เมื่อความรักและอุดมคติไม่เพียงพอ: บทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนผู้ผลิตหนังสือรายเล็กและผู้ผลิตหนังสืออิสระ

13 มิถุนายน 2012

สมคิด พุทธศรี

หนังสือเป็นสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและปัญญา ดังนั้นหนังสือจึงมิได้ให้อรรถประโยชน์แก่ผู้ที่บริโภคหนังสือเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสังคมภายนอกอีกด้วย การเติบโตของอุตสาหกรรมหนังสือในสังคมหนึ่งๆ เป็นภาพสะท้อนให้เห็นคุณภาพของสังคมนั้นๆ รวมไปถึงคุณภาพของผู้คนที่อาศัยอยู่ในสังคมนั้นด้วย

กระนั้น เมื่อมองผ่านแง่มุมของความเป็นอุตสาหกรรมการผลิต และความเป็นธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้ หนังสือก็ไม่ได้แตกต่างจากสินค้าอื่นๆ ในระบบทุนนิยม ธุรกิจหนังสือถูกผูกขาดจากผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่มีอำนาจในตลาดสูง ในขณะที่ผู้ผลิตรายเล็กและผู้ผลิตอิสระที่แม้จะมีจำนวนมาก แต่อำนาจในตลาดกลับแปรผกผันกับจำนวน นี่คือสภาพที่เป็นจริงของทุกๆ สังคมที่สมาทานระบบทุนนิยม ไม่เกี่ยงว่าทุนนิยมนั้นจะพัฒนาแล้ว หรือว่าจะยังล้าหลังอยู่ก็ตาม

ในกรณีของประเทศไทย ข้อมูลจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยระบุว่า ปัจจุบันตลาดหนังสือมีมูลค่าประมาณ 21,000 ล้านบาท หรือแค่ประมาณร้อยละ 0.2 ของผลิตภันฑ์มวลรวมประชาชาติเท่านั้น กล่าวคือ ในการผลิตสินค้าและบริการ 100 บาท สังคมไทยเจียดเงินไว้ผลิตหนังสือ 20 สตางค์เท่านั้น หรือจะลองคิดดูเล่นๆ ว่า รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทยในปี 2554 อยู่ที่ประมาณ 282,000 บาท/ปี นั่นคือ คนไทยจ่ายเงินซื้อหนังสือแค่ประมาณ 564 บาท/ต่อปี หรือแค่ 47 บาท/เดือนเท่านั้น ไม่ว่ามองจากมุมไหน ธุรกิจหนังสือไทยก็ถือว่าเป็นเค้กที่ก้อนเล็กมากอยู่ดี

เมื่อมองไปที่โครงสร้างตลาด ข้อมูลในปี 2553 ระบุว่า ส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจหนังสือนั้นกระจุกอยู่กับผู้เล่นเพียงไม่กี่รายเท่านั้น กลุ่มผู้นำตลาดที่มีเพียง 8 ราย มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึงร้อยละ 32 กลุ่มสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ 45 รายมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันร้อยละ 33 ของตลาด ในขณะที่สำนักพิมพ์ขนาดเล็กกว่า 320 รายมีส่วนแบ่งตลาดเพียงแค่ร้อยละ 16 เท่านั้น เมื่อคิดเป็นค่าเฉลี่ยต่อสำนักพิมพ์แล้วพบว่า กลุ่มผู้นำตลาดและกลุ่มสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก 88.8 เท่า และ 26.4 เท่า เลยทีเดียว

แต่เดิมเค้กก็เล็กอยู่แล้ว ส่วนแบ่งที่ได้มายังน้อยกว่าใครเพื่อน จึงไม่แปลกใจว่า ผู้ผลิตหนังสือขนาดเล็กและผู้ผลิตหนังสืออิสระส่วนใหญ่จึงมักจะทำหนังสือดีมีคุณภาพ โดยใช้ความรักและอุดมคติเป็นเหตุผล และความรักและอุดมคติโอบอุ้มทุกสิ่งทุกอย่างในการทำธุรกิจหนังสือ แต่โลกทุนนิยมเป็นโลกที่ไม่โรแมนติกนัก เมื่ออยู่ในตลาด ความรักและอุดมคติหาใช่ตัวชี้ขาดความสำเร็จ ในปี 2554 แม้สำนักพิมพ์ขนาดเล็กจะมีอัตราการขยายตัวของรายได้อยู่ที่ร้อยละ 0.24 แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ตัวเลขที่น่าปลาบปลื้มนัก เมื่อผู้เล่นในกลุ่มอื่นๆ นั้นมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 5–17 ไม่ต้องพูดถึงว่า ในปี 2553 กลุ่มสำนักพิมพ์ขนาดเล็กเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่อัตราการขยายตัวของรายได้ติดลบ โดยติดลบถึงร้อยละ 20.88 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และนับเป็นการถดถอยอย่างต่อเนื่องหลังจากที่ติดลบร้อยละ 15 ในปี 2552

เมื่อความรักและอุดมคติกินไม่ได้ ผู้ผลิตหนังสือขนาดเล็กและผู้ผลิตจำนวนมากที่หมดแรงจำต้องยอมแพ้และถอนตัวออกไป ข้อมูลสถิติชี้ว่า จำนวนสำนักพิมพ์ขนาดเล็กนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง ในปี 2550 จำนวนสำนักพิมพ์ขนาดเล็กมีทั้งสิ้น 381 ราย ในขณะที่ในปี 2554 สำนักพิมพ์ขนาดเล็กเหลือเพียงแค่ 320 รายเท่านั้น

ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ผลิตรายใหญ่อาจจะผลิตหนังสือออกมาได้เป็นจำนวนมาก และทำให้ตลาดหนังสือเติบโตได้อย่างคึกคักและมีเสถียรภาพได้ตามสมควร แต่สภาวะดังกล่าวมิอาจเป็นสภาวะในอุดมคติของสังคมได้ ในแง่ของวัฒนธรรมทางปัญญา การผูกขาดตลาดหนังสือไม่เพียงแต่เป็นการจำกัดการเข้าถึงหนังสือของผู้คนเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการควบคุมการแสดงคิดความเห็นสาธารณะ และยังอาจก่อให้เกิดการผูกขาดทางวัฒนธรรมด้วย

ในมิติของเศรษฐศาสตร์ การผูกขาดตลาดหนังสือย่อมทำให้หนังสือดีมีคุณภาพที่มักจะไม่เป็นที่นิยมในตลาดอยู่ในตลาดน้อยเกินไป อันจะทำให้สังคมได้รับผลกระทบภายนอกที่เป็นบวก (positive externalities) ของหนังสือน้อยกว่าเกินกว่าที่ควรจะเป็น ตัวอย่างที่ชัดเจนในกรณีนี้ ได้แก่ ตลาดหนังสือและตำราทางวิชาการ เป็นต้น

นอกจากนี้ สภาวะผูกขาดยังสะท้อนให้เห็นถึงการกระจายผลได้อย่างไม่เป็นธรรมในธุรกิจหนังสือ ผลได้ของการเติบโตของธุรกิจหนังสือส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่กับผู้ผลิตรายใหญ่ ในขณะที่ผู้ผลิตขนาดเล็กและผู้ผลิตหนังสืออิสระที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ผลิตหนังสือคุณภาพ และมีความหลากหลายในประเภทของหนังสือที่ผลิต กลับมีส่วนแบ่งเพียงหยิบมือเดียวและอยู่รอดในตลาดได้อย่างยากลำบาก

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การลงทุนและระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ของกลุ่มผู้นำตลาดและกลุ่มสำนักพิมพ์ที่มีขนาดใหญ่ มีส่วนทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จในตลาดหนังสือและในโลกทุนนิยม ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของธุรกิจหนังสือไทยคือ จะทำอย่างไรให้ผู้ผลิตหนังสือขนาดเล็ก และผู้ผลิตหนังสืออิสระที่ทำหนังสือดีแต่ตลาดไม่นิยมอยู่รอดได้ในตลาด แน่นอนว่า ผู้ผลิตหนังสือขนาดเล็กและผู้หนังสืออิสระไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะผลิตหนังสืออย่างสะดวกสบายไร้กังวลใดๆ พวกเขาเพียงแต่หวังว่า ตัวเองจะอยู่รอดได้โดยไม่ลำบากจนเกินไปนัก

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เสนอว่า เมื่อตลาดทำงานไม่ทำงานหรือไม่อาจทำงานได้โดยสมบูรณ์ แต่สินค้านั้นส่งผลกระทบภายนอกที่เป็นบวกแก่สังคม รัฐจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทสนับสนุนเพื่อให้มีการผลิตและการบริโภคในวงกว้าง อันจะทำให้ระดับสวัสดิการโดยรวมของสังคมดีขึ้นไปด้วย

ในหลายๆ ประเทศ ภาครัฐมีบทบาทอย่างสำคัญในการส่งเสริมผู้ผลิตหนังสือขนาดเล็กและผู้ผลิตหนังสืออิสระ ให้สามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับตลาดได้ดีพอสมควร นอกจากการรณรงค์ให้ประชาชนของตนอ่านหนังสือมากขึ้นแล้ว มาตรการที่เป็นรูปธรรมส่วนใหญ่ที่รัฐใช้คือ การให้การสนับสนุนทางการเงิน ตัวอย่างเช่น ในแคนาดา ภาครัฐได้จัดสรรเงินทุนเพื่อสนับสนุนสำนักพิมพ์เกิดใหม่ (Emerging Publishing Grant) เป็นประจำทุกปี หรืออย่างในสวีเดน ผู้ประกอบการในธุรกิจหนังสือก็จะได้รับดอกเบี้ยราคาถูกกว่าท้องตลาดค่อนข้างมาก ที่ฝรั่งเศส สำนักพิมพ์อิสระที่ต้องการเงินลงทุนในโครงการที่ใช้งบประมาณสูงแต่ไม่มีเงินทุน ก็สามารถขอกู้เงินแบบปราศจากดอกเบี้ยจากศูนย์หนังสือแห่งชาติของฝรั่งเศส มาตรการเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีเงื่อนไขพ่วงมาด้วยว่า ผู้ผลิตจะต้องเลือกทำหนังสือสาระคุณภาพดี อาทิ กวี วรรณกรรมวิชาการ วรรณกรรมคลาสิก และวรรณกรรมภาษาถิ่น/ท้องถิ่น เป็นต้น

ในบางประเทศ ภาครัฐได้พยายามคิดค้นนวัตกรรมทางนโยบายใหม่ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของสังคม กรณีของสกอตแลนด์นั้นเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจยิ่ง แต่ก่อนนั้น รัฐบาลสกอตแลนด์สนับสนุนผู้ผลิตหนังสือขนาดเล็กและผู้ผลิตหนังสืออิสระ ด้วยการให้เงินอุดหนุนผ่านสภาศิลปะแห่งสกอตแลนด์ (The Scottish Art Council) ซึ่งแม้จะมีประสิทธิผลพอสมควร แต่การช่วยเหลือก็จำกัดเฉพาะผู้ผลิตหนังสือที่เป็นสมาชิกของสมาคมผู้จัดพิมพ์แห่งสกอตแลนด์เท่านั้น ต่อมาในปี 2009 รัฐบาลสกอตแลนด์จึงได้ตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ชื่อว่า Creative Scotland 2009 Ltd. ซึ่งมีลักษณะการดำเนินการในรูปแบบบริษัทเอกชน โดยหน่วยงานแห่งนี้จะต้องนำเงินงบประมาณที่ได้จากภาครัฐไปร่วมลงทุนในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ

ความน่าสนใจของ Creative Scotland 2009 Ltd. คือ การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจสร้างสรรค์ในทุกแขนงสามารถนำเสนอโครงการที่ตนเองจะทำเพื่อขอให้รัฐร่วมเป็นหุ้นส่วนได้โดยตรง ที่สำคัญคือ Creative Scotland 2009 Ltd. ไม่ได้จัดประเภทของเศรฐกิจสร้างสรรค์ตามรูปแบบของศิลปะ (art form) เหมือนที่เคยทำมา กล่าวคือ ไม่ได้มีการแยกธุรกิจหนังสือ ธุรกิจเพลงเพลง หรือธุรกิจภาพยนตร์ ออกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่จะใช้ลักษณะของกิจกรรมเป็นเป็นเกณฑ์ในการแบ่งประเภทของการลงทุน เช่น การลงทุนพัฒนาช้างเผือก (talent development) การลงทุนสร้างสาธารณูปโภคทางปัญญาและวัฒนธรรม (cultural facilities) และการพัฒนานวัตกรรม (innovation) เป็นต้น การใช้เกณฑ์เช่นนี้ส่งผลให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมมีความยืดหยุ่นและมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

นอกจากการให้เงินอุดหนุนและการร่วมทุนแล้ว รัฐยังสามารถเป็นตัวกลางในการจับคู่ผู้ผลิตและผู้บริโภคได้ด้วย ในหลายๆ ประเทศ นโยบายการศึกษาและระบบห้องสมุด เป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลใช้เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตหนังสือขนาดเล็กและผู้ผลิตหนังสืออิสระได้เป็นอย่างดี เช่น ในสวีเดนและนอร์เวย์ หนังสือที่ถูกผลิตออกมาเกือบทุกเล่มจะถูกซื้อโดยองค์กรหรือมูลนิธิที่เชื่อมโยงกับรัฐ เพื่อส่งไปยังห้องสมุดสาธารณะทุกแห่งในประเทศ ในสกอตแลนด์ แม้รัฐจะไม่ได้บังคับให้ห้องสมุดต้องซื้อหนังสือของทุกสำนักพิมพ์ แต่จากการสำรวจพบว่า ระบบห้องสมุดสมุดสาธารณะในสกอตแลนด์ให้ความสำคัญกับการสั่งซื้อหนังสือของผู้ผลิตขนาดเล็กและผู้ผลิตอิสระไว้ในห้องสมุด เนื่องจากหนังสือเหล่านี้มีถูกผลิตน้อยและมักจะหาได้ยากในท้องตลาด

ระบบห้องสมุดที่ก้าวหน้ายังมีประโยชน์ในเชิงของกลไกนโยบายอื่นๆ อีกด้วย ในประเทศอังกฤษ ฮอลแลนด์ และยุโรปเหนือ รัฐบาลสนับสนุนอุตสาหกรรมหนังสือด้วยการจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์สำหรับการยืมในห้องสมุด (Library Lending Right) ให้กับผู้ผลิตหนังสือ โดยมีตรรกะว่า เมื่อหนังสือมาอยู่ในห้องสมุดสาธารณะ สังคมจะได้ประโยชน์จากการที่คนสามารถเข้าถึงหนังสือมากขึ้น แต่ผู้ผลิตหนังสือกลับเป็นผู้เสียประโยชน์เมื่อหนังสือที่ตนผลิตอาจขายได้น้อยลงในท้องตลาด เพราะคนหันมายืมจากห้องสมุดแทนที่จะซื้ออ่านเอง ทั้งนี้ หนังสือเล่มใดถูกยืมมากผู้ผลิตก็จะได้รับค่าลิขสิทธิ์มากขึ้นตามไปด้วย

นโยบายและมาตรการต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นนี้ อาจไม่มีความหมายใดๆ เลย ถ้าสิทธิและเสรีภาพในการอ่านและการเขียนในสังคมถูกจำกัด ในประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ว่านโยบายและมาตรการสนับสนุนธุรกิจหนังสือจะแตกต่างกันเพียงใด แต่สิ่งที่ทุกรัฐมีร่วมกันคือการให้ความสำคัญกับสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็น และการเข้าถึงสินค้าวัฒนธรรมเป็นลำดับต้นๆ นี่เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นในการยกระดับธุรกิจหนังสือ และอาจหมายรวมถึงสังคมในภาพรวมด้วย

  • Temyos

    ขอบคุณคุณสมคิดที่แชร์ข้อคิดเห็นครับ

    ผมมีความเห็นหลายอย่างครับ

    1. คุณสมคิดจะเรียกว่าผูกขาดได้อย่างไรเมื่อมีผู้เล่นหลายร้อยราย? เขาก็แข่งขันกันอย่างยุติธรรม โรงพิมพ์ใหญ่ไม่เคยเป็นโรงพิมพ์เล็กมาก่อนหรือไร?

    2. ใครตัดสินว่าหนังสือไหนดี คนควรอ่าน?

    3. สำนักพิมพ์ที่ปิดไปคือ สำนักพิมพ์ไหน? เค้าพิมพ์อะไร? เค้าสมควรปิดตัวเองไปอยู่แล้วรึเปล่า?

    4. เวลาที่บอกเรื่องทฤษฎีเศรษฐศาสตร์คุณสมคิดควรจะบอกด้วยว่า เป็นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สายเคนส์ (Keynesian Economics) และสายสังคมนิยม ไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ทั้งหมด ที่ต้องการให้รัฐเข้ามาจัดการ Externalities

    5. รัฐบาลไม่ได้ผลิตเงินเอง รัฐบาลต้องเก็บภาษี กู้ยืม หรือพิมพ์เงิน (จริงๆ คือสร้างตัวเลขเงินในบัญชีธนาคาร โดยปราศจากฐาน) ทั้งหมดก็มีค่าเท่ากับไม่เก็บภาษีวันนี้ก็วันหน้า การเอาเงินภาษีมาอุดหนุนมีผลเสียทางตรงหลายข้อ
    1. ใครอ่านหนังสือดีๆ เหล่านี้? คนจน ชนชั้นกลาง หรือ คนรวย? ผมว่าคนจนไม่อ่าน
    การที่เราจะเก็บเงินภาษีทุกคน รวมทั้งคนจน เพื่อทำหนังสือให้ชนชั้นกลาง และคนรวยอ่าน มันยุติธรรมแล้วหรือ?
    2. ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลไทยไหมว่าจะเอาเงินมาทำหนังสือดี ผมว่ารัฐบาลจะเอาเงินมาละเลงให้พวกพ้อง
    ตัวอย่างในประเทศพัฒนาที่อ้างอิงมา ผมก็ไม่ค่อยเชื่อเลยครับ

  • Somkid Puttasri

    ขออนุญาตแลกเปลี่ยนด้วยนะครับ

    1. การนิยามว่าผูกขาดนั้น ปกติแล้วไม่ได้ดูที่จำนวนผู้เล่นในตลาดเพียงอย่างเดียวครับ แต่ดูจากโครงสร้างตลาดในภาพรวม (เช่น ความง่ายในการเข้าออกตลาด ส่วนแบ่งตลาด -ฯลฯ-)

    2. คนที่บอกว่าหนังสือไหนดีนั้นน่าจะเป็นคนอ่านครับ

    3. ผมเองก็ไม่มีข้อมูลเหมือนกันครับ และไม่แน่ใจด้วยว่าเค้าสมควรปิดตัวเองหรือป่าว ประเด็นที่ต้องการชี้ให้เห็น คือ ในขณะที่ผู้ผลิตกลุ่มอื่นๆนั้นสามารถเติบโตไปได้ดี มีเพียงสำนักพิมพ์ขนาดเล็กเท่านั้นที่อยู่ได้อย่างค่อนข้างลำบากมาก จริงอยู่ว่าการล้มหายตายจากเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ แต่แนวโน้มที่เกิดขึ้นน่าจะพอบอกสภาพของธุรกิจหนังสือ โดยเฉพาะผู้ผลิตหนังสือขนาดเล็กและผู้ผลิตหนังสืออิสระได้บ้าง

    4.การแทรกแทรงตลาดของรัฐในที่นี้เป็นเรื่องทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคครับ ในขณะที่เศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียนเป็นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาค (เรากำลังพูดถึง ราคา การเข้าถึงตลาดหนังสือ และความหลากหลายของสินค้าในตลาดหนังสือครับ ไม่ได้จะพูดว่ารัฐควรจะกระตุ้นตลาดหนังสือเพื่อให้เศรษฐกิจโต)

    5. เรื่องความยุติธรรมเป็นเรื่องที่ตอบได้ยากมากครับอยู่ที่ว่าจะมองจากมุมไหน โดยส่วนตัวผมคิดว่า เราควรมองอุตสาหกรรมหนังสือในทำนองคล้ายๆกับโรงเรียนหรือมหาลัย เพราะหนังสือนั้นก่อให้เกิดผลกระทบภายนอกทางบวกต่อสังคม จากมุมมองเช่นนี้ทำให้ผมสรุปว่า

    5.1 รัฐยังสมควรที่จะสนับสนุนธุรกิจหนังสือตามสมควรครับ ผมไม่อาจตอบได้ว่า คนชนชั้นใดอ่านหนังสือ กระนั้นหากจะมีเฉพาะคนชั้นสูงและคนชั้นกลางเท่านั้นที่อ่าน ผมก็ยังคิดว่ารัฐน่าจะมีบทบาทสนับสนุนอยู่ดีเช่นเดียวกับการที่มีมหาลัยไว้ให้คนชั้นสูงและคนชั้นกลางเรียน

    5.2 ตัวอย่างที่ผมยกมาในประเทศต่างๆ รัฐไม่ได้เข้าไปผลิตหนังสือเองนะครับ แต่เข้าไปสนับสนุนด้วยมาตรการต่างๆ นัยสำคัญของการที่รัฐต้องธำรงไว้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ก็เพื่อเป็นหลักประกันว่า รัฐจะไม่แทรกแซงเนื้อหาของหนังสือ แม้จะเป็นผู้ให้เงินทุนก็ตาม

    • Temyos

      ขอบคุณที่กรุณาให้รายละเอียดเพิ่มเติมครับ และขอบคุณที่ยินดีสนทนากับผมครับ

      ผมยังมีข้อสงสัยเพิ่มเติมอีก :)

      1. ผมเห็นด้วยที่การผูกขาดนั้นควรดูกันที่ความยาก-ง่ายในการเข้าตลาด แต่ไม่ใช่ดูที่จำนวน หรือส่วนแบ่ง ซึ่งเป็นเพียงตัวชี้วัดครับ แต่ผมดูธุรกิจสำนักพิมพ์นั้นยังไงก็ไม่เป็นการผูกขาด และจริงๆ แล้วยังมีคนที่พิมพ์หนังสือเองโดยที่ไม่ได้มีการจัดตั้งเป็นสำนักพิมพ์อย่างเป็นเรื่องเป็นราวอีกมากมาย

      2. ผมเห็นด้วยที่คนอ่าน/คนซื้อหนังสือควรเป็นผู้ตัดสินว่าหนังสือเล่มไหนดี และสามารถทำได้ด้วยการซื้อหนังสือเล่มนั้นๆ แล้วจะให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงทำไมครับ?

      3. ผมว่าถ้านับรวมคนที่พิมพ์หนังสือขายเองด้วยก็ไม่แน่ครับ

      4. เรื่องของสายเคนส์นั้นต้องขออภัยด้วยที่ผมอาจทำให้สับสนที่เอาไปรวมกับกลุ่มที่มีที่แนวความคิดที่มาจากสายสังคมนิยมครับ แต่ประเด็นสำคัญที่ผมพยายามเสนอคือ ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ทุกคนที่สนับสนุนให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซง

      5.1 ผมไม่ได้บอกว่าใครควรหรือไม่ควรอ่านหนังสือดีครับ (ผมคิดว่าทุกคนควรอ่านหนังสือดี) แต่ผมคิดว่าคนจนจะไม่อ่านหนังสือเหล่านั้น ดังนั้นการที่เราจะเก็บภาษีทุกคน เพื่อมาทำหนังสือให้คนชั้นกลาง และคนรวยอ่านนั้น ผมเห็นว่าไม่สมควรครับ (คนเหล่านี้มีเงินซื้อหนังสืออ่านเองได้อยู่แล้ว)

      กรณีมหาวิทยาลัย.. ผมว่าถูกต้องเลยครับที่มันเป็นที่ของชนชั้นกลางและชั้นสูง .. เหมือนกรณีของหนังสือ แล้วรัฐบาลมาอุดหนุนทำไมครับ? ทำไมไม่ให้เอกชนจัดการ?

      5.2 ผมไม่ได้ตีความว่ารัฐบาลจะเข้าไปผลิตเองครับ แค่บอกว่ารัฐบาลจะเอางบไปลงกับพวกพ้อง
      เรื่องที่ว่ารัฐจะให้ทุนแต่ไม่แทรกแซงนั้นผมว่าไม่เหมาะสมครับ ถ้ามีคนได้ทุนแล้วเกิดพิเรนทร์พิมพ์หนังสือโป๊จะทำยังไง?