเป็นกระแสโด่งดังแจ้งเกิดไปชั่วข้ามคืน

แต่ด้วยประวัติและภูมิหลังที่สาวกิ๊กบอกกับทุกคนช่างต่างกับความสามารถ เพราะชีวิตที่น่าสงสาร เรียนจบแค่ชั้นประถม 6 ไม่มีทักษะภาษาอังกฤษเลย และร้องเพลงหาเลี้ยงชีพ อีกทั้งยังต้องดูแลอีกหลายชีวิตในครอบครัว ทำให้คนสังคมต่างพากันขุดขุ้ยอดีตของสาวกิ๊ก จนกระทั่งไปพบคลิปวิดีโอที่สาวกิ๊กทำงานเป็นนักร้องอาชีพอยู่ที่ผับโรงแรมดังที่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวต่างชาติ อีกทั้งยังค้นพบภาพถ่ายสุดร่าเริงอยู่บนผืนหิมะ จนเกิดข้อครหาว่า กิ๊ก วารุณี เธอจนและลำบากจริงไม่ หรือเป็นเพียงการสร้างกระแสเพื่อความน่าสนใจเท่านั้น

เรื่องนี้เกิดเป็นประเด็นให้มีการสัมภาษณ์สาวกิ๊ก วารุณี โดยเธอเล่าว่าตัวเองเกิดและเติบโตที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ฐานะทางครอบครัวยากจนจริง เธออยู่อาศัยกับพ่อและแม่ที่มีอาชีพเป็นคนงานก่อสร้าง กับน้องชายอีก 3 คน น้องสาวอีก 1 คน ด้วยความที่เป็นพี่สาวคนโต เธอจำเป็นต้องทิ้งโอกาสทางการศึกษาของตัวเอง เพื่อเสียสละให้น้องอีก 3 คน เมื่อโตขึ้น กิ๊กได้มีโอกาสไปร้องเพลงตามสถานบันเทิง เริ่มต้นร้องแค่เพียงเพลงลูกทุ่ง 3-4 เพลง ก่อนจะมาเริ่มฝึกร้องเพลงภาษาอังกฤษ ทั้งที่ไม่มีความรู้และไม่รู้ความหมายของเพลงนั้นเลย

กิ๊ก วารุณี สุวรรณรักษ์

กิ๊ก วารุณี สุวรรณรักษ์

ที่มาภาพ: httpnews.sanook.comgallerygallery1122270284590

ที่มาภาพ: httpnews.sanook.comgallerygallery1122270284590

อีกทั้งเธอได้แต่งงานกับสามีชาวมาเลเซียเมื่อตอนอายุ 20 ปี และมีลูกด้วยกัน 1 คน แต่ปัจจุบันได้เลิกรากับสามีไปแล้ว ณ ตอนนี้เธอกำลังคบหาอยู่กับแฟนหนุ่มชาวเดนมาร์ก และก็กำลังศึกษาที่การศึกษานอกโรงเรียน รวมทั้งยังยอมรับเรื่องรูปถ่ายที่เธอถ่ายนอนเล่นอยู่บนผืนหิมะว่า ก่อนหน้านี้เคยไปท่องเที่ยวยุโรปมาก่อนจริง

“เวทีนี้เค้าประกวดความสามารถอย่างเดียวค่ะ ไม่เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว ผู้ชมควรใช้วิจารณญาณด้วยค่ะ เค้าเก่งจริง ด้วยตัวเค้าเอง นี้แหละคือ พรสวรรค์ที่พระเจ้าให้เค้ามา หยุดอิจฉาริษยาได้แร้ว แล้วชีวิตและจิตใจของพวกคุณจะสูงขึ้น มองโลกแง่บวกน่ะค่ะ คนที่ชอบอิจฉา จิตใจจะได้ไม่ร้อน จากเด็ก นราธิวาส สู้ๆๆๆๆๆๆ นะคุณกิ๊ก”

“นิสัยเสียของคนไทยที่แก้ไม่หายคือความขี้อิจฉา เห็นคนอื่นดีกว่าตัวเองไม่ได้จะต้องเอาให้ตาย สู้นะครับ คุณชนะใจคนไปหายคนแล้ว”

“แต่อันที่จริง ก็ไม่ควรสร้างประวัติปลอม เพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือหลอกลวงประชาชนนะครับ”

“คำว่า Got talent แปลว่า มีพรสวรรค์ ถ้าฝรั่งมาร้องเพลงฝรั่งแบบพอฟังได้ของเขา เราฟังก็ไพเราะ แต่นั่นไม่ใช่พรสวรรค์มันเป็นภาษาของเขา แต่นี่คนไทยแล้วร้องเพลงฝรั่งแล้วไพเราะด้วย โดยไม่ได้ไปเรียนหรือไปอยู่เมืองนอกแต่เกิด ผมว่าคุณกิ๊กนี่แหละ got talent ผมรักคุณครับคุณกิ๊ก”

“ดาราบางคนจนแต่สร้างประวัติปูนหลังให้สวยหรูเพื่ออัพตัวเองขึ้นมาเป็นดาราแนวหน้า และได้รับการยกย่องชื่นชม แต่พอคนจนบอกว่าจน กลับไปมองว่าเค้าสร้างภาพให้คนสงสาร นี่ละนิสัยคนไทย ประเทศชาติถึงไม่เจริญสักที”

เรื่องที่สอง เกิดเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึง และมีการส่งต่อเพื่อเตือนภัยสำหรับคนกรุงเทพมหานครกันมาก เมื่อมีผู้ตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ “พันทิป” ว่ามีคนถูกฉีดน้ำกรดใส่ขณะอยู่ริมถนนใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ โดยเหตุการณ์แรกนี้ เป็นการเล่าเรื่องราวผ่านกระทู้ “เตือนภัยชาวกรุงเทพ ~~ !!! พลุกพล่านไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป จะด้วยเหตุใดเหยื่อก็ยังคือ ผู้บริสุทธิ์” ของสมาชิกพันทิปที่ใช้นามแฝงว่า “bloomlion” ซึ่งเรื่องเกิดขึ้นเมื่อประมาณสี่ทุ่มของคืนวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา สถานที่คือเซ็นทรัลเวิลด์ โดยผู้เคราะห์ร้ายจะเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า จึงเดินข้ามถนนจากเซ็นทรัลเวิลด์มาฝั่งบิ๊กซีเพราะคิดว่าคนเยอะ น่าจะปลอดภัย พอเดินผ่านโรงแรมอโนมา ใกล้ถึงลานกว้างตรงนารายณ์ภัณฑ์เก่า ก็มีความรู้สึกว่าโดนฉีดน้ำที่ไม่ทราบที่มาบริเวณน่องข้างขวา ซึ่งดีที่ผู้เคราะห์ร้ายพยายามหาน้ำล้างและรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด แต่กระนั้นผิวหนังก็มีริ้วรอยอันน่ากลัวไปเสียแล้ว

สำหรับเหตุการณ์ที่สอง เป็นเรื่องราวของคุณ “หมูกรอบพริกเผา” สมาชิกในพันทิปเช่นกัน โพสเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2555 โดยตั้งกระทู้ว่า “[[[เตือนภัย]]] ยิงน้ำกรดใส่ แถวสี่แยกสะพานควาย” เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. ของวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 บริเวณสี่แยกสะพานควาย ฝั่งเดียวกับบิ๊กซี ขณะที่เดินลงสะพานลอยมาถึงพื้นด้านล่าง ก็รู้สึกทันทีว่ามีน้ำกระเด็นมาโดนที่คอและต้นแขนด้านซ้าย ซึ่งเป็นฝั่งเดียวกับถนน และรู้สึกแสบร้อนมากที่บริเวณคอและต้นแขน จึงรีบหาน้ำล้างและรีบไปโรงพยาบาล คุณหมอวินิจฉัยบาดแผลว่า “Chemical burn” ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าถูกทำลาย จึงสั่งให้พยาบาลล้างแผล ทายา และก็พันแผลให้มิดชิด เพื่อไม่ต้องการให้แผลถูกแสง

ทั้งนี้ ทวิตเตอร์ของ คุณพชรปพน พุ่มประพันธ์ (@Pacharapapon) นักข่าวของ Rawangpai TV รายงานว่า ตั้งแต่เดือน พ.ค. – มิ.ย. พบผู้เสียหายถูกโรคจิตฉีดน้ำกรดแล้วถึง 5 ราย เหยื่อเป็นผู้หญิงทั้งหมด โดยคนร้ายมักเลือกลงมือหลังเวลา 19.00 น. ริมถนนใหญ่ที่มีคนเดินพลุกพล่าน ใช้พาหนะเป็นจักรยานยนต์และปืนฉีดน้ำใส่น้ำกรดออกอาละวาด ซึ่งน้ำกรดที่นำมาฉีดคาดว่าเป็นน้ำกรดชนิดไม่รุนแรง และมักฉีดมาจากด้านข้างและด้านหลังของเหยื่อ

5 พื้นที่เสี่ยงถูกโรคจิตฉีดน้ำกรด มีดังต่อไปนี้

1. แยกราชประสงค์ จากบิ๊กซีราชดำริ ถึงโรงแรมอโนมา และเกษรพลาซ่า
2. แยกประตูน้ำ ถนนเพชรบุรี
3. อนุสาวรีย์ชัยฯ (เซ็นเตอร์วัน) ถนนราชวิถี – ซอยเลิศปัญญา
4. สะพานควาย (ฝั่งบิ๊กซี) ถนนพหลโยธิน
5. ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว ถนนพหลโยธิน

โดยล่าสุด ทางเว็ปไซต์ “กระปุกดอทคอม” ได้นำข้อมูลและวิธีการดูแลแผลหลังถูกน้ำกรดมาบอกเล่าไว้ โดยสอบถามมาจาก พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา อาจารย์แพทย์ผิวหนัง โรงพยาบาลศิริราช เพื่อจะได้เป็นความรู้ดังนี้

การดูแลแผลหลังถูกน้ำกรด จาก @DrRungsima อาจารย์แพทย์ผิวหนัง โรงพยาบาลศิริราช

“จากที่มีข่าวฉีดน้ำกรดใส่คนเดินถนนอยู่ในช่วงนี้ เนื่องจากการป้องกันตนจากคนโรคจิตหรือประสงค์ร้ายต่อทรัพย์สินที่ปะปนมาในฝูงชนนั้นทำได้ยาก การปฐมพยาบาลตนเองหรือผู้เคราะห์ร้ายในเหตุการณ์ และการดูแลแผลหลังจากนั้นน่าจะเป็นไปได้มากกว่า ว่านจึงสอบถามไปทางคุณหมอรังสิมา อาจารย์แพทย์ผิวหนัง รพ.ศิริราช ถึงวิธีดูแลแผลหลังถูกน้ำกรด ได้ความมาดังนี้ค่ะ ขอบคุณคุณหมอรังสิมาเป็นอย่างยิ่งมา ณ ที่นี้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณหมอรังสิมา ให้คำตอบว่า เมื่อถูกน้ำกรดฉีดใส่ ถ้าเป็นกรดชนิดเข้มข้นสูงจะมีอาการแสบร้อนทันที แต่ถ้าความเข้มข้นไม่สูงมาก อาจจะแสบร้อนหลังโดนฉีดประมาณ 10 วินาที ถ้าสงสัยว่าถูกน้ำกรดฉีดใส่ อย่าตกใจ ให้ควบคุมสติไว้ก่อน อย่าพยายามเอามือไปป้ายออกหรือขยี้ กรดจะยิ่งกระจายไปโดนผิวหนังเป็นบริเวณกว้างขึ้น ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้น้ำสบู่อ่อนๆ ล้างทันที เพื่อทำลายฤทธิ์ของกรด แต่ถ้าไม่มีให้ใช้น้ำสะอาดล้างก็ได้ แต่ไม่ควรถูบริเวณที่ถูกกรดสาดใส่

การล้างผิวหนังบริเวณที่ถูกกรด ควรใช้น้ำสบู่ หรือน้ำสะอาดปริมาณมากค่อยๆ เทใส่แผล โดยระวังไม่ให้โดนผิวหนังบริเวณใกล้เคียงเท่าที่จะทำได้ การถูผิวหนังบริเวณที่ถูกกรดสาดใส่อาจทำให้กรดกระจายไปที่ผิวหนังบริเวณใกล้เคียง หรือทำให้ผิวหนังที่ไหม้จากกรดลอกออก เสี่ยงต่อการเป็นแผลเป็น

หลังจากล้างแผลจนบรรเทาอาการแสบร้อนแล้ว ควรใช้ผ้าสะอาดพันหรือปิดทับบริเวณแผลเอาไว้ ไม่ให้เกิดการเสียดสีกับเสื้อผ้าหรือสิ่งของภายนอก แล้วรีบไปพบแพทย์เร็วที่สุดที่จะทำได้ เพื่อตรวจประเมินอาการ และให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ถ้าน้ำกรดที่ใช้สาดมีความเข้มข้นไม่สูงมาก ภายใน 1-2 วัน แผลที่ถูกน้ำกรดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือดำ ให้ทำแผลทุกวัน อย่าพยายามลอกสะเก็ดออก หลีกเลี่ยงการติดเชื้อ หรือถ้ามีอาการบวมแดง เจ็บ มีตุ่มหนองบริเวณแผล ต้องรีบกลับไปพบแพทย์ทันที โดยทั่วไปสะเก็ดแผลที่โดนน้ำกรดความเข้มข้นไม่สูงสาด จะลอกออกเองได้ในเวลา 7-10 วัน โดยไม่ทำให้เกิดแผลเป็น (ถ้าไม่มีการติดเชื้อ)

ถ้าน้ำกรดที่ใช้สาดมีความเข้มข้นสูง แผลที่ถูกสาดอาจไหม้ลึกถึงผิวหนังแท้ ทำให้เกิดการติดเชื้อ มีหนองบริเวณแผลตามมา ควรทำแผลทุกวัน แผลจากการถูกสาดน้ำกรดชนิดเข้มข้นสูง เสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นมาก จึงควรดูแลรักษาด้วยแพทย์ บางกรณีอาจต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

ที่สำคัญที่สุดคือ ควรระวังเป็นอย่างยิ่งไม่ให้กรดเข้าตา หรืออย่าเอามือที่สัมผัสกับกรด หรือผิวหนังที่ถูกกรด มาขยี้ตาเป็นอันขาด การที่กรดมาสัมผัสกับกระจกตา จะทำให้เกิดภาวะกระจกตาขุ่น และมีผลต่อการมองเห็นได้

ข้อมูลจาก
- คุณ bloomlion (http://www.pantip.com/cafe/woman/topic/Q12092425/Q12092425.html)
- คุณ หมูกรอบพริกเผา (http://www.pantip.com/cafe/woman/topic/Q12196932/Q12196932.html)
- ทวิตเตอร์ @7thmonth_girl / @Pacharapapon (พชรปพน พุ่มประพันธ์)
- http://health.kapook.com/view42113.html

“เกิดอะไรขึ้นกับสังคมนี้ ทำไมน่ากลัวขึ้นทุกวัน กว่าชีวิตคนหนึ่งคนจะโตมาได้ ต้องดูแลทนุถนอมขนาดไหน แล้วไม่รู้จักกันคิดทำร้ายกัน รักกันก็ฆ่ากัน เหนื่อยใจนะ ระวังกันหน่อย ชิวิตลำบากขึ้นทุกวัน”

“ตำรวจรู้แล้วน่าจะตามจับมาลงโทษให้หนักเลย พวกโรคจิตเป็นภัยต่อสังคมพวกนี้ ไม่คิดหรือไงว่าการกระทำมันทำให้คนอื่นเดือดร้อน คงคิดว่าสนุก แต่คนที่โดนทำร้าย ถ้าเขาบาดเจ็บ เสียโฉม นั่นมันคืออนาคตและชีวิตของเขาเลยนะ น่าจะคิดถึงใจเขาใจเรามั้ง ชั่วจริงๆ”

“ไม่มีอะไรทำกันแล้วไงละ จากปาหินฆ่าคน ก็มาสาดน้ำกรดใส่คนอื่นคน ในประเทศมันเป็นอะไรไปหมด มีแต่พวกโรคจิตเยอะแยะไปหมด ชีวิตมันเครียดมากเลยเหรอ ถึงต้องไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย ไอ้พวกแก๊งติดเอดส์ พอติดแล้วก็เอาไปแพร่ใส่คนอื่นเพื่อหาเพื่อนเป็นเอดส์ด้วย และยังมาเจอน้ำกรดอะไรนี้อีก มันอยู่ยากขึ้นจริงๆ เดินไปไหนมาไหนควรระวัง ที่นี่มันไม่ใช่สยามเมืองยิ้มอีกต่อไปแล้ว”

“เขาว่าเวลาโดนอย่ารีบเอาน้ำราด ถ้าเป็นกรดเข้มข้นมันจะทำปฏิกริยากับน้ำทำให้ยิ่งไปกันใหญ่ ถ้าโดนให้รีบหาผ้าแห้งหรือกระดาษ มาซับให้แห้งโดยด่วน ห้ามถูเด็ดขาด เพราะยิ่งทำให้เกิดแผลและแสบร้อน เมื่อซับแห้งแล้วให้ล้างน้ำเยอะๆ จนมันเจือจางไป ถ้าอยู่ใกล้คลอง แม่น้ำ ให้ลงแช่เลย จะช่วยให้ปลอดภัย”

“ช่วยกันเป็นหูเป็นตา คนขับรถผ่านไปมาเจอใครมีพฤติกรรมฉีดน้ำใส่คนแบบนี้ ขับรถชนมันไปเลยนะครับ แล้วค่อยให้ประกันเคลียร์ทีหลัง เดี๋ยวนี้มีแต่พวกอันตรายเต็มไปหมด ถึงเวลาที่ต้องกำจัดพวกมันทิ้งบ้างแล้ว”

เรื่องที่สาม กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างฮือฮาเลยทีเดียว เมื่อมีคนนำคลิปพระสงฆ์ที่สวดมนต์ ไปโพสต์ในยูทูปและเฟซบุ๊ก ชื่อว่า “เพิ่งเคยเห็นพระเทศน์เป็นจังหวะ rock ก็งานนี้แหละ (งานขึ้นบ้านใหม่)” ซึ่งพระหนุ่มในคลิปดังกล่าวสวดมนต์บทสะเดาะเคราะห์ สวดมนต์บทกำแพงแก้ว 7 ชั้นด้วยลีลาน้ำเสียงกระแทกเน้นเหมือนกับจังหวะเพลงแร็พ ขณะที่พระสงฆ์แต่ละรูปออกเสียงดังก้องกังวาน จนมีผู้เข้าไปชมเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น ยังโพสข้อความแสดงความคิดเห็นกันต่างๆ นานา ส่วนใหญ่จะเป็นการชื่นชมที่พระว่าสวดมนต์เน้นหนักแน่นดีในช่วงหวะที่ขับไล่สิ่งไม่ดีต่างๆ ออกไป ฟังแล้วสบายใจ

ด้านพระครูอนุกูลศาสนกิจ เจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยา รองเจ้าอาวาสวัดศาลาปูน อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า จากการที่ได้ดูคลิปวีดีโอการสวดมนต์ของพระสงฆ์ที่เป็นบทสวดสะเดาะเคราะห์นั้น เท่าที่ฟังดูแล้วไม่เหมาะสม การสวดแบบนี้เป็นการสวดเอาใจเจ้าภาพ มักสวดกันในงานทำบุญบ้าน และงานพิธีเกี่ยวกับการสะเดาะเคราะห์ จริงๆ แล้วการสวดมนต์จะต้องสวดให้เป็นจังหวะ มีทำนอง สำรวมให้สวยงาม เพื่อเป็นการให้พรญาติโยมและสืบทอดคำสอนของพระพุทธเจ้า เท่าที่ดูขณะนี้ไม่น่าจะใช่พระสงฆ์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะได้เร่งหาว่าเป็นพระสงฆ์วัดใด และต้องประชุมพระเพื่อหาที่มากันต่อไป

ภาพถ่ายของพระสงฆ์ในงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ที่มาภาพ: httphilight.kapook.comview72259

ภาพถ่ายของพระสงฆ์ในงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ที่มาภาพ: httphilight.kapook.comview72259

อย่างไรก็ตาม เมื่อคลิปดังกล่าวกลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหู ทางด้านนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า พฤติกรรมดังกล่าวไม่มีความผิด เพราะปกติพระนิกายนี้มักสวดมนต์เหมือนร้องเพลงอยู่แล้ว และไม่สามารถระบุโทษทางวินัยของพระสงฆ์รูปดังกล่าวได้ เพราะยังไม่ทราบว่าเป็นพระลูกวัดของวัดใด คงต้องให้ทางวัดต้นสังกัดพิจารณาความผิดเอาเอง โดยระดับความความผิดอาจต่างกันไป ซึ่งถ้าหากกระทำด้วยความคึกคะนองก็อาจลงโทษสถานเบา แต่หากจงใจฝ่าฝืนหรือตั้งใจบิดเบือนให้ศาสนาเสื่อมเสียก็จะมีการลงโทษในระดับที่รุนแรงขึ้นไป

“ขอชื่นชมค่ะ จะสังเกตุได้ว่า พระท่านมีความตั้งใจสวดมากจิตใจจดจ่อกับการสวดมนต์ ไม่มีการวอกแวกไปที่อื่นเลย ขออนุโมทนาค่ะ สาธุ”

“ไม่แปลกหรอกครับ อาจเป็นพระธรรมยุติกนิกาย หรือธรรมยุตที่เราเคยได้ยินนะครับ ท่านสวดกันแบบนี้แหละ จะไม่ช้าๆ เนิบๆ ส่วนที่องค์หนุ่มๆ ท่านคงตั้งใจมากนะครับ ไม่เป็นไรหรอกครับ ถ้าทำผิดพระวินัยก็ว่าไปอย่าง”

“สวดแบบนี้ดีแล้ว..ยุคใหม่ เด็กสมัยนี้จะได้เข้าวัดไปฟังพระซะที”

“ไม่คิดว่าจะเป็นความผิดตรงไหน บทสวดต่างๆ ก็เป็นทำนองทุกบทอยู่แล้ว และบทนี้เคยฟังมาหลายครั้งก็สวดทำนองนี้ ผิดหรือไม่ผิดขึ้นอยู่กับเจตนา ท่านตั้งใจสวดตั้งใจทำหน้าที่สงฆ์ขนาดนี้ ยังหาว่าท่านทำผิดอีกเหรอค่ะ”

“ภาณยักษ์ เป็นการสวดที่มีน้ำเสียงกระแทกกระทั้นดุดันเกรี้ยวกราดและน่ากลัว จึงได้เรียกว่าสวดแบบภาณยักษ์นั่นเอง ใช้สวดเพื่อขับไล่ยักษ์หรือภูตผีต่างๆ การสวดทั้งสองแบบนี้ได้นำมาจาก อาฎานาฏิยสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่อยู่ในพระไตรปิฎกว่าด้วยเรื่องของยักษ์ต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงปราบ มาดัดแปลงทำนองให้ดุดันและโหยหวน เพื่อเป็นการขับไล่สิ่งที่ไม่ดีให้ออกไป มีการจุดปืนใหญ่สมทบ เพื่อให้ภูตผีปิศาจเกิดความกลัวจะได้หนีไป แต่ในปัจจุบันใช้การจุดประทัดแทน (จบมะ ไม่ผิด)”

เรื่องที่สี่ จากกรณีที่เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีลานคนเมือง หัวข้อ “ผ่าความจริง หยุดกฎหมาย ล้างผิดคนโกง” และช่วงหนึ่งของการปราศรัยนายอภิสิทธิ์ได้ทำท่าทางและพูดล้อเลียนเสียงของ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.สุรินทร์ และต่อมา สถานีบลูสกายได้นำวิดีโอการปราศรัยของนายอภิสิทธิ์มาเผยแพร่บนเว็บไซต์ยูทูบ ทำให้มีสมาชิกเว็บบอร์ด รวมถึงผู้ใช้เว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ นำไปเผยแพร่ต่อและพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย

ทั้งนี้ คลิปวิดิโอดังกล่าวมีความยาว 0.55 นาที อัพโหลดในวันที่ 8 มิถุนายน 2555 เนื้อหาคาดว่าน่าจะมาจากตอนหนึ่งขณะที่ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ แถลงข่าวที่รัฐสภา ตอบโต้ นายอภิสิทธิ์ กรณีพูดจาล้อเลียนตนระหว่างการปราศรัยที่ลานคนเมือง โดยระบุว่า ไม่เคยมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมเหมือน ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคน แต่จากนั้น จ.ส.ต.ประสิทธิ์ก็กล่าวขอโทษ แล้วแก้ต่างว่าไม่เคยแถลงข่าวมาก่อน

ที่มาภาพ: httpnews.mthai.comheadline-news169468.html

ที่มาภาพ: httpnews.mthai.comheadline-news169468.html

โดยทางด้าน จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชิปัตย์ ได้ล้อเลียนตนเองว่าทำอะไรไม่เป็นทำได้แต่เพียงการประท้วง ว่า นายอภิสิทธิ์ทราบหรือไม่ว่า ตนได้รับเลือกเป็น ส.ส.จากประชาชน ซึ่งกล้าพูดได้ว่า เป็น ส.ส. คนเดียวในประเทศหรือในโลกที่ใช้เงินน้อยที่สุด ซึ่งเป็นความฉลาดของประชาชนจังหวัดสุรินทร์ที่เลือกตนเป็น ส.ส. การประท้วงของตนเป็นไปตามข้อบังคับ แต่อย่างน้อยตนก็ไม่ใช่คนใจดำสั่งฆ่าประชาชน ไม่ถ่อย เถื่อนเหมือนบางพรรค ซึ่งนายอภิสิทธิ์เป็นถึงอดีตนายกฯ ควรมีจิตสำนึกบ้าง ทั้งนี้ตนกำลังให้ฝ่ายกฏหมายดูว่า จะฟ้องร้องนายอภิสิทธิ์ได้อย่างไร วันนี้นายอภิสิทธิ์หมดมุกเล่นควรจะลาออกเสีย ไปเล่นตลกให้กับสภาโจ๊กก็ได้เพราะขณะนี้กำลังหาคนหน้าเหมือนอยู่ เพราะหน้าตาขี้เหร่อย่างตนหาไม่ได้ก็เอานายอภิสิทธิ์ไปแทนก็ได้

“ผมว่าอภิสิทธิ์เข้าทางจ่าประสิทธิ์แล้วล่ะ เพราะทุกวันนี้ที่จ่าประสิทธิ์ประท้วงบ่อยๆ ก็เพราะต้องการให้ตัวเองได้ออกโทรทัศน์ ให้คนทางบ้านเห็นหน้า พูดง่ายๆ คือ “อยากดัง!!” คราวนี้ อภิสิทธิ์มาทำอย่างนี้ จ่าประสิทธิ์ เลยได้ดังสมใจเลย”

“โอ้ สนุก ทว่าเล่นเกมการเมืองนี่ เล่นเป็นของสนุกอยู่ได้ มีล้อเลียน คริ คริ ขำ ทำยังกะเป็นลูกพรรคไม่ใช่หัวหน้าพรรค อย่างนี้ได้ไง”

“ผมไม่ค่อยจะเคยเห็นหัวหน้าพรรคการเมืองไหนลงเล่นมุกแบบนี้ หรือนี้เป็นการยอมทำทุกอย่าง แม้เสียภาพลักษณ์ก็ยอมอย่างที่ว่า…ผมอยากให้ต่อไป พท. ยกหน้าที่ตอบโต้กับนายอภิสิทธิ์นี้ให้แก่จ่าประสิทธิ์ครับ แค่จ่าคนเดียวก็พอแล้วครับ”

“นายกฯ อภิสิทธิ์ น่ารักอ่ะ อารมณ์ขันดีจริง”

เรื่องที่ห้า เป็นปรากฏการ์ทางดาราศาสตร์ที่สร้างความสนใจให้ประชาชนจำนวนมาก เป็นปรากฏการณ์หายาก ในรอบ 100 เกิดขึ้นเพียง 2 ครั้ง และหากพลาดครั้งนี้ต้องรออีก 105 ปี กับปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ (Transit of Venus) ที่จะสังเกตปรากฏการณ์ได้ตั้งแต่ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า เวลา 05:49 น. จนถึงเวลาประมาณ 11:49 น. ของวันที่ 6 มิถุนายน 2555 ตามเวลาประเทศไทย ณ กรุงเทพมหานคร และสามารถสังเกตเห็นได้ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย

ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์นี้ เกิดขึ้นเมื่อดาวศุกร์เคลื่อนที่ผ่านแนวเส้นตรงที่เชื่อมระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ คนบนโลกจะเห็นดาวศุกร์เป็นดวงกลมดำขนาดเล็กเคลื่อนที่ผ่านดวงอาทิตย์ การผ่านหน้าคล้ายกับสุริยุปราคาที่เกิดจากดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์ ต่างกันตรงที่ดาวศุกร์อยู่ห่างจากโลกมากกว่าดวงจันทร์ แม้ว่าจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่าก็ตาม ทำให้เราสามารถมองเห็นดาวศุกร์มีขนาดเล็กมาก โดยในอดีตนักดาราศาสตร์ใช้ปรากฏการณ์นี้ในการวัดระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์โดยอาศัยการเกิดแพรัลแลกซ์ โดยเจเรไมอาห์ ฮอร์รอกส์ นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษเป็นคนแรกที่ได้คำนวณและสังเกตเห็นการเคลื่อนตัวในวงโคจรของดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ดังกล่าวเมื่อ เวลาตั้งแต่ 15.15 น. จนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2182

นักดาราศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ปรากฏการณ์แห่งศตวรรษ” ซึ่งหากเราพลาดชมในวันที่ 6 มิถุนายนนี้ จะต้องรอชมอีกครั้งในวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2660 จึงนับเป็นปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ครั้งสุดท้ายที่ผู้มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันจะได้ชม อีกทั้งนักดาราศาสตร์ที่ศึกษาระยะห่างของโลกกับดวงอาทิตย์จะได้ใช้ปรากฏการณ์นี้เพื่อการศึกษา

ปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ ที่มาภาพ: httpnews.mthai.comgeneral-news169045.html

ปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ ที่มาภาพ: httpnews.mthai.comgeneral-news169045.html

ข้อควรระวังสำหรับการสังเกตปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ คือ ไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า เนื่องจากดวงอาทิตย์มีแสงสว่างจ้ามาก จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและใช้อุปกรณ์ที่มีความปลอดภัยสูง เช่น กล้องโทรทรรศน์ที่ติดแผ่นกรองกรองแสง แว่นดูดวงอาทิตย์ หรืออาจใช้อุปกรณ์สังเกตการณ์ทางอ้อม อย่างการฉายภาพดวงอาทิตย์บนฉากรับภาพจากกล้องโทรทรรศน์ เป็นต้น และขอให้ระมัดระวังการบันทึกภาพดวงอาทิตย์ด้วยกล้องดิจิตัล หรือกล้องจากโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากเลนส์ของกล้องต่างๆ เหล่านี้มีคุณสมบัติในการรวมแสง การมองภาพที่ส่องจากเลนส์ไปยังดวงอาทิตย์โดยตรง อาจทำให้ตาบอดได้

“ไปดูมาแล้วค่ะ ไม่เห็นทั้งดาวศุกร์และดวงอาทิตย์ เพราะว่ามีเมฆครึ้ม เหมือนแกล้งคนรอดูค่ะ เศร้าเลย”

“รอดูต่อไปว่าจะเกิดอะไร แต่ทว่ามันมีลางบอกเหตุอะไรสักอย่างหรือเปล่า”

“ได้ดูทันก่อนมันจะเคลื่อนออกพอดี โชคดีที่มหาลัยเอากล้องดูดาวมาตั้งให้ดู ไม่งั้นคงอดเพราะหาอุปกรณ์ดูไม่ทัน”

“สวยงาม เล็กเหมือนสิวบนหน้าหรือไม่ก็ไฝ”

“ขณะนี้ มนุษย์ต่างดาวบนดาวอังคารคงรอดูโลกผ่านดวงอาทิตย์เช่นกัน 55″

“เจอแต่ก้อนเมฆผ่านดวงอาทิตย์อะ ไม่เจอดาวศุกร์เลย ฝนตกด้วย”

เครือข่ายสังคม